บทที่184ฟ้าที่มืดดำ
ฮุ่ยจวินมองเปลวเพลิงสีทองที่ลุกไหม้อยู่บนร่างสัมผัสได้ถึงมวลพลังญาณมากมายที่เอ่อล้น สดับรับฟังแว่วเสียงที่ดังมาตามสายลมก็คิดตาม
“ที่แท้ภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้าเป็นเพียงบททดสอบของบรรพชนหรือนี่"
พอคิดได้ดังนั้นชายหนุ่มจึงประสานมือขึ้น
“ข้าจะไม่ทำให้พวกท่านผิดหวัง"
กล่าวคำนี้ออกมามันค่อยมองบริเวณโดยรอบ เห็นเป็นป่ากลางบึงน้ำพร้อมหมอกควันที่หนาแน่นนี่คงเป็นแผ่นดินลอยน้ำด้านบนบึงลี้ลับ มันได้ออกจากบึงลี้ลับ และบึงลี้ลับคงจมหายไปจากปฐพีตลอดกาลแล้ว
ฮุ่ยจวินทอดสายตามองผิวน้ำที่ใสกระจ่าง
“อย่างไรที่แห่งนั้นก็ไม่ใช่บ้านที่แท้จริงสำหรับพวกท่านจะใช้อยู่ตลอดชีวิตอยู่อย่างหลบซ่อนจะนับว่ามีอิสระและความสุขที่แท้จริงได้อย่างไร…. ซักวันข้าจะทำให้พวกท่านอยู่ที่ไหนก็ได้บนผืนปฐพีแห่งนี้"
ดับสูญมิใช่จุดจบ การล่มสลายของบึงลี้ลับจะเป็นจุดเริ่มต้นแก่อิสระภาพของเหล่าผู้ฝึกญาณ
ขณะที่กำลังครุ่นคิด สายลมหอบหนึ่งก็ไหววูบกลางม่านหมอกกวาดม้วนละอองสีขาวจนหมุนวนเป็นทางยาว ฮุ่ยจวินสัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวกลางดงหมอกมันจึงเหยียบม่านเมฆาติดตามไป ท่าเท้าของมันว่าเร็วแล้ว แต่เกลียวหมอกที่หัดหวนกลับรวดเร็วยิ่งกว่าขนาดลมปราณเจ็ดดารามันทะลวงถึงดวงที่ห้าใกล้ผ่านดวงที่หก ท่าเท้าเหยียบม่านเมฆาของมันยังมิอาจตามทัน
“ท่านยอดฝีมือได้โปรดรอก่อน"
ใต้เกลียวหมอกไร้เสียงตอบรับ มีเพียงริ้วอาภรณ์สีขาวที่พัดพริ้วตีลมเห็นรำไรเพียงริ้วอาภรณ์ยังดูสูงส่งหลุดพ้นจากโลกหล้า ฮุ่ยจวินจึงไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนตามตรงหน้าใช่ยอดฝีมือหรือเทพเซียนที่มาจุติกันแน่ครั้นมันจะหยุดตาม แต่บางอย่างคล้ายดึงดูดจิตใจให้มันต้องตาม
ฮุ่ยจวินเคลื่อนกายฝ่าดงหมอกราวกับยืนอยู่บนม่านเมฆภาพของป่ากลางบึงเริ่มเลือนหายไป รอบข้างมีแต่หมอกขาวท่ามกลางนภากาศ ฮุ่ยจวินตามอาภรณ์ขาวจนไม่ทันสังเกตุพอสังเกตุคนก็หลุดอยู่ในห้วงแห่งเมฆหมอกที่ไร้ทางออกแล้ว
ในใจของฮุ่ยจวินนึกคิด สิ่งที่ประสบมิใช่กับดักมิใช่ค่ายกลพลังปาฏิหาริย์ใด มันกลับนึกไปถึงแว่วเสียงชรามากมายก่อนหน้าที่บอกว่าผ่านการทดสอบแล้วหรือนี่จะเป็นอีกด่านการทดสอบ
มันคิดเช่นนี้แต่ก็คิดไม่ออกว่านี่จะเป็นบททดสอบของอะไรเพราะหากเอ่ยถึงบททดสอบของมวลพลังแห่งบรรพชน มันก็สามารถรวบรวมเอาพลังที่ว่ามาอยู่ในกายจนหมดสิ้นแล้ว
ความคิดของชายหนุ่มย่อมมิอาจทะลุปรุโปร่งภายใต้ม่านหมอกที่ขาวโพลนเหล่านี้เพราะมันมิอาจสัมผัสได้ถึงความผิดแผกหรือสิ่งผิดปกติใดที่จะมากระตุ้นมันในตอนนี้ จวบจนกระทั่งม่านหมอกที่หมุนวนเป็นทางสงบลงอาภรณ์ขาวที่เห็นริ้วรำไรในม่านหมอกได้ไหวลู่ตกลงตามทรงของมัน หมอกสงบ เสียงอาภรณ์สลายกลับเป็นเสียงสตรีที่คล้ายคุ้นเคยเสียงหนึ่งดังขึ้นมา
“เถาหมิงซานขวางกั้นหมื่นลี้
ยังมีเขาสูงเคียงคู่ไม่บรรจบ
จันทราสาดกระทบ สุริยันส่องต้อง
มองมิเห็นความงาม
เดือนดับ อาทิตย์ตกผสานตาม
ความวิลาสนั้นจึงปรากฏ...”
ฮุ่ยจวินนิ่งงันไป บทประพันธ์นี้เป็นบทประพันธ์ที่มีเพียงมันและฮุ่ยไป๋รับรู้เป็นบทประพันธ์ที่มันไม่แน่ใจว่าได้ยินจากที่ใด เสมอมามันคิดว่ามันรับรู้มาจากความฝันเสียงที่คุ้นเคยก็เกิดขึ้นจากในฝัน หรือตอนนี้มันกำลังฝันไป หรือแท้จริงแล้วมันมิได้ฝันแต่นั่นคือภาพความทรงจำเดียวที่มันจดจำได้ตั้งแต่ที่ตนยังเป็นทารก
“ท่านแม่"
ฮุ่ยจวินหลุดพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือนี่คือคำที่หลุดออกมาจากจิตใต้สำนึก มันไม่เคยเห็นมารดา แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดจิตใจของมันกลับชวนให้นึกถึงมารดาและพอนึกถึงมารดา มวลพลังแห่งบรรพชนก็ตอบสนอง ถึงบัดนี้ฮุ่ยจวินจึงคิดตามได้ ครั้งหนึ่งมารดาตนมายังบึงลี้ลับพานพบบิดาจึงได้ถือกำเนิดตน และการมาของนางก็ทำให้นางเกี่ยวพันธ์กับพลังแห่งบรรพชนด้วยนางกลับตกทอดบางสิ่งไว้ร่วมกับกฎเกณฑ์และมวลพลังแห่งบรรพชน
สิ่งที่ว่านั่นคือบทประพันธ์ บทประพันธ์ที่ตนเสมือนได้ยินในฝันจดจำได้แต่ยังเด็ก บทประพันธ์นี้คล้ายมีความหมายในด้านจิตใจของมันเมื่อยังเด็ก แต่การที่มารดาของมันตกทอดไว้ร่วมกับสิ่งสำคัญแห่งบึงลี้ลับนี้ย่อมหมายความว่าบทประพันธ์นี้อาจไม่ธรรมดา
ฮุ่ยจวินพินิจมองม่านหมอกพร้อมเงาร่างภายใต้อาภรณ์ขาวที่มิว่าจะมองอย่างไรก็มิอาจมองเห็นรูปลักษณ์
“ท่านแม่ ใช่ท่านหรือไม่ บทประพันธ์นี้ท่านต้องการสื่อถึงสิ่งใดกัน"
สิ่งที่เคยคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดามาโดยตลอดมาบัดนี้มันกลับรู้สึกถึงความไม่ธรรมดา บทประพันธ์นี้อาจซ่อนสิ่งใดไว้ แต่สิ่งที่ว่ามันเองก็มิอาจตีความหรือเข้าใจได้ในตอนนี้
สิ่งใดคือเขาเคียงคู่ สิ่งใดจึงจะวิลาสล้ำหากอาทิตย์ลาลับแลจันทร์เดือนดับแท้จริงแล้วต้องการให้เห็นสิ่งใด
“ท่านแม่ ท่านจะไม่บอกข้าหน่อยหรือ"
ฮุ่ยจวินยื่นมือคว้าออกไปยังเงาร่างภายใต้ม่านหมอกชายหนุ่มรับรู้ถึงรอยยิ้มบางอันอบอุ่น พร้อมปณิธานบางอย่างที่เด่นชัดและแจ่มแจ้งขึ้นภายใต้ความรู้สึกนึกคิดเกี่ยวกับบทประพันธ์แต่นอกจากสิ่งเหล่านี้แล้ว ภายใต้เงาร่างสายนั้นก็หลงเหลือเพียงความว่างเปล่า นี่เป็นเพียงภาพมายาส่วนหนึ่งที่มารดามันได้ตกทอดสอดแทรกไว้ในกฎเกณฑ์แห่งบรรพชนบึงลี้ลับเพื่อรอคนที่เหมาะสมมาค้นพบ หรือแท้จริงเพื่อรอคอยเวลาอันเหมาะสมสำหรับมัน
เมื่อคว้าไปในม่านหมอก ร่างของชายหนุ่มก็คล้ายหล่นวูบจากฟากฟ้าทำให้คนสะดุ้งเฮือกสำลักน้ำออกมาคำใหญ่ ฮุ่ยจวินฟื้นตื่น พบว่าตนนอนเกยฝั่งติดกับรากไม้ใหญ่เหนือแม่น้ำร้อยลี้ที่แท้เหตุการณ์ทั้งหมดที่มันประสบก็เป็นฝันตื่นหนึ่ง
“ท่านแม่"
ด่านทดสอบแห่งบรรพชนถูกสอดแทรกไว้ด้วยบทประพันธ์แห่งมารดาของฮุ่ยจวินนอกจากฮุ่ยจวินจะได้พลังญาณในกายมาเต็มเปี่ยม มันยังได้ตระหนักถึงสิ่งที่ซ่อนเร้นบางอย่างในบทประพันธ์ที่ติดหูมันมาตั้งแต่เด็กดูเหมือนตัวตนของมารดามันจะไม่ธรรมดา บทประพันธ์ของนางนี้ก็ย่อมไม่ธรรมดาเช่นเดียวกัน
“ข้าจะต้องรู้ให้ได้ว่าท่านต้องการจะสื่ออะไร"
ฮุ่ยจวินลุกยืนขึ้น คนสลัดความคิดอันวุ่นวายออกไปปรับลมหายใจให้สงบ แล้วโคจรชักนำมวลพลังญาณมากมายให้หลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งในมหาวิถีเจ็ดดาราด้วยตัวมันดัดแปลงวิถีพลังญาณมิให้มีแก่นญาณชีพจรฟ้าเฉกเช่นผู้ฝึกญาณคนอื่นๆ เช่นนั้นมันจึงจำเป็นต้องวุ่นวายอยู่หลายวันในการเก็บกักมวลพลังญาณเหล่านี้ให้เหมาะสมและไม่ขัดแย้งกับมหาวิถีพลังหลักในกาย
ใช้เวลาถึงห้าวันเต็มค่อยหลอมรวมพลังในกายเสร็จสรรพแต่ด้านบนของบึงลี้ลับในเวลานี้มิใช่สถานที่ปลอดภัยสำหรับมันอีกต่อไป ศิษยานุศิษย์แห่งนิกายเทวะวจนะโดยเฉพาะคนจากวิหารปัญญาและยุทธ์ได้ตามล่าหาตัวมันไปทั่วปฐพีแม้แต่แม่น้ำร้อยลี้ที่ว่าเต็มไปด้วยปริศนาและอันตรายพวกมันยังไม่สน ควานหาตัวและเฝ้าจับตาทุกกระเบียดนิ้วซึ่งตอนนี้พวกมันได้ผ่านมาทางที่ฮุ่ยจวินอยู่แล้ว
โดยที่ยังไม่สะดวกจะลงมือ ชายหนุ่มจึงเลี่ยงคนจากวิหารปัญญาที่ควานหาใช้ท่าร่างเหยียบม่านเมฆาวูบไหวไปตามทางที่ชำนาญ เพียงพริบตาก็หลบจากกลุ่มคนเหล่านั้นได้อย่างไม่ยากเย็น
อย่างไรมันก็ยังต้องฝึกมหาวิถีเจ็ดดาราอยู่อย่างน้อยให้บรรลุถึงดวงดาราที่หก มันจึงยังพอจะมีโอกาสเทียบเคียงตัวตนระดับธรรมบาลแห่งนิกายเทวะวจนะได้
ในตอนนี้มันจึงยังต้องหาทางฝึกวิชาอยู่ แต่สถานที่ที่ปลอดภัยสำหรับมันในการฝึกวิชาอย่างบึงลี้ลับไม่หลงเหลือแล้วมันจึงต้องมองหาสถานที่แห่งใหม่ แต่ปฐพีนี้มีที่ใดหลบสายตาเทวะวจนะได้
“หลบสายตาเทวะวจนะ"
ฮุ่ยจวินพึมพำแผ่วเบาก่อนนัยน์ตาของมันจะฉายแวววาวโรจน์
“สถานที่ที่อันตรายมักเป็นสถานที่ที่ปลอดภัย…หากข้าหลบอยู่ที่นิกายเทวะวจนะ พวกมันจะคาดฝันถึงหรือไม่"
คิดได้ดังนี้มันก็มุ่งหน้าเดินทางสู่แผ่นดินใหญ่แดนตะวันออกทันทีนี่นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ที่มันถือตนเป็นแพทย์ไร้นามในการไปเยือนแดนตะวันออก ดินแดนแห่งอาทิตย์อุทัยซึ่งมีสถานที่อันยิ่งใหญ่อย่างนิกายเทวะวจนะครอบคลุมทุกแห่งหนแม้เทวะวจนะจะสาดแสงไปทั่วปฐพี แต่แดนตะวันตกอย่างไรก็ห่างไกล แสงนั้นจึงอ่อนจาง บัดนี้มันจะมุ่งหน้าหาแสงที่เจิดจ้าถึงที่แล้ว
จะช้าหรือเร็วซักวันหนึ่งมันจักต้องได้ไปเยือนอยู่ดีไปตอนนี้จึงมินับว่าเป็นสิ่งใด
.
.
.
บุรุษชราใบหน้าดูมีความเมตตาผู้หนึ่ง สวมชุดคลุมไว้ทุกข์สีขาวเดินทอดน่องอยู่บนเส้นทางที่ลัดเลาะผ่านภูเขาและป่าใหญ่สายตาของมันเหม่อมองพื้นดิน แต่ปากกลับพร่ำพรรณาถึงท้องฟ้า
“วันนี้ฟ้ามืดเร็วขึ้นอีกแล้ว"
ทั้งที่พึ่งเที่ยงวัน แสงแดดยังคงส่องต้องเจิดจ้าแต่บุรุษชราผู้นี้กลับบอกว่าฟ้ามืดเร็ว ดูภายนอกมันมีราศีที่สูงส่ง เครื่องแต่งกายไว้ทุกข์ก็ไม่ธรรมดาไม่เหมือนคนแก่ที่เสียสติแต่อย่างใด คนที่ผ่านทางเส้นนั้นไปมาจึงไม่เข้าใจว่าฟ้ามืดเร็วขึ้นคือสิ่งใด
บุรุษชราที่ดูเมตตาผู้นั้นหากมองถึงแววตาจะเห็นเคล้าความทุกข์เศร้าอย่างลึกล้ำในจิตใจของมันไม่รู้พานพบต่อความสูญเสียใด เพียงแต่ภายนอกที่ราวกับผู้หลุดพ้นจึงทำให้คนมองไม่เห็นความเสียใจนั้นเสมือนกับที่ไม่เข้าใจต่อคำกล่าวว่าฟ้ามืดเร็วของมัน
อากัปกิริยาของบุรุษชราดูเชื่องช้าเลื่อนลอยแต่ชาวบ้านที่สัญจรอยู่ตามหลังกลับรู้สึกว่าไม่ว่าพวกตนจะเดินเร็วเพียงใดก็ไม่สามารถไล่หลังบุรุษชราผู้นั้นได้และยิ่งนานเข้ายิ่งดูเหมือนว่าบุรุษชราจะทิ้งห่างออกไปเรื่อยๆ
เพียงไม่นานบุรุษชราก็เดินหายลับไปจากเส้นทางป่าเขาไม่มีใครทราบว่ามันมุ่งไปยังที่ใด รู้เพียงว่าเส้นทางนี้ทอดไปสู่แดนตะวันออก เป้าหมายของมันจึงอาจเป็นแดนตะวันออก
ในมือของบุรุษชรามีคันฉ่อง เป็นคันฉ่องหยกขาวที่แกะสลักรูปโครงกระดูกมังกรมีเพียงตอนมองคันฉ่องดวงตาที่เหม่อลอยจึงคล้ายมีความหวัง แต่ยิ่งมองคันฉ่อนมันยิ่งรู้สึกว่าวันนี้หรือในทุกๆ วัน ฟ้ากลับยิ่งมืดเร็วกว่าปกติ
“หรือมนุษย์หนีไม่พ้นกิเลส ความรักโลภโกรธหลงกลับน่ากลัวจริงๆ"
มันคิดว่าตนหลุดพ้นจากกิเลสเหล่านี้ได้แท้ๆทว่าพอประสบกับเรื่องราวบางประการ มันกลับมิอาจสลัดสิ่งเหล่านี้ได้อย่างเด็ดขาด ใจของมันจึงมีทุกข์สมองของมันจึงแสวงหาทางที่พ้นจากทุกข์เช่นนี้
คันฉ่องในมือถูกเก็บลง คันฉ่องที่ไม่เคยถูกใช้งานเป็นจริงเป็นจังมาก่อนบัดนี้ได้ถูกบุรุษชรานำขึ้นมาพินิจมองอยู่หลายรอบแล้ว