ไอน์นึกถึงเรื่องราวของมาเรีย หญิงสาวที่ปลอมตัวมาเป็นลูกค้า แต่แท้จริงแล้วเธอเป็นสายลับที่ต้องการมาจับตัวเขา และขโมยข้อมูลเกี่ยวกับอวัยวะเทียม
แต่ว่า ไอน์ไม่ได้สนใจเรื่องนั้นเลยแม้แต่น้อย ตัวเขาไม่ได้รู้เลยว่ามาเรียเป็นสายลับปลอมตัวมา เขาเพียงแค่ทนไม่ไหวเท่านั้น
ใช่ ทนไม่ไหว ใบหน้าของมาเรียนั้นงดงามเกินไป จนไอน์อดจินตนาการไม่ได้ว่า เวลาเธอสิ้นหวัง เวลาเธอเจ็บปวด และอ้อนวอนขอชีวิต ใบหน้าของเธอจะบิดเบี้ยวได้ขนาดไหน
และในจังหวะสุดท้ายของลมหายใจ มาเรียก็แสดงสีหน้าอันเต็มไปด้วยความหวาดกลัวให้ไอน์เห็น และมันก็ทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นและเต็มไปด้วยความสุขอย่างบอกไม่ถูก
ช่างเป็นความทรงจำอันแสนหอมหวาน
ตอนนี้เขาหันกลับไปมองจอมอนิเตอร์อีกครั้ง บนหน้าจอนั้นฉายภาพของเด็กสาวคนหนึ่งอยู่
“เหมือนกันจริงๆ ”
ใช่ เหมือนกับมาเรีย หญิงสาวที่เขาหลงใหล จนอดไม่ได้ที่จะจับเธอมาเป็นทาสของเขา ถึงแม้ว่าเธอจะมาหาเขาในฐานะลูกค้าก็ตาม
“ถ้าอย่างนั้น ใบหน้าของเธอเวลาบิดเบี้ยวไปด้วยความเจ็บปวดและความสิ้นหวัง มันจะงดงามแค่ไหนกัน จะเทียบเท่าพี่สาวของเธอรึเปล่า”
นักวิทยาศาสตร์หนุ่มเอ่ยถามออกมา พร้อมกับลูบใบหน้าของเด็กสาว ที่ฉายอยู่บนหน้าจอ
การลูบไล้มือของเขาเต็มไปด้วยความเอ็นดูและอ่อนโยน ดวงตาเต็มไปด้วยความหลงใหล แต่จิตใจของชายคนนี้วิปริตเกินไป
หากหญิงสาวคนไหนหลงใหลไปกับรู้ร่างหน้าตาหรือความฉลาดของเขา ก็ต้องบอกว่าหญิงสาวคนนั้นคงชะตาขาดเรียบร้อย และกว่าจะรู้ตัว ก็คงเป็นนตอนที่เธออยู่ในสภาพในแขนขา หรือดัดแปลงจนกลายเป็นสัตว์ สิ่งของ หรือใดๆ ก็ตาม แต่เธอจะไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป
ตอนนี้ไอน์รู้แล้วว่า เด็กสาวคนนั้นมายังคฤหาสน์ของเขาเพื่อตามหาพี่สาวของตัวเอง นั่นคงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเธอถึงไม่ยอมนี้ออกจากคฤหาสน์นี้ ทั้งที่มีโอกาสและอยู่ในสภาพแขนขาครบ
“ถ้าอยากเจอกันขนาดนั้น ฉันจะให้เธอได้เจอสมใจเลย สาวน้อย”
นักวิทยาศาสตร์ว่าอย่างนั้น ก่อนจะแสยะยิ้มออกมาจนดูน่ากลัว
ว่าแต่ เขาจะทำอะไรกับเธอคนนี้งั้นเหรอ?
คำตอบของคำถามนั้นง่ายมาก นั่นก็คือ ใช้วิธีใดก็ตาม ที่ทำให้ใบหน้าจิ้มลิ้มแฝงไปด้วยความงดงามของวัยสาวแรกรุ่น บิดเบี้ยวไปด้วยความสิ้นหวังและความหวาดกลัว
ถึงแม้ว่าไอน์จะเป็นนักวิทยาศาสตร์ และมีความคิดลุ่มลึกขนาดไหน แต่ตัวเขาก็เดาทางง่าย หากเป็นเรื่องรสนิยมของเขา
การทำให้ใครก็ตามที่เขาหลงใหล ทรมานและสิ้นหวังนั้น เป็นเรื่องที่เขาต้องทำอย่างเลี่ยงไม่ได้
ถ้าหากให้เปรียบเทียบแล้ว ก็คล้ายกับการหายใจ ไม่สิ ยิ่งกว่านั้น ยิ่งกว่าสัญชาตญาณ
สัตว์ป่าจะรู้ตัวรึเปล่า ว่าเวลาถูกรถชนตัวเองจะตาย?
มันเคยถูกรถชนรึเปล่า?
ถ้าหากไม่ มันจะรู้ได้ยังไงว่าถ้าตัวเองถูกรถชนจะได้รับบาดเจ็บ หรืออาจจะถึงขั้นตายได้
ใช่ ก็มีแต่คำว่าสัญชาตญาณเท่านั้นที่จะอธิบายพฤติกรรมนี้ได้
ถ้าหากเขาเจอหญิงสาวคนไหนที่เขาหลงรัก มันเลี่ยงไม่ได้เลยที่เขาจะไม่เปลี่ยนเธอให้กลายเป็นของเล่น พาจิตใจของเธอจมดิ่งไปกับความหวาดกลัวและความสิ้นหวัง
ดังนั้น คำถามที่เหมาะกับไอน์มากกว่า เขาจะทำอะไรกับเด็กคนนี้ ควรจะเป็น
เขาจะทำอย่างไร ถึงจะพาจิตใจของเด็กสาวจมสู้ความผิดหวังและความหวาดกลัวได้ต่างหาก
เมื่อเขาคิดแบบนั้น ดวงตาของชายหนุ่มที่มีลักษณะคล้ายกับคนที่อดนอนอยู่ตลอดเวลา ก็ฉายแววออกมาอย่างไม่น่าไว้ใจนัก จากนั้นเขาก็คิดอะไรบางอย่างและลงมือทำ ท่ามกลางห้องวิจัยของเขาที่มืดทึม มีเพียงแสงจากจอมอนิเตอร์เท่านั้น
ทางด้านของเมมโม เธอกำลังเดินไปทั่วคฤหาสน์เพื่อตามหาพี่สาวของตัวเอง
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ พี่สาวของเธอได้อาสามาทำภารกิจเพื่อจับกุมนักวิทยาศาสตร์วิปริตคนนั้น
แต่ผ่านมาถึงสองสัปดาห์ ก็ไม่มีการรายงานข่าวเกี่ยวกับพี่สาวของเธอเลย ทำให้เมมโมเป็นห่วงอย่างมาก
และเมื่อทางองค์กรของเธอได้ถามหาถึงเจ้าหน้าที่สักคน ที่จะอาสามาสืบข้อมูลเกี่ยวกับคฤหาสน์แห่งนี้ เมมโมก็อาสาตัวทันที โดยที่เจตนาแท้จริง เธอก็เพื่อตามหาพี่สาวเท่านั้น
จะเป็นภารกิจอะไร ข้อมูลอะไรก็ไม่สำคัญ
หรือกระทั่งจะเป็นแขนและขาของเธอที่เสียไปอย่างไม่มีทางกลับคืนมา
ถ้าหากเธอสามารถพาพี่สาวของเธอกลับได้ด้วยกันได้ ค่าใช้จ่ายแค่นั้น ของที่เสียไปพวกนั้น ก็นับเป็นการลงทุนที่ถูกเหลือเกิน
ไม่เอาแล้ว การต้องนอนอยู่ในบ้านคนเดียว ในบ้านที่มักจะเต็มไปด้วยเสียงบ่นจากพี่สาวของเธอเสมอ
“วันนี้จัดห้องด้วยนะเมมโม”
“เมมโม มากินข้าวได้แล้ว”
“ไปอาบน้ำได้แล้ว ยัยตัวเหม็น”
“นอนได้แล้ว ดึกแล้วนะ”
คำพูดเหล่านั้นที่เธอเคยรำคาญ พอย้อนกลับไปตอนนี้มันก็กลายเป็นความทรงจำแสนล้ำค่าไปแล้ว เพราะอย่างนั้น
หลังจากนี้ จะดุด่า ต่อว่าเธออะไรก็ได้ ขอเพียงได้พี่สาวกลับคืนไปด้วยกัน พอผ่านเรื่องเลวร้ายพวกนี้ไปได้ ทั้งเธอและพี่สาว ต่างลาออกจากงานสายลับอันแสนอันตรายนี้ และออกไปใช้ชีวิตอันแสนสงบสุขด้วยกันสองคน ดูแลกันและกันสองพี่น้อง
“พี่สาวอยากให้เธอเป็นฝั่งเป็นฝาสักวันนะเมมโม อย่างน้อยก็มีหลานให้พี่สาวคนนี้อุ้มหน่อยสิ”
นั่นคึอคำพูดที่พี่สาวมักจะบอกกับเมมโมเสมอ แต่เมมโมก็ได้แต่ส่ายหน้าแล้วตอบกลับไป
“แค่มีพี่ก็พอแล้วนี่”
และพี่สาวของเธอก็จะแสดงสีหน้าหม่นหมองออกมาเล็กน้อย แต่เมมโมก็ไม่ได้ใส่ใจ แต่ว่า
ถ้ารอดกลับไป เรื่องอนาคตของตัวเอง เรื่องผู้ชายที่ชอบ จะลองคิดดูก็ได้ ไม่สิ ถ้าอยากให้มีแฟนนักล่ะก็ จะรีบหาในทันทีเลย เพราะงั้น กลับไปด้วยกันนะ พี่…
เมมโมกรีดร้องอยู่ในจิตใจของตนเอง พร้อมกับเดินไปทั่วคฤหาสน์ด้วยความร้อนรน ถึงแม้ว่ามือของเธอจะุถืออุปกรณ์ทำความสะอาด และไล่ทำความสะอาดห้องแต่ละห้องไปด้วย แต่นั่นก็เป็นการทำงานอย่างลวกๆ เท่านั้น
ที่ต้องทำแบบนี้ ก็เพื่อไม่ให้นักวิทยาศาสตร์ที่อาจจะจับตาเธออยู่ต้องสงสัย ว่าเธอมาคฤหาสน์นี้เพื่อจุดประสงค์อื่นรึเปล่า
เมมโมไล่ทำความสะอาดห้องไปเรื่อยๆ จนทุกห้องสะอาด แต่ว่า เธอก็ไม่เจอแม้แต่เงาของพี่สาว
อย่าบอกนะว่า… พี่…
“อย่าคิดแบบนั้นเด็ดขาด…”
เกือบไปแล้ว... เกือบจะบอกกับตัวเองไปว่า พี่สาวของเธออาจจะตายไปแล้ว
แต่เธอก็ตะโกนออกมาด้วยน้ำเสียงดังลั่น ห้ามตัวเองไม่ให้คิดถึงเรื่องนั้น
ทำไมน่ะเหรอ
เพราะถ้าหากเผลอคิดไปล่ะก็ เท่ากับความหมายของชีวิตเธอได้หมดไปแล้วน่ะสิ
ถ้าไม่มีพี่สาว ชีวิตนี้ต่อไปจะอยู่เพื่อใครกันล่ะ
ในสายตาคนอื่น อาจจะมองพวกเธอสองพี่น้อง เป็นพี่สาวและน้องสาวที่รักใคร่กัน ถึงแม้บางครั้งจะทะเลาะกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องอย่างการ แย่งกันซื้อตุ๊กตาที่ชอบ เมมโมบีบหลอดยาสีฟันจากด้านบนทำให้มาเรียต้องโวย หรืออะไรก็ตาม
แต่ว่าผิดแล้ว พวกเธอไม่ใช่พี่น้องกัน แต่เหมือนกันเป็นคนคนเดียวกันต่างหาก
ขาดใครคนหนึ่งไปไม่ได้ หากเสียใครคนหนึ่งไป อีกคนหนึ่งก็เหมือนกับตายทั้งเป็น
เพราะอย่างนั้น การมาของเมมโมครั้งนี้ ไม่ใช่ว่าจะต้องช่วยพี่สาวให้ได้ แต่เป็น ถ้าเธอช่วยพี่สาวไม่ได้ ก็ตายไปซะ เป็นการเอาตัวเข้าแลกอย่างไม่คิดหน้าคิดหลัง และไม่จำเป็นต้องสนใจด้วย
เพราะถ้าหากเธอช่วยพี่สาวไม่ได้ หรือพี่สาวเธอตายไปแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลที่เธอจะต้องมีชีวิตอยู่!
ขณะที่ความคิดมากมายโจมตีเมมโมอยู่ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น เป็นเสียงของไอน์ นักวิทยาศาสตร์ที่แอบจับตาดูเธอมาตั้งแต่เธอเริ่มทำความสะอาดคฤหาสน์หลังนี้
“ทาสของฉัน”
คำเรียกของไอน์ สร้างความรู้สึกโกธแค้นให้กับเมมโม ถึงก่อนหน้านี้เธอจะยอมก้มหัวให้เขา แต่การถูกใครเรียกว่าทาสไม่ใช่เรื่องที่จะยอมกันได้โดยง่าย เมมโมโกรธจนกัดกรามขึ้นเป็นสัน แต่ก็ปั้นหน้ายิ้มอย่างไม่เป็นธรรมชาติแล้วตอบกลับไป
“ค่ะเจ้านาย มีอะไรให้ทาสคนนี้รับใช้รึเปล่าคะ”
“ตรงบันไดมีทางลงไปห้องใต้ดินอยู่ ช่วยไปทำความสะอาดห้องขังบรรดาทาสของฉันด้วย กุญแจอยู่ใต้พรม เปิดห้องใต้บันไดแล้วจะมีทางลงไป ฝากด้วยนะ”
พอเมมโมได้ยินแบบนั้น เธอก็เบิกตาขึ้นอย่างมีความหวัง
อย่างนี้เอง การที่เธอค้นหาไปทั่วคฤหาสน์แล้วยังไม่เจอพี่สาวของเธอ ไม่ได้หมายความว่าพี่ของเธอตายไปแล้ว แต่เธอถูกขังอยู่ห้องใต้ดินต่างหาก
ราวกับเป็นแสงสว่างที่สาดส่องมาขณะที่เมมโมตกอยู่ในความมืด เธอยิ้มออกมาอย่างไม่มีการปกปิด แล้วตอบรับเสียงของชายหนุ่ม
“รับทราบค่ะ ทาสคนนี้จะรีบไปทำความสะอาดห้องใต้ดินเดี๋ยวนี่ล่ะค่ะ”
เมมโมพูดกับนักวิทยาศาสตร์จบ เธอก็เดินตรงไปยังบันไดห้องโถงเพื่อจะลงไปยังห้องใต้ดิน พร้อมกับการกระทำนั้น เธอก็เอ่ยออกมาราวกับเป็นการคภาวนา หวังให้เสียงของเธอไปถึงคนที่เปรียบเสมือนอีกครึ่งของชีวิต
“จะรีบไปหาเดี๋ยวนี้ล่ะ พี่…”
โดยหารู้ไม่เลยว่า ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหวังของเธอ กำลังถูกจับจ้องมองโดยชายคนหนึ่ง พร้อมกับรอยยิ้มที่น่ากลัวและสยดสยอง เป็นรอยยิ้มที่ดูคล้ายกับเด็กที่อดใจรอไม่ไหว ที่กำลังจะได้เจอเรื่องสนุกในอีกไม่กี่ชั่ววินาที