ก่อนเกิดเหตุการณ์การโจมตีตระกูลโอวหยาง
“ท่านว่าที่ประมุขโอวหยาง ข้ามีแผนการที่อยากจะเสนอ” อูหลินเฟิงได้เข้ามาคุยกับโอวหยางชิงหลง โดยที่จงหมิ่น เสวี่ยหานเอ๋อร์และกู่ซือเอินเดินตามมาด้านหลัง
“ไม่จำเป็น ตระกูลโอวหยางของข้าย่อมมีแผนรับมือเองอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องให้คนนอกอย่างท่านมาช่วยวางแผน” โอวหยางชิงหลงกล่าวอย่างทะนงตัว ตระกูลโอวหยางหนึ่งในสี่มหาตระกูลระดับสูงที่มีประวัติมายาวนานนับหมื่นนับแสนปีย่อมไม่เกรงกลัวต่อการโจมตีเล็กๆ เพียงครั้งเดียว
“แต่ว่าอีกฝ่ายเป็นถึง..” อูหลินเฟิงก็พยายามจะกล่าวบางอย่างต่อแต่โดนโอวหยางชิงหลงยกมือห้ามไว้ไม่ให้พูดต่อ
“เป็นเพียงเศษซากของแดนศักดิ์สิทธิ์ที่เคยล่มสลายไปแล้ว คนเหล่านั้นแม้จะมีสายเลือดที่แข็งแกร่ง แต่พลังสายเลือดของตระกูลข้าก็แข็งแกร่งไม่แพ้กัน ข้าเองก็มีแผนการของข้าอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องให้พวกท่านมาเปลืองสมอง ขอให้พวกท่านรอดูความแข็งแกร่งของตระกูลโอวหยางด้วยตนเองเถอะ” โอวหยางชิงหลงกล่าวพร้อมๆ กับที่เดินจากไป ไม่ยอมให้อูหลินเฟิงได้พูดอะไรต่อไป
“เจ้าจะทำอย่างไรต่อไป...อีกฝ่ายไม่ฟังเจ้าเลยแม้แต่น้อย” จงหมิ่นถาม น่าเสียดายที่โอวหยางชิงหลงไม่ยอมฟังอูหลินเฟิง หากเป็นแบบนี้ต่อไปตระกูลโอวหยางจะต้องเสียหายอย่างหนักแน่นอน
“คงทำได้เพียงคาดเดาการเคลื่อนไหวของฝั่งราชวงศ์ราชันโลหิต แล้วหาทางโต้กลับโดยที่ตระกูลโอวหยางไม่ให้ความร่วมมือ” อูหลินเฟิงกล่าวอย่างเสียดาย
“ต้องทำอย่างไร”
“ตอนนี้พวกเรารู้แล้วว่าฝ่ายราชวงศ์ราชันโลหิตต้องการของบางอย่างในคลังสมบัติตระกูลโอวหยาง....หากข้าเป็นโอวหยางชิงหลง สิ่งที่จะทำก็คือการเปลี่ยนแปลงค่ายกลปกป้องคลังสมบัติ ให้ผู้ที่จะสามารถเข้าได้ต้องเป็นผู้ที่มีสายเลือดตระกูลหลักเท่านั้น หมายความว่าผู้ที่จะสามารถเปิดคลังนี้ได้จะมีเพียงตัวของโอวหยางชิงหลง และประมุขอย่างโอวหยางเฟยหลงเพียงสองคนเท่านั้น ข้าคิดว่านักวางกลยุทธ์ของราชวงศ์ราชันโลหิตเองก็จะต้องสามารถคิดเรื่องนี้ได้เช่นกัน พวกมันจะต้องเล็งไปยังประมุขโอวหยางอย่างแน่นอน” อูหลินเฟิงกล่าว เขาพยายามวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของราชวงศ์ราชันโลหิต แม้โอวหยางเฟยหลงจะมีบุตรหลายคน แต่บุตรคนอื่นๆ ได้ถูกส่งไปอยู่นอกตระกูลเพื่อป้องกันการชิงตำแหน่ง ทำให้การตามหาร่องรอยของสายเลือดหลักตระกูลโอวหยางไม่ง่ายนัก หากเล็งไปยังโอวหยางเฟยหลงที่ไม่อาจต่อสู้ได้ย่อมได้ผลดีกว่า ทั้งสามารถเปิดคลังได้และยังได้ร่างของชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ในครั้งเดียว เป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว
“แบบนี้เราต้องอยู่ปกป้องโอวหยางเฟยหลงสินะ” จงหมิ่นกล่าว
“เราจะอยู่ปกป้องแบบผิวเผินเท่านั้น” อูหลินเฟิงกล่าว เขาคิดจะใช้ร่างของโอวหยางเฟยหลงเป็นตัวล่อ
“หมายความว่าอย่างไร”
“ไปที่ห้องพักของประมุขโอวหยางก่อนดีกว่า เดี๋ยวข้าจะอธิบายแผนหลังจากนั้นให้ฟังอีกที” อูหลินเฟิง จากนั้นคนทั้งสี่ได้ไปยังห้องพักของโอวหยางเฟยหลง ได้พบว่ามีจอมยุทธ์สี่คนที่กำลังคุ้มกันอยู่รอบๆ ห้องของโอวหยางเฟยหลง
“มีคนเฝ้าอยู่จริงๆ ด้วย” อูหลินเฟิงกล่าว
“ข้าจัดการเอง” เสียงของกู่ซือเอินอาสาจัดการกับจอมยุทธ์ทั้งสี่ ที่ทำหน้าที่อารักขารอบๆ ห้องของประมุข นางเพียงโคจรลมปราณ สร้างพิษที่จะสามารถทำให้คนที่สูดดมสลบไปขึ้นมา นางได้นำกริชคู่เงาทมิฬอาวุธระดับสิบ อาวุธประจำตัวของนางออกมากลิ่นอายทุกอย่างของนางหายไปพร้อมๆ กับร่างของนายที่หายไปจากตำแหน่งอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานร่างของจอมยุทธ์ทั้งสี่ก็ล้มลงนอนหมดสติไป
“ไปเร็ว..ก่อนที่จะมีคนอื่นสังเกตเห็นความผิดปกติ” อูหลินเฟิงกล่าวจากนั้นคนทั้งหมดก็ได้เข้าไปยังห้องนอนของโอวหยางเฟยหลง เห็นว่าอีกฝ่ายกำลังนอนอยู่ ร่างอันแก่ชราที่นอนอยู่บนเตียงแม้จะยังมีรัศมีของชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลาง แต่พลังชีวิตที่ออกมาช่างเลือนรางยิ่งนัก คิดว่าไม่เกินหนึ่งปีโอวหยางเฟยหลงคงไม่อาจฝืนต่อไปได้อย่างแน่นอน
“เสวี่ยหานเอ๋อร์ ทำให้เขาตื่นได้หรือไม่” อูหลินเฟิงกล่าว
“ข้าขอตรวจดูก่อนนะเจ้าค่ะ” เสวี่ยหานเอ๋อร์กล่าว พร้อมๆ กับที่ตรวจร่างกายของโอวหยางเฟยหลง
“ข้ารับสามารถรักษาโรคเบื้องต้นได้เจ้าค่ะ..แต่ว่าพลังชีวิตจากความชราข้าไม่อาจช่วยได้ ทำได้เพียงให้เขาหายจากความเจ็บป่วยได้เพียงเท่านั้นเจ้าค่ะ” เสวี่ยหานเอ๋อร์กล่าว
“ลงมือเลย” เสวี่ยหานเอ๋อร์ที่ได้ยินดังนั้นก็ลงมือใช้ปราณพฤกษาพิสุทธิ์ของนาง รักษาโรคภัยที่อยู่ในร่างของโอวหยางเฟยหลง เพียงไม่นานโอวหยางเฟยหลงได้ตื่นขึ้นมาพร้อมกับมองไปยังผู้เยาว์สี่คนตรงหน้า
“พวกเจ้าเป็นใครกัน” แม้จะสงสัยว่าอีกฝ่ายสามารถเข้ามาได้อย่างไร แต่เพียงไม่นานเขาก็สามารถสัมผัสร่างกายของตนเองที่เบาและสบายกว่าเดิม โรคภัยต่างๆ หายไปอย่างประหลาด เขารับรู้ได้ทันทีว่ากลุ่มคนตรงหน้าไม่ได้มาร้ายอย่างแน่นอน
“ขออภัยประมุขโอวหยาง แต่ข้าไม่มีทางเลือก..จึงต้องเข้ามาหาท่านโดยตรง” อูหลินเฟิงกล่าวพร้อมๆ กับได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น รวมถึงเป้าหมายของอีกฝ่ายด้วยเช่นกัน
“เฮ้อ น่าเสียดาย แม้เจ้าจะสามารถรักษาโรคให้ข้าได้แต่ว่า ตอนนี้ข้าแก่ชราเกินไปที่จะไปสู้ แม้จะมีพลังของชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ แต่กลับไม่อาจต่อสู้ได้อีกต่อไป” โอวหยางเฟยหลงกล่าวอย่างเสียดายตอนนี้ร่างกายของเขาต่อให้ไม่มีโรคภัยก็มาถึงขีดจำกัดของอายุขัยแล้ว
“เช่นนั้นข้ามีแผนการที่จะเสนอไม่รู้ว่าท่านสนใจหรือไม่” อูหลินเฟิงกล่าว
“อะไรงั้นหรือ”
“สร้างร่างปลอมของท่านด้วยพลังของพวกเรา แต่หากจะทำเช่นนี้เกรงว่าท่านจะต้องเสียสละพลังของชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์หลายส่วน จนอาจจะทำให้ระดับของท่านกลับไปเป็นชนชั้นจอมยุทธ์หรือต่ำกว่านั้น” อูหลินเฟิงกล่าว ตอนนี้เขามีแผนการหนึ่งแผนที่จะสามารถทำได้โดยที่ต้องอาศัยความยินยอมของโอวหยางเฟยหลง หากอีกฝ่ายต้องการร่างของโอวหยางเฟยหลงเขาก็จะมอบให้ แต่มันคือร่างที่เป็นดั่งระเบิดเวลา
“เช่นนั้นก็ลงมือเถอะ” โอวหยางเฟยหลงกลับไม่ได้ยึดติดกับพลังของตนที่ฝึกฝนมาเนิ่นนาน เขาที่รับรู้ว่าอีกไม่นานเขาจะต้องตายไป และตอนนี้ยังไม่สามารถต่อสู้ได้ ย่อมกลายเป็นตัวถ่วงและเป็นเป้าหมายของศัตรูเพียงเท่านั้น หากพลังที่ฝึกฝนมาตลอดชีวิจจะสามารถทำให้เอาชนะศัตรูได้ แม้ว่าต้องเสียสละเขาก็จะทำ
“ขอรับ” อูหลินเฟิงนับถือใจของโอวหยางเฟยหลงยิ่งนัก “ข้าขอโลหิตของท่านหน่อยได้หรือไม่”
“นำไป” โอวหยางเฟยหลงยื่นแขนให้กับอูหลินเฟิง อูหลินเฟิงได้นำเข็มไปจิ้มที่แขนของโอวหยางเฟยหลง นำเลือดออกมาเพียงหยดเดียวเท่านั้น
“จงหมิ่นใช้จิตสายสร้างสรรค์ของเจ้า สร้างร่างที่เหมือนกับร่างของประมุขโอวหยาง” อูหลินเฟิงหันไปบอกกับจงหมิ่น จงหมิ่นที่ได้ยินดังนั้นก็ได้สร้างร่างจากพลังจิตของตัวเองขึ้นมาทันที
ชิกิงามิระดับต่ำ ชิกิงามิโลหิต โอหลินเฟิงได้นำหยดเลือดที่ได้รับมาประสานเข้ากับยันต์ สร้างเป็นชิกิงามิโลหิต ขยายองค์ประกอบจากโลหิตเพียงหนึ่งหยด กลายเป็นโลหิตปริมาณมหาศาล
“แทรกเข้าไปซะ” อูหลินเฟิงนำชิกิงามิโลหิต ค่อยๆ แทรกเข้าไปในร่างปลอม ทำให้ร่างปลอมนี้มีสายเลือดตระกูลหลักของตระกูลโอวหยาง
“เสวี่ยหานเอ๋อร์ ทำให้ร่างนี้มีกลิ่นอายของพลังชีวิตที” อูหลินเฟิงบอกกับเสวี่ยหานเอ๋อร์
“เจ้าค่ะ” เสวี่ยหานเอ๋อร์นำมือไปวางยังอกของร่างปลอมพร้อมส่งปราณพฤกษาพิสุทธิ์ ส่งปราณแห่งพลังชีวิตอันสูงส่ง ไปยังร่างปลอม ทำให้ตอนนี้ร่างปลอมมีกลิ่นอายพลังชีวิตราวกับคนจริงๆ กำลังนอนหลับอยู่ ขาดแต่พลังรัศมีปราณของชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นร่างนี้ก็จะดูเหมือนร่างของโอวหยางเฟยหลงอย่างแท้จริง
“เหลือเพียงระดับพลัง....ประมุขโอวหยางถึงตาท่านแล้ว” อูหลินเฟิงกล่าว
โอวหยางเฟยหลงที่ได้ยินแบบนั้นได้นำมือของตนถ่ายทอดพลังที่ตนฝึกฝนมาพลังแห่งชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ค่อยๆ ไหลเข้าไปยังร่างปลอมนั้น ผ่านไปไม่นานร่างปลอมค่อยๆ มีพลังของชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ แต่ร่างจริงระดับพลังค่อยๆ ร่วงหล่นลงจากจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ เหลือเพียงชนชั้นจักรพรรดิ ชนชั้นราชัน ชนชั้นจอมยุทธ์ ลงไปหยุดอยู่ที่นักสู้ระดับหก โอวหยางเฟยหลงถอนมือออกจากร่างปลอม โอวหยางเฟยหลงเหนื่อยหอบจากการสละพลังของตน
อูหลินเฟิงมองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างนับถือใจของโอวหยางเฟยหลง เขาที่สามารถสัมผัสถึงอารมณ์ของสิ่งมีชีวิตได้ สัมผัสได้ถึงความเด็ดเดี่ยวของโอวหยางเฟยหลงได้ แม้แต่ระดับพลังที่ฝึกฝนมาอย่างยาวนานยังสามารถยอมสละได้
“ประมุขโอวหยาง โปรดรับการคารวะจากข้า” อูหลินเฟิงประสานมือโค้งคำนับ
“คารวะคนแก่ใกล้ตายอย่างข้าแล้วได้อะไร จากสถานการณ์ต่างๆ ที่เจ้าได้เล่ามาน่าเสียดายข้าคงทำได้เพียงเท่านี้” โอวหยางเฟยหลงกล่าวออกมาอย่างเสียดาย ทั้งเสียดายอายุของเขาที่ใกล้ถึงขีดจำกัด ร่างกายที่ไม่อาจต่อสู้ได้อีก และเสียดายที่บุตรชายของตนหยิ่งทะนงจนไม่ฟังสิ่งใด เขาเองก็รู้จักนิสัยของบุตรชายจึงทำให้แม้เขาจะใกล้จะสิ้นอายุขัยก็ยังไม่ยอมปล่อยตำแหน่งประมุขให้กับ โอวหยางชิงหลง แต่ไม่แน่ในเหตุการณ์นี้หากมีเรื่องราวผิดพลาด เขาหวังว่าบุตรชายจะได้รับบทเรียนจากเหตุการณ์นี้
เมื่อสามารถสร้างร่างปลอมได้สำเร็จ ร่างปลอมของโอวหยางเฟยหลงราวกับร่างของโอวหยางเฟยหลงตัวจริงที่มีรัศมีของชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์แผ่ออกมาตลอดเวลา จากนั้นอูหลินเฟิงได้นำตัวของโอวหยางเฟยหลงตัวจริงไปซ่อนไว้เพื่อความปลอดภัย แล้วได้นำร่างปลอมมาวางไว้ที่เตียงเช่นเดิม
“ไปหาท่านหญิงเฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์กันเถอะ” อูหลินเฟิงกล่าว หลังจากที่จัดการทุกอย่างเสร็จแล้ว
“เหตุใดต้องไปหาท่านหญิงด้วย” จงหมิ่น
“ทันทีที่อีกฝ่ายกลืนกินร่างปลอมของประมุขโอวหยางได้ เท่ากับว่าจะได้พลังของชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ไปด้วย เราจำเป็นต้องให้แม่ทัพใหญ่เฟิ่งหวงหมิง ที่ต้องคอยระวังอยู่นอกตระกูล คอยช่วยพวกเรา หากอีกฝ่ายได้ร่างของประมุขโอวหยางไปแล้ว แต่ฝ่ายเราไม่มีพลังของชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์หนุนหลัง จะกลายเป็นพวกเราที่ตายก่อน” อูหลินเฟิงอธิบาย และแผนการนี้ยังต้องให้แม่ทัพใหญ่เฟิ่งหวง อยู่ไม่ใกล้หรือไม่ไกลจนเกินไป ต้องอยู่ใกล้พอที่จะสามารถช่วยพวกเขาได้ หากโดนการโจมตีของอสุรกายที่กลืนกินร่างของประมุขโอวหยาง
จากนั้นทั้งสี่คนได้เดินทางไปขอเข้าพบท่านหญิงเฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์โดยเร็วที่สุด การขอเข้าพบโดยสี่ยอดอัจฉริยะนั้น ท่านหญิงเฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์ตอบรับอย่างรวดเร็ว
“มีอะไรอย่างนั้นหรือ ถึงได้มาหาข้าพร้อมทั้งสี่คน” เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์ถามอย่างสนใจ
“ข้ามีแผนการบางอย่างที่ได้วางไว้แล้ว แต่จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือจากท่าน และแม่ทัพใหญ่ที่สนับสนุนท่าน” อูหลินเฟิงกล่าว แผนนี้จะสำเร็จไปด้วยดีหากท่านหญิงเห็นด้วยกับเขา
“ลองว่ามา.” เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อกล่าว นางสนใจในตัวของอูหลินเฟิงยิ่งนัก ทั้งความเก่งกาจและความเฉลียวฉลาดของอีกฝ่ายอยู่ในระดับสูง แม้จงหมิ่นจะมีพรสวรรค์ในการต่อสู้เหนือกว่า แต่อูหลินเฟิงกลับน่าสนใจยิ่งกว่าสำหรับนาง
“แผนของข้าคือ….” อูหลินเฟิงได้อธิบายแผนของตนทั้งหมดให้กับท่านหญิงฟัง
..
ปัจจุบัน
ร่างปลอมของโอวหยางเฟยหลงที่ถูกกลืนกินมานั้น ค่อยๆ สั่นสะท้านพลังภายในไร้ความเสถียรอย่างรุนแรงร่างกายค่อยๆ ปริแตกออกมา
“อะไรกัน” เสวี้ยเจ๋อกล่าวออกมาอย่างตกตะลึง สัมผัสถึงอันตรายที่ถึงแก่ชีวิตได้อย่างชัดเจน
“ถอย!!” เสียงอันทรงอำนาจดังขึ้นมาพร้อมๆ กับที่พลังของเขาได้ตรึงร่างของโอวหยางเฟยหลงเอาไว้ และสร้างม่านพลังครอบร่างของโอวหยางเฟยหลงอย่างรวดเร็ว
ตูมมมมมม เสียงระเบิดดังสนั่น แรงระเบิดนี้เทียบเท่ากับแรงระเบิดพลีชีพของชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ แม้แต่ม่านพลังที่สร้างจากชนชั้นเทวะแท้จริงถึงกับแตกร้าวออกมา แต่น่าเสียดายแรงระเบิดนี้ก็ทำได้เพียงเท่านั้นไม่อาจทำร้ายหรือสังหารผู้ใดได้
“เหมือนว่าอีกฝ่ายจะมีผู้ที่ฉลาดกว่าเจ้านะ ลูกชายข้า” เสียงทรงอำนาจกล่าวขึ้นอย่างเย็นชา หันมองไปยังลูกชายของตน ยังดีที่อีกฝ่ายสามารถนำป้ายเหล็กที่ต้องการมากที่สุดมาให้เขาได้ ไม่เช่นนั้นต่อให้อีกฝ่ายเป็นลูกชายก็ต้องโดนลงทัณฑ์อย่างแน่นอน
“อูหลินเฟิง!!!!!!” เสวี้ยเจ๋อตะโกนออกมาอย่างโกรธแค้น ราวกับรับรู้ว่านี่คือฝีมือของใคร ทาสที่มีพลังของชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์หายไปกับตา หากว่าตอนนี้เขาไม่ได้อยู่กับเสด็จพ่อเกรงว่าเขาคงได้ตายไปแล้ว
..
..
จบตอน