บทที่ 6 โลกกลมหรือพรหมลิขิต
หลังจากทุ่มเถียงยุ่งยาก ลมเย็นพัดมาระลอกหนึ่ง เบาสบายและอบอุ่น
สหายเก่ามาพบ ครานี้อยู่ในอาภรณ์โอ่อ่า เครื่องหัวล้วนเป็ทอง เสื้อคลุมตัวนอกปักดิ้นแพรคุณภาพดี เพียงเขาปรากฏตัว เ้ากิเลนคลั่งสงบเสงี่ยมผิดหูผิดตา จ้งเหว่ยเป็คนประเภทพูดน้อยทำมาก ขยับปากน้อยฆ่าฟันมาก แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้มีอำนาจมากกว่าย่อมต้องรักษากริยาเป็ปกติ
เ้าปุกปุยจ้วนหลิวสลัดคราบองค์ชายผู้สูงส่งทิ้ง ยิ้มอย่างดีใจ พูดขึ้นว่า “ท่านมาได้อย่างไร”
สาวงามกระเถิบเข้ามาใกล้ หัวเราะอย่างอารมณ์ดี ไม่ทราบว่าเพราะเมาสุรา หรือตั้งใจกวนประสาทคน แล้วจึงตอบกลับว่า “เดินชมเมืองไปพลาง ดื่มสุราไปพลาง ไม่กี่วันก็มาถึงแล้ว ตัวข้าไม่ได้มีสัตว์วิเศษเป็พาหนะทุ่นแรงหรอกนะ หากท่านใจกว้างจะแปลงร่างเดิมให้ข้าขี่บนหลัง อย่างนั้นยิ่งดี”
คำพูดของนางช่างโอหัง ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ สำหรับฟางเยว่เห็นองค์ชายแห่งเจี้ยนหยวนเป็แค่สหายปุกปุยเท่านั้น นางอาศัยอยู่ในหุบเขาเทียนจื่อนับพันปี อิสรเสรีมากย่อมไม่ใส่ใจยศสูงยศต่ำ แต่จ้งเหว่ยที่ยืนเคี้ยวกรามอยู่ด้านหลังอย่างมีอารมณ์ ตำหนินางในใจว่าเหิมเกริมมาระลอกหนึ่งแล้ว บัดนี้วางมือไว้ที่ด้ามดาบพร้อมแทงคนปากลื่นได้ทุกเมื่อ
เ้าปุกปุยจับอากัปกิริยาของแม่ทัพคนสนิทได้ นิสัยของเขาเป็อย่างไรรู้ดีกว่าใคร เ้าปุกปุยยังคงยิ้มแป้นสนทนาต่อไป มือซ้ายค่อยๆ ไพล่ไปด้านหลัง ส่งสัญญาณมือ ประหนึ่งว่า “ใจเย็นลงก่อน”
องค์ชายจ้วนหลิวมองไปที่นางพลางยิ้มแย้มยื่นไมตรี ถามต่อไปอีกว่า “เหตุใดหมกมุ่นอยู่กับสัตว์พาหนะนัก คงไม่ใช่ว่ามาเจี้ยนหยวนเพื่อเสาะหามันหรอกกระมัง?”
จ้งเหว่ยที่ยืนก้มหน้าอยู่ด้านหลัง คิดตามไปพลางๆ สะดุดที่สัตว์พาหนะ มีวูบหนึ่งที่นึกถึงเ้าคนอัปลักษณ์ บัดนี้ตัวตนของเขาจริงหรือเท็จ ชายหรือหญิงไม่อาจรู้ได้ ไหนจะความสัมพันธ์ประหลาดระหว่างเ้าอัปลักษณ์นั่นกับซือฝูซางเหล่า ตกลงมันยังไงกันแน่ ตรึกตรองในใจมาถึงตรงนี้ ก็แค่รู้สึกคุ้นเคย คลับคล้ายลังเล แต่ไม่กล้าคิดว่าผู้ที่อยู่ตรงหน้าคือร่างจริงของเ้าคนอัปลักษณ์นั่น ไม่มีทางเป็ไปได้แน่ รอบกายนางััว่ามีพลังวิเศษเข้มข้น ต่างจากเ้าหมอนั่นอ่อนหัดเหมือนลูกนกตัวหนึ่ง
ยกสุราดื่มลงท้องไปทีหนึ่ง พลางเทให้เ้าปุกปุยทีหนึ่ง นางก็พูดต่ออย่างไม่ใส่ใจว่า “ข้ามาหาคน”
ชายหนุ่มรีบวางสุราลงบนโต๊ะทั้งที่ยังไม่ได้ดื่ม แววตาประกายเจิดจ้า พูดโอ้อวดว่า ”ไม่ว่าในเมืองใหญ่เจี้ยนหยวน หรือยาวไปถึงสามหัวเมืองที่เหลือ ล้วนอยู่ในตาข้า เ้าหาผู้ใดเพียงบอกแซ่ ข้าจะลากคนผู้นั้นมาให้ บุญคุณหยูกยาทดแทน”
ฟางเยว่ยิ้มเล็กน้อย มองไปที่บุรุษตรงหน้า เขาคือพยัคฆ์ขาวตนนั้นจริงหรือ เขาวันนี้ ดูต่างไปจาก เขาในวันนั้น ทีท่าฉอเลาะกระตือรือร้น ฟางเยว่แปลกใจอยู่ไม่น้อย พลันคิดได้ว่า เปลือกนอกเขาก็เป็คนมีอำนาจมากคนหนึ่ง มิน่าเล่ากิเลนเพลิงจอมป่าเถื่อนถึงยอมค้อมหัวให้
“ไม่รู้มาก่อนว่าท่านเป็มิตรเช่นนี้ หรือว่าข้าเลอะเลือนเอง? มิใช่ว่าเ้าปุกปุยขยันแยกเขี้ยวข่มขู่ข้าหรือ?”
จ้วนหลิวยิ้มสู้อย่างเคอะเขิน ยกมือลูบหลังท้ายทอย “ไม่เคยถูกสตรีล่วงเกิน จึงใไปบ้าง สัญชาตญาณสิงสาราสัตว์เป็เช่นไรท่านน่าจะรู้ดี”
ฟางเยว่หัวเราะเอ็นดู แต่ด้านหนึ่งก็รู้สึกประหม่า “ร่างขาวหดเท่าลูกแมว ใครใช้ให้น่าชังกันล่ะ โทษข้าไม่ได้”
แม้ฟางเยว่จะมองจ้วนหลิว ที่กำลังชวนเจรจาอยู่ตรงหน้า และรู้สึกอยู่ตลอดว่าเขาไม่ค่อยเหมือนตัวตนในยามปกติสักเท่าไหร่ แต่คร้านจะใส่ใจ จุดมุ่งหมายของนางเข้าเจี้ยนหยวนไม่ได้เพื่อหามิตรสหาย เพียงแต่้าทำตามคำสั่งเสียของผู้มีพระคุณเท่านั้น นึกมาถึงตรงนี้ไม่อยากยุ่งยากอีก จึงหยิบงอบขึ้นมาสวมปิดหน้าครึ่งหนึ่ง แล้วกล่าวลา “ต้องไปแล้ว มีวาสนาได้พานพบ ครั้งหน้าเจอกันใหม่”
ลำนำสายเดิมปรากฏอีกครั้ง ฟางเยว่ไม่สามารถปล่อยให้มันหายไปอีก จึงวิ่งตามไปอย่างรวดเร็ว จ้วนหลิวมัวแต่เอิบอิ่มปีติยินดีที่ได้พบนางโดยบังเอิญ ลืมไปเสียสนิทเลยว่าอยากทาบทามเื่ใด อาการเจ็บป่วยประหลาดขององค์หญิงรองหลีฮวายังรอการรักษาจากหมอเทวดาอยู่
จ้งเหว่ยที่ยืนก้มหน้าไว้ตลอด เพิ่งจะเงยขึ้นมา ลอบมองหน้าองค์ชาย คล้ายรู้เท่าทันสิ่งที่คิด จึงเอ่ยปากว่า “ให้ตามไปเลยหรือไม่”
จ้วนหลิวขึงตาปรามไปที่เขาทีหนึ่ง พลางตอบอย่างมีอารมณ์ว่า “ให้เ้าไป? ไม่เท่ากับว่าส่งไปรังแกคนหรอกหรือ หากข้ามาช้าอีกก้าว ไม่แน่สหายข้าผู้นี้คงถูกเ้าล่วงเกินไปแล้ว”
เ้ากิเลนเพลิงพูดอย่างฉงนว่า “แม่นางไม่ใช่คนที่ข้าล่วงเกินได้? คงไม่ใช่ว่าหมอยาที่ช่วยชีวิตองค์ชายไว้ที่หุบเขาเทียนจื่อคือนางหรอกกระมัง”
“ย่อมใช่ ย่อมใช่นาง”
จ้วนหลิวยิ้มใจเย็นอย่างอบอุ่น ตามองนางไปพลาง ปากพูดไปพลาง “หากนางมีธุระก็ให้สะสางก่อน หน้าต่างมีหู ประตูมีช่อง ตราบใดที่นางอยู่ในหัวเมืองทั้งสี่ ข้าจะตามตัวนางเมื่อไหร่ก็ได้ทั้งนั้น”
ลำนำสายหลักพาคนมาส่งที่หน้าประตูจวน ด้านหน้าประดับรูปปั้นงามสลักจากหินหยก รูปร่างดั่งกวาง หัวเป็ั มีเขาเดียว ตีนเป็กีบเหมือนม้า หางเหมือนหางวัว ผิวเป็เกล็ด พลังวิเศษหนุนนำโดยเบญจธาตุทั้งห้า อันได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ไม้ และ โลหะ กิเลนเทพแม้เป็สัตว์ดุร้ายแต่ภักดี เป็ลักษณ์ของความมั่งคั่งยืนยง
ขณะยืนมองอย่างชื่นชม ทหารเฝ้าทางเข้าสองคนเดินถือทวนมาหา ด้วยท่าทีขึงขัง กล่าวเสียงห้วนอย่างไม่เป็มิตร “มาหาผู้ใด”
ฟางเยว่ตอบกลับไปเฉยๆ ด้วยน้ำเสียงเรียบว่า “มาหาเ้าบ้าน”
ทหารสองนายลอบมองหน้ากัน แล้วหันกลับมาพูดว่า “มีเทียบเชิญหรือไม่?”
หญิงสาวถอนหายใจยาว พลางพูดว่า "ไม่มี เข้าไม่ได้หรือ?"
ทหารทั้งสองไม่ได้ตอบอะไรกลับมา เพียงแต่มองหน้ากัน แล้วพยักหน้าทีหนึ่ง พุ่งทวนไปที่ฝั่งตรงข้าม กำจัดผู้บุกรุก เกาซีที่ติดตามเป็เงา พลังวิเศษอ่อนแอ หดกลับไปเป็โสมรากทองพาดบนบ่าฟางเยว่ นางถูกจู่โจมด้วยขุมพลังไม่ธรรมดา ประเมินทหารเฝ้าประตูต่ำไป เช่นนั้นเ้าของตระกูลคงสูงส่งพอตัว ถึงได้กวดขันบริวารได้ยอดเยี่ยมเพียงนี้
นางมาหาคน ไม่ได้มาเพื่อฆ่าคน จึงออมแรงเน้นตั้งรับ ไม่เน้นต่อสู้ ไม่คิดว่าโทสะเ้าคนพวกนี้รุนแรงไม่ผ่อนปรน พากเพียรออกกระบวนท่าเอาเป็เอาตาย จังหวะหนึ่งประมาทไปหน่อย คมทวนผ่าขวดสุราแตก มัวแต่ห่วงของไม่ห่วงตัว ทหารอีกคนหนึ่งเตรียมแบะหัวนางสร้างผลงานใหญ่ ไม่คิดว่าก่อนที่คมทวนจะถึงตัว เกล็ดสีน้ำตาลเข้มแล่นจากเสื้อคลุมคล้ายมีชีวิต มันขยายตัวเป็เกราะวิเศษ ปกป้องผู้ถึงครอง
มีตาหามีแววไม่ เ้าทหารสองคนอึ้งงันอ้าปากค้าง มือสองข้างทิ้งทวนรวดเร็ว ท่าทางขึงขังเปลี่ยนเป็หมอบ ปากเอาแต่พึมพำภาษาบ้าใบ้แทบจับประเด็นไม่ได้ “เกล็ดตัวของนายน้อย มันยอมรับนายใหม่ นั่นแสดงว่า…”
“แสดงว่าอะไร?” ฟางเยว่ะโถามด้วยความใคร่รู้
“ผู้ใดก่อเื่วุ่นวายหน้าบ้านข้า ไม่รักชีวิตแล้วหรือไร?” เสียงบุรุษวัยชราแทรกมาหลังประตูสีแดง พลันแง้มประตูออก คนผู้นั้นได้อึ้งตาเบิกโพลงตามไปอีกคน
ฟางเยว่ยิ้มแหะ ค้อมหัวทักทายผู้ใหญ่ พลางกล่าวว่า "เข้าไปได้หรือไม่"
เ้าบ้านที่ยืนอึ้งงง ผงกหัวอนุญาตด้วยใบหน้ายิ้มลอย หลังจากที่ทหารสองนายคลานเข่าออกห่าง รัศมีเกราะวิเศษจากเกล็ดอันนั้นค่อยหายไป กลับไปอยู่ในสภาพปกติ เ้าบ้านมองดูท้องฟ้า พูดด้วยสีหน้าซาบซึ้งว่า
"บุญคุณต้องทดแทน คนของท่านก็เหมือนคนของข้า"
รอกระทั่งเ้าบ้านผายมือเชื้อเชิญ ฟางเยว่จึงเดินตามเข้าไปด้านในอย่างสง่า
*****
มีเล่มอีบุ๊คแล้ว แบ่งออกเป็เล่ม 1 (อ่านฟรี) ที่ MEB / Ookbee / naiin
อีบุ๊ค เล่ม 2 (เล่มจบ) สนับสนุนได้ที่แอพ ที่ MEB / Ookbee / naiin