พอพวกของเย่ยี่จูจากไปแล้วเล้งปวยก็ไม่ได้รีบร้อนอันใดจึงเดินพาหลินซีเท่ียวชมสิ่งต่างไปเลื่อยเปื่อยในเวลากลางวัน ส่วนในตอนกลางคืนก็จะเข้าฌาณอยู่ในเปลบนกิ่งไม้ใหญ่
ตอนนี้ก็ยังคงเหลือเวลาอีกเพียงยี่สิบกว่าวันก็จะครบ3 เดือนตามกำหนด หลังจากเขากินย่างเนื้อสัตว์อสูรแทบทุกวันจนเกือบครบ3 เดือนโดยเฉพาะเขาเลือกกินเพียงเนื้อสัตว์อสูรระดับ4 เท่านั้น ประกอบกับพลังปราณธรรมชาติในป้าเร้นลับนี้กลับเข้มข้นเป็นพิเศษกว่าด้านนอก ทำให้พลังสมสะสมในร่างกายเขาอัดแน่นจนเปี่ยมล้น ดังนั้นเขาจึงคิดจะหาถ้ำสงบๆเพื่อนั่งบ่มเพาะในการเลื่อนระดับสักหลายวัน
พอคิดดังนั้นเขาจึงรีบพุ่งไปทางเทือกเขาสูงที่อยู่ไกลสุดนั้นทันที่ ด้วยความเร็วของเขาในยามนี้เพียงหนึ่งชั่วยามก็มาถึงตีนเขาได้แล้ว
เขารีบลัดเลาะดูไปหลายถ้ำกระทั่งได้พบถ้ำที่ถูกใจเขาอย่างยิ่งแห่งหนึ่ง เป็นถ้ำที่น่าอยู่คล้ายเคยเป็นที่อาศัยของสัตว์อสูรมาก่อนแต่เขาได้ตรวจสอบด้วยสัมผัสแห่งมิติแล้วนอกจากมีหินศิลาพลังปราณระดับสูงหนึ่งก้อนและระดับกลางจำนวนหนึ่งแล้วก็ไม่พบว่ามีสัตว์อสูรอยู่ในบริเวณใกล้เคียงเลย
เขาเลือกนั่งบนแท่นหินในถ้ำย่อยที่มีมุมหนึ่งสามารถบดบังสายตาได้ดีเป็นที่บ่มเพาะ เริ่มโดยกลืนโอสถพลังแห่งมังกรระดับ7 ลงไปหนึ่งเม็ดไม่นานก็รู้สึกถึงการล้นทะลักออกมาของพลังปราณจากโอสถหลอมรวมเข้ากับของเดิมที่มีอยู่อย่างอัดแน่นจนกลายเป็นเต็มเปลี่ยมขอบเขตแห่งทะเลปราณของเขา
เขารีบชักนำมันเดินหมุนเวียนไปตามส่วนต่างๆเพื่อเติมเต็มให้กับกล้ามเนื้อ กระดูกและเส้นเอนเพื่อเพราะสร้างให้มันแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม ผ่านไปหลายชั่วยามเมื่อทุกอย่างเริ่มสงบลงตามภาวะปกติ เขาจึงได้กลืนโอสถพลังแห่งมังกรลงไปอีก 1 เม็ดและทำการเดินพลังไปอีกหลายวันเช่นกับคราก่อน จนกระทั่งมีเสียงของการเลื่อนระดับพลังดังออกมา
ปง ! เลื่อนระดับพลังปราณสู่ขั้นนภาจุติ ระดับ 7
ปง ! เลื่อนระดับพลังปราณสู่ขั้นนภาจุติ ระดับ 8
ปง ! เลื่อนระดับพลังปราณสู่ขั้นนภาจุติ ระดับ 9
ปง ! เลื่อนระดับพลังปราณสู่ขั้นนภาจุติ ระดับ 10
ครานี้มีเสียงเลื่อนระดับเกิดเพียงแค่ 4 ครั้งเท่านั้น ต่างจากคราก่อนเพราะยิ่งระดับสูงขึ้นการเลื่อนระดับก็ยิ่งยากขึ้น แต่เล้งปวยกลับพอใจอย่างยิ่งมากว่าการเลื่อนในคราก่อนอีก
หลังจากนั้นเขาก็ยังนั่งบ่มเพาะเดินพลังปราณให้เกิดการเสถียรให้มากที่สุด จนกระทั่งในราวๆวันที่ 7 ในขณะที่ยังจมอยู่ในห้วงแห่งภวังค์นั้น เขาพลันรับรู้จากสัมผัสแห่งมังกรว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นในสภาวะบรรยากาศบริเวณรอบๆถ้ำนี้มวลอากาศพลันเปลี่ยนแปรไป เพียงไม่รู้ว่าเกิดจากสิ่งได และต่อมาปรากฏว่ามีการเคลื่อนไหวช้าๆของกลุ่มพลังที่มีปราณอันเข้มข้นอย่างยิ่งนั้นใกล้เข้ามาเรื่อยๆจนหยุดลงอยู่กับที่เมื่อมาถึงในถ้ำ
เล้งปวยในภวังค์นั้นยังคงเดินลมปราณหมุนเวียนต่อไปมิสามารถหยุดลงได้ จนกระทั่งราวๆอีกหนึ่งชั่วยามผ่านไป จึงพบว่ากลุ่มพลังก้อนใหญ่นั้นพลันได้แยกออกเป็นสองส่วนๆแรกที่ใหญ่กว่านั้นกำลังค่อยๆสลายลดลงไปเรื่อยๆ
ส่วนกลุ่มที่สองที่ขนาดเล็กกว่าพลันเริ่มเคลื่อนไหวไปมาอยู่รอบๆกลุ่มแรกก่อน จากนั้นค่อยๆเคลื่อนมาทางเขาเรื่อยๆ เล้งปวยกำลังเดินพลังอยู่ในภวังค์หลับตาอยู่ ดังนั้นจึงปิดภาวะการมองเห็นทั้งหมดกระทั่งหลินซีก็ยังคงเป็นเช่นเดียวกันคือมองไม่เห็น เพียงทราบจากสัมผัสแห่งมังกรเท่านั้น
“เด็กน้อยเจ้าว่ามันเป็นสิ่งใดกันแน่ ที่เรารู้สึกคือ ก้อนพลังอันมหาศาลแต่กลับเคลื่อนไหวเชื่องช้าเนิบนาบ คล้ายดั่งเจ็บป่วยหรือยังไม่ค่อยแข็งแรงเจ้าว่าไหม”
“ข้าก็รู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน ดูท่าเราคล้ายยังคงไม่มีอันตรายอันใด ข้าจะรอดูไปก่อนไม่กล้าเสี่ยงออกจากภวังค์แห่งการบ่มเพาะในตอนนี้เพราะใกล้จะสำเร็จลงแล้ว” ในห้วงคำนึงนั้นเล้งปวยคุยอยู่กับหลินซี
สักครู่ใหญ่ๆปรากฏว่าก้นพลังแรกนั้นเหลืออยู่น้อยมาก ส่วนอีกกลุ่มก้อนหนึ่งนั้นดูเหมือนมีขนาดที่ใหญ่เพิ่มขึ้นมา และมันเคลื่อนมาทางเล้งปวยอีกคราอย่างช้าๆ
“หลินซี ถ้าจะว่าไปก็ดูจะไม่คล้ายคนย่องเข้ามาหรอกนะ เพราะมันเคลื่อนมาอย่างสะเปะสะปะมากกว่า”
“นั่นสิดูท่าน่าจะไม่มีอันตรายหรอกนะ เพราะถ้ามันมีเจตนาร้ายคงไม่รอนานจนให้เราตื่นขึ้นมาหรอกเจ้าว่าไหม” หลินซีคิด และในคราวนี้มันเคลื่อนมาจนถึงตัวของเล้งปวยเลยทีเดียว มันนิ่งอยู่นานๆแล้วก็เคลื่อนกลับไปอีกทีและจากนั้นอีกสักครู่ใหญ่ๆก็มาอีกเป็นเช่นนี้อยู่ครึ่งค่อนวัน จนในที่สุดเล้งปวยก็เสร็จสิ้นจากการบ่มเพาะออกจากภวังค์มา
พอลืมตาขึ้นมามองเห็นสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าตอนนี้ทำให้เขาพลันตะลึงลานไปอีกครั้ง เมื่อพบว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้านั้นก็คือ ตัวทารกอ่อนของสัตว์อสูรราชสีห์ปีกทองซึ่งจัดเป็นสัตว์อสูรชั้นสูงที่บินได้ชนิดหนึ่ง ที่มันพึ่งถือกำเนิดขึ้นมาใหม่ๆพลังของมันยังอยู่ในระดับ 2 เท่านั้น
“เฮ้อ มิน่าหละมันถึงเคลื่อนดั่งคนเจ็บป่วย” เสียงหลินซีพูดขึ้น
พอเขาลุกขึ้นมาแล้วเล้งปวยพลันเห็นเจ้าราชสีห์น้อยนั้นไม่ได้ตื่นกลัวหรือตระหนกตกใจต่อเขาอันใดเลย แต่มันเดินออกไปทางด้านปากถ้ำอย่างช้าๆพลางมองมาที่เขาเป็นระยะคล้ายนำทางเขาไปสักที่
เห็นเช่นนั้นเขาได้แต่เดินตามมันออกไปและเพียงอ้อมไปนิดเดียวสายตาของเล้งปวยพลันสดุจเข้ากับร่างของสัตว์อสูรราชสีห์ปีกทองตัวเขื่องที่นอนแผ่หราอยู่ที่พื้น สังเกตเห็นมีโลหิตจำนวนมากไหลนองออกมาจากร่างของมันที่มีแผลเหวอะหวะคล้ายผ่านการต่อสู้กับสัตว์อสูรด้วยกันมา แล้วพลันมาแท้งลูก
“เจ้าตัวน้อยนั่นแม่ของเจ้าเหรอ นางบาดเจ็บนี่” เขาพึมพำเบาๆ แต่ต่อมาก็ต้องสะดุ้งขึ้น
“เจ้ามนุษย์หนุ่มน้อยเอ๋ย เจ้ามาแล้วหรือข้ากำลังรอเจ้าอยู่ “ พลันมีเสียงดังออกมาจากร่างที่นอนแผ่อยู่บนพื้นนั่น
“จ ะ เจ้า พูดได้” เล้งปวยพูดแทบไม่ออก แต่มันเคยได้ยินว่าสัตว์อสูรชั้นสูงนั้นพูดภาษามนุษย์ได้ แต่ก็ยังคงตกตะลึง
“มนุษย์เอ๋ยเราย่อมพูดได้ แต่เราเจ็บหนักโดนทำร้ายมา” จากนั้นนางได้บอกคร่าวๆถึงเหตุการณ์ท่ีนางถูกทำร้ายจนถึงตอนก่อนที่นางจะมาแท้งบุตร แต่เจ้าตัวน้อยกลับไม่ตาย
“มนุษย์เอ๋ย ดูท่าเจ้าตัวน้อยนั่นคล้ายชอบเจ้าเป็นพิเศษ หรือนั่นเป็นโชคชะตาของมัน เราคิดว่าตัวเองคงไม่รอดแล้ว จึงคิดจะขอร้องเจ้าสักเรื่องแม้ว่าการขอร้องของเราอาจจะดูไม่ค่อยเหมาะสมนักแต่ก็ขอรบกวน ฝากฝังให้เจ้ารับมันไปด้วยจะได้หรือไม่”
ขณะที่พูดน้ันเจ้าตัวน้อยคล้ายฟังรู้เรื่อง มันมองเล้งปวยพลางทำตาปริบๆอย่างน่าสงสาร
“เด็กน้อย เราชอบมัน เจ้ารีบรับปากสิ รับมันไปด้วยนะ นะ นะ่” อีกคนที่อยู่ในห้วงจิตวิญญาณรบเร้าเขาอย่างไม่ยอมหยุดเหมือนเด็กอยากได้ขนม
“ได้ข้ารับปากเจ้า ข้าจะดูแลมันให้ดี”
พอได้ยินเขาพูดเช่นนั้น ล้วนมีแต่คนที่ดีอกดีใจกันแทบถ้วนหน้า
“ให้ข้าขอตรวจดูเจ้าหน่อยเผื่อยังพอจะมีหนทางรักษาได้”เล้งปวยขยับเข้าไปหานางอสูร
“น่าจะป่วยการเปล่าๆ เพราะเราทั้งเจ็บหนักและเสียโลหิตจากการแท้งเจ้าตัวน้อยนั่นด้วย”
เล้งปวยตรวจดูอยู่ครู่ใหญ่ๆ มันพลันกล่าวว่า
“เราจะให้โอสถด้านรักษาระดับ5 แก่เจ้าสัก 2 อย่างๆละเม็ดดูว่าจะพอช่วยเจ้าได้หรือไม่”
…
/สงสารแม่ของเจ้าตัวเล็กนะ นางน่าจะรอด