“ลักษณะของมันคล้ายโลหิต” ลวี่ซานถงชูจมูกสูดฟิดฟิดก่อนจะเอ่ยออกมา “ในโลหิตเหล่านั้นมีปราณรัตติกาลอัดแน่นอย่างมาก … ลูกแก้วอสูรที่ท่านตามหาน่าจะอยู่ที่ใดสักที่หนึ่งในบ่อโลหิตนั้น”
“อะไรนะ…!” มู่เชียน มู่เฉิงหลิน สองพี่น้องมีสีหน้าตกใจอย่างมาก โดยเฉพาะมู่เชียนนางคาดหวังอย่างมากว่าจะฟังผิด ทว่าลวี่ซานถงกลับทำลายทุกอย่างด้วยการเอ่ยย้ำประโยคเมื่อครู่อีกครั้งอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“คราวก่อนข้าเคยสัมผัสถึงลูกแก้วอสูรธาตุแสงระดับมหาราชันย์ด้านในนั้นล่ะ”
มู่เชียนมองหนองน้ำสีดำเบื้องหน้า… แม้จะไม่ใหญ่มากทว่าอย่างไรก็เป็นบ่อโลหิต จึงอดรู้สึกตะขิดตะขวงใจไม่ได้ที่ต้องลงไป “เหตุใดจึงสรรหาที่ซ่อนเก่งนักนะ” หญิงสาวส่ายหน้าเล็กน้อยอย่างอ่อนใจ ลูกแก้วมังกรคราวก่อนก็อยู่ในบึงลึกไร้แสง หากมิได้เสี่ยวจิ้งนำทางคงไม่อาจหาได้
“พวกทูตรัตติกาลคงนำมันมาทิ้งไว้ … ท่านก็รู้ว่าลูกแก้วอสูรธาตุแสงระดับสูงยามอยู่ในความมืดจะดูดปราณธาตุแสงเข้าหาตัว จึงยิ่งทำให้บริเวณเหล่านี้ยิ่งมืดสนิทขึ้นไปอีก พวกมันคงหมายจะใช้โลหิตมารเปลี่ยนลูกแก้วธาตุแสงให้เป็นธาตุมืด และนำไปใช้งานกับพวกของตน ”
“ป่านนี้แล้วไม่รู้จะยังอยู่หรือไม่ ทั้งยังกว้างใหญ่เพียงนี้” เทพมังกรน้อยเอ่ยลอยๆขึ้นมา ทว่ามู่เชียนกลับชะงักนิ่ง … หากไม่อยู่แล้วจะทำเช่นไร นั่นกลับแย่ยิ่งกว่าต้องลงไปแช่ร่างในบ่อโลหิตเสียอีก
เทพอสูรจิ้งจอกหลับตาลงครู่หนึ่ง “ข้าสัมผัสได้ลางๆว่ามันยังอยู่ในนั้น ทว่าปราณธาตุแสงอ่อนกำลังลงอย่างมาก คิดว่าอีกไม่เกินสิบปีคงเปลี่ยนมันให้กลายเป็นลูกแก้วอสูรธาตุมืดได้แล้ว”
มู่เชียนรีบลองสัมผัสถึงลูกแก้วด้านล่างดูบ้าง ยามที่ลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาสีน้ำตาลเปล่งประกายระยับอย่างดีใจ “ก็ยังดีที่ไม่ได้มาเสียเที่ยว” แม้จะใช้เวลามากกว่าเทพอสูรจิ้งจอกผู้นั้น แต่นางก็สามารถสัมผัสถึงเส้นแสงสีทองจางๆ ที่ไหลแทรกผ่านบ่อเลือดดำสนิทนั้นขึ้นมาได้เช่นกัน
นางพิจารณาหนองน้ำตรงหน้าอย่างละเอียดอีกครั้ง จากสัมผัสบอกนางว่าก้นบ่อแห่งนี้ไม่ลึกนัก ทว่าลูกแก้วกลับวางอยู่ใจกลางหนองน้ำ หากต้องการมันมีทางเดียวคือต้องลงไปงมขึ้นมา และที่สำคัญ..
“คงมีแต่ข้าที่จะลงไปได้” มู่เชียนเผยรอยยิ้มจนใจ เสี่ยวจิ้งและซานถงนั้นไม่ต้องพูดถึงแล้ว พวกเขาไม่ถูกกับปราณรัตติกาลอย่างยิ่ง แค่อยู่ใกล้หนองน้ำนี้ในระยะห้าก้าวก็ยังแทบหายใจไม่ได้ ส่วนมู่เฉิงหลินนั่นยิ่งแล้วใหญ่ เพียงระดับปราชญ์ยุทธ์เช่นเขาลงไป คงถูกปราณมืดเล่นงาน เปลี่ยนให้กลายเป็นทูตรัตติกาลเป็นแน่
มู่เฉิงหลินมีท่าทางกังวลใจ ทว่ายังไม่ทันเอ่ยอะไร กลับรู้สึกได้ถึงร่างหนึ่งที่กำลังเคลื่อนกายเข้ามาในถ้ำอย่างช้าๆ …
“นายหญิง…!”
เสียงคุ้นหูแว่วมาจากด้านหน้า.. พร้อมกับร่างระหงของฟู่เจี่ยอีที่ปรากฏตัวขึ้น เมื่อเห็นพวกมู่เชียน หญิงสาวก็มีท่าทางยินดีอย่างมาก ตรงข้ามกับมู่เชียนที่เผยสีหน้ากังวลออกมา
“เกิดเรื่องใดกับแคว้นอวิ๋นหรือ ?” มู่เชียนคิดไม่ออกว่าจะมีเหตุผลที่ทำให้หญิงสาวนางนี้ยอมเสี่ยงอันตราย ดั้นด้นตามมาหานางถึงที่นี่ หากมิใช่เรื่องร้ายแรง
ฟู่เจี่ยอี เห็นท่าทางจริงจังของผู้เป็นนาย ใบหน้างดงามสุภาพ ก็เผยแววกระอักกระอ่วน แก้มสีชมพูเปลี่ยนเป็นแดงอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจ “ยามนี้..น่าจะไม่มีอันใดเจ้าค่ะ”
“หืมม ?” เมื่อเห็นมู่เชียนยังมีสีหน้าไม่เข้าใจ ฟู่เจี่ยอีจึงย่อกายลงเอ่ยต่อไปด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด “ขออภัยนายหญิง ข้า.. เพิ่งเดินทางมาจากแคว้นลู่ จึงมิทราบเหตุการณ์ทางแคว้นอวิ๋นเจ้าค่ะ”
“เจ้าไปแคว้นลู่ .. ?” มู่เชียนแปลกใจอย่างมาก “ไปทำไม หรือไปกับศิษย์พี่โม่ ?” มู่เชียนยังคงมีท่าทางไม่เข้าใจ.. นางขอให้เจี่ยอีพาศิษย์พี่หลบไปในคืนนั้น ทว่ามิได้รวมถึงให้นางอารักขาเขาเดินทางไปแคว้นลู่นี่นา หรือว่าเยว่เทียนหงยังคงไม่ไว้ใจเขา..?
เมื่อเห็นผู้เป็นนายยังมีท่าทางอยากซักไซ้… หญิงสาวพลันเผยท่าทางลำบากใจ ใบหน้างามแดงซ่าน ทว่ายังคงพยักหน้ารับ ก่อนจะเอ่ยปัดเป็นเรื่องอื่นว่า
“พวกเขาบอกข้าว่าท่านจะมาถ้ำไร้ตะวัน ใจกลางเทือกเขาทมิฬ …ข้าตามมาถึงก็พบร่องรอยการต่อสู้และซากร่างของเหล่าอสูรทิฬ เดิมทีไล่ตามร่องรอยการทำลายอสูรรัตติกาลเหล่านั้นจนมาถึงที่นี่อย่างไม่มั่นใจนัก.. จนกระทั่งเห็นเปลวเพลิงร้ายกาจพวยพุ่งจากปากถ้ำ จึงลองเสี่ยงเข้ามาดู.. ไม่นึกว่าจะตามหาพวกท่านพบจริง ๆ”
“อ้อ..เช่นนั้นเอง” มู่เชียนพยักหน้าให้ฟู่เจี่ยอีอย่างเข้าใจ
เจตนาหลบเลี่ยงที่นางแสดงออกมาเมื่อครู่มู่เชียนย่อมสัมผัสได้ …. ทว่าในเมื่ออาจทำให้คนตรงหน้าลำบากใจ นางก็ไม่คิดคาดคั้น
‘เจี่ยอีก็แค่เดินทางไปกับศิษย์พี่โม่เท่านั้น .. หาใช่แอบทำเรื่องเลวร้ายเสียเมื่อไหร่’
เสี่ยวจิ้งมิได้คิดใส่ใจฟู่เจี่ยอีแต่แรกแล้ว ในขณะที่มู่เฉิงหลินยิ้มนิ่งฟังตาใส ส่วนซานถงนั้นหยิบเอากิ่งไม้ใหญ่จากมิติกำไลออกมาก่อนจะโยนลงไปในของเหลวสีดำสนิทนั้น กิ่งไม้ใหญ่ลอยนิ่งอยู่ราวครึ่งลมหายใจ ก่อนจะถูกย่อยสลายไป เหลือควันสีดำกลุ่มหนึ่ง ลอยอยู่เหนือบริเวณนั้น
“เชียน จะลงไปในนั้นจริงหรือ ?” มู่เฉิงหลินเอ่ยอยากหวาดๆ ทว่าทันใดนั้น ควันสีดำที่ลอยขโมง พลันพุ่งเข้าหาเสี่ยวจิ้งกับลวี่ซานถงอย่างมุ่งร้าย
มู่เชียนพลิ้วกายไปหยุดอยู่หน้าควันกลุ่มนั้น สะบัดมือเบาๆคราหนึ่ง ปราณเหล่านั้นก็จางหายไปด้วยแสงสีทองในฝ่ามือของหญิงสาว
ดวงตาหญิงสาวก้มลงริมหนองนั้น กลิ่นคาวลอยฟุ้งขึ้นมาจนต้องเผลอกลั้นหายใจ มู่เชียนทดลองใช้ปราณอี้เจ๋อหุ้มนิ้วไว้ก่อนจะจุ่มลงไป… ครู่หนึ่งนอกจากอาการเจ็บๆคันๆแล้ว กลับไม่มีอาการอื่นใด..
“ยิ่งแช่ไว้นานก็ยิ่งเจ็บ..” เสี่ยวจิ้งเอ่ยขึ้น แต่เมื่อเห็นแววตามุ่งมั่นคู่นั้น ก็รู้ว่าตนคงไม่อาจขัดขวางได้ “รีบไปรีบมาแล้วกัน” แม้จะห่วง ทว่าสิ่งที่นางตั้งมั่น แต่ไรมาเขาก็ไม่เคยห้ามนางได้สักครั้ง
“นายหญิง ….สถานที่แห่งนี้มีปราณรัตติกาลในปริมาณมหาศาล ทั้งยังเข้มข้นอย่างที่ข้าไม่เคยพบมาก่อน…. แม้มันทำอันตรายสายเลือดเทพเช่นท่านไม่ได้ แต่ด้วยความรุนแรงของมันก็คงทำให้ท่านทรมานมากอยู่ดี” ลวี่ซานถงเอ่ยเตือนขึ้นบ้างอย่างอดไม่ได้ แต่กกลับเห็นนายหญิงถอดเสื้อนอกของตนออกมาฝากไว้กับเจี่ยอีแล้ว
“อยากได้สมบัติล้ำค่า… ย่อมต้องมีอะไรไปแลกเปลี่ยนบ้างสิ” มู่เชียนเอ่ยยิ้มๆ แล้วจึงยกกระโปรงขึ้นผูกเอวไว้อย่างตั้งใจ
“นายหญิงท่านจะไปจริงๆหรือ ให้ข้าไปแทนได้หรือไม่?” ฟู่เจี่ยอีเอ่ยอย่างอดไม่ได้ ดูอย่างไรบึงแห่งนั้นก็ไม่น่าไว้ใจสักนิด ทั้งนางก็มาไม่ทัน จึงไม่ทราบต้นสายปลายเหตุว่าเหตุใดมู่เชียนต้องยืนกรานจะลงไปในบ่อโลหิตนั้นด้วย
มู่เชียนส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่มีใครทำหน้านี้ได้นอกจากข้า” หญิงสาวเอ่ย แต่ในใจกลับคิดว่า… แม้จะมีผู้อื่นทำได้.. นางก็คงปรารถนาจะลงมือทำเรื่องนี้ด้วยตนเองอยู่ดี
มือเล็กลูบอกเสื้อ เพื่อสัมผัสถึงกระจกวิญญาณชิ้นนั้น มิใช่นางไม่กลัว.. ทว่าความห่วงใยในตัวบุรุษผู้นั้นกลับมากกว่า หลายปีนี้เขาดีกับนางมากมาย… นางยังไม่เคยได้ตอบแทนอะไร นอกจากคอยช่วยเหลือเล็กๆน้อยๆยามที่ปราณในร่างเขาบ้าคลั่งขึ้นมาเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น
ดังนั้นหากลูกแก้วอสูรจะทำให้เขาสบายขึ้นบ้าง นางทนเจ็บสักนิดก็ไม่เห็นเป็นไร
“ข้าไปล่ะนะ” ดวงตาสีน้ำตาลจ้องมองกลางบึงนั้น อันเป็นจุดที่นางสัมผัสถึงลูกแก้วธาตุแสงได้ นอกจากนั้น นางยังรู้สึกคล้ายได้ยินเสียงเรียกนางแว่วมาอย่างน่าแปลก
เพื่อความรวดเร็ว มู่เชียนกระโดดฟุบหนึ่ง ร่างของนางก็ไปอยู่ใจกลางบ่อแล้ว ความลึกของบ่อโลหิตแห่งนี้ตื้นกว่าที่คาด… เพียงระดับเอวของนาง
สัมผัสแรกยามร่างกายถูกล้อมด้วยของเหลว นางรู้สึกว่าโลหิตเหล่านี้ทั้งข้นและเหนียว คล้ายน้ำตาลที่ถูกเคี่ยวจนงวด ทว่ากลิ่นของมันคล้ายกับเลือดสัตว์ที่เน่าเสีย ชวนให้คลื่นไส้ ความเย็นของมันทำให้หญิงสาวตัวสั่นด้วยความไม่คุ้นเคย..
แต่ผ่านไปไม่กี่อึดใจ จู่ๆมู่เชียนก็สัมผัสได้ถึงความเจ็บคันยุบยิบ.. คล้ายเข็มเล็กๆทิ่มทุกบริเวณที่แช่อยู่ใต้น้ำเลือดนั้น ทำให้คาดเดาได้ว่าปราณรัตติกาลพวกนั้นคงกำลังพยายามแทรกเข้ามาในร่างของนาง
เมื่อถูกปราณแปลกปลอมรุกราน ปราณอี้เจ๋อก็เกิดปฏิกิริยาต่อต้านทันที แสงสีทองเอ่อล้นออกมาห่อหุ้มทั่วร่างบาง ช่วยให้ความเจ็บแหลมนั้นเหลือเพียงอาการคันและชาเท่านั้น
ที่กลางบึงสีดำ พวกเสี่ยวจิ้งมองร่างของนางเรืองแสงสีทองสว่างท่ามกลางความมืดมิด ภาพที่ควรจะงดงามนี้กลับดูน่าสยดสยองมากกว่าเมื่อมวลน้ำกำลังเคลื่อนไหวราวกับมีชีวิต และพวกมันมุ่งไปทางเดียวกัน นั่นคือร่างตรงกลางบึงนั่น !
และด้วยสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้มู่เชียนรู้สึกว่า ระดับน้ำรอบตัวกำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างช้าๆ ร่างบางไม่คิดรอให้เสียเวลาอีก นางหลับตาลงเพื่อสัมผัสหาลูกแก้วลูกนั้น … ทว่าการใช้สมาธิอย่างมากเพื่อตามหาปราณจางนั้นๆ … กลับทำได้ยากขึ้นหลายเท่า ในเมื่อร่างกายต้องเผชิญกับความเจ็บและคันอยู่ตลอดเวลา
มู่เชียนไม่คิดถอดใจ หญิงสาวทุ่มเทสมาธิทั้งหมดไปกับการสัมผัสเท่านั้น และสำหรับสตรีที่มีพรสวรรค์ด้านสัมผัสพลังเช่นนาง ความตั้งมั่นย่อมน่ากลัวอย่างมาก ร่างบางเดินช้าๆไปตามสัญชาตญาณ พร้อมกับลากมวลน้ำที่สูงถึงอกแล้วให้ไปกับตนเองด้วย ครู่ใหญ่มู่เชียนก็หยุดฝีเท้าลง ความรู้สึกบอกนางชัดเจนว่า วัตถุที่นางตามหามันอยู่บริเวณนี้ …
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก กลั้นหายใจ และก้มตัวลงไปใต้บ่อโลหิตนั้น พร้อมกับควานมือไปทั่วพื้นรอบด้าน
‘อึ่กก.. ให้ตายเถอะ.. !’ ความเจ็บแล่นเข้ามาจากทุกทิศทาง ยามที่ทั้งหมดของร่างนางจมอยู่ใต้บึงโลหิตนั้น ความเข้มข้นข้นของปราณรัตติกาลก็ยิ่งรุนแรงกว่าเดิมมาก … ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันเพื่อสู้กับความเจ็บแหลมที่คล้ายจะแรงกว่าเดิมนับสิบเท่า ทว่าแม้จะอดทนเท่าไหร่ มือบางที่ควานไปรอบกายกลับไม่พบลูกแก้วนั้น มู่เชียนเงยหน้าขึ้นพ้นบ่อโลหิตเพื่อสูดหายใจก่อนจะดำลงไปอีกครั้ง
“นายหญิง…!” คราแรกที่เห็นมู่เชียนจมลงไป ฟู่เจี่ยอีตกใจอย่างมาก คิดจะพุ่งกายไปช่วย ทว่าเสี่ยวจิ้งกลับยั้งร่างของนางไว้
“ไม่เป็นไร รอดูก่อน” แม้เสียงผู้เป็นเทพอสูรจะดูเคร่งเครียดกว่าปกติ ทว่ากลับไม่ได้ร้อนใจเท่าที่ควร ฟู่เจี่ยอีเพ่งมองไปยังบริเวณที่นายสาวจมลงไป จนกระทั่งนางโผล่ขึ้นมาหายใจ แล้วก้มลงไปใหม่ จึงค่อยเดาได้ว่านายสาวกำลังทำอะไรกันแน่
“นางลงไปหาอะไรกัน.. เหตุใดต้องทำถึงขนาดนี้ ?” ฟู่เจี่ยอีเอ่ยเสียงกระวนกระวาย “หากฝ่าบาททราบเข้า …”
“หึ.. ก็บอกเจ้านั่นไปสิ.. ว่านางลงไปเอาลูกแก้วธาตุแสงให้เขา” ลวี่ซานถงเอ่ย น้ำเสียงติดจะเยาะหยัน อย่างไม่พอใจ
สีหน้าท่านหญิงแห่งต้าเยว่ตกตะลึงไป.. “ ลูกแก้วธาตุแสง?”
“ลูกแก้วของหงส์ระดับมหาอสูรไงล่ะ ช่วยลดความรุนแรงของธาตุมืดได้ดีเยี่ยม” เสี่ยวจิ้งเอ่ยขึ้นบ้าง “เจ้านั่นโชคดีแล้วที่ได้พบนาง” เทพมังกรน้อยเอ่ยออกไปอย่างที่ใจคิด.. หากวันนั้น เยว่เทียนหงไม่ได้พบนาง ราชาแห่งต้าเยว่คงกลายเป็นปีศาจ ถูกกระจกรัตติกาลกลืนวิญญาณไปนานแล้ว
ฟู่เจี่ยอีมองร่างสีทองจุดเล็กๆ ดำผุดดำว่ายอยู่ท่ามกลางคลื่นโลหิตสีดำด้วยความซาบซึ้งใจ หากฝ่าบาทรู้เข้าคงทั้งยินดีและปวดใจ !
‘คุณหนูน้อย.. ข้าอยู่นี่..’ วินาทีหนึ่ง เสียงสตรีวัยกลางคนดังขึ้นในโสตประสาทของนาง ทันใดนั้นมู่เชียนก็พลันรับรู้ถึงปราณธาตุแสงขนาดเล็กที่ระเบิดวูบขึ้นทางด้านซ้ายห่างจากมือนางไปไม่ถึงครึ่งฝ่ามือ แต่เมื่อคลำไปบนพื้น บริเวณนั้นกลับราบเรียบไร้วัตถุใดๆ
‘จมอยู่ในบึงโลหิตนับร้อยปี..หรือลูกแก้วจะถูกทับถมจนฝังอยู่ใต้ดินแล้ว ?’
มู่เชียนไม่คิดปล่อยความสงสัยนี้ไป สองมือเล็กช่วยกันขุดบริเวณที่สัมผัสได้เมื่อครู่ .. ความเจ็บปวดทั้งหลายนั้นนางไม่คิดใส่ใจไปนานแล้ว ทว่าลมหายใจที่กำลังจะหมดลงนี่ต่างหากที่เป็นปัญหา
ราวกับปราณรอบด้านรับรู้ได้ถึงความอ่อนแอของนาง พวกมันยิ่งกรูกันเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับ และเริ่มพันรัดร่างของหญิงสาวเอาไว้อย่างช้าๆ….
สองมือของนางยังคงขุดต่อไปจนกระทั่งในที่สุด ก็พบวัตถุกลมๆขนาดเท่าปลายนิ้ว มู่เชียนยินดีเป็นอย่างมาก รีบยึดกำไว้แน่น ทว่าขณะคิดจะดีดร่างขึ้นเหนือระดับน้ำ กลับพบว่าสองขาของนางถูกรัดรวบไว้นานแล้ว ปอดของหญิงสาวเจ็บร้าวด้วยการกลั้นหายใจนานเกินไป… ด้านนอกนั้น พวกเสี่ยวจิ้งกำลังมองรังไหมขนาดใหญ่ ที่ประกอบขึ้นจากน้ำโลหิตสีดำ กำลังขยายขนาดขึ้นช้า พวกเขารู้ดีว่าด้านในนั่นคือร่างของมู่เชียน
#เรื่องของโม่เจี้ยนและฟู่เจี่ยอีรอตอนหน้าๆนะคะ