เซียนกวีท่องโลกวรรณกรรม (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    ตอนที่ 32 :ศิษย์คารวะผู้อาวุโส

    ตอนที่ 32 :ศิษย์คารวะผู้อาวุโส

     

    “ท่านคณบดี......”

     

    เฉินจิ้นเป่ยมองไปทางคณบดีเจิ้งจือชิวดูเหมือนจะกล่าวอะไรออกมา แต่ท้ายที่สุดก็หยุดลง

     

    เดิมทีในฐานะของเจิ้งจือชิวและตัวเขา การนั่งเกรียนวัวอาจดูไร้มารยาทเล็กน้อย บัณฑิตแห่งต้าเหยียนอย่างน้อยควรเดินทางด้วยรถม้าหรือเกี้ยว

     

    ส่วนเกวียนวัวเป็นสิ่งที่ชาวบ้านธรรมดาทั่วไปจะใช้นั่ง

     

    เจิ้งจือชิวกล่าวว่า“ยังมัวงุนงงอะไรอยู่รีบขึ้นเกวียนเร็ว ! ”

     

    “ขอรับท่านคณบดี! ”

     

    เฉินจิ้นเป่ยจึงได้ขึ้นเกวียนวัวไป

     

    ร่างของเจิ้งจือชิวมีประกายวาบเข้ามาจากนั้นเขาก็ไปที่วัวแล้วกล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า “เกวียนของข้าสามารถทะยานสู่ท้องฟ้าได้! ”

     

    จากนั้นพลังแห่งวรรณกรรมก็เคลื่อนไหว

     

    เพียงชั่วพริบตาเดียวเมฆขาวแห่งวรรณกรรมก็ปรากฏอยู่ใต้เกวียนและวัวตัวนั้น ก่อนจะค่อย ๆพยุงเกวียนขึ้นสู่ท้องฟ้า หายไปจากเมืองต้าซิง

     

    “บัณฑิตชอบคุยโวโอ้อวดเหลือเกินขี้อวดจนทะยานขึ้นท้องฟ้า......”

     

    หลินอี้ตกตะลึงแต่ก็มิอาจหยุดการพึมพำของเขาได้ หลังจากที่เกวียนทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าความเร็วของมันก็เพิ่มขึ้น

     

    หลินอี้ตั้งตารอการเดินทางไปสำนักศึกษาในครั้งนี้มาก

     

    จากความทรงจำที่เขามีนำมาปะติดปะต่อกันนับแต่นี้ไปเขาจะได้ฝึกตนอยู่ที่สำนักศึกษาแล้วเดินทางไปจังหวัดหนานเซียงเพื่อสอบคัดเลือกระดับเขต

     

    จากนั้นก็เดินทางไปยังสถานศักดิ์สิทธิ์แคว้นเจิ้นเพื่อสอบฮุ่ยซื่อ

     

    และท้ายที่สุดก็คือการสอบราชสำนักศึกษาซึ่งการสอบครั้งนี้จักรพรรดิแห่งต้าเหยียนจะเป็นผู้ออกข้อสอบเอง

     

    หากมิมีสิ่งใดผิดพลาดละก็

     

    เขาจะสามารถทำให้ยุคสมัยนี้ต้องสั่นสะเทือน

     

    อีกอย่าง นางเองก็กำลังเดินทางไปสอบคัดเลือกราชสำนักศึกษาในมิช้านางก็จะได้เข้าเฝ้าจักรพรรดิแห่งต้าเหยียน

     

    .......

     

    อนาคตของเขายาวไกลยากเกินคาดเดา

     

    ......

     

    ณสำนักศึกษาผิงโจว

     

    ที่หน้าศิลาจารึกบริเวณตีนเขาบัณฑิตสวมชุดสีขาวมากมายหลายสิบคนกำลังนั่งคัดลอกกวีบนจารึกนั้น

     

    พวกเขาตกอยู่ในความหลงใหลต่างแสดงความคิดเห็นของตนออกมา

     

    “ผู้อาวุโสท่านนี้ช่างเก่งกาจเหลือเกินเพียงแค่ข้อความสั้น ๆ สองประโยคก็สามารถกระตุ้นจิตใจของปัญญาชนได้ใช้ในการตักเตือนยามเรียนรู้ได้ดียิ่งนัก ! ”

     

    “นั่นสิที่สำคัญคือสามารถดึงดูดพลังแห่งพรสวรรค์ได้ มากกว่าหนังสือในสำนักศึกษาเสียอีก !”

     

    “มิรู้ว่าชีวิตนี้จะมีโอกาสได้พบกับผู้อาวุโสท่านนี้และได้ฟังเขาสั่งสอนตำราหรือไม่! ”

     

    “ข้าได้ยินท่านอาจารย์กล่าวว่าท่านคณบดีได้เปลี่ยนไปใส่ชุดบัณฑิตและลงจากภูเขาไปหาผู้อาวุโสท่านนี้แล้ว......”

     

    หา !

     

    เมื่อประโยคนี้ถูกกล่าวออกไปได้ดึงดูดความตื่นเต้น และความสนใจของปัญญาชนทั้งหลายขึ้นมาทันที

     

    “หวังว่าท่านคณบดีจะสามารถเชิญผู้อาวุโสท่านนี้มาที่สำนักศึกษาของเราได้ให้พวกเราได้มีโอกาสชื่นชม ผู้อาวุโสท่านนี้คงจะผมหงอกขาว เต็มไปด้วยพลังแห่งเซียนมิแตกต่างจากเซียนในสมัยโบราณ......”

     

    “ต้องเป็นเช่นนั้นโดยแน่บทกวีระดับพรสวรรค์เช่นนี้ คนธรรมดาทั่วไปจะสามารถแต่งออกมาได้หรือ ? ”

     

    เหล่าบัณฑิตทั้งหลายพากันสนทนาอย่างมีความสุข

     

    บรรยากาศดำเนินไปได้มิเลว

     

    บริเวณไกลออกไป เหล่าอาจารย์ที่กำลังนั่งคัดลอกบทกวีบนจารึกนั้นพลางมองและยิ้มไปทางเหล่าศิษย์

     

    “มิรู้ว่าท่านคณบดีเดินทางออกไปครั้งนี้จะได้พบกับผู้อาวุโสท่านนั้นหรือไม่ ? ”

     

    “ต้องได้พบอย่างแน่นอนเพียงแต่มิรู้ว่าผู้อาวุโสจะยอมเดินทางมาที่สำนักศึกษาหรือไม่”

     

    “หากผู้อาวุโสเดินทางมาจริงๆ พวกเราเดินทางไปคารวะท่าน แล้วผู้อาวุโสจะยอมรับพวกเราเป็นศิษย์หรือไม่ ?”

     

    “ผู้อาวุโสคงมิมองเจ้าหรอก! คุณสมบัติของพวกเรานั้นย่ำแย่เกินไปทั้งชีวิตนี้การบำเพ็ญตนถึงผู้มีคุณธรรมระดับห้าก็นับว่าถึงที่สุดแล้ว......”

     

    “เฮ้อ! ”

     

    อาจารย์ทั้งหลายรู้สึกเสียใจและพากันถอนหายใจออกมา

     

    การบำเพ็ญตนด้านวรรณกรรมก็เป็นเช่นนี้พวกเขาให้ความสนใจกับคุณสมบัติมาก เช่น คนบางคนเกิดมาก็เรียนหนังสือเก่งแต่คนบางคนเกิดมาก็เรียนมิได้เรื่อง

     

    พวกเรียนมิเก่งต่อให้พยายามกว่าสิบเท่าตัว ก็มิอาจสู้พวกเรียนเก่งโดยกำเนิดได้

    ......

     

    “พวกเจ้ารีบดูเร็วเข้านั่นคืออะไร ? ”

     

    ทันใดนั้นเอง

     

    ศิษย์คนหนึ่งมองไปทางทิศตะวันออกด้วยดวงตาเป็นประกายแล้วรีบเปล่งเสียงออกมา

     

    “อะไร? ”

     

    “พวกเจ้ามองสิ่งใดกัน? มีอะไรน่ามองกว่ากวีบนจารึกนี้ ? ”

     

    ศิษย์บางคนมิสนใจพวกเขากำลังหลงใหลในบทกวี

     

    เหล่าอาจารย์พากันเงยหน้าขึ้นมองก่อนจะรีบลุกขึ้นยืน สีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้นดีใจร่างสั่นสะท้านมิอาจควบคุมได้

     

    “ท่านคณบดี! ”

     

    “ท่านคณบดีกลับมาแล้วมิได้กลับมาคนเดียว ! ”

     

    เหล่าอาจารย์พากันคาดเดาขนลุกซู่ รีบออกคำสั่งไปทางศิษย์ว่า

     

    “เร็วเข้าเร็วเข้า รีบลุกขึ้นยืน ! ”

     

    “อย่าได้มัวแต่คัดลอกบทกวีรีบเข้าแถวต้อนรับท่านคณบดีกับผู้อาวุโส อย่าให้ผู้อาวุโสมีความทรงจำมิดีต่อพวกเรา! ”

     

    “ทุกคนกระตือรือร้นหน่อยยิ้มเข้าไว้ ! ”

     

    พรึบ !

     

    ศิษย์ทั้งหลายฟังคำที่อาจารย์กล่าวแล้วพากันไปที่หน้าศิลาจารึก

     

    พวกเขาลุกขึ้นยืนมองไปยังท้องฟ้าทิศตะวันออก ดูเหมือนมีสัตว์วิเศษตัวใหญ่กำลังลากรถเหยียบเมฆลอยมา

     

    ท่านคณบดีนั่งอยู่บนหลังสัตว์ร้ายนั้น

     

    ศิษย์ทุกคนหายใจถี่รัวดวงตาเร่าร้อน

     

    “ท่านคณบดีกำลังขี่สัตว์วิเศษนั่นด้วยตนเองผู้อาวุโสท่านนี้มิธรรมดา ! ” อาจารย์คนหนึ่งอดมิได้ที่จะกล่าวออกมา

     

    ทุกคนเห็นด้วยกับประโยคนี้ของเขาต่างพากันพยักหน้า มองไปด้วยความคาดหวัง

     

    แต่เมื่อใกล้เข้ามาเรื่อยๆ อาจารย์คนหนึ่งก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป ดูมิเป็นธรรมชาตินัก

     

    ศิษย์กลุ่มหนึ่งก็อดมิได้ที่จะตกตะลึง

     

    “สัตว์วิเศษนั้นดูเหมือน......เหตุใดจึงคล้ายวัว ? ”

     

    “มั่นใจหน่อยนั่นมัน....”

     

    “วัวชัดๆ !!! ”

     

    ทุกคนสีหน้าเปลี่ยนไปดูเหมือนทำตัวมิถูก

     

    นั่นมิใช่สัตว์วิเศษกำลังลากรถ

     

    ท่านคณบดีมิได้ขี่สัตว์วิเศษแต่กำลังขี่......วัวแก่

     

    ......

     

    “ข้างหน้าก็ถึงสำนักศึกษาผิงโจวแล้ว! ”

     

    เฉินจิ้นเป่ยที่นั่งอยู่บนเกวียนชี้ไปทางสำนักศึกษาด้วยรอยยิ้ม

     

    “เร็วเช่นนี้เชียว? ”

     

    หลินอี้รีบมองตามไป

     

    สำนักศึกษาผิงโจวตั้งอยู่ที่ตีนเขาเป็นสำนักศึกษาสไตล์โบราณ มองไปช่างโดดเด่นประณีต

     

    ท้องฟ้าถูกปกคลุมไปด้วยพลังแห่งพรสวรรค์บางครั้งก็ปรากฏตัวอักษรโบราณขึ้น แสดงให้เห็นถึงกลิ่นอายวรรณกรรมอันรุ่งเรือง

     

    กลิ่นหอมของหนังสืออบอวลไปทั่วโลกาฟ้าดิน

     

    “นี่คือสำนักศึกษาผิงโจวหรือ? มิน่าเล่า จึงสามารถเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของบัณฑิตได้......”
    ซูหวายจื้ออุทานออกมา

     

    หลินอี้ยิ้มขึ้นเล็กน้อย

     

    สำนักศึกษาแห่งนี้ก็เหมือนกับนิกายต่างๆ ในนิยายแฟนตาซี ไม่ต่างจากที่เขาคาดไว้มากนัก

     

    แต่ว่า

     

    ดูเหมือนมีสาวกน้อยกว่าที่คิดไว้มิได้เหมือนนิกายใหญ่ต่าง ๆ

     

    "จอด ! "

     

    คณบดีเจิ้งจือชิวออกคำสั่งจากนั้นนำเกวียนวัวลงจอดหน้าศิลาจารึกที่เชิงเขาสำนักศึกษา

     

    “ศิษย์คารวะคณบดี! ”

     

    “ศิษย์คารวะคณบดี! ”

     

    “......”

     

    ศิษย์และอาจารย์จัดแถวอย่างเป็นระเบียบจากนั้นทำความเคารพเจิ้งจือชิวที่กระโดดลงจากเกวียน

     

    "สวัสดี สวัสดี ! "

     

    เจิ้งจือชิวพอใจกับฉากนี้ยิ่งนักเขาหันหน้าไปมองหลินอี้ด้วยรอยยิ้มแล้วกล่าวว่า "หลินอี้มาทักทายศิษย์พี่ของเจ้า ! "

     

    “หลินอี้? ”

     

    “ศิษย์คนใหม่ของคณบดีที่ท่านรับมาตอนลงเขารึ? ”

     

    “แต่จะว่าไป ผู้ที่มาใหม่ผู้นี้ดูหล่อเหลาทีเดียว…..."

     

    บัณฑิตทั้งหลายรู้สึกสับสนเล็กน้อยสายตาของพวกเขาจับจ้องไปทางหลินอี้ พวกเขาดูประหลาดใจเล็กน้อย

     

    รูปลักษณ์ของหลินอี้นั้นหล่อเหลาจริงๆเขาดูมีลักษณะเหมือนปัญญาชน ซึ่งสามารถดึงดูดความสนใจจากบัณฑิตหญิงได้ดียิ่ง

     

    และเป็นเรื่องแน่นอนว่าเขาจะกระตุ้นความริษยาจากศิษย์ชายคนอื่นๆด้วย

     

    ฉางหยู่ก็เป็นหนึ่งในนั้น

     

    "ข้าน้อยหลินอี้จากเขตอันหยาง คารวะศิษย์พี่ทุกท่าน ! ! " หลินอี้กุมมือขึ้นคารวะแล้วโค้งคำนับ

     

    “สวัสดีศิษย์น้อง! ”

     

    “สวัสดีศิษย์น้อง! ”

     

    บัณฑิตทุกคนแสดงมารยาทในการเคารพของตนออกมาอย่างสุภาพในขณะเดียวกันก็ได้แสดงความเคารพต่อเฉินจิ้นเป่ยในฐานะศิษย์ด้วย

     

    เมื่อสายตาของพวกเขาจับจ้องไปที่ซูหวายจื้อพวกเขาก็พากันกลั้นหายใจอย่างรวดเร็ว

     

    ซูหวายจื้อสวมชุดคลุมปัญญาชนสีเทาที่ดูซักมาเนิ่นนานหลายครั้งจนซีดเซียวผมเริ่มหงอกขาว ดูมีมาดของนักปราชญ์ผู้เก่งกาจ

     

    ที่สำคัญกว่านั้นคือเขาปิดซ่อนพลังพรสวรรค์เอาไว้อย่างมิดชิดแม้ว่าผู้คนทั้งหลายพยายามจะเพ่งมองก็มิอาจเห็นได้ ช่างมีความสามารถสูงส่งโดยแท้จริง

     

    ผู้อาวุโส !

     

    ท่านผู้นี้คือผู้อาวุโสที่ประพันธ์บทกวีระดับทะลวงแดนพรสวรรค์อย่างแน่นอน!

     

    เหล่าอาจารย์มองหน้ากันแล้วรีบวิ่งเหยาะๆ ไปทันที

     

    พวกเขาเห็นสีหน้าของท่านคณบดีมีความสุขอารมณ์ดียิ่งนักคาดว่าคงเชิญผู้อาวุโสท่านนั้นมาได้อย่างแน่นอน

     

    ผู้อาวุโสนั้น คงเป็นชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ข้างเฉินจิ้นเป่ยอย่างแน่นอน

     

    ส่วนชายหนุ่มคนนี้ที่ชื่อว่าหลินอี้น่าจะเป็นเด็กรับใช้ของผู้อาวุโสท่านนี้และบัดนี้ได้ติดตามผู้อาวุโสมาที่สำนักศึกษาผิงโจวเพื่อศึกษาตำรา

     

    เหล่าอาจารย์ทั้งหลายต่างพากันคาดเดาขึ้นมาจากนั้นโค้งคำนับซูหวายจื้อ กล่าวว่า "ศิษย์คารวะผู้อาวุโส !"

     

    ท่าทางนั้นดูเคารพนอบน้อม

     

    ในใจของศิษย์ทุกคนล้วนตกตะลึงพวกเขาโค้งคำนับด้วยความเคารพอย่างรวดเร็วเช่นกัน แล้วกล่าวพร้อมเพรียงกันว่า "ศิษย์คารวะผู้อาวุโส ! "

     

    นิยายแนะนำ

    ท้าทายดินแดนพระเจ้า

    ท้าทายดินแดนพระเจ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.45M 5206
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    377K 775
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ยอดคุณพ่อขั้นเทพ

    ยอดคุณพ่อขั้นเทพ

    นิยาย แฟนตาซี
    235K 400
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    อสูรมังกรฟ้า เล้งซาน [จบ]

    อสูรมังกรฟ้า เล้งซาน [จบ]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    4.85M 1165
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247