God diary บัญญัติเทพพิชิตโลก

    อาวุธต่อกรอสูรดึกดำบรรพ์

    "อะไรกันวะเนี่ย บ้าไปแล้ว"
    "เออน่า เรื่องทั้งหมดก็ตามที่เล่ามานั่นแหละ หยุดบ่นแล้วเอาพวกมันไปอาบน้ำได้แล้ว"
    คณะสำรวจกลับมาพร้อมกับสิ่งมีชีวิตเลื้อยคลานสี่เท้าตัวสีชมพู จำนวนยี่สิบกว่าตัว พวกมันมีความสูงจากพื้นไม่เกิน1เมตรครึ่งน้ำหนักรวบกันทั้งร่างประมาณ300กิโล เจ้าลูกอ่อนกิ้งก่าพวกนี้มีแววตาที่ใสซื่อบริสุทธิ์แตกต่างจากพวกพี่ๆและพ่อแม่ของมันก่อนหน้านี้ลิบลับราวกับคนละสายพันธุ์ ถึงแม้หน้าตามันจะน่ากลัวมากๆคล้ายกับไดโนเสาร์ก็ตามแต่ก็อ่อนโยนอย่างไม่น่าเชื่อ อาจจะเพราะยังเป็นทารกอยู่จึงไม่ฉายแววสัตว์นักล่าออกมาให้เห็น ถึงกระนั้นก็สร้างความหวาดหวั่นให้กับบรรดาลูกขบวนที่พบเจอได้พอประมาณ
    หัวหน้าคณะเดินทางมอบหมายให้คนงานนำไปส่งให้กับลูกขบวน เพื่อดูแลต่อไป หลังจากได้รับคำแนะนำจากบุรุษพเนจรให้จำยอมเลี้ยงพวกมันเอาไว้เป็นสัตว์เฝ้าขบวนภายใต้คำสั่งของคุณหนู ในตอนแรกคล็อกครัชและคนอื่นๆค้านหัวชนฝา แต่ด้วยเหตุผลของไคลม์ทำให้หัวหน้าใหญ่ตอบตกลงทันทีโดยไม่ลังเล 
    "หากท่านเลี้ยงมันไว้จนโตแล้วทำให้มันออกไข่ กิ้งก่ายักษ์ตัวเมีย1ตัวออกไข่กว่ายี่สิบฟอง ในพวกนี้เท่าที่มองๆดูมีตัวเมีอยู่ตั้ง11ตัว เอ้ไอ้มูลค่าของลูกๆพวกมันหากคิดจะทำฟาร์มเลี้ยงอย่างจริงจังมันจะเท่าไรกันน๊า.."
    "ตกลงตามนี้พ่อหนุ่ม ข้าจะเลี้ยงมันเอง"
    "โธ่นายท่าน อย่าโดนไอ้ปีศาจนี่เอาเงินมาหลอกล่อง่ายๆสิขอรับ" 
    "ฮ่าๆๆ ต้องแบบนี้สิขอรับ" 
    รีอาร์พยายามปรามแล้ว แต่ดูเหมือนเขาจะไม่มีตัวตนภายในสายตาของคล็อกครัชในยามนี้เลย ประกายตาของหัวหน้าใหญ่มองเห็นภาพเจ้าพวกลูกอ่อนกิ้งก่ายักษ์ทั้งหลายกลายเป็นเหรียญทองจำนวนมากกองอยู่ตรงหน้า เขาวาดฝันถึงกำไรมหาศาลกับบ้านหลังโต ปลดปล่อยจินตนาการไปไกลเกินกว่าใครจะกู่กลับ และทั้งหมดนี้ก็คือเหตุการณ์ก่อนหน้า ซึ่งปัจจุบันรีอาร์กำลังนั่งก้งเหล้าแก้เซ็งอยู่บนขอนไม้จ้องมองพวกมันอย่างหวาดระแวง
    "เอ้า ก็นึกว่าหายไปไหน มาๆๆ นายท่านวานให้ข้ามาตามไปกินข้าวเที่ยงด้วยกัน" 
    "ไม่กิน" 
    ชายหนุ่มตอบกลับภรรยาโดยไม่หันมามอง สายตายังคงจ้องอยู่กับพวกลูกกิ้งก่าที่กำลังออดอ้อนคนงานเหมือนกับเห็นเป็นพ่อแม่ยังไงอย่างนั้น
    "เดาไว้อยู่แล้วว่าเจ้าต้องตอบแบบนี้ งั้นคืนนี้นอนนอกเต้นนะ"
    ทาร่ากล่าวก่อนหันหลังกลับไปที่โต๊ะทานอาหาร ฝ่ายชายรีบคว้าแขนเอาไว้โดยเร็ว เธอหันศรีษะมามองก็เห็นสายตาอ้อนวอนของอีกฝ่ายจ้องอยู่ก่อนแล้ว
    "ไม่รู้ทำไมท้องถึงร้องขึ้นมาเฉยๆเลย พาข้าไปด้วยคนสิ"
    หญิงสาวเคาะหัวไปหนึ่งทีแล้วค้อนหน้าใส่ ชายหนุ่มจำต้องยอมทำตามคำสั่งของหล่อนแต่โดยดีไม่กล้าขัดขืน เดินตามไปต้อยๆอย่างสงบปากสงบคำ
    "พามาแล้วเจ้าคะนายท่าน"
    "เอ้า มาๆๆ กินข้าวกินปลาซะก่อนจะได้มีแรงทำงานต่อ" 
    คล็อกครัชชวน ลูกจ้างหนุ่มยิ้มแหยงๆให้ก่อนนั่งลงบนเก้าอี้ที่เตรียมไว้ เหลือบมองไคลม์อยู่แว๊บหนึ่งก่อนตัดสินใจเอ่ยถามตรงๆ
    "นี่ไคลม์ เจ้าแน่ใจจริงๆเหรอว่าเจ้าพวกที่นำมาเลี้ยงมันจะไม่ก่อปัญหาให้เราในอนาคต"
    "ไม่รู้สิ เห็นคุณหนูอยากเลี้ยงข้าแค่ไม่อยากขัด"
    "อ้าวเห้ย"
    รีอาร์สะดุ้งเพราะเจ้าตัวเดาว่าอีกฝ่ายจะมีเหตุผลดีๆตอบให้ บุรุษพเนจรแอบยิ้มนิดๆหันมาจ้องก่นหัวเราะน้อยๆตอบกลับไป
    "ข้าล้อเล่น ถ้าเป็นปกติต่อให้เอาสัตว์เลือดเย็นมาเลี้ยงตั้งแต่ยังเล็กๆแบบนี้ พอโตขึ้นสัญชาตญาณนักล่าของพวกมันก็ต้องตื่นขึ้นอยู่ดี แต่กับกรณีของเจ้าพวกนี้มันแตกต่างออกไปมากพอสมควรเลยทีเดียว"
    "ยังไงรึ" 
    ไคลม์ชี้ไปที่คอของลิซาน่าที่นั่งอยู่ข้างๆ สิ่งที่เขาตั้งใจจะบอกก็คือ
    "เป็นเพราะขลุ่นนั่น เจ้าคิดว่ามันเป็นขลุ่ยธรรมดาๆรึเปล่าล่ะ"
    ทั้งสามคนบนโต๊ะอาหารหันมาสนใจในสิ่งที่บุรุษพเนจรพูดโดยไม่ได้นัดหมาย 
    "นั่นสิ ว่าจะถามเจ้าตั้งหลายครั้งแล้วพ่อหนุ่ม ตกลงเจ้ารู้เหรอว่ามันคืออะไร"
    หัวหน้าคณะเดินทางถามเสริมมาอีกคน
    "พวกท่านเคยได้ยินเรื่องเล่าของสิ่งประดิษฐ์เวทย์มนต์ที่ถูกสร้างขึ้นโดยนักเล่นแร่แปลธาตุบ้างรึเปล่า นี่คือหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์เหล่านั้น"
    "อาวุธเวทย์งั้นเหรอ ข้าเคยเห็นอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้หาง่ายๆเลย"
    ทาร่ากล่าว
    "เคยแต่ได้ยินว่าพวกนักเล่นแร่แปลธาตุส่วนมากจะสร้างยากับสิ่งประดิษฐ์อื่นๆโดยใช้วัตถุดิบหายากและมีพลังเวทย์สถิตอยู่"
    รีอาร์เล่าจากประสบการณ์ที่ได้ฟังมา
    "ก็นั่นแหล่ะ ลองดูที่อัญมณีตรงกลางขลุ่ยนี่สิ เห็นไหม เจ้าก้อนสีส้มๆอมแดงนั่นแหล่ะ คือหินเวทย์มนต์ล่ะ?"
    ทั้งสามสังเกตตามที่ไคลม์แนะนำ
    "แสดงว่ามันคือสิ่งประดิษฐ์ของนักเล่นแร่แปรธาตุจริงๆสินะ" 
    คล็อกครัชพินิจมองอย่างสนใจ
    "ใช่อยู่ขอรับ แต่ดูเหมือนไม่ใช่ของที่สร้างขึ้นใหม่เลย อายุของมันคงเป็นร้อยปีขึ้นแน่ๆ ดูจากสันฐาน สี และวัสดุที่ใช้ ข้ากล้าการันตีเลยว่ามันไม่ใช่ของธรรมดาๆ โดยปกติแล้ว อาวุธเวทย์มนต์หรือสิ่งประดิษฐ์เวทย์ที่ถูกสร้างขึ้น จะต้องมีองค์ประกอบของหินเวทมนตร์เป็นหลักสำคัญ อาศัยพลังของสปิริตผู้ใช้เป็นเชื้อเพลิงในการสร้างปาฏิหาริย์ให้เกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น หากใช้หินอัคนีซึ่งมีคุณสมบัติของเพลิงเป็นส่วนประกอบนำไปตีรวมเข้ากับดาบ โดยอาศัยหลักของการแปรธาตุ และการสร้างอาวุธ ผนึกเอาความสามารถหลายๆอย่างเข้ามารวมกัน สร้างขึ้นมาเป็นอาวุธแบบใหม่ แล้วนำไปมอบให้ผู้มีคุณสมบัติใช้สปิริตได้เป็นเจ้าของ จากดาบธรรมดาๆเล่มหนึ่งที่ไม่มีพิษสงอะไรนอกจากใช้กวัดแกว่ง ก็อาจจะปล่อยเปลวเพลิงออกมาได้ ถือเป็นอาวุธกึ่งวัตถุเวทมนตร์ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นมาโดยอาศัยพลังของผู้สร้างและหินเวทย์มนต์รวมถึงวัตถุดิบต่างๆ อาวุธจะแข็งแกร่งทรงพลังหรือสร้างปาฏิหาริย์ได้มากแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับความเก่งของผู้สร้างและวัตถุที่ได้ใช้นำมาสร้างขอรับ"
    "แบบนี้นี่เอง งั้นเจ้านี่ก็น่าจะราคางามไม่เบา" 
    หัวหน้าคณะเดินทางพึมพำเบาๆกับตนเอง
    "หินเวทย์มนต์ในโลกใบนี้มีหลากหลายธาตุ และนอกจากหลายๆทาสแล้ววัตถุดิบอื่นๆที่มีพลังเวทย์แฝงก็มีหลายสถานะอีกด้วย ทั้งเป็นของเหลว หรือทั้งที่เป็นแก๊ส จะเป็นเขาของสิ่งมีชีวิต เขี้ยว กรงเล็บ หรือแม้แต่วัตถุอื่นๆนอกเหนือจาก พวกที่มีคุณสมบัติทางเวทมนตร์ อาจจะเป็นพวกที่มีคุณสมบัติทางยาเช่นสมุนไพรเมื่อนำมาประกอบกันแล้วก็สามารถสร้างปาฏิหาริย์ในการรักษาได้เช่นกันขอรับ แต่ในกรณีของคุณหนู เป็นหินเวทมนตร์สีส้ม ซึ่งคาดเดาได้ค่อนข้างลำบากน่าจะเป็นการรวมกันของหินเวทย์หลายๆธาตุ รวมถึงสปิริตพิเศษอย่างอื่นอีกแน่นอน กลายเป็นคุณสมบัติของการควบคุมจิตด้วยเสียง ใช้ลมที่อัดแน่นไปด้วยสปีริตเปลี่ยนให้เป็นพลังในการครอบงำจิตใจ ทำลายระบบประสาทของสิ่งมีชีวิตอื่นได้ตามแต่ความประสงค์ของผู้ใช้จะบันดาล นับเป็นของที่น่ากลัวเกินกว่าจะเป็นสิ่งประดิษฐ์เวทมนต์ธรรมดาเสียแล้ว"
    "ถ้ามันไม่ใช่ของธรรมดาอย่างเช่นสิ่งประดิษฐ์เวทย์มนต์ทั่วๆไป แล้วมันจะเป็นอะไรไปได้" 
    ทาร่าถาม
    ชายหนุ่มเงียบ ทบทวนคำตอบภายในใจ จ้องมองสิ่งประดิษฐ์นั้นอีกครั้งก่อนจะพูดออกไป
    "บางที นี่อาจจะเป็น...สมบัติวีรชนก็ได้"
    "พูดเป็นเล่น" คล็อกครัชอุทานเสียงดัง
    "นายท่านรู้จักหรือเจ้าคะ" 
    "แค่เคยได้ยินมาเท่านั้น เขาก็ไม่ได้เล่าอะไรละเอียดมากมายนักหรอก เท่าที่รู้หากมันเป็นสมบัติวีรชนดังเจ้าหนุ่มนี่ว่าจริงๆ มูลค่าของมันถึงขั้นซื้อเมืองเล็กๆได้ทั้งเมืองเลยนะ"
    "โอ้โห แพงขนาดนั้นเชียว" ทาร่าตาค้างเมื่อได้ฟัง
    "สมบัติวีรชน คือสิ่งประดิษฐ์เวทย์มนต์ที่ถูกสร้างขึ้น ตามยุคสมัยต่างๆ มีอายุไม่ต่ำกว่าร้อยปีเป็นอย่างน้อย ถูกสร้างโดยนักปราชญ์ นักเล่นแร่แปลธาตุหรือจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่มีพลังอำนาจแห่งสปิริตสูงส่ง มิหนำซ้ำวัตถุดิบที่นำมาใช้สร้างยังเป็นของชั้นสูงซึ่งหาได้ยากและทรงพลังอานุภาพเหนือยิ่ง สร้างปาฏิหาริย์มหัศจรรย์ได้เหนือกว่าอาวุธเวทมนตร์หรือสิ่งประดิษฐ์เวทมนต์ใดๆในยุคปัจจุบันจะเทียบได้ นับเป็นสิ่งที่หาได้ยากและกล่าวกันว่า บางชิ้นมีพลานุภาพสูงถึงขนาดทำลายล้างอาณาจักรได้เลยทีเดียว"
    ไคลม์อธิบายเพิ่มเติม
    "แล้วทำไมคนโบราณถึงสร้างของอันตรายพวกนี้ขึ้นมาละ เอาไว้ก่อนสงครามรึ?"
    ทาร่าถามอีกครั้ง บุรุษพเนจรส่ายหน้า
    "เป็นเพราะพวกเขาหวาดกลัวพลังอำนาจที่ไม่อาจต่อกรตะหาก"
    "อะไร?"
    "เจ้ายังจำเรื่องที่เราคุยกันเมื่อคืนก่อนได้ไหม เกี่ยวกับคำโบราณประโยคนั้น"
    หญิงสาวทำท่าครุ่นคิด ก่อนจะนึกขึ้นได้
    "อสูรร้ายทอดทิ้งกายยอมถวายเป็นสิ่งของ หลุดจากคุกจำจองวิญญาณผู้ปกครองเข้าสิงสู่ร่าง หรือว่า?"
    "ใช่" 
    ไคลม์พยักหน้า หญิงสาวสะดุ้งเมื่อทราบคำตอบ เธอถึงกับหน้าถอดสีตัวสั่นสะท้านในทันที
    "มันมีอยู่จริงๆงั้นเหรอเนี่ย พวกสัตว์ในตำนานเรื่อเล่าโบราณพวกนั้น" 
    "ข้าถึงได้ถามไง เกี่ยวกับเรื่องราวของแบล็คบราวน์ลูสเทียร์"
    "ฝ่าบาททำไมเหรอ?" คล็อกครัชแทรกระหว่างสนทนา
    "เอาไว้เดี๋ยวข้าจะเล่าให้นายท่านฟังเองขอรับ ไคลม์เล่าต่อสิ"
    รีอาร์เอ่ยกับเจ้านาย เขาดูสนใจเรื่องที่ชายหนุ่มกำลังกล่าวอยู่ไม่น้อยทีเดียว
    "ก็ตามนั้นแหละ สิ่งที่อยู่ตรงหน้าพวกเราในตอนนี้ เป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่ยืนยันได้ว่าตำนานโบราณไม่ใช่เรื่องเล่าเพียงอย่างเดียวเท่านั้นลองถ้าหากมันมีอยู่จริงทั้งสมบัติวีรชนและตำนานโบราณของอสูรดึกดำบรรพ์ ก็สรุปได้ว่า ในอดีตเคยมีผู้ทำสัญญากับสัตว์โบราณพวกนี้แล้วได้รับอำนาจวิเศษมา ซึ่งนั่นก็อาจหมายถึงพวกเขาใช้อำนาจเหล่านี้ ก่อสงครามกับบุคคลทั่วไปเพื่อแย่งชิงอำนาจหรืออะไรสักอย่างแน่นอน สมบัติวีรชนคือสิ่งที่จอมปราชญ์และนักเล่นแร่แปรธาตุทั้งหลาย สร้างมันขึ้นมาเพื่อเป็นอาวุธใช้สำหรับต่อกรกับอำนาจเหล่านี้ยังไงละ ตรงประโยคที่ว่า(อสูรร้ายถอดทิ้งกายถวายเป็นสิ่งของ) ในจุดจุดนี้ คงสรุปได้อย่างชัดเจนว่าสมบัติวีรชนถูกสร้างขึ้นมาจากการเลียนแบบสิ่งของซึ่งถือกำเนิดมาจากร่างของอสูรโบราณ"
    ความจริงที่ถูกบอกเล่าจากปากของบุรุษพเนจรสร้างความ ตกตะลึงให้แก่บรรดาผู้ร่วมโต๊ะเป็นอย่างมาก มันเหมือนกับนิทานปรัมปราโบราณซึ่งหากไม่ใช่โลกที่ปกคลุมไปด้วยสัตว์ประหลาดน้อยใหญ่และอำนาจของมนตราต่างๆอันก่อกำเนิดจากพลังของสปีริตแล้วละก็ เรื่องดังกล่าวที่ถูกเล่าบนโต๊ะอาหารในครั้งนี้ ก็คงเป็นเสมือนนิทานหลอกเด็กธรรมดาทั่วไป ไม่มีความสำคัญอะไรมากนอกจากเรื่องบันเทิงเรื่อง1เท่านั้น แต่สำหรับโลกใบนี้นับว่าเป็นไปได้เลยทีเดียว
    "แสดงว่า รองเท้าสีเงินรูปร่างประหลาดของเจ้าโจรผมขาวคนนั้นก็ใช่เหมือนน่ะสิ"
    รีอาร์รำพึงคนเดียว
    "คิดว่าคงใช่แหละ พลังอำนาจทำลายล้างซะขนาดนั้น อีกอย่าง อัญมณีสีเขียวที่ประดับลงบนรองเท้าคู่นั้น ก็คงจะเป็นหินเวทมนตร์ธาตุวายุไม่ผิดแน่ๆ"
    "แล้วทำไม โจรพวกนั้นถึงได้มีของล้ำค่าขนาดนี้อยู่ในการครอบครองได้"
    คล็อกครัชถามแทรก
    "เรื่องนี้ข้าเองก็ไม่ทราบจริงๆขอรับ แต่เชื่อว่าน่าจะถูกขโมยมาจากที่ไหนสักแห่ง ลำพังการหาของแบบนี้มาได้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย เอาเถอะสิ่งที่ข้าต้องการจะสื่อก็คือ หากมีสิ่งนี้อยู่ในการครอบครองของคุณหนู ก็ไม่ต้องกลัวว่าพวกกิ้งก่าที่นำมาเลี้ยง จะทำอะไรนอกเหนือคำสั่งหรือแม้แต่แว้งกัดเจ้านาย เพราะตั้งแต่แรกเกิดความทรงจำของพวกมันก็ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ให้เห็นคุณหนูและคนในคณะเดินทางเป็นเสมือนครอบครัวเป็นฝูงที่มันต้องคอยปกป้อง ฉะนั้นแล้วสำหรับเรื่องที่ รีอาร์ข้องใจอยู่ในตอนนี้ก็คงจะคลี่คลายแล้วล่ะนะ"
    ทั้งหมดหายข้องใจ ด้วยเหตุผลตามที่เขาได้อธิบายมา
    "เอาเถอะทานข้าวกันดีกว่า อาหารกำลังร้อนๆเลยเดี๋ยวเย็นซะหมดมีอะไรค่อยคุยกันตอนค่ำคืนนี้ เสร็จจากนี่แต่ละคนก็ต้องแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตนเองแล้ว"
    คล็อกครัชกล่าวกับทุกคน ทั้งหมดเห็นด้วยจึงเริ่มตักอาหารใส่ปาก ในขณะที่ลิซาน่ากับเทียร์บี้กำลังเคี้ยวข้าวอย่างสนุกปากโดยไม่สนใจเรื่องที่ทุกคนสนทนากันก่อนหน้านี้

    (โปรดติดตามตอนต่อไป)
    บทประพันธ์ : มังกรขาวเล่าเรื่อง






    คล้ายกับเรื่องGod diary บัญญัติเทพพิชิตโลก ที่คุณอ่าน