เมื่อเห็นลี่อินระงับอารมณ์ลงได้แล้วและตัวเขาก็หาใช่คนไร้สมองแต่อย่างใดจึงมิคิดกล่าวถามเรื่องราวในอดีตเพิ่มเติมในยามนี้เพราะหากกล่าวถามสิ่งใดออกไปโดยไม่ทันระวัง อาจเป็นการทำร้ายจิตใจของนางขึ้นมาอย่างไม่ทันรู้ตัวจูเยว่จึงระงับความอยากรู้ของตน ไม่รีบกล่าวถามถึงเรื่องที่ผ่านมาแต่ได้กล่าวถามในเรื่องอื่นที่ตัวเขาสงสัยออกมาแทน
“ลี่อิน... เจ้าทราบหรือไม่ว่า ข้านั้นไม่ได้สติเป็นเวลาล่วงเลยมานานเพียงใด?”
เมื่อได้ยินคำถาม ลี่อินได้เงียบไปครู่หนึ่ง แล้วจึงกล่าวตอบออกมา
“เจ้าหมดสติไป ตั้งแต่เช้าของเมื่อวาน” นางกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆแต่เพราะสิ่งที่กล่าวออกไป กระตุ้นให้นางนึกถึงช่วงเวลา ที่ถูกบังคับให้ทำสัญญาทาสจนต้องร่ำไห้ออกมา ในช่วงที่รอให้เขานั้นฟื้นคืนสติทำให้น้ำเสียงยามที่กล่าวประโยคต่อมาแปรเปลี่ยนไปอีกครั้ง
“จนถึงยามนี้... เวลาเที่ยงวัน! น่าจะเป็นเวลาทั้งหมด 14ชั่วยาม… ที่เจ้าไร้สติเสมือนคนตาย!”
เมื่อจูเยว่ได้ยินในสิ่งที่นางกล่าว ก็ทราบได้ทันที ว่าหากต้องสนทนากับนางต่อในตอนนี้คงไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก
จึงไม่คิดใส่ใจกับน้ำเสียงที่ดุร้ายของนาง และหันมาครุ่นคิดกับตนเองเพราะเมื่อตนคำนวนระยะเวลา ที่ต้องแยกทางกับหลี่ฟางซิ่นและเฟยซิ่ว ก็เป็นเวลาถึง 3 วันเต็มแล้ว เขาเกรงว่าทั้งสองจะอดทนรอไม่ไหว แล้วเดินทางลึกเข้ามาภายในป่าลมหวนเพื่อค้นหาตนแต่ตอนนี้จูเยว่กลับนึกถึงบางสิ่งขึ้นมาได้ จึงได้กล่าวออกมา
“แต่ก่อนที่จะกลับไป..ข้ามีบัญชีที่ต้องสะสางให้เรียบร้อย”เขาได้กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่เย็นยะเยียบ
หลังจากที่หันไปมองสำรวจรอบกาย เพื่อตรวจสอบทั่วบริเวณพื้นที่รกร้างแห่งนี้อีกครั้งก็พบเจอเพียงกองหินอยู่ตรงกลางเพียงเท่านั้นซึ่งเป็นกองหินที่ผนึกลี่อินเอาไว้ภายใน ในตอนนี้จี้หยกดำที่อยู่ในมือของตนคล้ายว่าสูญสิ้นพลังงานทั้งหมด เขาจึงได้เก็บเข้าไปภายในแหวนมิติเช่นเดิมชั่วอึดใจต่อมาพลังลมปราณเวทย์เริ่มหมุนเวียนขึ้นมาอย่างรวดเร็วพริบตาต่อมาร่างของจูเยว่ได้จางหายไป จากบริเวณที่ยืนอยู่
...เวลาได้ผ่านพ้นไปเพียงแค่ชั่วยามครึ่งร่างของจูเยว่ได้มาปรากฏอยู่บริเวณหน้าปากถ้ำ ที่เหมือนกับมีทางเข้าสองทางแต่ทางหนึ่งนั้นเกิดจากร่างของอาชาเกราะทมิฬ ได้ฝังลึกเข้าไปภายในกำแพงหินเพราะพลังโจมตีของจูเยว่ในครั้งที่แล้ว เมื่อหยุดอยู่เพียงครู่หนึ่งเขาจึงเริ่มเปิดเผยกลิ่นอายของตนออกไปด้วยความตั้งใจ
ฮี่ๆๆ!!!!......
เสียงของอาชาเกราะทมิฬร้องดังขึ้นมาจากภายในถ้ำคล้ายมันจดจำกลิ่นอายที่พึ่งสัมผัสนี้ได้เป็นอย่างดี ถึงแม้จะสงสัยอยู่บ้างว่ามนุษย์ผู้นี้รอดชีวิตกลับมาได้อย่างไร จากสถานที่ที่แม้แต่ตัวมันซึ่งเป็นราชาของป่าลมหวน ยังไม่กล้าที่จะเหยียบย่างเข้าไปแต่เป็นเพียงชั่วครู่ที่คิดสงสัยเพราะเมื่อนึกถึงในสิ่งที่มนุษย์ผู้นี้ได้กระทำไว้กับมันอารมณ์โกรธแค้นกลับพลุ่งพล่านขึ้นอีกครั้ง
จึงเร่งพุ่งตัวออกมาจากภายในถ้ำอย่างรวดเร็วเมื่ออาชาเกราะทมิฬมาถึงบริเวณหน้าปากถ้ำได้เห็นร่างของมนุษย์ที่มันเคยไล่ล่าปรากฏอยู่เบื้องหน้า ห่างออกไปประมาน 30 จั้ง เมื่อทั้งคู่ต่างสามารถที่จะมองเห็นซึ่งกันและกันเสียงของลี่อินได้ดังขึ้นมาจากภายในด้วยความสงสัย
“สัตว์อสูรตนนี้เช่นนั้นรึ? ที่เจ้าต้องการชำระแค้นไม่ใช่ว่าเป็นเจ้า… ที่นำพาตนเองมาให้มันสังหาร?” ลี่อินกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงอันเป็นกังวลเพราะเมื่อเห็นศัตรูของบุรุษผู้นี้ที่อยู่เบื้องหน้า มีขั้นพลังสูงกว่าถึง 3 ระดับ ถึงตัวนางอยากจะให้เขานั้นโชคร้าย แต่หาได้ต้องการให้ถึงแก่ชีวิตเพราะเท่ากับว่านั่นเป็นคราวเคราะห์ของนางเช่นกัน
จูเยว่ไม่ได้กล่าวคำใดออกไป เพื่อตอบคำถามของลี่อินแต่ในเพียงชั่วพริบตาต่อมา ร่างของจูเยว่คล้ายเลือนรางราวภูติผีมาปรากฏอยู่เบื้องหน้าของอาชาเกราะทมิฬในระยะประชิด และโจมตีไปยังมันอย่างรวดเร็วโดยที่สัตว์อสูรเบื้องหน้า ไม่สามารถตามการเคลื่อนไหวของเขาได้ทัน!
เปรี้ยงง!!
เสียงจากแรงปะทะที่เกิดจากการโจมตีดังขึ้นมาพร้อมกับร่างของสัตว์อสูรที่ปลิวไปฝังยังกำแพงหินข้างปากถ้ำอีกคราเช่นเดียวกับการปะทะกันในครั้งที่แล้ว แต่ในครั้งนี้หาใช้เพราะมันประมาทมนุษย์ผู้นี้แต่อย่างใด
ผ่านไปเพียงชั่วครู่ เสียงขยับของกองหินพร้อมร่างของอาชาเกราะทิมฬที่พยายามลุกขึ้นเดินด้วยแข้งขาที่สั่น
เมื่อเห็นร่างของมันอีกครั้ง สามารถบอกได้ทันทีว่ามันได้รับบาดเจ็บพอๆกับยามที่จูเยว่ใช้ถึง 2 ทักษะในการโจมตีมันในครั้งที่แล้วแต่ยามนี้ ตัวเขาได้ใช้เพียงเวทย์กายาทองคำเพียงอย่างเดียวหาได้ต้องทุ่มเทจนสุดตัวดั่งเช่นคราที่แล้ว
ตอนนี้อาชาเกราะทมิฬจ้องมองไปยังมนุษย์เบื้องหน้าด้วยนัยน์ตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว เพราะตัวมันไม่คิดเลยว่าเพียงระยะเวลาข้ามวันมนุษย์ที่มันเคยไล่ล่ากลับมีระดับพลังมากถึงขั้นที่มันมิสามารถตอบโต้
ถึงแม้จะรู้ว่าตัวว่าไม่สามารถที่จะต่อกรได้แต่อาชาเกราะทมิฬไม่ยินยอมตกตายไปอย่างง่ายดายเช่นกัน มันรีบรวบรวมพลังเพื่อใช้ทักษะเช่นเดียวกับครั้งที่แล้วเพื่อโจมตีทันที เสมือนเป็นหนทางเดียวที่มันจะกระทำได้ในตอนนี้ประกายไฟสีขาวพร้อมกับเสียงแหลมเล็กแสบแก้วหูของสายฟ้าได้ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของมันอีกครั้ง แต่ในครานี้จูเยว่ไม่ได้ขัดขวางหรือหลบหนีแต่อย่างใดเขามองไปยังเบื้องหน้าคล้ายเป็นเพียงทิวทัศน์ที่ว่างเปล่า หาได้มีสิ่งใดให้ตนต้องกังวล
แต่เมื่อลี่อินเห็นท่าทีของจูเยว่ที่แสดงออกมากลับเป็นตัวนางเองที่ร้อนรนขึ้นมา พร้อมทั้งรีบกล่าวแจ้งเตือนแก่เขาจากภายในจิตวิญญาณ
“เจ้าบ้า! รีบหนีไป! หรือไม่เช่นนั้นก็ให้ข้าออกไปสังหารมันแทนเจ้า! สัตว์อสูรตนนี้คิดจะเผาผลาญพลังชีวิต เพื่อที่จะใช้ทักษะที่เหนือกว่าระดับขั้นพลังที่มันมี!หากมันได้ปลดปล่อยการโจมตีออกมา แม้แต่ระดับเชื่อมโยงชีพจรขั้นที่ 6 ก็ยากที่จะรับเอาไว้ได้!!” ลี่อินเร่งกล่าวอธิบายให้จูเยว่ฟังอย่างรวดเร็วเพราะตัวนางพึ่งออกมาดูโลกภายนอกได้เพียงข้ามวัน จึงไม่ต้องการที่จะมาด่วนตายจากไปภายในระยะเวลาอันสั้นเช่นนี้!
ถึงแม้ในคราแรก ลี่อินจะลอบตกตะลึงอยู่บ้างยามเมื่อจูเยว่โจมตีไปยังสัตว์อสูรตนนั้น เพราะระดับพลังลมปราณที่ปลดปล่อยออกมาเพียงแค่ระดับเชื่อมโยงชีพจรขั้นที่ 1 แต่กลับสามารถจัดการสัตว์อสูรด้านหน้าลงได้อย่างง่ายดายทำให้ตัวนางพอที่จะทราบถึงความสามารถของจูเยว่ที่น่าจะต่อกรกับคู่ต่อสู้ที่เหนือกว่าตนเองได้ถึง 5 ระดับ
แต่เมื่อสัตว์อสูรตรงหน้าเริ่มรวบรวมพลังเพื่อใช้ทักษะโจมตีโดยถึงขั้นยอมสังเวยพลังชีวิตของมัน จึงอดที่จะทำให้ลี่อินร้อนใจขึ้นมาไม่ได้ตัวนางจึงเร่งกล่าวเตือนออกไป
แต่จูเยว่หาได้สนใจคำกล่าวของลี่อินที่กำลังโวยวายอยู่ภายในดวงจิตของตน แต่กลับกล่าวออกไปยังสัตว์อสูรเบื้องหน้าด้วยน้ำเสียงอันสงบที่สามารถรับรู้ได้ถึงความมั่นใจอยู่ภายใน
“ข้าจะไม่หลบหนีการโจมตีของเจ้า...ดั่งเช่นคราที่แล้วอย่างแน่นอน”