เด็กน้อยคนนั้น..."มารดาเอ่ยเสียงเครือ "เขา... คือ ลูกชายของเจ้า"
ฮวาเสี่ยวซีได้ยินดังนั้นราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางศีรษะ คำพูดนั้นก้องกังวานอยู่ในหูซ้ำไปซ้ำมาความตกใจแล่นริ้วไปทั่วร่างจนชาไปหมด "ลูกชายของข้า? เป็นไปได้อย่างไร? ข้า... ข้าจำอะไรไม่ได้เลย..."
เพียงแค่ความคิดนั้นแล่นเข้ามาในหัวความเจ็บปวดอย่างรุนแรงก็จู่โจมศีรษะของนางทันทีมันปวดราวกับมีใครเอามีดมากรีดแทงซ้ำๆ ขมับทั้งสองข้างเต้นตุบๆ ภาพต่างๆในหัวเริ่มพร่าเลือน แสงสว่างจ้าจนแสบตาความทรงจำที่กระจัดกระจายราวกับเศษแก้วเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างไม่เป็นระเบียบ
ภาพใบหน้าของผู้ชายคนหนึ่งที่อบอุ่นและอ่อนโยนเสียงทุ้มนุ่มที่เรียกขานชื่อนางด้วยความรัก อ้อมกอดที่แสนคุ้นเคย...และภาพของเด็กน้อยคนนี้... ในอ้อมแขนของนาง... รอยยิ้มเล็กๆ ที่ส่งมาให้...ความรู้สึกผูกพันอย่างลึกซึ้งที่นางไม่เคยเข้าใจ...
ความเจ็บปวดทวีความรุนแรงขึ้นฮวาเสี่ยวซีเอามือกุมศีรษะแน่น ใบหน้าเหยเกด้วยความทรมานเสียงครางแผ่วเบาหลุดออกมาจากริมฝีปากเจ้าอ้วนน้อยในอ้อมกอดของนางตกใจกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของมารดาเริ่มส่งเสียงร้องไห้งอแง
"ท่านแม่..."ฮวาเสี่ยวซีพยายามเอ่ยด้วยเสียงที่สั่นเครือ "ข้า...ข้าปวดหัวเหลือเกิน..."
ภาพในหัวเริ่มชัดเจนขึ้นทีละน้อย...ทุ่งหญ้า แสงจันทร์... อ้อมกอด... คำสัญญา...และใบหน้าของผู้ชายคนนั้น...หลี่ต้าเฉียง... ท่านอาหลี่... ชื่อต่างๆผุดขึ้นมาในความคิดของนางอย่างสับสนวุ่นวาย
ความจริงที่มารดาเพิ่งบอกกล่าวราวกับเป็นกุญแจดอกสำคัญที่ไขประตูความทรงจำที่ถูกปิดตายไว้...และความจริงนั้นก็มาพร้อมกับความเจ็บปวดที่แสนสาหัส...
เพียงประเดี่ยวเดียวความทรงจำที่เริ่มหวนคืนก็เลือนหายไปอีกครั้งความเจ็บปวดที่ศีรษะยังคงรุนแรงจนฮวาเสี่ยวซีแทบจะทนไม่ไหว
มารดาของนางเห็นอาการทรมานของบุตรสาวก็ตกใจรีบร้องเรียกบ่าวรับใช้ให้ไปเชิญท่านหมอมาตรวจอาการโดยด่วนพร้อมทั้งสั่งให้บ่าวอีกคนมารับเอาเจ้าอ้วนน้อยไปดูแล
เจ้าอ้วนน้อยที่อยู่ในอ้อมแขนของฮวาเสี่ยวซีราวกับรับรู้ถึงความผิดปกติของมารดา เขากะทันหันส่งเสียงร้องไห้งอแงโวยวาย เรียกหา
"แอ้ๆ... แอ้..."ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและอาวรณ์สายใยความผูกพันระหว่างแม่กับลูกนั้นช่างแข็งแกร่งแม้ความทรงจำของฮวาเสี่ยวซีจะเลือนรางแต่เจ้าอ้วนน้อยกลับรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของมารดาได้อย่างชัดเจน
ฮวาเสี่ยวซีพยายามอย่างสุดกำลังที่จะระงับความเจ็บปวดที่ศีรษะนางกัดฟันแน่น มือทั้งสองข้างกุมขมับ พยายามควบคุมลมหายใจให้สม่ำเสมอ
หลิวฮูหยินเห็นท่าทางที่น่าสงสารของฮวาเสี่ยวซีก็รีบเข้ามาช่วยประคองนางพยุงร่างของฮวาเสี่ยวซีให้ลุกขึ้นอย่างเบามือ
"เสี่ยวซีเออร์...ไปนอนพักผ่อนก่อนเถิด เดี๋ยวท่านหมอก็จะมาแล้ว"นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเห็นใจ
พลางพาฮวาเสี่ยวซีเข้าไปในเรือนจัดให้นางนอนลงบนเตียงอย่างระมัดระวัง
เจ้าอ้วนน้อยยังคงร้องไห้เสียงดังลั่นพยายามดิ้นรนเพื่อให้กลับไปหามารดา แต่บ่าวรับใช้ก็อุ้มเขาออกไปตามคำสั่ง
ฮวาเสี่ยวซีนอนอยู่บนเตียงดวงตาปรือ มองตามร่างเล็กของลูกชายที่ถูกอุ้มออกไปอย่างเลือนรางความเจ็บปวดที่ศีรษะยังคงถาโถมเข้ามาเป็นระลอกๆพร้อมกับภาพความทรงจำที่แวบเข้ามาแล้วก็หายไป...ความสับสนและความทรมานตีวนอยู่ในความคิดของนางอย่างไม่หยุดหย่อน
ครู่หนึ่งหลังจากบ่าวรับใช้ไปตามท่านหมอก็มาถึงเรือนด้วยท่าทีรีบร้อนใบหน้าของท่านหมอเต็มไปด้วยความกังวลเมื่อทราบว่าผู้ป่วยคือคุณหนูฮวาแห่งจวนแม่ทัพใหญ่
ท่านหมอรีบเข้าไปตรวจอาการของฮวาเสี่ยวซีอย่างละเอียดชีพจรของนางเต้นเร็วและไม่สม่ำเสมอ ใบหน้าซีดเผือด และมีเหงื่อซึมออกมาเล็กน้อยท่านหมอขมวดคิ้วมุ่น พลางซักถามอาการจากมารดาและหลิวฮูหยินด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
"คุณหนูมีอาการเช่นนี้มานานแค่ไหนแล้วขอรับ? ก่อนหน้านี้มีอาการผิดปกติใดๆ หรือไม่?"ท่านหมอถามด้วยความเป็นห่วง
มารดาของฮวาเสี่ยวซีเล่าถึงอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นกะทันหันหลังจากที่นางพูดถึงเรื่องลูกชายโดยไม่ได้ลงรายละเอียดถึงสาเหตุที่แท้จริง
ท่านหมอพยักหน้าอย่างเข้าใจก่อนจะหยิบเข็มเงินออกมาอย่างระมัดระวังเตรียมที่จะฝังเข็มเพื่อบรรเทาอาการปวดและปรับสมดุลในร่างกายของฮวาเสี่ยวซี
บรรยากาศในห้องเงียบลงอีกครั้งทุกคนต่างจับจ้องไปที่การรักษาของท่านหมอด้วยความหวังหลิวฮูหยินยืนอยู่ข้างเตียงด้วยความเป็นห่วงเป็นใยส่วนมารดาก็กุมมือบุตรสาวไว้แน่น คอยให้กำลังใจอยู่เงียบๆ
เจ้าอ้วนน้อยที่ถูกอุ้มออกไปก่อนหน้านี้ยังคงส่งเสียงร้องไห้แว่วเข้ามาในห้องเป็นระยะๆราวกับรับรู้ถึงความไม่สบายของมารดาเสียงร้องไห้นั้นยิ่งทำให้บรรยากาศในห้องดูตึงเครียดและน่าสงสารมากยิ่งขึ้น
ท่านหมอลงมือฝังเข็มบนศีรษะและตามจุดต่างๆบนร่างกายของฮวาเสี่ยวซีอย่างชำนาญ มือของท่านเคลื่อนไหวอย่างนุ่มนวลและแม่นยำแสงจากตะเกียงส่องกระทบกับเข็มเงินเป็นประกายวาววับ
ทุกคนในห้องต่างเงียบสนิทเฝ้ารอผลการรักษาด้วยใจจดจ่อ มารดากุมมือฮวาเสี่ยวซีแน่นขึ้นส่งผ่านความอบอุ่นและความห่วงใยไปยังบุตรสาวหลิวฮูหยินยืนมองด้วยความเป็นห่วงอย่างใกล้ชิด
เมื่อฝังเข็มเสร็จสิ้นท่านหมอจึงนั่งลงตรวจชีพจรของฮวาเสี่ยวซีอีกครั้งอย่างละเอียดสีหน้าของท่านยังคงเคร่งขรึม
"ชีพจรของคุณหนูยังคงไม่ปกติเท่าที่ควรขอรับ"ท่านหมอกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ทุกคนในห้องรู้สึกกังวล"อาการปวดศีรษะรุนแรงเช่นนี้...ดูเหมือนจะไม่ได้เกิดจากความอ่อนเพลียธรรมดา"
ท่านหมอเงยหน้าขึ้นมองไปยังมารดาและหลิวฮูหยินด้วยแววตาที่ใคร่ครวญ
"ฮูหยินพอจะทราบหรือไม่ว่าก่อนหน้านี้คุณหนูเคยได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างรุนแรงหรือมีเหตุการณ์ใดที่ทำให้ตกใจหรือไม่?" คำถามของท่านหมอเจาะลึกไปถึงต้นเหตุของอาการป่วยซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับความทรงจำที่หายไปของฮวาเสี่ยวซี
หลิวฮูหยินผู้เป็นมารดาสูดลมหายใจเข้าลึกๆก่อนจะเล่าให้ท่านหมอฟังด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวล
"เรียนท่านหมอ...เมื่อประมาณสองปีก่อน เสี่ยวซีเออร์... บุตรสาวของข้าประสบอุบัติเหตุทำให้ความจำเสื่อมไปชั่วคราว"
นางเว้นจังหวะเล็กน้อยมองไปยังร่างที่นอนอยู่บนเตียงด้วยความสงสาร "เมื่อไม่นานมานี้ความทรงจำของนางก็ค่อยๆ
กลับคืนมา... แต่ดูเหมือนว่านางจะลืมเลือนเรื่องราวในช่วงสองปีที่นางหายตัวไปเสียสนิท"
นางเล่าต่อด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย"นางจำเรื่องราวในวัยเด็ก จำเรื่องราวต่างๆ ก่อนหน้านั้นได้...แต่ช่วงเวลาสองปีที่หายไปนั้น... ราวกับเป็นความว่างเปล่าในความทรงจำของนาง"
หลิวฮูหยินมองหน้าท่านหมอด้วยความหวัง"อาการปวดศีรษะรุนแรงในวันนี้...จะเกี่ยวข้องกับความทรงจำที่หายไปของนางหรือไม่เจ้าคะท่านหมอ?"
ท่านหมอฟังเรื่องราวของหลิวฮูหยินด้วยความตั้งใจสีหน้าของท่านครุ่นคิดอย่างหนัก ก่อนจะลูบเคราเบาๆ
"อาการความจำเสื่อมและการที่ความทรงจำค่อยๆกลับคืนมานั้น... เป็นเรื่องที่ซับซ้อนนักขอรับ"ท่านหมอกล่าวด้วยน้ำ
เสียงที่ระมัดระวัง"การที่คนไข้ปวดศีรษะอย่างรุนแรงหลังจากได้รับข้อมูลบางอย่างที่อาจเชื่อมโยงกับช่วงเวลาที่สูญเสียความทรงจำไปนั้น...ก็เป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้"
ท่านหมอหันไปมองฮวาเสี่ยวซีที่นอนอยู่บนเตียงด้วยความเห็นใจ
"ดูเหมือนว่าจิตใจของคุณหนูจะยังไม่พร้อมที่จะรับรู้เรื่องราวในช่วงเวลานั้นเมื่อมีความพยายามที่จะกระตุ้นความทรงจำเหล่านั้นร่างกายจึงแสดงอาการออกมาในรูปแบบของความเจ็บปวด"
ท่านหมอหันกลับมาพูดกับหลิวฮูหยินและมารดาของฮวาเสี่ยวซี
"สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือการพักผ่อนอย่างเพียงพอและหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะไปกระตุ้นความทรงจำในช่วงนั้นโดยตรงปล่อยให้จิตใจของคุณหนูค่อยๆ ฟื้นฟูตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติข้าจะจัดยาบำรุงและยาแก้ปวดให้ไปรับประทาน หากอาการไม่ดีขึ้น...คงต้องหาวิธีรักษาที่ลึกซึ้งกว่านี้"
ท่านหมอถอนหายใจเบาๆมองไปยังฮวาเสี่ยวซีด้วยความกังวล
"และอีกสิ่งหนึ่งที่ข้าอยากจะแนะนำ..."ท่านหมอเว้นจังหวะเล็กน้อย มองหน้าทั้งสองด้วยความใคร่ครวญ"พยายามอย่า
ให้คุณหนูต้องเผชิญกับความเครียดหรือความกดดันใดๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ... ความทรงจำที่หายไปของนาง"
หลิวฮูหยินพยักหน้ารับคำของท่านหมอด้วยความเข้าใจและความกังวลใจนางขอบคุณท่านหมอด้วยความเคารพและสั่งให้บ่าวไปส่งท่านหมอกลับ
หลังจากท่านหมอออกไปจากเรือนแล้วบรรยากาศภายในห้องก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้งหลิวฮูหยินและมารดาของฮวาเสี่ยวซีมองหน้ากันด้วยความรู้สึกหนักใจเจ้าอ้วนน้อยที่ก่อนหน้านี้ร้องไห้เสียงดัง ตอนนี้เริ่มเงียบลงแล้วแต่ก็ยังคงมีเสียงสะอื้นแผ่วเบาเป็นระยะ
ฮวาเสี่ยวซียังคงนอนหลับใหลอยู่บนเตียงใบหน้าซีดเซียวราวกับคนหมดเรี่ยวแรง ความจริงที่เพิ่งถูกเปิดเผยเมื่อครู่และอาการปวดศีรษะที่รุนแรง ราวกับพายุที่พัดกระหน่ำเข้ามาในจิตใจของนาง
ความทรงจำที่ขาดหายไป...ลูกชายที่นางไม่เคยรู้จัก... และการแต่งงานที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้...ทุกอย่างถาโถมเข้ามาจนนางแทบจะรับไม่ไหว