แสงแรกของวันใหม่ในมิติวงกตสาดส่องลงมาอย่างแ่เบา ไม่ใช่แสงอาทิตย์ที่ร้อนแรงเหมือนโลกเบื้องล่าง แต่เป็แสงจาง ๆ สีเงินอมม่วงที่แผ่ออกมาจากเพดานมิติอันไร้ขอบเขต แสงนั้นไม่เคยแรงกล้าเกินไป ไม่เคยอ่อนแอเกินไป มันเพียงพอที่จะทำให้ทุกสิ่งในชั้นมิติที่สามนี้ดูชัดเจนขึ้นเล็กน้อย ต้นไม้คริสตัลสีฟ้าที่กระจายตัวอยู่รอบจวนของหลานฉิงอวี่สะท้อนประกายแสงนั้นออกมาเป็ระยิบระยับราวกับมีหยดน้ำค้างเกาะอยู่ตามขอบใบ กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของพลังวิถีเทวะนิรันดร์ลอยคลุ้งในอากาศ ผสมกับความเ็าที่แผ่ออกมาจากตัวจวนหินคริสตัลสีม่วงอมเงิน
จวินเหรินเดินมาถึงหน้าจวนั้แ่แสงแรกเริ่มสาดส่อง ร่างกายของเขาในตอนนี้ดูสงบนิ่งยิ่งกว่าวันก่อน หลังจากการฝึกเมื่อวาน าแทั้งหมดหายสนิทแล้ว พลังเมล็ดดาวสีม่วงในจิติญญาหมุนวนช้า ๆ ราวกับดวงดาวดวงน้อยที่เพิ่งเรียนรู้วิธีการหมุนรอบแกนของตนเอง เขาสวมเพียงชุดคลุมสีครามเรียบง่ายที่เคยใช้ฝึกดาบในอดีต ผมดำยาวมัดหลวม ๆ ไว้ด้านหลัง ใบหน้าที่เคยเต็มไปด้วยความโกรธและความเ็ป ตอนนี้กลับฉายแววสุขุมลึกซึ้งมากขึ้น ดวงตาคู่คมยังคงส่องประกาย แต่ไม่ใช่ประกายแห่งความแค้นอีกต่อไป มันเป็ประกายแห่งความมุ่งมั่นที่สงบและเยือกเย็น
หลานฉิงอวี่ยืนรออยู่ตรงหน้าจวนเหมือนเมื่อวาน นางยังคงสวมชุดเกราะบางเบาที่ทำจากเกล็ดัแสง สีเงินอมม่วงสะท้อนแสงจาง ๆ ของมิติ ผมสีม่วงอ่อนยาวสลวยพลิ้วไหวเบา ๆ ตามสายลมที่ไม่มีตัวตน ใบหน้างดงามราวเทพธิดายังคงเ็าและนิ่งเฉยเหมือนเคย ดวงตาคู่นั้นมองตรงมาที่จวินเหริน ไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีคำต้อนรับ แต่ก็ไม่มีแววดูถูกหรือเหยียดหยาม
"เ้ามาแล้ว" นางเอ่ยสั้น ๆ เสียงนุ่มนวลแต่เย็นเยียบราวน้ำแข็งบางชั้นที่ปกคลุมผิวน้ำนิ่ง
จวินเหรินก้มศีรษะเล็กน้อยอย่างให้เกียรติ ก่อนจะยืนตรง มือทั้งสองประสานกันด้านหน้า
"ข้าพร้อมแล้ว แม่นางหลาน ขอให้ท่านชี้แนะต่อจากเมื่อวานด้วยเถิด"
หลานฉิงอวี่พยักหน้าเบา ๆ ไม่พูดพร่ำทำเพลง นางยกมือขวาขึ้นช้า ๆ พลังวิถีเทวะนิรันดร์แผ่ออกมาจากร่างกาย ประกายแสงสีเงินอมม่วงที่บริสุทธิ์ยิ่งกว่าวันก่อนสว่างไสวขึ้นทันที พลังนั้นไม่รุนแรง ไม่ดุดัน แต่ชัดเจนและสงบนิ่งราวกับแสงแก้วมณีที่เพิ่งถูกขัดเกลาจนใสสะอาด พลังค่อย ๆ รวมตัวกันตรงหน้าของนาง กลายเป็รูปร่างัขนาดั์ที่งดงามอย่างประหลาด
ัตัวนี้มิใช่ัเพลิงหรือัมืดมิด มันคือัแสงแก้วมณีพิสุทธิ์ เกล็ดทั้งตัวทำจากคริสตัลใสราวแก้วมณีที่สะท้อนแสงดาวนับล้านดวง ทุกครั้งที่เกล็ดขยับ แสงจะหักเหและแตกกระจายออกเป็รุ้งสีอ่อน ๆ ที่งดงามราวภาพฝัน ตาแดงก่ำของัมิใช่สีแดงเพลิง แต่เป็สีแดงอมม่วงที่ลึกซึ้งราวอัญมณีที่ฝังอยู่ในส่วนลึกของจักรวาล ปากอ้ากว้างแผ่พลังแสงบริสุทธิ์ที่ทั้งปกป้องและทำลายล้างในเวลาเดียวกัน ัตัวนี้ลอยนิ่งอยู่กลางอากาศ ไม่ขยับรุนแรง แต่เพียงการปรากฏตัวก็ทำให้พื้นที่รอบ ๆ สว่างไสวขึ้นราวกับมีดวงตะวันดวงเล็ก ๆ ลอยอยู่ตรงหน้า
จวินเหรินมองัตัวนั้นด้วยสายตาจดจ่อ เขารู้สึกได้ถึงพลังที่แผ่ออกมาจากมัน มันมิใช่พลังดิบเถื่อน แต่เป็พลังที่บริสุทธิ์และสงบนิ่งอย่างที่สุด พลังที่สามารถสะท้อนทุกสิ่งที่พุ่งเข้ามา และหักเหมันกลับไปในทิศทางที่เ้าของ้า
หลานฉิงอวี่มองตรงมาที่เขา ดวงตาเ็าไม่เปลี่ยนแปลง
"วันนี้ข้าจะไม่ให้เ้าใช้หยกัฟ้าคืนชีพ"
จวินเหรินชะงักเล็กน้อย มือที่กำลังจะเรียกดาบ ‘ดาราจักรวาลพิฆาต’ ค้างอยู่กลางอากาศ
"เหตุอันใดเช่นนั้นหรือ?"
นางตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่แฝงไว้ด้วยความหนักแน่น
"เพราะข้าอยากเห็นพลังที่แท้จริงของเ้าในวิถีขั้นที่หนึ่งนี้ โดยปราศจากตัวช่วยอื่น หยกัฟ้าคืนชีพเป็สมบัติาที่ทรงพลังยิ่งนัก แต่มันมิใช่ส่วนหนึ่งของเ้า มันเป็เพียงสิ่งที่ ‘เพิ่มพูน’ ให้เ้าเท่านั้น หากเ้ายึดติดกับมันมากเกินไป เ้าก็จะไม่เคยรู้ว่าตัวเ้าเองมีพลังมากเพียงใด"
จวินเหรินนิ่งเงียบครู่หนึ่ง เขารู้ว่านางพูดถูก หยกัฟ้าคืนชีพทำให้พลังของเขาเหนือกว่าที่ควรจะเป็ในขั้นแรก แต่หากขาดมันไป เขาจะเหลือเพียงพลังวิถีเทวะนิรันดร์บริสุทธิ์ที่เพิ่งทะลวงได้ไม่นาน เขาลดมือลงช้า ๆ พยักหน้าให้หลานฉิงอวี่
"ข้าเข้าใจแล้ว... ข้าจะไม่ใช้มัน"
หลานฉิงอวี่พยักหน้าเบา ๆ มือขวายกขึ้นอีกครั้ง ัแสงแก้วมณีพิสุทธิ์แผ่ปีกออกช้า ๆ ปีกที่ทำจากคริสตัลใสสะท้อนแสงเป็รุ้งสีอ่อน ๆ ครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่รอบตัวทั้งคู่ พลังแสงบริสุทธิ์แผ่ออกมาอย่างนุ่มนวล แต่แฝงไว้ด้วยความหนักแน่นที่ไม่อาจต้านทานได้ง่าย ๆ
"เริ่มกันเถิด"
นางมิได้พูดมากกว่านั้น ัแสงแก้วมณีพิสุทธิ์ขยับตัวช้า ๆ หางยาวที่ทำจากคริสตัลใสสะบัดออกมาเบา ๆ พลังแสงหักเหเป็เส้นสายนับร้อย พุ่งตรงไปยังจวินเหรินราวกับฝนแสงที่สว่างไสวจนตาพร่า
จวินเหรินไม่ลังเล เขาก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้าเล็กน้อย ใช้การเคลื่อนไหวที่เคยฝึกมาจากวิชาดาบัเก้าทิศในอดีต หลบเส้นแสงนั้นได้อย่างหวุดหวิด ร่างกายหมุนควงไปด้านข้าง พลังวิถีเทวะนิรันดร์ขั้นแรกแผ่ออกมาจากฝ่ามือขวา กลายเป็เกราะประกายสีม่วงจาง ๆ ที่บางเบาแต่หนักแน่น เขาไม่ใช้ดาบ ไม่ใช้สมบัติเทพา เพียงใช้พลังบริสุทธิ์ที่เพิ่งทะลวงได้ เกราะนั้นรับเส้นแสงที่เหลืออยู่ได้อย่างพอดี แสงหักเหกระจายออกไปเป็รุ้งสีอ่อน ๆ รอบตัวเขา
หลานฉิงอวี่มองดูการเคลื่อนไหวของเขา ดวงตาเ็าไม่เปลี่ยนแปลง แต่ในใจนางยอมรับเล็กน้อยว่าเด็กหนุ่มตรงหน้ามีพร์ในการปรับตัวสูงกว่าที่คาดไว้
นางยกมือซ้ายขึ้น ัแสงแก้วมณีพิสุทธิ์แผ่ปีกออกกว้างยิ่งขึ้น ปีกคริสตัลนั้นสะท้อนแสงเป็เกลียวหมุนวน พลังแสงบริสุทธิ์รวมตัวกันเป็รูปทรงัขนาดย่อส่วนนับร้อยตัว พุ่งทะยานออกมาจากปีกใหญ่ พุ่งตรงไปยังจวินเหรินจากทุกทิศทาง ราวกับฝูงัแสงน้อยที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่ง
จวินเหรินสูดลมหายใจเข้าลึก เขารู้ว่านี่คือการทดสอบที่แท้จริง เขาไม่ถอยหลัง แต่ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว พลังวิถีเทวะนิรันดร์ไหลเวียนรอบร่างกาย ประกายเมล็ดดาวสีม่วงขยายใหญ่ขึ้นเล็กน้อย เขายกมือทั้งสองขึ้น สร้างวงแหวนพลังสีม่วงจาง ๆ รอบตัว วงแหวนนั้นหมุนวนช้า ๆ ราวกับจักรกลจักรวาลขนาดย่อส่วนที่เพิ่งเกิดใหม่
ฝูงัแสงน้อยพุ่งเข้ามาปะทะกับวงแหวนนั้น เสียงดังกราวราวแก้วกระทบกันนับพันครั้ง แสงสว่างเจิดจ้าจนตาพร่า ประกายสีม่วงและสีเงินอมม่วงปะทะกันอย่างต่อเนื่อง จวินเหรินกัดฟันแน่น รู้สึกถึงแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามา แต่เขายังคงยืนหยัด วงแหวนพลังสีม่วงหมุนวนเร็วขึ้นเรื่อย ๆ จนเริ่มหักเหแสงัแสงน้อยบางส่วนกลับไป
หลานฉิงอวี่มองดูการต่อสู้ของเขาอย่างเงียบ ๆ นางออมมืออย่างชัดเจน ไม่ปล่อยพลังเต็มที่ แต่ก็ไม่ยั้งมือจนเกินไป นาง้าเห็นว่าเด็กหนุ่มผู้นี้จะรับมือกับพลังบริสุทธิ์ของนางได้อย่างไร โดยปราศจากหยกัฟ้าคืนชีพ
จวินเหรินใช้โอกาสนั้นพุ่งเข้าใส่ เขาไม่ใช้เล่ห์กลซับซ้อนเหมือนเมื่อวาน แต่ใช้การเคลื่อนไหวที่เรียบง่ายและตรงไปตรงมา ฝ่ามือขวายกขึ้น พลังเมล็ดดาวสีม่วงรวมตัวกันเป็ลูกแก้วขนาดเท่ากำปั้น พุ่งตรงไปยังัแสงแก้วมณีพิสุทธิ์ตัวใหญ่
ัตัวนั้นอ้าปากรับลูกแก้วนั้นไว้ แต่แทนที่จะถูกกลืนกิน ลูกแก้วสีม่วงกลับะเิออกเป็ประกายดาวนับล้านดวง กระจายเข้าไปในเกล็ดคริสตัลของั ทำให้เกล็ดบางส่วนสั่นไหวและสะท้อนแสงออกมาเป็รุ้งสีอ่อน ๆ ที่งดงามยิ่งนัก
หลานฉิงอวี่ยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย นี่เป็ครั้งแรกที่นางแสดงท่าทีประหลาดใจออกมาอย่างชัดเจน
"เ้า... ใช้พลังเมล็ดดาวในการหักเหแสงของข้าได้"
จวินเหรินหอบหายใจเบา ๆ แต่ยังคงยืนหยัด มือทั้งสองยังคงยกขึ้น พลังสีม่วงไหลเวียนรอบตัวเขาอย่างต่อเนื่อง
"ข้าเพียงพยายามเท่านั้น... ข้า้าเห็นว่าพลังบริสุทธิ์ของข้าจะไปได้ไกลเพียงใด"
หลานฉิงอวี่นิ่งเงียบครู่หนึ่ง ก่อนจะลดมือลง ัแสงแก้วมณีพิสุทธิ์ค่อย ๆ จางหายไป พลังแสงสว่างที่เคยแผ่กระจายออกไปค่อย ๆ กลับเข้าสู่ร่างกายของนาง จวนรอบ ๆ กลับสู่ความสงบนิ่งอีกครั้ง มีเพียงแสงจาง ๆ จากต้นไม้คริสตัลที่ยังคงส่องสว่างอยู่
นางก้าวเดินเข้ามาใกล้จวินเหรินช้า ๆ ดวงตาเ็ายังคงมองตรงมาที่เขา แต่คราวนี้แฝงไว้ด้วยความยอมรับที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
"เ้าก้าวหน้าเร็วกว่าที่ข้าคิด... แต่ข้าจะบอกอะไรบางอย่างกับเ้า"
จวินเหรินยืนนิ่ง รอฟังคำพูดของนาง
หลานฉิงอวี่หยุดยืนห่างจากเขาเพียงสองก้าว น้ำเสียงเ็าแต่หนักแน่น
"ความแค้นที่เ้ายึดติด... มันไม่ใช่สิ่งที่ควรยึดมั่นตลอดไป เ้าคิดว่าเทียนกุยจื่อและพรรคพวกสมควรได้รับกรรมอย่างสาสม ข้าไม่ปฏิเสธเื่นั้น แต่การยึดติดกับการแก้แค้นมากเกินไป จะทำให้เ้าไม่สามารถละทิ้งสิ่งที่วิถีเทวะนิรันดร์้าให้เ้าละทิ้งได้อย่างแท้จริง"
จวินเหรินขมวดคิ้ว ดวงตาคมกริบฉายแววครุ่นคิด
"แต่... หากข้าละทิ้งความแค้น ข้าก็เหมือนทรยศต่อท่านพ่อ ท่านแม่ และพี่สาว"
หลานฉิงอวี่ส่ายศีรษะเบา ๆ
"การละทิ้งมิได้แปลว่าลืมเลือนหรือไม่แคร์อีกต่อไป การละทิ้งในวิถีนี้คือการวางมันลง เพื่อให้เ้าได้เห็นหนทางที่กว้างใหญ่กว่าเดิม มีหลายหนทางที่จะทำให้เทียนกุยจื่อและพรรคพวกได้รับกรรมอย่างสาสม โดยที่เ้าไม่ต้องยึดติดกับความโกรธและความเ็ปนั้นตลอดเวลา หากเ้ายึดติดมากเกินไป สักวันมันจะกลายเป็พันธนาการที่ขวางกั้นการก้าวหน้าของเ้าเอง"
นางหยุดคำพูดชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่แ่ลงเล็กน้อย
"ข้าเคยเห็นคนมากมายที่ฝึกวิถีนี้ พวกเขายึดติดกับบางสิ่งบางอย่างจนไม่สามารถละทิ้งได้ และสุดท้ายก็หยุดอยู่แค่ขั้นแรกหรือขั้นที่สองตลอดกาล เ้ามีพร์ที่สูงส่งกว่าพวกเขามาก หากเ้ายังคงยึดติดกับความแค้นแบบนี้... เ้าจะเสียเปล่า"
จวินเหรินนิ่งเงียบ เขามองไปยังพื้นหินคริสตัลใต้เท้า ภาพความทรงจำของท่านพ่อ ท่านแม่ และพี่สาวผุดขึ้นในใจอีกครั้ง แต่คราวนี้ มันมิได้แผดเผาราวเพลิงนรกเหมือนเมื่อก่อน มันยังคงเ็ป แต่ความเ็ปนั้นเริ่มถูกห่อหุ้มด้วยความสงบนิ่งที่เขาเพิ่งเรียนรู้จากการทะลวงขั้นแรก
"ข้า... จะพิจารณาคำพูดของท่าน ขอบคุณที่ชี้แนะ"
หลานฉิงอวี่พยักหน้า ก่อนจะหันหลังกลับไปยังจวน
"วันนี้พอแค่นี้ พรุ่งนี้มาฝึกต่ออีกครั้ง และจำไว้ว่า... พลังที่แท้จริงมิใช่สิ่งที่มาจากสมบัติภายนอก แต่มาจากจิติญญาที่บริสุทธิ์ของเ้าเอง"
นางเดินเข้าไปในจวน ทิ้งให้จวินเหรินยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น เขามองตามหลังนางไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปยังชั้นมิติของตนเอง
ระหว่างทางกลับ เขาคิดถึงคำพูดของนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า
'มีหลายหนทางที่จะทำให้พวกมันได้รับกรรมอย่างสาสม โดยที่เ้าไม่ต้องยึดติดกับความโกรธและความเ็ปนั้นตลอดเวลา'
บางที... นางอาจพูดถูก
บางที การแก้แค้นที่แท้จริง มิใช่การฆ่าพวกมันด้วยความโกรธ แต่เป็การทำให้พวกมันเห็นว่าสิ่งที่พวกมันทำไปนั้นไร้ค่า เมื่อเผชิญหน้ากับผู้ที่ก้าวข้ามความแค้นไปได้แล้ว
จวินเหรินกำหมัดแน่น แต่คราวนี้มิใช่เพราะโทสะ หากแต่เป็เพราะความมุ่งมั่นที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
เขาจะฝึกต่อไป จะพัฒนาตัวเองให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และเมื่อถึงเวลา... เขาจะกลับไปเผชิญหน้ากับเทียนกุยจื่อและพรรคพวก ไม่ใช่ในฐานะเด็กหนุ่มที่ถูกทำลาย แต่ในฐานะผู้ที่ก้าวข้ามความเ็ปมาได้แล้ว
แสงจาง ๆ ของมิติวงกตยังคงสาดส่องลงมาเบา ๆ ราวกับกำลังเป็พยานให้กับการเปลี่ยนแปลงที่ค่อย ๆ เกิดขึ้นในจิติญญาของเขา