ซูเยว่หันไปเห็นเฉินต้าหนียงกำลังเดินลงมาจากทางเนินพร้ะกร้าเล็ก ๆ ในมือสีหน้าหญิงหม้ายดูเหนื่อยนิดหน่อย แต่พอเห็นเธอ อีกฝ่ายก็เร่งฝีเท้ามาทันที
“หลี่กุ้ยฮวาดุเธออีกแล้วเหรอ”เฉินต้าหนียงมองหญ้าที่เหลือเศษติดตะกร้าอยู่ก่อนแล้วจึงมองฟืนกองตรงหน้า“เด็กคนหนึ่งวันๆ จะใช้ให้ทำกี่อย่างกันแน่อาหารของครอบครัวทุกวันนี้จะมีพอให้มีแรงที่ไหนกัน”
ซูเยว่ยิ้ม“แต่ถ้าฉันไม่ทำ พวกเราก็คงจะไม่ได้กินอะไรเลยอยู่ดี”
เฉินต้าหนียงนั่งยองลงข้างเธอ“มือเป็แผลอีกแล้ว”
“ไม่เป็ไรหรอกแค่รอยบาดเล็ก ๆ”
“เล็กอะไร”หญิงหม้ายดุเบา ๆ “ถ้าปล่อยให้แตกไปเรื่อย ๆ พอเจออากาศหนาวหนักเข้าจะปวดจนจับอะไรไม่ได้”
พูดจบเธอก็ล้วงผ้าห่อเล็ก ๆ ออกจากแขนเสื้อ ดึงมันเทศต้มลูกหนึ่งส่งให้ซูเยว่“เอาไปกินรองท้องก่อน”
ซูเยว่รีบส่ายหน้า“ป้าเก็บไว้กินเถอะ บ้านป้าก็ไม่ได้เหลือเฟือ”
เฉินต้าหนียงยัดมันเทศใส่มือเธอเลย“ฉันบอกให้รับก็รับไปเถอะ เดี๋ยวลมแรงกว่านี้แล้วจะหมดแรงเดินกลับเอาหรอก”
ซูเยว่เม้มปากก่อนกำมันเทศไว้แน่น “ขอบคุณป้าเฉิน”
เพียงแค่เธอเคยช่วยอีกฝ่ายที่ตกไปในหลุมกับดักเมื่อ2ปีก่อน ั้แ่นั้นมาเฉินต้าหนียงก็มักจะดูแลเธออยู่เสมออย่างลับๆเมื่อมีโอกาส ซูเยว่ไม่เคยยึดถือว่าสิ่งที่เธอทำเป็หนี้บุญคุณเลยแต่เธอก็ปฏิเสธน้ำใจที่อีกฝ่ายมอบให้ไม่ได้เช่นกัน
“ไม่ต้องมาขอบอกขอบใจอะไรหรอก”อีกฝ่ายพูดพลางช่วยเก็บฟืนยัดใส่ให้เป็มัด “รักษาตัวเองไว้ให้ดีๆ สิเธอยังต้องดูซูอันอีกไม่ใช่เหรอ”
ชื่อของน้องชายทำให้แววตาซูเยว่อ่อนลงเล็กน้อย“อืม”
เฉินต้าหนียงมองเธออยู่ครู่หนึ่งก่อนถอนหายใจ “่นี้ได้ยินคนพูดกันเื่ซูอันบ่อย ป้าก็ไม่รู้จะช่วยอะไรได้มากแต่ว่า…” หญิงหม้ายเอียงตัวเข้ามากระซิบ“่ก่อนป้าก็ทำความสะอาดบ้านหลังนั้นไว้บ้างแล้ว ถ้าเกิดอะไรขึ้นจริงๆก็น่าจะไปพักอยู่ที่นั่นได้”
ดวงตาของเด็กสาวเป็ประกาย“ขอบคุณป้าเฉิน!”
เธอรู้ว่าไม่ไกลจากบ้านของเฉินต้าหนียงยังมีบ้านเก่าหลังหนึ่งที่ไร้คนอยู่อาศัยมานับ10ปีแล้ว แม้จะผุพังมากจนคนที่ยากไร้ที่สุดในบ้านยังไม่อยากจะอยู่แต่ก็เพียงพอที่จะเป็ที่ซุกหัวนอนยามยากลำบากแล้ว
ซูเยว่เคยปรึกษาอีกฝ่ายเื่นี้แต่ไม่คิดว่าเฉินต้าหนียงจะรีบลงมือทำให้อย่างจริงจังหลังจากได้ยินข่าวลือของหลี่กุ้ยฮวา
่นี้แม่เลี้ยงของเธอกระสับกระส่ายมากขึ้นเรื่อยๆแม้แต่เด็กสาวก็ยังรู้ว่าคงจะทนอีกได้ไม่นานแล้วเพียงแต่เธอจะไม่ยอมให้ซูอันต้องเดินตามรอยตัวเองเมื่อตอนนั้นครั้งนี้ต่อให้จะต้องทำเื่ใหญ่ เธอก็จะต่อต้านให้ถึงที่สุด
ซูเยว่กำมันเทศอุ่น ๆในมืออยู่ครู่หนึ่ง ความร้อนเพียงน้อยนิดนั้นซึมเข้าฝ่ามือที่บาดแตกจากหญ้าและลมหนาวทำให้ความเ็าในร่างกายคลายลงไปได้บ้าง
ไม่นานซูเยว่ก็พาดมัดฟืนขึ้นบ่าอีกครั้งเอาตะกร้าใบเก่าคล้องแขน แล้วโบกมือลาเฉินต้าหนียงก่อนเดินลงจากเนินไปทางบ้านตนเอง
ลมเริ่มพัดแรงขึ้นทุกทีท้องฟ้าหม่นเทาจนดูต่ำกว่าปกติ กลิ่นควันไฟจากปล่องเตาในหมู่บ้านลอยคลุ้งอยู่ในอากาศระหว่างทางเดินกลับ ซูเยว่เดินผ่านถนนดินแคบ ๆ ที่มีเด็กหลายคนกำลังนั่งยอง ๆอยู่ในเสื้อผ้าบาง ๆเด็กพวกนั้นมองตามเธอครู่หนึ่งก่อนก้มลงมองหาผักป่าที่น่าจะเหลืออยู่แถวนี้ต่อไป
หลังจากเดินกลับเข้ามาถึงบ้านซูเยว่ก็สังเกตเห็นเถียนเสี่ยวชุนที่นั่งเอนตัวอยู่บนม้านั่งเตี้ยใต้ชายคาเป็อย่างแรกท่าทางของอีกฝ่ายเหมือนคนเพิ่งสะดุ้งตื่นจากการงีบหลับผมเปียที่ถักไว้หลุดลุ่ยลงมาข้างแก้มเล็กน้อยและตะกร้าสานที่หลี่กุ้ยฮวาสั่งให้เอาออกไปทำงาน่บ่ายก็ยังวางคว่ำอยู่ตรงปลายเท้าเหมือนเดิม
เถียนเสี่ยวชุนกำลังหาวค้างอยู่พอเงยหน้ามาเจอซูเยว่ที่แบกฟืนกลับมาเต็มบ่า เธอก็สะดุ้งรีบลุกขึ้นคว้าตะกร้าขึ้นมาอย่างลุกลี้ลุกลน “ฉันกำลังจะออกไปพอดี”
ซูเยว่ยังไม่ตอบทันทีเธอเพียงจ้องมองอีกฝ่ายเงียบๆ สายตาอีกฝ่ายไม่ได้มองมาทางเธอกลับเหลือบไปยังด้านข้างบ้านชั่วแว็บหนึ่ง แล้วก็รีบเบนกลับทันที
มีบางอย่างไม่ถูกต้อง…
ทั้งเถียนเสี่ยวชุนและซูเยว่ก็เป็เหมือนไฟกับน้ำมันั้แ่หลี่กุ้ยฮวาพาอีกฝ่ายมาที่นี่ พวกเธอก็มักจะมีเื่เล็กๆ น้อยๆให้โต้เถียงกันทุกวัน และทะเลาะกันเป็ครั้งคราวทุก 3-5 วันเสมอ ตอนนี้เพียงแค่เถียนเสี่ยวชุนมีท่าทีเปลี่ยนไปซูเยว่ก็ัับางอย่างได้ทันที
เธอไม่พูดอะไร แต่กลับปลดมัดฟืนจากหลังแล้วเดินตรงไปข้างบ้านโดยไม่สนใจเถียนเสี่ยวชุนที่สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
แล้วก็เป็อย่างที่ซูเยว่คาดไว้ราวไม้ไผ่ที่เธอตากผ้าไว้เมื่อเช้า ตอนนี้กลับคว่ำอยู่บนพื้นขาไม้ด้านหนึ่งหลุดออกจากหลุมดิน อีกด้านเอนไปครึ่งหนึ่ง ทั้งราวแทบจะแนบคว่ำจมอยู่ในฝุ่นดินเสื้อผ้าที่เธอซักจนสะอาดไว้เมื่อเช้านี้กลับกลายเป็เปื้อนคราบดินสีน้ำตาลจนดูไม่ได้…เสื้อผ้าฝ้ายเพียงตัวเดียวของซูอันที่เธอตั้งใจซักให้ใส่ไปโรงเรียนพรุ่งนี้เปื้อนคราบโคลนเต็มชายเสื้อ
ซูเยว่ก้มลงแตะดินตรงโคนขาราวเห็นว่าดินรอบ ๆ ถูกกวนจนยุ่ยเห็นชัด เหมือนมีใครจงใจเตะหรือดึงให้มันล้มลงไม่ไกลกันนักยังมีรอยรองเท้าผ้าเหยียบอยู่สองสามรอย หนึ่งในนั้นปลายรองเท้าด้านซ้ายแหว่งเป็รูปจันทร์เสี้ยวซูเยว่จำได้ทันทีว่าเป็รองเท้าคู่เก่าของเถียนเสี่ยวชุนที่พื้นสึกไปครึ่งหนึ่งั้แ่เดือนก่อน
ความร้อนวาบขึ้นกลางอกของเด็กสาวทันทีเร็วจนไล่ความหนาวตามมือและปลายเท้าหายไปหมด
ซูเยว่กำหมัดแน่นจนข้อนิ้วซีดขาวก่อนหันหลังกลับอย่างรวดเร็ว
เถียนเสี่ยวชุนเดินเกือบจะถึงหน้ารั้วแล้วดูเหมือนคนที่รีบร้อนจะออกไปทำงานเสียเต็มประดา ทว่าฝีเท้าของเธอก็ดูรีบเกินไปหน่อยคล้ายคนกำลังหนีมากกว่ากำลังจะไปทำงาน
“เถียนเสี่ยวชุน!”
เสียงตวาดของซูเยว่ดังลั่นลานจนไก่ที่คุ้ยดินอยู่มุมรั้วบินกระเจิดกระเจิง
เถียนเสี่ยวชุนชะงักแต่ก็ไม่หันกลับ “อะไรอีก? ไม่มีอะไรแล้วจะเสียงดังทำไม!?”
ซูเยว่ก้าวพรวดเข้าไปไม่กี่ก้าวก็ถึงตัวอีกฝ่าย“งั้นก็อธิบายมาสิว่าราวตากผ้านั่นมันล้มไปได้ยังไง”
เถียนเสี่ยวชุนยกคางขึ้น“ฉันจะไปรู้ได้ยังไง ลมแรงจะตายไป มันอาจจะพัดทั้งราวคว่ำเลยก็ได้”
“ลม?” ซูเยว่เค้นเสียงอย่างเย้ยหยัน “แน่ใจเหรอ?”
“ใครจะไปรู้”เถียนเสี่ยวชุนตอบเร็วขึ้น “เธอนั่นแหละที่คงจะปักฐานไม่ดีเอง”
“แล้วทำไมรอยเท้าเธอถึงไปอยู่แถวนั้นได้ล่ะ?”
เถียนเสี่ยวชุนอยากจะเถียงทันทีแต่สีหน้ากลับเปลี่ยนไปชั่วขณะเธอเพิ่งนึกได้ว่าแม้ว่าขนาดรองเท้าของเธอกับซูเยว่จะใกล้เคียงกันแต่ซูเยว่กลับมีเพียงรองเท้าที่เธอสานเองเท่านั้นอีกทั้งหน้าดินฝั่งนั้นค่อนข้างร่วน อีกฝ่ายคงจะสังเกตเห็นบางอย่างแล้วแน่ๆ!
ซูเยว่คว้ามือบีบไหล่อีกฝ่ายแน่นขึ้นจนเถียนเสี่ยวชุนกรีดร้อง“เธอจงใจแกล้งฉันเพราะเื่เมื่อเช้าใช่ไหม? ทำลายของของฉันไม่พอเธอยังกล้าแตะต้องของของน้องชายฉันอีก!”
“ใช่แล้วจะทำไม!”เถียนเสี่ยวชุนะเิอารมณ์ออกมาเมื่อเห็นว่าหนีไม่พ้น “ก็แกทำเสื้อฉันพังก่อน!แค่เสื้อผ้าขาด ๆ ของไอ้เด็กนั่นจะสำคัญอะไรนักหนา? อีกไม่นานมันก็จะออกจากโรงเรียนอยู่แล้วถึงตอนนั้นมันก็ต้องใส่ชุดสกปรกไปขุดดินอยู่ดี!”
ซูเยว่พุ่งเข้าใส่เถียนเสี่ยวชุนทันทีมือข้างหนึ่งจิกเข้าที่กลุ่มผมของอีกฝ่ายแล้วดึงรั้งจนหน้าของเสี่ยวชุนหงายขึ้น