สู่วิถีอมตะ

    บทที่ 58 มารดาของเมิ่งจิง

    บทที่ 58 มารดาของเมิ่งจิง


    เซี่ยชิงยืนที่ตีนเขา อาภรณ์ขาวงามสง่าเช่นเซียน เพียงยืนเฉยก็ทำให้ผู้คนละอายแก่ตน


    ตรงหน้านางคืออัจฉริยะทั้งเจ็ดสิบแปดของเขตเฮยเฟิง


    “ก่อนสิ่งอื่นใด ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านด้วยที่คืบหน้าอย่างมหาศาลตลอดห้าเดือนมานี้”


    “ไม่ว่าจะได้สิบอันดับแรกหรือไม่ ทุกท่านก็ล้วนเป็นเสาหลักค้ำจุนต้าเซี่ยของข้า หวังว่าทุกท่านจะฝึกฝนอย่างหนัก สัญจรต่อไปบนเส้นทางเซียน”


    “การต่อสู้ย่อมทำให้เกิดความขัดแย้งอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ถึงอย่างไร นี่ก็มิใช่ความแค้นระดับเป็นตาย หวังว่าทุกท่านจะทิ้งความคลางแคลงในกาลก่อน มิให้เกิดผลกระทบเกินหยั่งเพราะความขัดแย้งเล็กน้อย”


    ยามเซี่ยชิงกล่าวถึงตรงนี้ นางจงใจมองมายังเจียงผิงอันและหม่าเหว่ย


    “นอกจากสิบอันดับแรก ยังมีตัวสำรองอีกห้าตำแหน่งซึ่งติดตามไปยังแคว้นหมิงหวังด้วย และตัวสำรองทั้งห้าก็ยังมีโอกาสเข้าร่วมการแข่งขันประลองร้อยเมือง”


    “ให้ทุกคนไปรับทรัพยากรตามตำแหน่งของตัวเองได้ที่สำนักบริหาร ส่วนทรัพยากรของสิบอันดับแรกนั้น ข้าจะแจกจ่ายแยกต่างหาก”


    “ทุกท่านทำงานหนักมาตลอดห้าเดือน ข้าจะไม่พูดอ้อมค้อม หากอยากกลับบ้านก็กลับได้ หรือหากอยากอยู่ต่อ ก็อยู่ฝึกฝนกับเราต่อได้ที่จวนเจ้าเมืองเช่นกัน”


    “ยามนี้เป็นเวลาอิสระแล้ว สิบห้าอันดับแรก มารวมตัวที่นี่ในอีกสามวัน”


    “เจียงผิงอัน เมิ่งจิง พวกเจ้าสองคนมานี่หน่อย”


    เซี่ยชิงพูดจบ นางก็เจาะจงเรียกเจียงผิงอันกับเมิ่งจิงไปด้วยกัน


    หม่าเหว่ยจ้องมองแผ่นหลังของเจียงผิงอันแล้วแย้มยิ้มชั่วร้าย


    “สุดท้าย อันดับสิบก็ยังเป็นของข้า!”


    เจียงผิงอันและเมิ่งจิงตามเซี่ยชิงมายังสวนส่วนตัวของนาง


    ปราณวิญญาณรอบข้างหนาแน่น สูดดมเข้าไปให้ความรู้สึกราวดูดซับหินวิญญาณ บุปผาพันธุ์พฤกษ์ประหลาดงอกเงย เรืองแสงหลากสีงามตระการ


    สัตว์น้อยสีขาวน่ารักตัวหนึ่งวิ่งไล่ผีเสื้อหลากสีไปมาในสวน


    ใครคนหนึ่งสวมชุดดำยืนในศาลา มิอาจเห็นใบหน้าได้ชัดเจน


    เมื่อสายตาของเจียงผิงอันกวาดไปเห็นคนผู้นั้น หัวใจของเขาก็ร่วงวูบ เต้นระทึกบ้าคลั่ง


    คนผู้นี้มีพลังอัสนีน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง กล่าวได้ว่าทรงพลังเกินบรรยาย


    เจียงผิงอันเดาบางสิ่งได้ เหลือบมองเมิ่งจิงข้างกายเขา


    เมิ่งจิงคว้าเจียงผิงอันพลางถามเสียงเบา “เจ้าท่อนไม้ หลังจากนี้เราไปลานประมูลกันหน่อยดีหรือไม่ ข้าได้ยินว่ามีของดี ๆ มาเยอะเลย”


    เซี่ยชิงเดินเข้าไปหยุดในศาลา หันกลับมามองเมิ่งจิง


    “ก่อนหน้านี้เราตกลงกันไว้ ว่าหากเจ้าได้ตำแหน่ง ก็จะติดต่อมารดาเจ้าได้”


    เมิ่งจิงกัดริมฝีปากแดง “องค์หญิง ท่านแม่ข้ายามนี้เกิดปัญหาใดขึ้นหรือเพคะ?”


    “หากการติดต่อนางรบกวนนาง… ก็อย่าเลยนะเพคะ”


    แม้เมิ่งจิงจะอยากติดต่อกับมารดาเพียงไร นางก็รู้ดีว่าตระกูลของมารดานางน่าสะพรึงแค่ไหน


    นางกลัวว่าการบุ่มบ่ามติดต่อไปจะทำให้มารดาของนางเผชิญปัญหา


    เซี่ยชิงพยักหน้า “มันเป็นปัญหาอยู่นิดหน่อยจริง ๆ แหละ แม่ของเจ้าตกหลุมรักผู้ที่นางไม่ควรรัก ทิ้งการแต่งงานกับตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่ง ก่อปัญหาให้ตระกูลเหลยอยู่ไม่น้อย”


    เมิ่งจิงพยักหน้าน้อย ๆ มิอาจซ่อนความจนใจในสายตา


    นางคิดถึงมารดาเหลือเกิน รูปลักษณ์มารดาในใจนางเจียนพร่ามัวสลายไปแล้ว


    เซี่ยชิงเปลี่ยนประเด็น “แต่ข้ารับปากแล้ว เช่นนั้นก็ย่อมต้องทำได้”


    นางพลันหันมองบุคคลชุดดำข้างกาย


    บุคคลชุดดำนั้นลดผ้าคลุมศีรษะลง เผยใบหน้างดงาม


    ใบหน้านั้นละม้ายเมิ่งจิงอยู่ห้าส่วน แต่เป็นผู้ใหญ่กว่า


    ใบหน้าของสตรีนางนั้นรื้นน้ำตา คู่เนตรพร่างพราวจ้องตรงมาที่เมิ่งจิง


    เมื่อเห็นอีกฝ่าย ร่างเพรียวบางของเมิ่งจิงก็สะท้านน้อย ๆ ร่างของนางประหนึ่งต้องอัสนีฟาด หลังจังงังอยู่เนิ่นนาน นางก็ดีดตัวกระโจนอย่างรุนแรง


    “ท่านแม่!!”


    “เสี่ยวจิง!”


    ทั้งสองกอดกันร่ำไห้ น้ำตาหลั่งรินอาบแก้ม


    คนผู้นี้คือมารดาของเมิ่งจิง เหลยหลาน


    เมิ่งจิงมิคาดเลยว่ามารดาของนางจะมาด้วยตนเอง ร่ำไห้มิอาจหยุด “แม่จ๋า คิดถึงแม่จังเลย โฮ~”


    นางคิดถึงมารดานางเหลือเกิน ผ่านมาสิบปี รูปลักษณ์มารดาในใจเกือบพร่ามัวไปแล้ว


    เหลยหลานเองก็ระเบิดน้ำตา มิใช่นางไม่อยากพบหน้าบุตรสาว แต่เป็นเพราะตระกูลกีดกัน จึงหามีโอกาสไม่


    เจียงผิงอันมองทั้งสองกอดกันกลม สีหน้าเจือความอบอุ่นเล็กน้อย


    หากมารดาเขายังอยู่ เขาก็คงไปออดอ้อนในอ้อมแขนมารดาได้เหมือนเมิ่งจิง...


    เจียงผิงอันแตะที่ท้องตน โครงกระดูกของบุพการีของเขาอยู่ในอ่างสัมฤทธิผล เขาต้องบรรลุเป็นเซียน และต้องได้มาซึ่งพลังชุบชีวิตคนตาย!


    เหลยหลานและเมิ่งจิงกอดกันร่ำไห้อยู่เนิ่นนาน


    “แม่จ๋า หากมาหาข้าด้วยตนเองเช่นนี้ จะมีปัญหาใดหรือไม่?” เมิ่งจิงช้อนตารื้นน้ำขึ้นถาม


    เหลยหลานสูดหายใจลึก ๆ พยายามสงบตนเองลง “ไม่เป็นไรหรอก องค์หญิงเก้าเชิญข้ามาในนามแคว้นต้าเซี่ยน่ะ”


    “แล้ว… ท่านแม่จะต้องกลับยามใดหรือ? จะกลับไปหาท่านพ่อได้หรือไม่? เขาก็คิดถึงแม่มากนะ”


    เมิ่งจิงถามอย่างระมัดระวัง เมื่อนึกถึงสีหน้าเศร้าหมองของบิดา นางก็รู้สึกอึดอัดใจ


    “ไปแน่นอน อีกสักพักข้าจะไป แต่ก่อนหน้านั้น ข้าต้องจัดการปัญหาบางอย่างก่อน”


    เหลยหลานเช็ดน้ำตา เหลือบไปทางเด็กหนุ่มข้างกายลูกสาว ความอ่อนโยนหายวับ กล่าวขึ้นเสียงเย็น “อย่าเข้าใกล้บุตรสาวข้าเกินไปนัก เจ้ามีแต่จะแย่”


    “ท่านแม่! ท่านพูดอะไรน่ะ!” เมิ่งจิงถามอย่างร้อนใจ


    เสียงของเหลยหลานเฉยชา “ไม่เห็นหรือว่าเกิดอะไรขึ้นกับข้าและบิดาเจ้า?”


    “เจ้าปลุกความสามารถตระกูลเราขึ้นมาแล้ว ไม่ช้าก็เร็วเจ้าต้องกลับตระกูล แล้วพวกตัวตนโบราณเหล่านั้นจะไม่ยอมให้คนอย่างเจียงผิงอันอยู่กับเจ้าเด็ดขาด”


    “ข้าหารู้จักพวกเขาไม่ เหตุใดพวกเขาต้องมายุ่งกับข้าเล่า!” เมิ่งจิงผลักมารดาของตนออกไปพลางตะโกนอย่างพรั่นพรึง


    “โลกนี้ สรรพสิ่งล้วนไร้ค่า นอกจากความแข็งแกร่ง”


    ปราณอันน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่งพลันระเบิดจากร่างของเหลยหลาน ปกคลุมร่างของเจียงผิงอันเอาไว้


    แรงกดดันมหาศาลทำให้เจียงผิงอันเข่ากระแทกลงพื้นข้างหนึ่งในทันที


    เหลยหลานจ้องมองเจียงผิงอันอย่างเย็นชา “จำคำข้าไว้ อย่าเข้าใกล้เมิ่งจิงมากเกินไป”


    สีหน้าของเจียงผิงอันไร้อารมณ์ “ที่ว่าเข้าใกล้เมิ่งจิงมากเกินไป ข้าไม่รู้ว่าเจ้าหมายความเช่นไร”


    “แต่ท่านอาเมิ่งช่วยชีวิตข้าไว้ ในเมื่อท่านอาเมิ่งขอให้ข้าดูแลเมิ่งจิง ข้าก็จะดูแลนาง ข้าไม่สนใจว่าพวกเจ้าจะเป็นตระกูลโบราณอะไร ขอเพียงทำให้เมิ่งจิงเสียใจ ข้าก็จะไม่มีทางอภัย!”


    เสียงของเขาเฉียบขาด มิได้ถ่อมตน แต่ก็ใช่จะถือตัว


    “อย่างกับเจ้าคู่ควร!” เหลยหลานแค่นยิ้ม ปราณจากร่างยิ่งทวีความน่าสะพรึง


    สัตว์น้อยสีขาวข้างกันนั้นตื่นกลัวจนมุดหนีเข้าไปในอ้อมแขนเซี่ยชิง


    ภายใต้แรงกดดันจากปราณนั้น กระดูกของเจียงผิงอันส่งเสียงโอดลั่น โลหิตหลั่งจากสันหลัง แต่เขาก็ยังเชิดหน้าสูง สีหน้าหนักแน่น มองหน้าเหลยหลานตรง ๆ


    “ท่านแม่! ท่านทำอะไรเนี่ย! อย่ารังแกเจ้าท่อนไม้นะ!”


    เมิ่งจิงเห็นสภาพทุลักทุเลของเจียงผิงอันก็เจียนร่ำไห้


    ปราณของเหลยหลานค่อย ๆ คลายตัว สีหน้าที่เมื่อครู่ยังเย็นเยียบอ่อนลง นางยกมือดีดยาเม็ดหนึ่งเข้าไปในปากของเจียงผิงอัน


    “นี่แหละคืออำนาจผู้แข็งแกร่ง มิต้องเปื้อนมือ เพียงปราณก็ขยี้เจ้าตายได้ และในตระกูลเหลย ผู้ที่แข็งแกร่งกว่าข้ามีมากจนนับไม่ถ้วน เจ้าต้องรู้ไว้ว่าภายหน้าจะต้องเผชิญอะไรบ้าง”


    ยามโอสถลงท้อง เจียงผิงอันก็รู้สึกว่าบาดแผลในกายฟื้นตัวอย่างเร็วจี๋ โอสถนี้ต้องมีค่ามากแน่


    เขายืนขึ้นช้า ๆ สีหน้ายังคงไม่แปรเปลี่ยน “ข้าบอกแล้ว ข้าไม่สนใจว่าจะเป็นตระกูลเก่าแก่อะไร ขอเพียงทำให้เมิ่งจิงเป็นทุกข์ ข้าจะไม่มีทางอภัย”


    เมื่อเห็นสีหน้าเด็ดเดี่ยวจริงจังของเด็กหนุ่ม ดวงตาของเหลยหลานก็วูบไหวประกายโล่งใจ โยนม้วนหยกชิ้นหนึ่งให้อีกฝ่าย


    “หวังว่าเจ้าจะทำได้ตามที่พูด”


    กล่าวจบ เหลยหลานก็กอดเมิ่งจิง แปรเปลี่ยนเป็นหนึ่งสายอัสนีหายไปทันควัน


    อำเภอเหลียนซาน จวนแม่ทัพ


    เมิ่งโค่วแก้ไขสาส์นอย่างระมัดระวัง


    เมื่อบุตรสาวออกเดินทางเมื่อหลายเดือนก่อน และภรรยาจากไปหลายปี เพื่อบรรเทาความรวดร้าวยามใจสลาย เมิ่งโค่วจึงทำได้เพียงอุทิศตนแก่งานเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ


    ทว่าความรู้สึกนี้จะถูกเบี่ยงไปได้ตามต้องการหรือ?


    เมิ่งโค่ววางสาส์นลง ถอนหายใจเงียบ ๆ นำผ้าเช็ดมือสีชมพูของภรรยาออกมามอง สีหน้าเผยความอ่อนโยน


    หากบุตรสาวและภรรยาของข้ายังอยู่ที่นี่ ก็คงดีไม่น้อย


    ทันใดนั้น หนึ่งอัสนีก็ฟาดเปรี้ยง สองสตรีพลันปรากฏตัวในห้อง


    เมื่อเห็นรูปลักษณ์ของทั้งสอง ผ้าเช็ดมือสีชมพูในมือเมิ่งโค่วก็ร่วงลงพื้น ดวงตาเบิกกว้าง สีหน้าไม่อยากเชื่อ


    “เสี่ยวหลาน! เสี่ยวจิง!”



    คล้ายกับเรื่องสู่วิถีอมตะ ที่คุณอ่าน