การปรากฏตัวของชายหนุ่มผู้สง่างามและเปี่ยมด้วยอำนาจอย่างหนานกงหลงเจีย ทำให้กระแสความตึงเครียดในห้องโถงใหญ่วิหารแห่งการเริ่มต้นถึงกับเปลี่ยนแปลงไปในทันที บรรยากาศที่ก่อนหน้านี้ยังเต็มไปด้วยแรงกดดันจากการชิงตัวผู้มีพรสวรรค์ระดับเทพเจ้า
กลับค่อยๆเปลี่ยนขั้วไปอย่างเห็นได้ชัด เสียงซุบซิบและสายตาหลากคู่ที่เคยจับจ้องอยู่บนตัวของฉินหมิงเค่อ
บัดนี้หันเหไปยังบุคคลที่เป็นถึงผู้นำวิหารจอมเวทย์แห่งการลงทัณฑ์ ผู้ซึ่งไม่ได้แค่มีตำแหน่งแต่ยังมีบารมีและพลังอำนาจที่กลบแสงของทุกผู้คนในห้องได้อย่างมิดชิด ราวกับว่าเขาคือดวงตะวันของหมู่จอมเวทย์ ขณะที่ผู้อื่นเป็นเพียงแสงหิ่งห้อยในราตรีอันมืดมิด
ทว่าภายใต้การเปลี่ยนแปลงอันน่าเกรงขามนั้น กลับมีบุคคลเพียงผู้เดียวที่ดูไม่ยินดียินร้ายเหมือนใคร
นั่นก็คือชายวัยกลางคนในชุดคลุมหนังสีดำจากวิหารแห่งการสังหาร ถึงสถานการณ์จะดำเนินไปสู่การแย่งตัวโอดินอย่างเข้มข้น แต่ชายวัยกลางคนกลับมีสีหน้าที่แฝงความอึดอัดใจอย่างชัดเจน
ทำให้หญิงสาวผู้มาจากวิหารนักฆ่าอย่างเยว่ฉานไม่อาจทนความเงียบนี้ต่อไปได้
เยว่ฉานหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามออกมาอย่างไม่อ้อมค้อม
“เกิดอะไรขึ้นอู่หมิงซื่อ? เจ้าเองก็แจ้งไปยังท่านผู้นำวิหารของเจ้าแล้วไม่ใช่หรือ? ทำไมเขาถึงไม่มาที่นี่เพื่อแย่งตัวผู้มีพรสวรรค์กันละ?”
ชายผู้นี้มีท่าทางเบื่อหน่ายและไม่สนใจสิ่งใดมากนัก แต่ในครั้งนี้กลับถอนหายใจอย่างเห็นได้ชัดด้วยสีหน้าที่ไม่อาจปิดบังความผิดหวัง
“เฮ้อ.. เรื่องนี้เจ้าอาจยังไม่ทราบ เยว่ฉาน!”
“ท่านตงเฉียง ผู้นำวิหารแห่งการสังหารสาขาเมืองหยางหมิงของพวกเรา.. เป็นคนที่มีอคติต่อเผ่าพันธุ์ครึ่งมนุษย์น่ะ”
“ข้าแจ้งไปตั้งแต่ต้นว่าโอดินมีศักยภาพระดับเทพเจ้า ท่านก็กระตือรือร้นมาก ตั้งใจจะเดินทางมายังวิหารแห่งการเริ่มต้นลำดับสามนี้ด้วยตัวเอง แต่พอข้าบอกว่าเด็กคนนี้เป็นฮาฟเอลฟ์ ท่าทางของเขาก็เปลี่ยนไปทันที”
อู่หมิงซื่อหรี่ตาแน่นราวกับฝืนกลั้นความรู้สึก
“ท่านถึงขั้นไม่สนใจศักยภาพของโอดินเลยแม้แต่นิดเดียว”
“ทั้งที่มันคือพรสวรรค์ระดับเทพเจ้าที่หาได้ยากยิ่ง เรียกได้ว่าเป็นพวกเหยียดเผ่าพันธุ์เลยก็ว่าได้!”
คำพูดนั้นทำให้เยว่ฉานเงียบงันไปครู่หนึ่ง ดวงตาของเธอกะพริบวูบเล็กน้อยก่อนที่สีหน้าจะเคร่งขรึมขึ้นอย่างไม่ปิดบัง
เธอไม่ใช่ผู้ที่อ่อนไหวต่ออารมณ์ใดๆ แต่ในตอนนี้ ความรู้สึกตีกันอยู่ภายในใจของนักฆ่าหญิงอย่างรุนแรงเกินกว่าจะเก็บงำได้
“ถึงในยุคสมัยนี้จะดำเนินมาแล้วกว่าสามพันปี และเข้าสู่ยุคศักดิ์สิทธิ์อันรุ่งเรือง!”
“แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยก็คือการแบ่งชนชั้นของเผ่าพันธุ์ ไม่ว่าจะออกมาตรการหรือกฎเกณฑ์สักเท่าใด พวกมนุษย์บางคนก็ยังคงยึดมั่นในสายเลือดของตนจนไม่อาจเปิดใจยอมรับสายพันธุ์อื่น ต่อให้คนผู้นั้นจะมีพลังหรือศักยภาพมากแค่ไหนก็ตาม”
เยว่ฉานพึมพำในใจ พลางส่ายหน้าอย่างอ่อนแรง
แต่สิ่งที่เธอไม่คาดคิดเลยก็คือ บุคคลที่เป็นถึงผู้นำวิหารแห่งการสังหาร สาขาเมืองหยางหมิง หนึ่งในหกมหาวิหารที่ทรงอำนาจที่สุด กลับเป็นพวกที่ต่อต้านเผ่าครึ่งสายเลือดเช่นนี้ โดยเฉพาะในยุคที่ความหลากหลายทางเผ่าพันธุ์ควรถูกยอมรับมากกว่าเดิม
หญิงสาวคิดไม่ถึงว่ากระทั่งในแวดวงผู้นำระดับสูง ก็ยังมีผู้ที่ฝังหัวกับความล้าหลังจนกล้าปฏิเสธพลังที่อาจเปลี่ยนยุคสมัยใหม่ให้ก้าวไปไกล
กระทั่งในขณะที่บรรยากาศของห้องกำลังอบอวลด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย
หนานกงหลงเจียก็ได้กวาดสายตาอันเฉียบคมของตนไปยังบรรดาผู้วิวัฒน์รุ่นเยาว์กว่าสามสิบชีวิตที่ยืนอยู่รอบโถง
รอยยิ้มที่เคยมุมปากได้หายไปโดยสิ้นเชิง ถูกแทนที่ด้วยใบหน้าจริงจังจนไม่หลงเหลือความผ่อนคลาย
เขาก้าวเดินออกมาจากจุดที่ยืนอยู่ช้าๆ ก่อนจะหยุดตรงกลางห้องและเอ่ยออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“หลังจากออกไปจากวิหารแห่งการเริ่มต้นแห่งนี้แล้ว ทุกคนห้ามพูดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้อีกแม้แต่ครึ่งคำ”
“หากเป็นไปได้ก็ให้ลืมๆไปซะ ว่าฮาฟเอลฟ์นามโอดินผู้นี้มีศักยภาพระดับเทพเจ้า!”
เสียงของเขาไม่ได้ดัง แต่กลับหนักแน่นดุจสายฟ้าที่ฟาดลงบนความคิดของผู้ฟังทุกคน
บรรดาหนุ่มสาวต่างก็สะดุ้งเฮือกในทันที ราวกับถูกแรงกดดันของพลังวิญญาณระดับสูงกดทับเข้าใส่โดยไม่ทันตั้งตัว
“พวกเจ้าทั้งหมด..”
“เข้าใจในเรื่องนี้ไหม?”
หนานกงหลงเจียกล่าวย้ำ พร้อมกับกวาดสายตาอีกครั้งอย่างทรงอำนาจ
ความกดดันของผู้เป็นผู้นำวิหารระดับสูงแผ่ซ่านไปทั่วห้องราวกับคลื่นเวทย์ที่ควบแน่นอยู่ในมิติที่ห่อหุ้มพวกเขาทุกคน
“ขะ.. เข้าใจแล้วขอรับท่านผู้นำวิหาร พวกข้าสาบานว่าจะไม่พูดเรื่องนี้ออกไปเลยสักนิด!”
เสียงตอบกลับจากบรรดาผู้วิวัฒน์ดังขึ้นพร้อมกันอย่างลนลาน
บางคนถึงกับทรุดเข่าลงกับพื้นด้วยแรงกดดันที่มหาศาลจนไม่อาจต้านทานไหว
ความน่าเกรงขามของหนานกงหลงเจียในยามจริงจังนั้น ไม่ต่างจากจักรพรรดิผู้ปกครองอาณาจักรแห่งเวทย์มนตร์โดยแท้
เพราะพวกเขารู้ดีว่าถึงโอดินจะมีศักยภาพระดับเทพเจ้า
หากแต่หากโลกยังไม่พร้อม โลกที่ยังยึดติดอยู่กับเผ่าพันธุ์ กับความบริสุทธิ์ กับสายเลือดที่ไม่เจือปน สิ่งที่โอดินจะได้รับอาจไม่ใช่การยกย่อง แต่อาจกลายเป็นการกดขี่และการลอบสังหารจากกลุ่มอำนาจลับที่ไม่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงใดๆเกิดขึ้น
และเพราะเช่นนั้น หนานกงหลงเจียจึงเลือกที่จะซ่อนเขี้ยวเล็บอันแหลมคมของโอดินเอาไว้ก่อน