ท่านพ่อ! ข้าอยากเป็นบุตรสาวขุนนาง

    ตอนที่ 55 ท่านแม่! พี่หลันฮวาชอบท่านพ่อ

            “ท่านอ๋อง วันนี้ซานหลางและหลานสาวทั้งสอง ส่งจดหมายกับสมุนไพรมาให้เจ้าค่ะ” หญิงชรารายงานสามีถึงเรื่องของกำนัลที่บ้านสามส่งกลับมาให้

            “ข้าว่าท่านควรใจอ่อนได้แล้ว ซานหลางสัญญาว่าจะกลับตัว การสอบเซียงซื่อในปีหน้า ซานหลางจะเข้าร่วมการสอบอีกครั้ง” บุตรของนางมีคุณวุฒิซิ่วไฉตั้งแต่ยังเยาว์ การเข้าร่วมสอบเซียงซื่อจึงไม่ใช่เรื่องยาก

            “เขาส่งจดหมายมาหาเจ้าอีกแล้วหรือ” เหลียงอ๋องก็ได้รับจดหมายจากบุตรชายคนที่สามเช่นเดียวกัน ข้อความในจดหมายคล้ายคลึงกับที่ผู้เป็นภรรยาได้รับ

            “ใช่เจ้าค่ะ หลานเจ็ดล้มป่วยถึงสองครั้ง ดีที่นางมีหมอเทวดาคอยรักษาจึงไม่เป็นอันใดมาก แล้วเรื่องที่เกิดเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้ข้าอกสั่นขวัญแขวนจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ นายอำเภอที่ถูกส่งไปปกครองจางหลินก็เป็นของสกุลหลี่เหมือนเดิม ข้ากลัวว่าซานหลางกับครอบครัวจะไม่ปลอดภัย”

            “รอไปก่อน หากเราใจอ่อนจนเกินไป เจ้าคนไม่ได้ความผู้นั้นจะเปลี่ยนแปลงตัวเองหรือ ให้ตกระกำลำบากเสียบ้าง จะได้รู้ว่าสิ่งที่ตนเองทำตลอดมาคือการเอาเปรียบพี่น้องคนอื่น”

            พี่น้องคนอื่นและหลานสาวในสกุล ใช้ชีวิตยากลำบากในกองทัพ แต่บุตรชายคนที่สามของตน มัวแต่เสพสุขอยู่ในเมืองหลวงไม่พอ ยังทำตัวเสเพลชกต่อยกับพวกเสเพลเหมือนกันอยู่บ่อยครั้ง หนักสุดคือการทำร้ายร่างกายหลู่อ๋องจนขาหัก หากตนไม่ลงโทษเช่นนั้น อย่าหวังเลยว่าหลู่อ๋องจะยอมจบปัญหา

            “นี่ก็ใกล้จะเข้าหน้าหนาวแล้ว ข้ากลัวว่าอากาศหนาวจะทำให้หลานเจ็ดล้มป่วย” บ้านที่ครอบครัวสามอาศัยอยู่เป็นเพียงบ้านดินเท่านั้น หน้าหนาวมาเยือนเกรงว่าหลานสาวที่ร่างกายอ่อนแอเป็นทุนเดิม จะล้มป่วยเอาได้

            “ในเมื่อห่วงมากนัก ก็เรียกตัวสะใภ้สามกับหลานทั้งสองกลับมาเถิด แต่ซานหลางยังกลับมามิได้ อยู่ที่นั่นเขากลายเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาก หวังว่าจะเปลี่ยนแปลงตนเองได้เสียที”

            แน่นอนว่าเหลียงอ๋องสั่งให้องครักษ์เงาคอยติดตามดูแลความปลอดภัยของคนบ้านสาม หากไม่เกิดเรื่องถึงแก่ชีวิต พวกเขาจะไม่ปรากฏตัวอย่างเด็ดขาด

            พระชายาเหลียงรู้ดีว่าสามีของนางมิใช่คนโหดร้ายกับบุตรดั่งที่ผู้อื่นเข้าใจ บุตรชายคนที่สามของนางใช้ชีวิตสุขสบายจนเกินไป แถมยังก่อปัญหา พวกตนที่เป็นบุพการีจะปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปคงไม่ได้

            สกุลฮั่วยอมขุ่นเคืองใจกับองค์หญิงใหญ่และอัครมหาเสนาบดีหวัง ส่งคนบ้านสามไปใช้ชีวิตตกระกำลำบากในชนบท หวังว่าสิ่งที่พวกตนทำจะช่วยลดความโกรธของไทเฮาและหลู่อ๋องที่มีต่อบุตรชายคนที่สามได้

            จดหมายจากจวนเหลียงอ๋อง ส่งตรงมายังหมู่บ้านซานไห่ ฮั่วหนานอันอ่านจดหมายจบก็ถอนหายใจ

            “ท่านพ่ออนุญาตให้เพียงเจ้ากับบุตรทั้งสองกลับ นี่ก็เข้าสู่สารทฤดูแล้ว หน้าหนาวที่นี่ไม่มีห้องอุ่นๆ เหมือนกับที่จวน พวกเจ้าเดินทางกลับเทียนอันตั้งแต่วันนี้ยังทัน”

            ฮั่วหนานอันบอกกับฮูหยินของตนเอง ก่อนจะยื่นจดหมายให้นางอ่านต่อ

            หวังซื่ออ่านจดหมายจบก็วางมันไว้บนตัก “ท่านคิดว่าบุตรสาวของท่านจะยอมกลับหรือ นางขัดขืนทุกอย่างเพื่อให้ได้เดินทางมาอยู่กับท่านที่นี่ แล้วคิดหรือว่านางจะทิ้งท่านไว้เพียงลำพัง”

            ฮั่วหนานอันจ้องใบหน้าของฮูหยินของตนเอง มือที่เริ่มหยาบกร้านยกขึ้นกุมดวงหน้าเรียวงาม

            “เจ้าอยากอยู่กับข้าก็บอกมาตามตรง ไม่ต้องเอาบุตรมาอ้าง” ขยิบตาให้กับภรรยาคนงาม

            ฮั่วหนานอันทำใบหน้าทะเล้น แต่หวังซื่อกลับนั่งนิ่งไม่ได้ตอบโต้ สายตาของนางเหมือนบอกให้เขาหยุดทำตัวปัญญาอ่อนเข้าข้างตนเองเสียที

            “เจ้าลองไปถามบุตรทั้งสองดู หากพวกนางต้องการกลับ ข้าจะส่งพวกเจ้ากลับไป ข้าสามารถอาศัยอยู่ที่นี่เพียงลำพังได้” ครั้นภรรยาไม่ขัดเขินกับความหล่อเหลาของเขา ฮั่วหนานอันจึงกลับมาจริงจังอีกครั้ง

            หวังซื่อขบคิดอยู่ชั่วครู่ จึงตัดสินใจบอกบุตรสาวทั้งสองเกี่ยวกับเรื่องการเดินทางกลับเมืองหลวง

            “ท่านแม่เจ้าคะ ข้าไม่อยากทิ้งให้ท่านพ่ออยู่ที่นี่โดยไม่มีพวกเราอยู่ด้วย”

            ชาติที่แล้วพวกตนเดินทางกลับ ท่านพ่อต้องอยู่ประสบพบเจอความยากลำบากกับเสี่ยวเฟิงสองคน กว่าจะถูกเรียกตัวกลับเทียนอันร่างกายของท่านพ่อก็ผ่ายผอมจนล้มป่วย

            ท่านปู่มิใช่คนพูดจาสับปลับ ลั่นวาจาใดออกมาแล้วก็อยากจะคืนคำ ต่อให้จะเป็นสายเลือดของตนเอง ท่านปู่ก็มิยอมใจอ่อน

            หนทางที่พวกตนจะได้เดินทางกลับพร้อมหน้าพร้อมตากัน ยังคงพอมี ฮั่วหมิงจูหวังว่าสิ้นฤดูหนาว พวกตนจะถูกเรียกตัวกลับสู่เมืองหลวง เพราะปีหน้าท่านพ่อต้องเข้าร่วมการสอบ

            “ข้ามีบางอย่างต้องการบอกท่านแม่”

            ฮั่วหมิงจูก้มหน้าพูดเสียงอ้อมแอ้ม เพื่อต้องการที่จะเรียกร้องความสนใจของมารดา สายตาแอบเหลือบมองว่ามารดาให้ความสนใจในสิ่งที่นางทิ้งปริศนาไว้หรือไม่

            “เจ้ามีอันอยากบอกก็พูดออกมา” ยิ้มขำกับท่าทางของเด็กน้อยที่ได้ความเจ้าเล่ห์บิดามาเยอะมากเกินไป

            “ข้าสังเกตมาพักใหญ่แล้ว” จบประโยคฮั่วหมิงจูก็หยุดพูดต่อ พยายามแสดงออกว่านางไม่ได้ต้องการอยากพูดเรื่องนี้

            “สังเกตสิ่งใด” บุตรสาวคนเล็กเป็นอันใดไป ปกตินางหาใช่คนพูดจาครึ่งๆ กลาง ๆ

            “ข้าไม่รู้ว่าท่านแม่รู้จักพี่สาวหลันฮวาหรือไม่”

            “หลันฮวา บุตรสาวป้าหลิวน่ะหรือ” หวังซื่อย่อมรู้จัก เพราะป้าหลิวคือหนึ่งในคนที่สามีของนางรับเข้ามาทำงานในโรงงาน

            “ใช่เจ้าค่ะ” พยักหน้าบอกว่ามารดาเข้าใจถูกต้องแล้ว ชะเง้อคอมองออกไปด้านนอกห้อง

            “ท่านพ่ออยู่ที่ใดหรือเจ้าคะ”

            หวังซื่อเห็นท่าทางลึกลับของบุตรสาวก็แปลกใจหนักยิ่งขึ้น “วันนี้เรือที่ออกไปหาปลาจะกลับเข้าเทียบฝั่ง ท่านพ่อของเจ้าจึงไปบริเวณท่าเรือของหมู่บ้าน”

            ฮั่วหมิงจูแสร้งถอนหายใจเสมือนว่ากำลังโล่งอก จากนั้นก็พูดในสิ่งที่ค้างคาเอาไว้ “ข้าสังเกตมาพักใหญ่แล้วว่า พี่สาวหลันฮวาเหมือนจะชอบท่านพ่อเจ้าค่ะ นางเห็นท่านพ่อเมื่อไหร่ หน้าของนางจะแดงระเรื่อ แถมนางยังชอบเข้ามาชวนท่านพ่อพูดคุยอีกต่างหาก”

            “เด็กน้อย เจ้ารู้เรื่องความรักดีสักเท่าไหร่กันเชียว ถึงเที่ยวไปใส่ร้ายผู้อื่น เกิดเป็นสตรีที่ยังไม่ได้ออกเรือนมีข่าวเสียหายย่อมไม่เกิดผลดี เจ้าอย่าไปพูดมั่วซั่วที่ใดอีก เข้าใจหรือไม่”

            หวังซื่อบีบแก้มบุตรสาวคนเล็ก เพื่อต้องการให้นางหยุดพูดจาเรื่องที่ไม่สมควรพูด

            “ข้าไม่ได้ใส่ร้ายนะเจ้าคะ ข้าได้ยินท่านป้าในหมู่บ้านซุบซิบเรื่องนี้กันด้วย หากท่านแม่ไม่เชื่อ ท่านแม่ลองถามพี่สาวดูได้” หันไปเขย่าแขนพี่สาวให้ช่วยยืนยันในสิ่งที่นางพูด

            ฮั่วเจินจูกะพริบตาถี่ ๆ หลายคืนมานี้ น้องสาวปรึกษาเรื่องนี้กับตนมาตลอด เรื่องที่ท่านป้าทั้งหลายในหมู่บ้านซุบซิบนางได้ยินมาเช่นเดียวกัน

            “ท่านป้าในหมู่บ้านซุบซิบแบบที่น้องสาวบอกจริงๆ เจ้าค่ะ”

            “หากท่านแม่ไม่เชื่อข้า พวกเราไปบริเวณท่าเรือเพื่อค้นหาความจริงกันเถิดเจ้าค่ะ” ฮั่วหมิงจูลุกขึ้น แล้วดึงแขนมารดามุ่งหน้าไปยังท่าเรือของหมู่บ้าน

            บริเวณท่าเรือที่ชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจกันสร้างขึ้น ตอนนี้มีชาวบ้านบางส่วนร่วมแรงร่วมใจกันลากอุปกรณ์จับสัตว์ทะเลขึ้นจากเรือ

            ฮั่วหนานอันช่วยชาวบ้านปลดปลาออกจากอวนอยู่บริเวณหาด ไม่รู้เลยว่าบุตรสาวทั้งสองกำลังหาเรื่องให้

            “พี่ชายอวี้ หนนี้พวกท่านออกทะเลนานจนภรรยาของท่านอยู่ไม่สุข กลับถึงบ้านระวังถูกฟาดหัวแตกนะขอรับ” ฮั่วหนานอันกระเซ้าบุรุษในหมู่บ้านที่ออกทะเลนานกว่าปกติ

            “นี่ก็กลางสารทฤดูแล้ว ใกล้จะถึงเวลาเก็บเกี่ยวข้าวในที่นาผืนน้อย หลังจากเก็บเกี่ยวเสร็จก็ย่างเข้าสู่ฤดูหนาวออกทะเลไปค่อนข้างเสี่ยง หนนี้จึงไปนานเสียหน่อยแต่สิ่งที่จับมาได้คุ้มค่าเชียวล่ะ”

            ชาวบ้านในหมู่บ้านซานไห่มีที่นากันคนละเล็กคนน้อยเท่านั้น เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่ติดกับทะเล พวกเขาจึงให้ความสำคัญในการเก็บเกี่ยวพืชผลในพื้นที่น้อยนิดเป็นอย่างมาก

            พอถึงฤดูหนาว ไม่มีชาวประมงคนใดออกไปเสี่ยงอยู่ในทะเลกว้าง ถ้ามีคนออกหาปลาในช่วงนั้นก็ออกห่างจากฝั่งไม่ไกลมากนัก