จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 34 ปรมาจารย์โจวเสวี่ยฉิง

            ตาย?

            ในฐานะที่เป็นคนเคยผ่านความตายมาครั้งหนึ่งไม่มีใครที่มีคุณสมบัติที่จะพูดเรื่อง “ความตาย” มากไปกว่าฉินอวี่อีกแล้ว

            นอกจากนี้ ตราบใดที่ลูกหมาป่ายังอยู่ในมือเขาจะไม่ตาย!

            ราชาหมาป่าจ้องมองไปที่ฉินอวี่และไม่เคลื่อนไหวใดๆ เมื่อเขาไม่ขยับ หมาป่าสีครามเหล่านี้ก็ไม่ขยับ

            เรื่องเกี่ยวกับชื่อเสียงอันยิ่งใหญ่ของสำนักเหยาฉือราชาหมาป่าย่อมเคยได้ยินมาอย่างแน่นอน เขาจึงไม่คิดจะยั่วยุสำนักเหยาฉือหากไม่ใช่เพราะลูกหมาป่าอยู่ในมือของฉินอวี่เขาคงมีความยินดีอย่างยิ่งที่จะช่วยหลิงเหยาจับตัวทั้งสามคน

            ฉินอวี่ไม่ได้คิดอย่างคนไร้เดียงสาว่าราชาหมาป่าจะต้องโจมตีหลิงเหยาที่เขาทำไปเช่นนี้ก็เพื่อข่มขู่หลิงเหยาให้หวาดกลัว และลดทอนความฮึกเหิมของนาง

            สีหน้าของหลิงเหยาเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อยนางระวังตัวจากราชาหมาป่า แต่ก็สังเกตเห็นรอยยิ้มที่ดูเจ้าเล่ห์ของฉินอวี่นางหายใจติดขัด หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรงแต่กลับถูกฉินอวี่ทำให้โกรธจนแทบคลั่ง ในขณะนี้ นางไม่สนใจแล้วว่าจะจับตัวสยงท่าเทียนและหลี่เทียนจีได้หรือไม่นางคิดอยู่เพียงสิ่งเดียว นั่นคือจะต้องฆ่าคนไร้ยางอายผู้นี้เสียก่อน!

            “ได้ ข้าก็อยากจะรู้ว่าเจ้าจะออกไปได้อย่างไร”แม้ว่าหลิงเหยาจะโกรธเป็นอย่างยิ่ง แต่นางกลับสงบลงอย่างรวดเร็วด้วยอารมณ์ที่ไม่ธรรมดาจากนั้นจึงนั่งลงบนพื้น ขัดสมาธิลงด้านข้างของฉินอวี่ และจ้องมองอย่างเย็นชา

            ฉินอวี่อุ้มลูกหมาป่าไว้ ไม่กล้าชะล่าใจลูกหมาป่าคือเครื่องรางที่ช่วยชีวิตเขาไว้ เมื่อถูกเอาเปรียบเช่นนี้เขาก็อยากจะแลกเปลี่ยนกันไปเสียตรงนี้

            เมื่อมองไปทางหลิงเหยาที่กำลังจ้องมองตนเองอยู่ฉินอวี่เปลี่ยนใจ และถามออกไป “เจ้าคือคนของสำนักเหยาฉือใช่หรือไม่?”

            หลิงเหยาเยาะเย้ย “ตอนนี้มาเสียใจแล้วหรือ? สายไปแล้วล่ะ!”

            “เจ้าเคยได้ยินชื่อของโจวเสี่ยวชิงไหม?” ฉินอสี่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถามออกมา

            วันเวลาไม่รอคอยผู้ใดไม่ทราบว่าแม่หญิงงามจะเป็นเช่นไร?

            “ไม่เคยได้ยิน!” หลิงเหยาฝืนตอบออกไปภายใต้ผ้าคลุมของนางกำลังจ้องมองไปทางฉินอวี่ด้วยท่าทีเย็นชาในมุมมองของนางฉินอวี่นับว่าเป็นคนมีความจริงใจต่อผู้อื่นแต่หลิงเหยาได้ตัดสินใจไปแล้วว่าแม้จะปล่อยราชาหมาป่านี้ไปนางก็ไม่มีวันยอมปล่อยฉินอวี่ไปอย่างแน่นอน เพียงแค่ขอให้จับตัวฉินอวี่ได้ ก็ไม่ต้องกลัวเรื่องที่จะจับสยงเท่าเทียนกับหลี่เทียนจีได้หรือไม่ได้

            มีความโศกเศร้าปรากฏในดวงตาของฉินอวี่ ใช่แล้วเวลาก็ล่วงเลยมากว่าหลายปีแล้ว หากหลิงเหยารู้จักสิน่าจะแปลก

            หลังจากที่ฉินอวี่ไม่ถามอะไรต่อและเริ่มรออย่างเงียบๆ เขาคำนวณเอาไว้ในใจแล้วว่าในระยะเวลาเกือบครึ่งวันนี้ สยงท่าเทียนก็น่าจะสามารถหนีออกไปจากแดนสุสานอสูรได้แล้วและด้วยสติปัญญาของหลี่เทียนจีและจะต้องรู้อย่างแน่นอนว่าจะต้องไปรอตนเองที่เมืองหลักเทียนอู่ขอเพียงแค่เดินทางถึงเมืองหลักเทียนอู่ แม้ว่าหลิงเหยาจะอยู่ในขั้นกุมารทิพย์ก็ยากมากที่จะหาทั้งสองคนเจอในเมืองหลักเทียนอู่ และแน่นอนสิ่งสำคัญที่สุดคือสยงท่าเทียนต้องไม่ก่อเรื่องอะไรขึ้นมาอีก

            หลิงเหยากะพริบตานางสังเกตเห็นความเศร้าของฉินอวี่ ทำให้หัวใจของหลิงเหยาเต้นแรงจากนั้นจึงละสายตาหันไปมองราชาหมาป่าที่กำลังจ้องมองฉินอวี่ หลังจากแอบพูดอะไรบางอย่างหลิงเหยาก็จ้องไปทางฉินอวี่ก่อนจะพูดว่า “ทำไม โจวเสวี่ยชิงคนนั้นเป็นคนในใจของเจ้าหรือ?”

            ฉินอวี่ส่ายหน้า ใช้มือซ้ายจับลูกหมาป่าไว้และลูบขนแผงคอของมันเบาๆ ลูกหมาป่าน่าจะเกิดมาได้ไม่นานนักกระดูกยังไม่เติบโตเต็มที่ ทั้งตัวยังอ่อนปวกเปียก และรูปร่างยังไม่สมบูรณ์เต็มวัยเมื่อมองดูแล้วยังเป็นเหมือนลูกหมาตัวหนึ่ง

            ดูเหมือนลูกหมาป่าจะชอบให้ฉินอวี่เล่นคนแผงคอของมันมันลืมตาขึ้น เหลือบมองฉินอวี่ จากนั้นก็เอนลงนอนบนฝ่ามือของฉินอวี่เพื่องีบหลับ ก่อนหน้านี้ขณะที่ฉินอวี่พยายามขยุ่มคอมันอยู่สองสามครั้งสิ่งนี้ทำให้มันเหน็ดเหนื่อยจากการดิ้นรนอย่างมาก

            สิ่งที่ทำให้ฉินอวี่ต้องประหลาดใจก็คือดวงตาของลูกหมาป่าดูแปลกเล็กน้อย ข้างหนึ่งเป็นสีเขียวและอีกข้างหนึ่งเป็นสีขาวซีด

            “หรืออาจจะเป็นคนของสำนักเหยาฉือ?” หลิงเหยากล่าวต่อโดยพยายามเบนความสนใจของฉินอวี่ และแอบส่งสัญญาณไปยังราชาหมาป่าและในตอนนี้ดวงตาสีเขียวของราชาหมาป่าก็เต็มไปด้วยความดุร้าย

            ฉินอวี่ไม่ได้พูดอะไรและลูบแผงคอของลูกหมาป่าเบาๆ

            เมื่อเห็นเช่นนี้ หลิงเหยาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยนางพยายามคิดถึงศิษย์ที่อยู่ในสำนักอย่างรอบคอบแต่กลับไม่คุ้นชื่อของโจวเสวี่ยฉิงเลย หลังจากผ่านไปนาน หลิงเหยาก็ตกตะลึงในทันทีและพูดว่า “โจวเสวี่ยฉิง? สำนักเหยาฉือของข้าเคยมีคนผู้นี้อยู่”

            ฉินอวี่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองแต่กล่าวอย่างแผ่วเบา “ลูกหมาป่าตัวน้อยช่างแปลกประหลาดอะไรเช่นนี้ข้าว่าน่าจะคลอดได้ไม่นาน กระดูกของเขาก็ยังอ่อนอยู่เลย”

            ม่านตาของราชาหมาป่าที่กำลังจ้องมองฉินอวี่และเต็มไปด้วยความพร้อมได้หดตัวลงอย่างรวดเร็วระงับความคิดในใจของตนเองอย่างรวดเร็ว และเหลือบมองหลิงเหยาอย่างดุเดือด

            ดวงตาของหลิงเหยายังคงจ้องนิ่ง แต่กลับนึกไม่ถึงว่าฉินอวี่จะมองเห็นความตั้งใจของนางเรื่องนี้ทำให้หลิงเหยารู้สึกโกรธ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับฉินอวี่นางรู้สึกได้ถึงความรู้สึกไร้เรี่ยวแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนสิ่งนี้ทำให้นางไม่พอใจอย่างยิ่ง และพูดต่อไป “ทำไมเจ้าเองก็เคยได้ยินเรื่องของท่านปรมาจารย์โจวเสวี่ยฉิงในยุครุ่งโรจน์ของสำนักเหยาฉือมาด้วยหรือ?”

            ดวงตาของฉินอวี่กะพริบอย่างไม่ได้ตั้งใจ

            “รู้จักสะพานเซียนซิงเฉินหรือไม่?หากไม่มีโจวเสวี่ยฉิงปรมาจารย์แห่งสำนักเหยาฉือ ก็คงไม่มีสะพานเซียนซิงเฉินนี้ทะเลสาบแห่งนี้เกิดจากการก่อร่างของพลังเวทในความร่วมมือระหว่างปรมาจารย์โจวเสวี่ยฉิงและเสี่ยตี้พลังวิญญาณของดวงดาวทั้งสี่ เกิดขึ้นได้ด้วยเหตุนี้” หลิงเหยากล่าวอย่างภูมิใจ

            “สะพานเซียนซิงเฉิน?” ฉินอวี่ใจสั่นเขาไม่เคยอ่านบันทึกเกี่ยวกับแม่น้ำดารามาก่อนเลยในหอตำราตระกูลฉิน

            “เจ้าจะพอเล่าเรื่องของโจวเสวี่ยฉิงให้ข้าฟังบ้างได้หรือไม่?”ฉินอวี่หรี่ตามองหลิงเหยาและพูดออกไป

            ใบหน้าที่แสนงดงามภายใต้ผ้าปิดหน้านั้นมีรอยยิ้มที่ดูเยาะเย้ยปรากฏขึ้นดวงตาปรากฏเป็นความดูหมิ่นที่ลึกล้ำ และแอบพูดอยู่ในใจ หรือเจ้าคิดว่าปรมาจารย์โจวเสวี่ยฉิงเป็นคนรักในใจของเจ้าหรือ?แต่เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของฉินอวี่ หลิงเหยาจึงได้แต่ปกปิดการเยาะเย้ยไว้ในใจและพูดอย่างเย็นชา “ปรมาจารย์โจวเสวี่ยฉิง เป็นที่สุดแห่งยุคอย่างหาใครเปรียบมิได้เป็นเจ้าสำนักที่ได้รับยกย่องกันว่ามีความโดดเด่นและแข็งแกร่งที่สุดนอกเหนือจากปฐมาจารย์ผู้บุกเบิก

            “รู้หรือไม่ว่าร่างในอดีตของซิงเฉินทั้งสี่เป็นอะไร? นั่นคือแดนเซียนอู่รู้หรือไม่ว่าเหตุใดจึงกลายเป็นซิงเฉินทั้งสี่?นั่นก็เป็นเพราะจอมมารหลินอวี่คิดจะทำลายแดนเซียนอู่ผู้แข็งแกร่งทั่วสารทิศจึงร่วมมือกับเสี่ยตี้ต่อต้านจอมมารหลินอวี่ซึ่งหนึ่งในนั้นคือปรมาจารย์โจวเสวี่ยฉิงของข้า ดังนั้น หากไม่มีเสี่ยตี้ ปรมาจารย์โจวเสวี่ยฉิงก็ไม่มีซิงเฉินทั้งสี่อย่างทุกวันนี้และจะไม่มีเจ้า ไม่มีข้า!”

            “เคยได้ยินเรื่องของเสี่ยตี้หรือไม่? ช่างเถอะเจ้าเป็นแค่ผู้ฝึกตนตัวน้อยคงไม่มีทางรู้เรื่องนี้หรอกนั่นคือผู้แข็งแกร่งของซิงเฉินทั้งสี่ในอดีตและด้วยความเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิดของปรมาจารย์โจวเสวี่ยฉิงแห่งสำนักเหยาฉือและเสี่ยตี้กล่าวได้ว่าคนทั้งสองนั้นเปรียบเหมือนศิษย์พี่หญิงน้องหญิงร่วมสำนัก ดังนั้นเสี่ยตี้จึงน่าจะเป็นศิษย์สำนักเหยาฉือเช่นเดียวกัน”

            “เจ้าเป็นผู้ฝึกตนของฝั่งตะวันออกของแดนนภาชิงเหลียนสินะ? เคยได้ยินชื่อของสำนักยุทธ์ว่านจ้งหรือไม่?สำนักยุทธ์ว่านจ้งก็มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสำนักเหยาฉือของข้าเจ้ารู้เรื่องความสัมพันธ์ของปฐมาจารย์สำนักยุทธ์ว่านจ้งกับปรมาจารย์โจวเสวี่ยฉิงของข้าหรือไม่? พวกเขาสนิทสนมเป็นพิเศษเช่นกัน แม้ในปัจจุบันนี้ สำนักเหยาฉือของข้าก็ยังรักษาความสัมพันธ์ฉันมิตรอันดีต่อกันอยู่”หลิงเหยากล่าวยังไม่จบสิ้น เมื่อถูกฉินอวี่กดดัน นางก็เริ่มจะไม่พอใจจนเล่าเรื่องราวความรุ่งโรจน์ของสำนักเหยาฉือออกมาอย่างภาคภูมิใจ

            โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้เห็นท่าทางที่เคร่งขรึมของฉินอวี่ในใจรู้สึกสบายใจอย่างอธิบายไม่ถูก

            ฉินอวี่ค่อยๆลูบขนแผงคอของลูกสุนัขโดยไม่พูดอะไร ไม่มีใครเข้าใจความซับซ้อนในใจของเขาขณะนี้ได้ แต่เขาไม่กล้าที่จะประมาทและระวังตัวอยู่ตลอดเวลา

            “ดังนั้น การล่วงเกินสำนักเหยาฉือก็เป็นการรนหาที่ตายแม้แต่สำนักโบราณซิงเฉินซึ่งเป็นสำนักลำดับหนึ่งของซิงเฉินทั้งสี่ในปัจจุบันก็มีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับสำนักเหยาฉือของข้าสำนักโบราณซิงเฉินก่อตั้งโดยเสี่ยตี้ แต่เจ้ารู้หรือไม่ว่ากิ่งก้านสาขาของสำนักโบราณซิงเฉินนั้นได้แผ่ขยายไปทั่วทุกแดนนภาในซิงเฉินทั้งสี่แม้แต่แดนนภาชิงเหลียนก็เช่นกัน!” หลิงเหยากล่าวอย่างภาคภูมิใจ ดูหยิ่งผยองราวกับนกยูง

            ครึ่งวันผ่านไป

            ฉินอวี่ยิ้มบางๆ เขาลุกขึ้นนั่งอย่างกะทันหันและพูดว่า “ได้เวลาแล้วล่ะ สหาย เจ้าไปได้แล้ว”

            เมื่อลองคำนวณเวลาดูแล้ว ตอนนี้สยงท่าเทียนและหลี่เทียนจีน่าจะออกจากแดนสุสานอสูรได้แล้วและเป็นไปไม่ได้ที่หลิงเหยาจะตามทันความเร็วของพวกเขา

            หลิงเหยาผงะและโกรธเป็นอย่างมากนางหาโอกาสมาตั้งแต่เริ่มต้น รอจนกระทั่งพูดจนปากแห้งฉินอวี่ก็ยังไม่ประมาทแม้แต่น้อย สิ่งนี้ยิ่งทำให้ในใจของนางโกรธจัดและยิ่งต้องการเอาชนะฉินอวี่มากขึ้น จากนั้นจึงพูดออกไปอย่างโกรธกริ้ว“ออกไปอย่างนั้นหรือ? พวกเขาทั้งสองคนก็ไปกันหมดแล้วเจ้าคิดว่าข้าจะปล่อยเจ้าไปหรือ?”

            ฉินอวี่ไม่เพียงต้องปวดหัวเท่านั้นแต่สิ่งที่กังวลที่สุดได้มาถึงแล้ว ตลอดครึ่งวันที่ผ่านมาในช่วงเวลานับแต่เริ่มแรกล้วนแต่ต้องฟังหลิงเหยาพูดมาตลอดยิ่งหลิงเหยาพูดมากเท่าไรนางก็ยิ่งดูไร้ขอบเขตมากขึ้นเท่านั้นและความน่าเชื่อถือนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง ตั้งแต่เวลานั้นฉินอวี่ก็ได้แต่คิดว่าจะหาทางออกจากที่นี่ได้อย่างไร

            เจตนาเดิมของเขานั้นตั้งใจว่าเมื่อพ้นครึ่งวันนี้ไปหลิงเหยาจะต้องไล่ตามสยงท่าเทียนและหลี่เทียนจีไปแน่นอน และเมื่อถึงตอนนั้นตนเองก็จะให้ราชาหมาป่าพาตัวเองออกไปจากที่นี่ และขอให้หมาป่าสีครามตามตนเองไป จากนั้นก็จะมอบลูกหมาป่าคืนกลับไปให้หมาป่าสีครามเมื่อถึงเมืองหลักเทียนอู่

            เมื่อกลับถึงเมืองหลักเทียนอู่ต่อให้ราชาหมาป่าสีครามตามเข้ามา เขาก็สามารถขอความช่วยเหลือจากจื่อซวินเอ๋อได้และสามารถจัดการราชาหมาป่าสีครามให้อยู่ในกำมือได้

            แต่ถ้าหลิงเหยาไม่ตามไปจะทำให้เรื่องยุ่งยากมากขึ้น เมื่อมีหลิงเหยาอยู่ข้างกาย ฉินอวี่ก็จำเป็นต้องให้ราชาหมาป่าสีครามติดตามไปด้วยไม่เช่นนั้นผู้หญิงคนนี้อาจจะโกรธจนฆ่าตนเองทิ้งก็เป็นได้แต่หากต้องการให้ราชาหมาป่าสีครามตามไปส่งตนเองถึงเมืองหลักเทียนอู่ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ทำได้แล้วเช่นกัน

            เมื่อเห็นท่าทางที่ดูเย้ยหยันในสายตาของหลิงเหยาฉินอวี่ก็อยากบอกกับนางจริงๆว่าปรมาจารย์โจวเสวี่ยฉิงของเจ้ากับข้านั้นเป็นคนรักกันเสี่ยตี้ผู้ก่อตั้งแดนซิงเฉินก็เป็นน้องสาวของข้าแดนซิงเฉินในตอนนี้ก็ตั้งตามฉายาที่เขาได้รับปฐมาจารย์ผู้บุกเบิกสำนักยุทธ์ว่านจ้งก็คือเพื่อนวัยเด็กของเขาคนหนึ่ง...แต่สิ่งเหล่านี้จะพูดออกไปได้หรือ? หรือต่อให้พูดออกไปหลิงเหยาคงคิดว่าตนเองนั้นคงจะเสียสติไปแล้ว

            “ราชาหมาป่า ฆ่านางเดี๋ยวนี้”ฉินอวี่ละเรื่องในใจตนเองทิ้งไป จากนั้นจึงหันไปพูดกับราชาหมาป่าสิ่งที่ทำให้ฉินอวี่ต้องตกใจคือ สายตาที่สยดสยองของราชาหมาป่าที่จ้องมองหลิงเหยาจนทำให้หลิงเหยาหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】 ที่คุณอ่าน