ซากเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 78 เมล็ดพันธุ์ลึกลับเติบโต

           เมล็ดพันธุ์งอกราก งอกต้นอ่อน พลังแห่งชีวิตเต็มเปี่ยมเรืองรองอยู่ท่ามกลางคืนอันมืดมิด

            ในกล่องหิน ต้นอ่อนสีเขียวระยิบระยับ โปร่งแสงคล้ายโมราโผล่พ้นก้อนดินออกมา แผ่กระจายพลังแห่งชีวิตอันเข้มข้น

            ฉู่เฟิงที่ตอนแรกอ่อนล้าอย่างยิ่ง ตอนนี้ เมื่อหายใจเข้าลึกยาวพลันรู้สึกโปร่งสบายทั่วร่าง

            ตอนกลางวันเขาวิ่งตะบึงเร่งเดินทางมาตลอด พอตกดึกก็มาต่อสู้กับเฉินไห่ใช้พลังไปมาก แต่ตอนนี้ เพียงแค่ต้นอ่อนต้นหนึ่งเท่านั้น กลับทำให้เขารู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบาย

            มันเขียวขจี อย่างกับว่าแกะมาจากหยกเนื้อดีอย่างนั้นแหละเพียงดูด้วยตาเนื้อก็เห็นได้ว่ามันเติบโตอย่างรวดเร็ว จากต้นอ่อนที่แทงโผล่ก้อนดินจนสูงประมาณครึ่งฟุต ทั้งหมดนี้อยู่ในสายตาของฉู่เฟิง

            พริบตาเท่านั้น มันผลิใบออกมาแล้วสี่ใบ

            จะว่าเป็นต้นไม้ก็ใช่ หรือจะเป็นต้นหญ้าก็เหมือนยามกะทันหันยังบอกได้ไม่ถนัด มันยังงอกต่อไปอีก แสงสีเขียวสว่างไสวแผ่กระจายไปทั่ว

            ฉู่เฟิงหายใจลึก รู้สึกร่างกายฟื้นพลัง เขาเพิ่มความเร็วในการวิ่งระยะสั้นมุ่งหน้าเข้าไปยังส่วนลึกของภูเขาบรรพกาลที่เต็มไปด้วยภยันตราย

            เขาต้องการเวลา ต้องหลบเฉินไห่ก่อนชั่วคราว ในช่วงเวลาคาบลูกคาบดอกเช่นนี้จะให้เขาเจอตัวไม่ได้!

            ต้นไม้ลึกลับยังคงเติบโตต่อไป ด้วยความเร็วที่ช้าลง แต่กลับแปลกประหลาดยิ่งขึ้นหมอกสีเขียวขมุกขมัวลอยละล่องออกมาปิดกลบแสงสีเขียว ลำต้นกลับกลายเป็นขุ่นมัว

            ฉู่เฟิงคุ้นเคยต่อภูเขาพวกนี้อย่างมากเพราะเข้ามาฝึกโหดกับหวงหนิวอยู่หลายครั้งสังหารพวกสัตว์ร้ายและนกล่าเหยื่อสารพัดชนิด จึงรู้จักนิสัยใจคอของพวกมันเป็นอย่างดี

            นี่เป็นข้อได้เปรียบที่เขาใคร่ครวญไว้แต่แรกและใช้จุดนี้ในการรับมือกับเฉินไห่

            หนองน้ำขวางอยู่ตรงหน้า ตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นกำมะถันฉู่เฟิงมองแวบหนึ่งก็รู้ทันที กลางหนองน้ำมีจระเข้ไฟซ่อนอยู่

            เขาเดินหมุนซ้ายย้ายขวา วางเท้าบนตำแหน่งในหนองน้ำที่เล็งไว้จากนั้นพลิ้วตัวผ่านไปราวสายลม

            เขารู้จักนิสัยของสัตว์ชนิดนี้ดี จากกลิ่นกำมะถันอีกทั้งพื้นที่ชื้นแฉะและแห้งแข็งในหนองน้ำก็สามารถประเมินได้ว่ามันซ่อนตัวอยู่ตรงไหน

            “นี่ก็เป็นตัวร้ายอีกตัว หวังว่าจะสร้างความลำบากเล็กๆ น้อยๆให้นายเฉินไห่นั่นสักหน่อยนะ!” ฉู่เฟิงเจอมาแล้ว ‘ประสบการณ์’ เหลือเฟือ

            ด้วยความเร็วสูงสุด เขาผ่านหนองน้ำ ข้ามภูเขาเจาะจงเลือกเดินทางผ่านพื้นที่ที่อันตรายที่สุดใช้ประโยชน์จากการที่เขารู้จักธรรมชาติของสัตว์พวกนี้ดี หลบหลีกอย่างราบรื่น

            ส่วนเฉินไห่ที่ตามก้นเขามา ไม่มีทางผ่านด่านไปได้ง่ายๆ

            ฉู่เฟิงมั่นใจว่า เขาต้องตามมาอย่างแน่นอน ต้องมีการลงไม้ลงมือได้รับบาดเจ็บกันบ้าง

            ระหว่างเขาสองลูกที่อยู่ตรงหน้า หมอกชื้นหนาแน่น

            ฉู่เฟิงยั้งเท้า ทำจมูกฟุตฟิต เขาได้กลิ่นคาวเลือดที่คุ้นเคยเขาเดินไปดึงต้นไม้ชนิดหนึ่งมาจากพุ่มไม้หนาม ขยี้จนแหลกแล้วทาไปบนตัวอย่างรวดเร็วกลิ่นพิลึกพิลั่นโชยชาย

            จากนั้น ด้วยความเร็วปานสายฟ้าเขาพุ่งตัวผ่านหมอกหนาระหว่างเขาสองลูกนั้นไป

            บนเขา สิ่งมีชีวิตร่างมหึมาสีขาวปานหิมะตัวหนึ่งก้มลงมองดูเขาที่พุ่งทะยานผ่านไปอย่างไม่ใส่ใจ

            ระหว่างเขาสองลูกคือใยแมงมุมขนาดยักษ์ที่น่าสะพรึงอย่างยิ่ง

            ฉู่เฟิงวิ่งเหยียดมาตลอดทาง แต่ละที่ที่ผ่านล้วนอันตรายอย่างยิ่งหลายครั้งที่ตัวเขาเองก็เกือบพลาด แต่ก็ผ่านพ้นไปได้อย่างหวุดหวิด

            ป่ายิ่งลึก ความดิบเถื่อนก็ยิ่งเพิ่มพูนสิ่งที่เห็นล้วนแล้วแต่เป็นสัตว์ดุร้ายในยุคก่อนประวัติศาสตร์สัตว์ประหลาดนั้นก็พอมีอยู่บ้าง หากวิ่งไปเจอเข้าฉู่เฟิงก็ได้แต่ล่าถอยเพราะอย่างไรก็สู้ไม่ได้อยู่ดี

            ยิ่งลึกก็ยิ่งอันตราย เป็นแหล่งซ่อนกายของสัตว์ร้ายเจ้าถิ่น

            ฉู่เฟิงรู้ดีว่า ไม่อาจไปต่อได้อีกถ้าหากมัวแต่วิ่งเข้าไปหาอันตรายโดยไม่ดูตาม้าตาเรือต่อให้รู้จักนิสัยใจคอของสัตว์เหล่านั้นดี ก็อาจกลายเป็นเอาชีวิตไปทิ้งได้เช่นกัน

            เบื้องหน้า เต็มไปด้วยยอดเขาที่ไม่สูงนัก

            ฉู่เฟิงค่อยๆ แฝงกายเข้าไป ที่นี่เต็มไปด้วยยอดเขาหน้าตาเหมือนกันหมดทั้งแถบหากทะเล่อทะล่าเข้าไปเจอกับความชื้นที่หนาแน่นจนกลายเป็นหมอกอาจหลงทางได้ง่าย

            “ประมาณนี้แหละ!”

            ฉู่เฟิงรู้สึกว่า น่าจะสลัดเฉินไห่หลุดไปได้ อีกทั้งยังถ่วงเวลาได้พอสมควรตอนนี้ก็หยุดพักได้เสียที

            เพราะว่าเมล็ดพันธุ์ในกล่องหินเติบโตเร็วขึ้นไปอีก มันปลิวไปตามแรงลมเขากลัวว่าถ้าเขาวิ่งตะบึงอย่างนี้ต่อไป อาจทำมันหักได้

            ตอนนี้ มันสูงประมาณหนึ่งเมตรได้ ตลอดลำต้นสีเขียวสด พลังชีวิตท่วมท้นออร่าเปล่งประกาย มหัศจรรย์สุดประมาณ

            ฉู่เฟิงหยุดวิ่ง เลือกชัยภูมิที่ได้เปรียบ แล้วนั่งพักหยิบกล่องหินออกมาวางกับพื้น

            ภูเขาแถบนี้ ต้นไม้เก่าแก่สูงตระหง่าน เสียงส่ำสัตว์ร้องคำรามไม่หยุดหย่อน

            “นี่มันเถาวัลย์หรือต้นไม้กันล่ะเนี่ย?”เขาประหลาดใจ

            มันไม่น่าจะเป็นต้นหญ้า ลำต้นหนาประมาณนิ้วหัวแม่มือ พุ่งตั้งตรงสูงประมาณเมตรกว่า ระหว่างทางลำต้นมันแยกออก เหมือนกับจะเป็นกิ่งก้านแต่ก็เหมือนกับเถาวัลย์

            กึ่งต้นไม้กึ่งเถาวัลย์ ลำต้นตั้งตรง แต่ก็โอนเอนอยู่หน่อยๆ บางช่วงโค้งงออย่างกับจะเกาะเกี่ยวเลื้อยพัน

            ไม่ว่าจะเป็นใบหรือลำต้นล้วนมีสีเดียวกัน ก็คือสีเขียวอ่อนเป็นเขียวสดเปล่งปลั่ง เปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

            ลักษณะของใบประหลาดอย่างมาก รูปร่างเหมือนกับฝ่ามือของคนไม่ผิดเพี้ยนสีเขียวขจี ยามที่สายลมราตรีพัดผ่านแลดูเหมือนพระโพธิสัตว์พันกรกำลังโบกหัตถ์

            บนใบไม้มีลวดลาย เมื่อพิจารณาให้ดีแล้วคล้ายคลึงกับลวดลายลึกลับบนเมล็ดพันธุ์อย่างมาก

            ที่ลำต้นของมันก็เช่นกัน เห็นลวดลายได้ชัดเจนยิ่งกว่า เป็นรอยลึกยิ่งกว่า

            เมื่อมองไปไกลๆ แสงสีเขียวสดใสโอบล้อมที่ตรงนี้มองเห็นความขมุกขมัวท่ามกลางความชื้น บรรยากาศสงบนิ่ง ชวนให้รู้สึกลี้ลับสุดประมาณ

            ตั้งแต่ต้นจนจบ กล่องหินไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด ยังคงเก่าคร่ำคร่าสงบนิ่งไม่ไหวติง

            “เอ๊ะ?!” ฉู่เฟิงตะลึง ต้นไม้นี้เปลี่ยนแปลงอีกแล้ว

            มันชูลำต้นต้านลม สูงราวๆ หนึ่งเมตรห้าสิบเซนติเมตร นอกจากนี้รากของมันงอกออกมาจากกล่องหินอย่างรวดเร็ว หยั่งรากลงในดิน

            รากพวกนั้นมีสีเขียว เป็นเขียวที่คล้ายๆ กับหินแร่

            รากงอกออกมามากมาย หยั่งรากลงดินไม่หยุดพลางดูดซับสารอาหารที่จำเป็นจากผืนดิน

            ไม่นานนัก กล่องหินก็ถูกรากสีเขียวระยิบระยับปกคลุมจนมิด

            ฉู่เฟิงดวงตาเป็นประกาย จ้องดูการเปลี่ยนแปลงของมันไม่วางตา

            ตั้งแต่ที่เมล็ดพันธุ์เกิดการเปลี่ยนแปลงตอนที่อยู่ในกล่องหิน เขาก็รู้ทันทีว่ามันจะต้องงอกต้นอ่อนภายในไม่กี่วันนี้แต่ไม่นึกว่ามันจะงอกวันนี้ เร็วกว่าที่เขาคาดคิดไว้อย่างมาก

            เขาคาดหวัง รู้สึกได้ถึงความยินดีในความสำเร็จที่เฝ้ารอคอย

            หมอกชื้นบริเวณนี้ค่อยๆ จางหาย แสงจันทร์สาดส่องสู่พื้นดิน

            ภายใต้แสงจันทร์ ต้นไม้ต้นนี้ยิ่งเปล่งประกายเรืองรองสีเขียวก็เขียวอย่างยิ่ง สุดท้าย มันมีขนาดสูงเท่าผู้ใหญ่คนหนึ่ง จากนั้นก็หยุดโต

            ดูเหมือนเถาวัลย์สีเขียว แต่มันกลับไม่ต้องเลื้อยพันกับอะไรสามารถยืนต้นได้เอง มันแตกกิ่งออกมาสองสามกิ่ง แถมยังมีใบไม้สีเขียวหยกรูปร่างเหมือนฝ่ามืองอกออกมาอีกมากมาย

            ละอองไอหมอกล่องลอยออกมาจากต้นไม้ถูกแสงสีเขียวทอกระทบอย่างนุ่มนวลอ่อนโยน ต้นไม้ทั้งต้นให้ความรู้สึกมหัศจรรย์ลึกล้ำ

            ทันใดนั้น ยอดของต้นไม้ก็เปล่งแสงเจิดจ้าสว่างไสวประกอบกับพลังชีวิตที่เต็มเปี่ยมอย่างไม่มีอะไรเทียบเป็นพลังอันเข้มข้นมากกว่าก่อนหน้านี้เป็นสิบๆ เท่า!

            ฉู่เฟิงตัวสั่นสะท้าน จับจ้องไม่วางตา

            ปลายยอดของเถาวัลย์พิเศษเปล่งแสงสีเขียว เจิดจ้าบาดตาตรงนั้นคือยอดอ่อนสีเขียว เมื่อดูให้ดี ที่แท้แล้วก็คือดอกตูม มันค่อยๆ ขยายใหญ่มันกำลังเติบโต!

            ฉู่เฟิงกำหมัดแน่น ตื่นเต้นอย่างถึงที่สุด

            ทั้งหมดที่เกิดขึ้นมันช่างเหลือเชื่อ เมล็ดพันธุ์ที่ทำอย่างไรก็ไม่งอกทันทีที่ฟื้นคืนสภาพ ก็เจริญเติบโตพรวดพราดอย่างน่าตกใจ

            แสงสีเขียวหลั่งไหลเรืองรองมาจากปลายยอดของเถาวัลย์ เมื่อสาดส่องทั่วทั้งบริเวณแลดูอบอุ่นนุ่มนวล

            จันทร์กระจ่างบริสุทธิ์ผุดผ่อง แสงเงินสาดส่องลงยังต้นเถาวัลย์ส่งให้ยิ่งเปล่งประกายระยิบระยับวับวาว

            อีกฟากหนึ่ง สีหน้าของเฉินไห่เต็มไปด้วยความเย็นชาเขาเหมือนกับสัตว์ร้ายป่าเถื่อนตัวหนึ่งที่แล่นไปทั่วภูเขา ตามรอยของฉู่เฟิง

            นับตั้งแต่ย่างเท้าเข้าเขตป่าเขาเองก็ไม่รู้ว่าสังหารนกยักษ์สัตว์ร้ายไปเท่าไร ร่างทั้งร่างเต็มไปด้วยเลือด

            เขาสามารถไล่เข่นฆ่าจนป่าร้างได้ทว่าที่นี่เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายนกยักษ์สารพัดชนิด พอข้ามเข้าไปอีกพื้นที่การซุ่มโจมตีก็เกิดขึ้นอีก

            เขารู้สึกอย่างชัดเจนว่า สัตว์ประหลาดที่พบเจอนั้นดุร้ายมากขึ้นทุกที

            โครม!

            พอเขาย่างเท้าลงบริเวณหนองน้ำ ความเงียบสงัดก็ถูกทำลาย พื้นดินเปียกชื้นที่ตอนแรกไม่มีวี่แววของสิ่งมีชีวิตนั้นจู่ๆ พื้นโคลนก็แตกกระจาย จระเข้สีแดงเพลิงตัวหนึ่งโผล่ขึ้นมา

            เกล็ดทั่วตัวของมันเป็นสีแดงสด พออ้าปากก็มีเปลวไฟร้อนแรงพวยพุ่งฉายฉานไปทั่วหนองน้ำ เปลวเพลิงร้อนแรงอย่างไม่มีอะไรเทียบ รอบด้านเหมือนกับถูกเพลิงแผดเผาท่วมทั่ว

            “เพลิงสมาธิหรือ?!” เฉินไห่สะดุ้งสุดตัวถอยหนีอย่างรวดเร็ว

            เปลวไฟท่วมฟ้า แผดเผาหนองน้ำ เผาผลาญป่าที่ล้อมโดยรอบอีกทั้งหินหลอมเหลวที่หลั่งไหล

            ในชั่วพริบตา จากหนองน้ำกลายเป็นบ่อหินหลอมเหลวอย่างรวดเร็ว

            เฉินไห่รวดเร็วดุจสายฟ้า ถอยฉากไปร่วมร้อยเมตร เขาฝึกวิชาหมัดจนถึงแก่นฝืมือร้ายกาจอย่างยิ่ง แต่ละการเคลื่อนไหวล้วนดุดัน รวดเร็วจนแทบไม่น่าเชื่อ

            เมื่อถอยห่างออกมาพอสมควร สีหน้าของเฉินไห่ไม่สู้ดีสัตว์ประหลาดร้ายกาจขึ้นทุกที ถ่วงเวลาเขาเป็นอย่างมาก

            “ก็แค่เศษเสี้ยวของเพลิงสมาธิเท่านั้นฉันก็คิดว่าแกจะสามารถผลาญโลกได้ซะอีก ตายซะ!”เขาเอ่ยเสียงเย็น ไม่ว่าอะไรมาขวางทางเขา ล้วนถูกหมัดเดียวทะลวงเรียบ

            โครมคราม!

            ที่ตรงนั้นสั่นไหวรุนแรง พื้นที่เต็มไปด้วยหินหลอมเหลวกระฉอกไหวที่แท้จระเข้ไฟบินได้ มันมีปีก

            ทว่า เฉินไห่ไม่ต่างกับปีศาจ เงาหมัดไร้เทียมทาน กระแทกดับไฟอย่างรวดเร็ว

            ปึก!

            เขาใช้หมัดเดียวระเบิดหัวจระเข้ไฟ ซากยาวสิบกว่าเมตรร่วงจากกลางอากาศกระแทกพื้นจนแผ่นดินสั่นไหว

            แต่ว่า เฉินไห่เองก็ได้รับบาดเจ็บ แขนข้างหนึ่งถูกเผาจนไหม้แม้จะไม่หนักหนา แต่บาดแผลก็ทำให้เขาคั่งแค้น

            ฟึ่บ!

            เขาพุ่งตัว กระโดดหนึ่งครั้งก็ทะยานไปร่วมร้อยเมตร

            ระหว่างทาง เขาฆ่าไม่หยุด ทุกหนแห่งที่ผ่านล้วนเต็มไปด้วยเลือดพอเจอสัตว์ประหลาดก็พุ่งเข้าไปฆ่า ครั้งนี้เป็นมนุษย์หมาป่าทว่าไม่จำเป็นต้องบอกว่าแข็งแกร่งอย่างยิ่งเพียงไหน

            หมอกชื้นตรงหน้าหนาแน่นระหว่างภูเขาสองลูกเหมือนกับว่ามีอันตรายบางอย่างรออยู่

            พละกำลังของเฉินไห่มหาศาล ประสาทสัมผัสอันเฉียบไวรับรู้ได้

            เขาคิดว่าตัวเองไวพอ สามารถทะยานผ่านไปได้

            อย่างไรก็ตาม สัตว์ร้ายตรงนี้ร้ายกาจเกินไป ทันทีที่ได้กลิ่นเหยื่ออันโอชะมันทิ้งตัวลงมาจากกลางอากาศ พร้อมกับใยแมงมุมขนาดมหึมาพันเฉินไห่ไว้

            “นี่มันตัวอะไรกัน?!”แม้แต่คนที่ร้ายกาจอย่างเฉินไห่ยังตกใจ

            สิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาตัวนั้นสูงราวยี่สิบเมตร ขาวปลอดตลอดร่างมันมีขาเหมือนกับแมงมุม แต่ว่าส่วนหัวกลับเหมือนสิงโต ดุร้ายและโหดเหี้ยม

            สัตว์ประหลาดตัวนั้นพ่นใยออกมา สีขาวราวเส้นไหม คิดจะพันรัดเฉินไห่

            “ไปให้พ้น!” เขาบันดาลโทสะ

            ใยแมงมุมเส้นหนาเท่าแขนนั้นน่ากลัวอย่างยิ่ง หากถูกมันพันรัดล่ะก็ต้องตกที่นั่งลำบากอย่างแน่นอน

            เฉินไห่พุ่งหลบรวดเร็วพร้อมทั้งออกหมัดที่รุนแรงที่สุดโจมตีใส่กลางอากาศอย่างต่อเนื่อง

            ตึงตึงตึง...

            ตรงระหว่างเขาสองลูกนั้นอย่างกับเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขึ้นเฉินไห่เกรี้ยวกราด ขาทั้งคู่กระโดดย่ำไม่หยุดเขากระทืบพื้นรุนแรงจนแผ่นดินถล่มทลาย

            อีกเกือบสิบนาทีต่อมา เขาถึงทะลวงผ่านที่ตรงนี้ไปได้ทั่วร่างเต็มไปด้วยใยแมงมุมสีขาวพาดพัน สีหน้าคั่งแค้นสุดประมาณ

            บนไหล่ของเขา มีรอยเลือด โพรงแผลแทบจะถูกแทงทะลุอยู่แล้ว เลือดสดๆไหลเป็นทาง

            ถึงแม้เขาจะสังหารสัตว์ประหลาดตัวนั้นได้ แต่ก็กินแรงอย่างมากเจ้าตัวนั้นมันเป็นเจ้าถิ่น พละกำลังร้ายกาจอย่างยิ่ง ในวินาทีสุดท้ายขาแมงมุมสีขาวราวกับหิมะข้างหนึ่งพุ่งแทงเข้ามา แหลมคมเสียยิ่งกว่าทวนศึกเกือบจะทะลวงร่างเขาได้อยู่แล้ว

            แต่ว่า เฉินไห่เองก็แกร่งอย่างยิ่ง ใช้หมัดสิงอี้ขั้นสุดยอดระเบิดสัตว์ประหลาดตัวขนาดยี่สิบเมตรตายทั้งเป็นซากของมันระเบิดกระจายเต็มพื้นที่ตรงนั้นอย่างน่าสยดสยอง

            “แกรู้จักนิสัยใจคอของพวกสัตว์ในภูเขาบรรพกาลนี่ดีเหลือเกินนะคิดว่าทำอย่างนี้แล้วจะขัดขวางฉันได้งั้นหรือ คิดจะกำจัดฉันเรอะ?!” เฉินไห่ใบหน้าแข็งกระด้าง

            เขาเดาถูก ฉู่เฟิงจงใจใช้สภาพแวดล้อมในภูเขาบรรพกาลรับมือกับเขา

            ตอนแรกนั้น แม้อยู่ในระยะที่ห่างไกล เฉินไห่ก็เห็นว่าฉู่เฟิงมีของวิเศษอยู่กับตัวสีของมันเขียวระยิบระยับ

            ฉู่เฟิงพบว่าเขาละโมบโลภมากถึงกับสั่งห้ามไม่ให้หญิงสาวรายงานเรื่องเขาไปทางตระกูลมู่แล้วยังมาบีบบังคับจะดูกล่องหิน สุดท้ายถึงกับฆ่าคนปิดปากจากนั้นก็ตามไล่ฆ่าฉู่เฟิงเข้ามาในนี้

            ฉู่เฟิงรู้จักนิสัยของสัตว์ประหลาดทุกชนิดเป็นอย่างดีคิดยืมแรงพวกมันสร้างความเสียหายให้เฉินไห่ก่อน จากนั้นค่อยยิงลูกศรปลิดชีพเขา

            อย่างเลวที่สุดก็คือ กินเมล็ดสนสีม่วงทอง ผ่านการเปลี่ยนแปลงแล้วจากนั้นค่อยหาจังหวะเก็บเฉินไห่

            ความคิดนี้ให้เล็ดลอดออกไปไม่ได้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นเขาตกที่นั่งลำบากอย่างแน่นอน!

            “แกต้องตาย!” เฉินไห่สีหน้าน่าเกลียดเต็มไปด้วยแววอาฆาตไม่ต่างกับปีศาจ ในภูเขาบรรพกาลนี้ เขาเดินอยู่ท่ามกลางกองเลือด

            ถึงจะถูกถ่วงเวลาไปไม่น้อย แต่เขามั่นใจว่า ฉู่เฟิงหนีไม่พ้นเงื้อมมือเขาอย่างแน่นอน

            เขาฝึกหมัดสิงอี้จน ‘บรรลุ’ประสาทสัมผัสเฉียบคมอย่างน่ากลัว เพียงแค่เห็นร่องรอยของฉู่เฟิง ก็ตามรอยไปได้เข้าใกล้ไปเรื่อยๆ

            เฉินไห่รู้สึกว่า อีกฝ่ายหนีไม่รอดแน่นอน เขาเฝ้ารอสังหารอย่างใจจดใจจ่อ!

            บนเขา ฉู่เฟิงเต็มไปด้วยความตื่นเต้นยินดี มองดูเถาวัลย์วิเศษผลิดอกมันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

            เขาพ่นลมหายใจยาว ไม่ต้องกินเมล็ดสนสีม่วงทองนั่นเพื่อกลายพันธุ์แล้วตอนนี้ได้แต่รอให้ดอกไม้บาน แล้วซึมซับ ‘ตัวเร่งปฏิกิริยา’ อย่างที่หวงหนิวบอก

            สำหรับคนธรรมดาแล้ว เมล็ดสนสีม่วงทองเรียกได้ว่ามีค่ามากต่อให้มีเงินทองมหาศาลก็ใช่ว่าจะหามาได้ ไม่เพียงแต่มันช่วยให้คนกลายพันธุ์และเพิ่มพละกำลังมหาศาลเท่านั้น หากยังช่วยให้อายุยืนยาวอีกด้วย

            แต่สำหรับฉู่เฟิงแล้ว มันเป็นตัวเลือกที่ยากเย็นแสนเข็ญ

            ถ้าเขาคิดจะเป็นมนุษย์พิเศษผู้แข็งแกร่งที่สุดล่ะก็ ย่อมไม่มีปัญหาแต่เขารู้ความจริงทั้งหมดแล้ว เขาอยากไปให้ไกลกว่านี้

            เมื่อกินลูกไม้วิเศษแล้ว ตอนท้ายอาจเกิดผลเสียบางอย่าง!

            บางทีที่บอกว่า ‘ตอนท้าย’อาจเป็นเวลาที่เนิ่นนานอย่างยิ่ง แต่ฉู่เฟิงก็ยังพรั่นพรึงอย่างบอกไม่ถูก

            สำหรับคนธรรมดา เมล็ดสนสีม่วงทองนี้คือสมบัติล้ำค่าแต่สำหรับเขาแล้วมันคือเผือกร้อน

            วิ้ง!

            ทันใดนั้น เถาวัลย์วิเศษสั่นไหว ทั่วทั้งต้นเขียวราวกับหยกเนื้อดีดอกไม้ใกล้บานแล้ว

            ตลอดลำต้นสีเขียวขจี แม้แต่ดอกตูมก็เช่นกัน ขนาดมันพอๆ กับชามตอนนี้กลิ่นหอมค่อยๆ ขจรขจาย เตรียมพร้อมที่จะเบ่งบานเต็มที่!