หลังควันดำเลือนหายไป สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าเส่อจือก็คือภาพเช่นนี้ รอยแตกบริเวณเกราะแขนของโม่จ้านมีเลือดสีสดไหลออกมาและถูกเจียนั่วกันไว้ด้านหลัง ส่วนคนชุดดำนั้นกำลังประจันหน้ากับเจียนั่ว
สิ่งที่ทำให้ผู้คนประหลาดใจคือ คล้ายกับอาวุธของทั้งสองฝ่ายล้วนแต่ถูกฉาบด้วยน้ำแข็งหนึ่งชั้น มีพลังธาตุน้ำแข็งไหลเวียนวนขึ้นลง พื้นที่ภายในสิบก้าวนับจากใจกลางจุดประลองถูกแผ่นน้ำแข็งบางปกคลุม ก่อนจะถูกสายลมจากคมกระบี่ที่ตวัดทั่วทิศในการต่อสู้ฟันจนกระจัดกระจาย เกิดเป็นเสียงใสไพเราะออกมา
...นึกมิถึงว่าโจรชิงทรัพย์เป็นนักรบธาตุน้ำแข็ง?!
เหล่าอัศวินพากันส่งเสียงดังเกรียวกราวก่อนจะคุ้มกันเหล่าพ่อค้าให้หลบหนีออกไปโดยเร็ว ภายใต้สถานการณ์ที่อีกฝ่ายคือนักรบธาตุน้ำแข็ง ต่อให้ฝ่ายของตนต่อสู้สองต่อหนึ่งอย่างได้เปรียบ แต่ทว่าคนทั่วไปที่ไร้อาวุธโดยรอบอาจเป็นอันตรายจากลูกหลง ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่ทราบระดับของอีกฝ่ายอย่างแน่ชัด เจียนั่วทำได้เพียงพยายามต้านทานสุดกำลัง สิ่งแรกที่คนอื่นๆ สมควรทำ แน่นอนว่าคือการไปแจ้งท่านเจ้าเมือง
จังหวะลมหายใจของทั้งสองฝ่ายเริ่มเปลี่ยนเป็นถี่กระชั้นขึ้น ไอสีขาวแผ่กระจายออกจากหมวกเกราะและผ้าพันคอสีดำ เสียงลมหายใจหอบของเจียนั่วสามารถได้ยินเลือนราง ทว่าลมหายใจของอีกฝ่ายกลับดูสม่ำเสมอน่าประหลาด คล้ายกับการปล่อยพลังเวทมหาศาลมิต่างกับเรื่องง่ายดายสำหรับเขา
สีหน้าของเจียนั่วแปรเปลี่ยนจากจริงจังเป็นเคร่งขรึม พลังเวทที่มหาศาลเช่นนี้ได้เกินระดับมาตรฐานของอัศวินเวทและนักรบเวทไปนานแล้ว
ทว่าเสี้ยววินาทีหลังจากนั้น พลังเวทที่อีกฝ่ายปล่อยออกมากลับสลายหายไป ตามด้วยกุมหน้าอกส่งเสียงครวญสั้นๆ ออกมากะทันหัน
เส่อจือที่อยู่มิไกลได้สติกลับมาเป็นคนแรก --- อีกฝ่ายกินยาเพิ่มพลังเวทชั่วคราวที่ได้จากการเล่นแร่แปรธาตุเข้าไป ยามนี้สภาวะอ่อนกำลังใกล้มาเยือน โม่จ้านที่อยู่ด้านหลังเจียนั่วเข้าใจสีหน้าของเส่อจือหลังมองปราดเดียวจึงตวัดหอกไปทางคนชุดดำ คนชุดดำเบี่ยงกายหลบไปด้านหลังเพื่อฝืนเลี่ยงจุดสำคัญ ทว่าปลายหอกยังคงกรีดผ่านอาภรณ์ ทิ้งหนึ่งรอยเลือดสีสดเป็นทางยาวไว้บนหัวไหล่
“อึก---”
คนชุดดำข่มเสียงร้องอื้ออึงด้วยความเจ็บปวดไว้ในลำคอ ก่อนจะจ้องมองโม่จ้านด้วยความเคียดแค้น อีกฝ่ายยังหยิบก้อนควันออกมาอีกหนึ่งก้อนเพื่อทำเช่นเดิม ภายในชั่วพริบตาเดียว ประตูเมืองที่เพิ่งจะปลอดโปร่งพลันกลับมาถูกปกคลุมด้วยควันดำอีกครา
เพียงแต่เส่อจือคาดการณ์เอาไว้เสียแต่แรกแล้ว มือขวาชูคทาเวทขึ้น วงเวทย์ขนาดกลางปรากฏบนอากาศ ตามด้วยพายุหมุนหลายสายที่ปรากฏขึ้นกลางวงเวทย์ ม้วนพลังธาตุลมจำนวนมากลอยขึ้นบนท้องฟ้า พัดพาควันดำหายไปภายในชั่วพริบตา เจียนั่วที่ได้ทัศนวิสัยกลับคืนมามิได้ไล่ตามคนชุดดำผู้นั้น กลับย่อเข่าลงตรวจดูบาดแผลบนแขนของโม่จ้าน
เส่อจือปรายมองเจียนั่วด้วยสายตาเย็นชาหนึ่งปราด วงเวทย์ที่กะพริบริบหรี่กลับมาทอแสงอีกครา ธาตุลมที่หมุนวนรวมตัวเป็นดาบแสง แทงลงบนแผ่นหลังของผู้ที่หนีออกจากประตูเมืองไปไกลอย่างแรง ดาบแสงอันรวดเร็วแทงเข้ากลางสันหลังอย่างแม่นยำ ร่างคนชุดดำโงนเงนทว่ามิได้ล้มลง ก่อนจะหนีเข้าไปในป่าอย่างซวนเซ
เจียนั่วถอดเกราะแขนของโม่จ้านออก หลังจัดการพันแผลเรียบร้อยจึงเริ่มจัดระเบียบขบวนคน
เส่อจือมองโม่จ้านที่นิ่งเงียบแล้วจึงปริปากเอ่ยอย่างเอ้อระเหย “ถ้าเช่นนั้นก็พูดเรื่องก่อนหน้านี้ต่อได้แล้ว”
“ศัตรูหนีไปแล้ว อีกประเดี๋ยวหอการค้าจะมาคิดค่าเสียหาย พวกเราออกจากเมืองกันก่อนแล้วค่อยจัดระเบียบ” เจียนั่วเหลือบมองเส่อจือปราดหนึ่งก่อนออกคำสั่งกับกองอัศวินรักษาการณ์
“ช้าก่อน สิ่งที่ข้าพูดถึงมิใช่เรื่องนี้” นิ้วมือของเส่อจือชี้ไปทางโม่จ้านที่อยู่บนพื้น “ควรจะตรวจสอบใบหน้าที่แท้จริงของคนผู้นี้ต่อไป”
แขนที่พันไว้ด้วยผ้าพันแผลของโม่จ้านสั่นเล็กน้อยอย่างเห็นได้ด้วยตาเปล่า เส่อจือประจักษ์แก่สายตาพลันเผยรอยยิ้มลำพองใจออกมา
“เขาช่วยท่าน” เจียนั่วมองเส่อจือด้วยสายตาเย็นชา
“ในฐานะอัศวิน การสละชีวิตปกป้องข้านับเป็นหน้าที่ แต่ทว่าการดูหมิ่นร่างกายที่ทวยเทพประทานของข้า เดิมทีก็นับเป็นการก่อบาปประการหนึ่ง” รอยยิ้มของเส่อจือเลือนหายไป ใช้คทาชี้ไปทางโม่จ้าน “ข้ามิได้อยากจะลงโทษเขาแต่อย่างใด เพียงแค่อยากจะเห็นใบหน้าของอัศวินผู้กล้าสักหน่อยเท่านั้น”
“...ใบหน้าของอัศวินทุกคนในกองอัศวินรักษาการณ์ ท่านเคยได้พบหน้าพวกเขาในยามกล่าวคำปฏิญาณไปแล้ว” มือทั้งสองข้างของเจียนั่วกำแน่น ยังคงพยายามอย่างไร้ความหมายครั้งสุดท้าย
เส่อจือเดินไปยังข้างกายของโม่จ้านอย่างเชื่องช้า มองท่อนแขนสั่นเทาด้วยความตื่นตระหนกของอีกฝ่ายด้วยความพึงพอใจ จากนั้นยื่นมือออกไปถอดหมวกเกราะออก
ใบหน้าหล่อเหลาขาวสะอาดปรากฏใต้แสงตะวัน ทว่าใบหน้าด้านข้างกลับมีรอยแผลจากไฟลวกขนาดใหญ่ ทำให้ใบหน้าละมุนละไมแลดูค่อนข้างน่าหวาดกลัว เนื้อเยื่อสีขาวแดงพาดอยู่บนแก้มซ้ายมิต่างกับก้ามปู และกำลังบิดเบี้ยวเพราะสีหน้าเจ็บปวดของเจ้าของใบหน้า
“...เก๋อหลิน?! เจ้ามิได้รั้งอยู่ในเมืองหรือ? บาดแผลของเจ้าหมายความว่าอย่างไร?!”
หลังสมาชิกกองอัศวินรักษาการณ์สะดุ้งตกใจพลันจำผู้ที่บาดเจ็บอยู่ตรงหน้าได้ทันที นั่นคืออัศวินหนุ่มที่เป็นผู้ช่วยข้างกายของเจียนั่ว
เส่อจือคาดมิถึงว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นนี้จึงส่งสายตาฉายแววสงสัยไปทางเจียนั่ว
“หัวหน้าเจียนั่ว ข้าต้องการคำอธิบาย”
เจียนั่วมองสีหน้าคับแค้นใจของเก๋อหลินแล้วพลันถอนหายใจออกมา
“เดิมทีรองหัวหน้าเก๋อหลินถูกกำหนดให้อยู่ในเมืองเพื่อดูแลงานประชุมพ่อค้า แต่ทว่าเมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อนเกิดเหตุเพลิงไหม้ ใบหน้าและขาด้านซ้ายของรองหัวหน้าถูกไฟลวก มีเพียงเมืองนักดาบพเนจรเท่านั้นจึงจะมีบาทหลวงประจำ”
“รองหัวหน้าเก๋อหลินกลัวว่าใบหน้าของตนจะทำให้พ่อค้ามากเรื่องเหล่านั้นตกใจจึงรีบร้อนขอข้ากลับกิลด์เพื่อทำการรักษา เพราะบาดแผลยังมิหายดี ดังนั้น...”
เจียนั่วมิเอ่ยต่อไป เหล่าอัศวินตกอยู่ในความเงียบเช่นกัน บาดแผลต้องส่งผลถึงท่าทางการเคลื่อนไหวแน่นอน นับประสาอะไรกับการสวมเกราะเย็นและแข็ง
คล้ายกับทุกคนในที่แห่งนี้จะรู้กันโดยทั่วว่าเก๋อหลินค่อนข้างหลงตัวเองอยู่บ้าง เขาเห็นใบหน้าหล่อเหลาของตนเป็นดังความภาคภูมิใจ ยามนี้กลับถูกเปิดโปงความอัปลักษณ์ยามกลางวันแสกๆ ภายในใจจะต้องรู้สึกเจ็บปวดอย่างยิ่งเป็นแน่
อัศวินผู้ซื่อสัตย์ที่พยายามรับใช้ท่านเจ้าเมืองอย่างสุดกำลังแรงใจ หลังได้รับบาดเจ็บ เพื่อมิให้กระทบกับงานทำได้เพียงเลือกที่จะหลบซ่อนตัวอย่างเงียบๆ ผลสุดท้ายกลับถูกสงสัยอย่างไร้เหตุผล สำหรับเก๋อหลินที่เพิ่งถูกส่งมาอยู่ในกองอัศวินรักษาการณ์ได้มินานนัก นี่นับได้ว่าเป็นเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจครั้งรุนแรงอย่างมิต้องสงสัย
เจียนั่วตบบ่าเก๋อหลิน จากนั้นช่วยสวมหมวกเกราะให้เขาอย่างระมัดระวัง
หลังเข้าใจต้นสายปลายเหตุ สายตาที่คนในกองอัศวินรักษาการณ์ใช้มองเส่อจือกลับเจือด้วยความไม่เป็นมิตร ท่านผู้นี้ที่ครองตำแหน่งจอมเวทระดับสูงสุดของกองอัศวินรักษาการณ์มักมองทุกคนด้วยสายตาเช่นผู้ที่เหนือกว่ามาแต่ไหนแต่ไร ครั้งนี้ยังจงใจปะปนเข้ามาในกลุ่มอัศวินโดยเฉพาะ อีกทั้งยังทำให้เก๋อหลินต้องถูกทำร้ายจิตใจโดยไม่ยั้งคิด เพียงเพราะต้องการพิสูจน์ว่าท่านหัวหน้าเจียนั่วสมคบคิดกับโจรหรือไม่เท่านั้นหรือ?
การสงสัยในความภักดีของอัศวินนายหนึ่งก็เท่ากับเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเขา หากมิใช่เพราะท่านเจ้าเมืองเคยกล่าวว่าเส่อจือเป็นคนใหญ่คนโตไม่มีทางคิดคดอย่างเด็ดขาด เกรงว่าเก๋อหลินคงจะขอต่อสู้ตัดสินชี้ชะตาเสียตรงนั้น
“ข้าจะช่วยหาคนมารักษาเขาด้วยตนเอง” เส่อจือหันมองโดยรอบ สัมผัสได้ถึงความไม่พอใจของเหล่าอัศวิน ภายในดวงตาสีเหลืองอ่อนมีประกายความหงุดหงิดวูบผ่าน
“นายท่านเจ้าคะ ขอบังอาจถามว่าจะส่งของสิ่งนั้นคืนข้าได้หรือไม่...นั่นคือแหวนหมั้นที่สามีของข้ามอบให้เจ้าค่ะ...”
สตรีแต่งกายเช่นชนชั้นสูงผู้หนึ่งเดินเข้ามาด้านหน้า ทำความเคารพไปทางเส่อจือด้วยสีหน้าขลาดกลัว
“แหวนที่ทำจากอัญมณีแหล่งพลังเวท? มิน่าคนผู้นั้นจึงได้อยากชิง ไม่มีองครักษ์กลับยังกล้าสวมของเช่นนี้ไว้บนกาย ความระมัดระวังตัวต่ำเกินไปแล้วกระมัง”
เส่อจือก้มลงมองแหวนในมือปราดหนึ่ง จากนั้นจึงโยนไปให้สตรีนางนั้น อีกฝ่ายรีบกล่าวขอบพระคุณอย่างรวดเร็ว
เก๋อหลินกลับเข้าขบวนหลังพันแผลเสร็จ เจียนั่วที่อยู่ด้านหลังหมวกเกราะสูดอากาศหายใจเข้าลึกหลายครั้ง มิใช่เรื่องง่ายกว่าจะคลายความรู้สึกแข็งทื่อหลังจากกล้ามเนื้อที่ตึงเครียดผ่อนคลายลง เหล่าพ่อค้าเริ่มมารวมตัวก่อนจะตรวจสอบตัวตนต่อไปราวกับก่อนหน้านี้ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น