“แหะ ๆ”
หลินซีหัวเราะกลบเกลื่อนออกมาสองครั้ง เป็นเสียงหัวเราะที่ฝืดเฝื่อนเต็มทน ก่อนจะรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาที่ทำให้ตนกระดากอายนี้ไปเสีย
“อะแฮ่ม! เจ้าว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ว่าคนที่ชิงชังข้าจริง ๆ คือแม่นางฟางซิ่งเอ๋อร์ผู้นั้น นางอาจคิดว่า ข้ามา ‘ขัดขวาง’ วาสนาคู่ครองของนาง จึงเก็บงำความแค้นไว้ในใจตลอดมา
อ๊ะ! เจ้าอย่าเพิ่งคิดว่าข้าคาดเดาไปเรื่อยเปื่อยนะ ข้ามีเหตุผลรองรับอยู่—-
สตรีที่ข้าบังเอิญพบระหว่างทางคราวก่อนก็คือนาง สายตาที่นางใช้มองข้าในตอนนั้น มันแฝงนัยประหลาด ๆ ดูไม่ชอบมาพากลเอาเสียเลย
ในเมื่อหลี่สุ่ยเซิงมีใจปฏิพัทธ์ต่อฟางซิ่งเอ๋อร์ พอเห็นนางไม่พอใจข้า แม้จะไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ เขาก็ย่อมคล้อยตามไม่ชอบหน้าข้าไปด้วยเป็นธรรมดา ประจวบเหมาะกับที่พวกเราไปเช่าเกวียนวัวที่บ้านพ่อเฒ่าหลี่อยู่บ่อยครั้ง จนหลี่สุ่ยเซิงอาจจะสังเกตเห็นเข้า เขาจึงเอาเรื่องที่พวกเราขายผักป่าได้กำไรไปเที่ยวป่าวประกาศให้ชาวบ้านรับรู้”
มีคำกล่าวแต่โบราณประโยคหนึ่ง ซึ่งนับว่าสมเหตุสมผลยิ่งนัก กล่าวไว้ว่า ‘ไม่กลัวว่ามีน้อย แต่กลัวว่าไม่เท่าเทียม’[1]
ยามที่ทุกคนมีชีวิตความเป็นอยู่ไม่แตกต่างกันนัก การไปมาหาสู่ยังคงราบรื่นเป็นมิตร แต่เมื่อใดที่เกิดความแตกต่างทางฐานะขึ้น มีผู้หนึ่งได้ดีกว่าผู้อื่น ก็ย่อมเกิดความรู้สึกอิจฉาริษยาและความขุ่นเคืองขึ้นได้โดยง่าย
เทียบเคียงกับสถานการณ์ในตอนนี้ เมื่อชาวบ้านรู้ว่าครอบครัวนางทำธุรกิจผักป่าหาเงินได้ คนส่วนใหญ่ย่อมเกิดความไม่พอใจ ซึ่งก็เป็นจริงตามที่คาด เพราะสุดท้ายชาวบ้านก็พากันยกโขยงมาโวยวายถึงหน้าบ้าน
“หลี่สุ่ยเซิงผู้นั้นอาจจะคิดว่า พอชาวบ้านมาแย่งชิงธุรกิจผักป่าไป ครอบครัวเราก็จะขาดรายได้ ต้องเดือดร้อนลำบาก ส่วนชาวบ้านเมื่อไม่ได้ส่วนแบ่งก็ย่อมเกิดความบาดหมางกับพวกเรา เมื่อกลายเป็นที่ชิงชัง ข้าย่อมไม่มีความสุขเป็นแน่ พอข้าไม่มีความสุข เขาก็คงคิดว่าตนเองได้ช่วยระบายความแค้นแทนแม่นางฟางซิ่งเอ๋อร์ได้แล้ว”
กล่าวจบ หลินซีก็หันไปมองเสิ่นเฉินอย่างคาดหวังเพื่อรอฟังความเห็นของเขา แต่…กลับพบว่าเขากำลังจ้องมองนางนิ่ง ๆ แววตาแปลกประหลาด
“เหตุใดเจ้าจึงมองข้าเช่นนี้?”
เสิ่นเฉินไม่ตอบแต่ถามกลับ “แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าหลี่สุ่ยเซิงมีใจให้ฟางซิ่งเอ๋อร์?”
หลินซีตอบอย่างมั่นใจ “เรื่องแค่นี้ ผู้ใดบ้างจะดูไม่ออก? หลี่สุ่ยเซิงเอาแต่จ้องร่างแม่นางฟางคนงามนั่นตลอดเวลา แถมหน้าตาก็เคลิบเคลิ้มเสียขนาดนั้น ถ้านางเป็นของหวานที่เขากลืนได้คงกลืนนางเข้าไปทั้งตัวแล้ว อีกอย่าง…ข้าเห็นมากับตา ที่นาบ้านตนมีไม่ใส่ใจดูแล แต่กลับวิ่งไปช่วยงานที่นาของบ้านสกุลฟาง หากไม่ใช่เพราะมีใจให้ลูกสาวบ้านเขา แล้วจะเป็นเพราะเหตุใดได้อีกเล่า?”
เสิ่นเฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แววตาแฝงนัยบางอย่าง “เรื่องของผู้อื่น เจ้าดูจะมองได้ทะลุปรุโปร่งนักนะ”
“แน่นอนอยู่แล้ว ถึงไม่เคยกินเนื้อหมู ก็ย่อมเคยเห็นหมูวิ่งบ้างมิใช่หรือ? ความรักความชอบพอนั้นยิ่งปิดบังได้ยาก หลี่สุ่ยเซิงคิดอย่างไรกับแม่นางฟาง ข้าเพียงมองปราดเดียวก็รู้แล้ว!” หญิงสาวที่ยังไม่รู้ตัว ยอมรับอย่างภาคภูมิใจ
แต่ชายหนุ่มกลับกล่าวเสียงเรียบ “ข้าว่ายัง...สายตาในการมองคนของเจ้า ยังต้องฝึกปรืออีกมาก”
หลินซีสาดสายตาค้อนขวับทันที พร้อมนึกปรามาสในใจ ‘หึ! คนที่ต้องฝึกคือเจ้าต่างหาก เสิ่นเฉิน! เจ้าคนหัวทึบ!’
นางเจอหน้าฟางซิ่งเอ๋อร์เพียงครั้งเดียวยังจำได้แม่น แต่เขาถึงกับเคยถูกทาบทามสู่ขอแท้ ๆ แต่กลับจำไม่ได้ หากแม่นางฟางผู้นั้นรู้เรื่องนี้เข้า คงยิ่งชิงชังมารหัวใจตัวเป้งอย่างนางมากขึ้นไปอีกเป็นแน่
ไม่ได้การ! เอ่อ เอ๊ย! แต่นี่…ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ! ประเด็นก็คือ—-
“อย่างไรก็ตาม ข้ายังมั่นใจว่าการคาดเดาของข้าถูกต้องแปดถึงเก้าส่วน”
เสิ่นเฉินได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วมุ่น เหตุผลที่หลินซีว่ามาก็ใช่จะฟังไม่ขึ้น… แต่หากผู้ที่ยุยงจนเกิดเรื่องเดือดร้อนกับพวกเขาก็คือฟางซิ่งเอ๋อร์จริง ๆ… เขาก็ยังคงไม่เข้าใจเหตุผล
‘เรื่องสู่ขอไม่สำเร็จก็แล้วไปแล้ว…ก็ควรจะแล้วกันไป ต่างคนต่างก็ควรไปใช้ชีวิตของตัวเอง แล้วเหตุใดนางจึงต้องเก็บมาผูกใจเจ็บกับหลินซีถึงเพียงนี้ด้วย? กระทำกับผู้อื่นขนาดนี้เพียงเพื่อความสะใจเท่านั้นจริงหรือ?’
เสิ่นเฉินรู้สึกว่าเหตุผลนี้ออกจะไร้สาระเกินไป จึงกล่าว “ข้าไม่ใช่คนดีเลิศอะไรนัก เรื่องก็ผ่านมานานมากแล้ว ฟางซิ่งเอ๋อร์ไม่จำเป็นต้องเก็บเรื่องนั้นมาใส่ใจ”
“นี่เจ้ากำลังคิดว่าข้าใส่ความนางอย่างนั้นรึ? เจ้าไม่เชื่อข้ารึ?” หลินซีฟังแล้วไม่สบอารมณ์ รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาตงิด ๆ
“ไม่ใช่” เสิ่นเฉินกล่าวเสียงเรียบตามเดิม “หลี่สุ่ยเซิงถึงจะเหลวไหลไปบ้าง แต่นับว่าเป็นคนซื่อคนหนึ่ง ปกติก็ไม่เคยคิดปองร้ายผู้ใด ทำแบบนี้ ก็ชัดเจนว่าย่อมต้องมีผู้ยุยงอยู่เบื้องหลังเป็นแน่ และหากจะมีผู้ใดสักคนที่สามารถยุยงเขาได้ ก็คงมีเพียงฟางซิ่งเอ๋อร์สตรีที่เขาหลงใหลเท่านั้น”
“แล้วเหตุใดเจ้าถึงคิดแบบนั้นเล่า?” หลินซีขมวดคิ้วพร้อมเบ้ปาก
เสิ่นเฉินจึงอธิบาย “ข้าเพียงแค่รู้สึกว่า ตัวข้าไม่ใช่บุรุษที่น่าจดจำหรือควรค่าแก่การใส่ใจขนาดนั้น การกระทำของแม่นางฟางย่อมต้องมีเหตุผล แต่เหตุผลนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องสู่ขอที่ล้มเหลวครั้งนั้นแน่ แต่น่าจะเป็นความขุ่นเคืองจากสาเหตุอื่นมากกว่า”
ตัวอย่างเช่น ฟางซิ่งเอ๋อร์อาจมีญาติสนิทมิตรสหายที่เคยได้รับเคราะห์กรรมเพราะเขาหรือเพราะหลินซีก็เป็นได้…ซึ่งก็สมควรเป็นเขาที่อยู่หมู่บ้านมานานกว่า มากกว่าหลินซีที่เพิ่งมา และยิ่งไตร่ตรองไปในแนวทางนี้ เสิ่นเฉินก็ยิ่งมั่นใจในข้อสันนิษฐานของตนเองมากขึ้น
“ข้าอาจไปทำสิ่งใดให้นางคิดแค้น จนผูกใจเจ็บกับข้า” ชายหนุ่มบอกความคิดของตนออกมา
หากเป็นความแค้นด้วยสาเหตุอื่นจริง เพื่อตัดไฟเสียแต่ต้นลม เขาจำเป็นต้องสืบให้รู้แน่ชัด แล้วจึงค่อยหาหนทางสะสางกับแม่นางฟางซิ่งเอ๋อร์ผู้นั้นให้ได้ หรืออย่างน้อยที่สุด ก็ต้องไม่ปล่อยให้นางมาปรากฏตัวใกล้ ๆ พวกเขาได้อีก ซึ่งหนทางที่ง่ายและอาจดีที่สุดคือ ตัดขาดการติดต่อ ไม่พบหน้ากันอีกเลยชั่วชีวิต
หลินซีมองเสิ่นเฉิน อ้าปากทำท่าจะเอ่ยแย้ง แต่สุดท้ายก็หุบปากลง นางไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ว่า คนตรงหน้าสรุปออกมาแบบนี้ได้อย่างไร?
‘โอ๊ย ตาทึ่ม!’
ยังไม่ต้องนับคุณสมบัติข้ออื่น ๆ เพียงหน้าตาหล่อเหลาคมคายของเขา หญิงสาวทั้งหมู่บ้านก็พร้อมมอบหัวใจให้ ถึงปกติสีหน้ากับแววตาจะติดเย็นชาไปสักหน่อย บวกกับผิวที่คล้ำจากการกรำแดดแรง ๆ มากไปสักนิด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า องคาพยพทุกส่วนบนใบหน้างดงามจับตาอย่างแท้จริง!
ยิ่งไปกว่านั้น เสิ่นเฉินไม่ได้มีดีเพียงแค่ใบหน้า! เขายังมีรูปร่างสูงใหญ่กำยำ แม้ขาข้างหนึ่งจะพิการเดินโขยกเขยกแต่ก็ยังคงเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วว่องไว ฝีมือการล่าสัตว์ก็เก่งกาจยากจะหาผู้ใดเปรียบ และถึงจะมีท่าทีเฉยชาไร้อารมณ์บ่อยครั้ง แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นบุรุษที่พูดคุยด้วยได้ง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ ตลอดเวลาที่ผ่านมานี้ นางแทบไม่เคยเห็นเขาแสดงโทสะเลยสักหน ตราบใดที่ไม่ได้ล้ำเส้นของเขา เขาก็ดูจะปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความอดทนและประนีประนอมเสมอ
‘ต่างจากภาพลักษณ์ตัวร้ายเลือดเย็นในจินตนาการของนางแบบไกลลิบ?!’
ว่ากันตามตรง หากนางไม่ได้มาอยู่ในร่างของตัวประกอบผู้มีชะตากรรมรันทดเช่นนี้ หากนางเป็นเพียงดรุณีวัยแรกแย้มอายุสิบหกสิบเจ็ด ยามได้พบหน้าเสิ่นเฉินครั้งแรกก็อาจจะเผลอมอบหัวใจให้เขาไปแล้วก็เป็นได้
และถ้าจะกล่าวถึงข้อเสียของเสิ่นเฉิน ก็คงจะมีเพียง… เรื่องที่เขามีลูกติดถึงสี่คน ซึ่งในสายตาของสตรีวัยแรกแย้มทั่วไป รวมถึงครอบครัวของพวกนาง ลูกเลี้ยงสี่คนนับเป็นภาระอันหนักอึ้ง
อย่างไรเสียหลินซีก็ยังคิดว่า การที่ฟางซิ่งเอ๋อร์จะหลงใหลชอบพอชายหนุ่มคุณสมบัติดีอย่างเสิ่นเฉินเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่ผลกลับกลายเป็นว่า เสิ่นเฉิน—-คนซื่อ(บื้อ)ดันคิดไปว่า
‘แม่นางฟางผู้นั้นเกลียดชังตนเองจนอยากจะหาทางแก้แค้น?!’
หลินซีกล่าวอย่างจนปัญญา “เอ่อ…ไม่ต้องคิดไปไกลถึงเพียงนั้นกระมัง”
‘เหอ ๆ นี่มันเหลวไหลไร้สาระยิ่งกว่าที่นางคาดเดาไว้เสียอีก!’
“เอาเช่นนี้ดีหรือไม่” หลินซีพลันคิดแผนการหนึ่งขึ้นมาได้ “หากอยากจะพิสูจน์ให้แน่ชัดว่าผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังคือแม่นางฟางจริงหรือเปล่า ก็ยังพอมีโอกาสอยู่ พวกเราเพียงลองทดสอบดูสักครั้งก็รู้แล้ว”
ไม่ว่าจะอย่างไร มีอยู่เรื่องหนึ่งที่นางกับเสิ่นเฉินเห็นพ้องต้องกัน นั่นคือจำเป็นต้องถอนรากถอนโคนภัยร้ายเรื่องนี้เสียแต่ต้นลม มิฉะนั้น ในภายหน้าอาจเกิดเรื่องร้ายแรง(ยิ่งกว่านี้)ตามมาไม่หยุดหย่อน และอาจกลายเป็นความยุ่งยากที่เรื้อรังน่ารำคาญ
เสิ่นเฉินขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างเงียบงัน ไม่เอ่ยคำใด
++++++++++
หลังมื้อค่ำ พวกเด็ก ๆ ที่ทั้งเดินทางไกลและวิ่งเล่นซุกซนมาทั้งวันต่างเหนื่อยล้า จึงพากันเข้านอนแต่หัวค่ำ
เสิ่นเฉินเก็บกวาดถ้วยชามจนเรียบร้อย เขาเหลือบมองหลินซีที่กำลังง่วนอยู่กับการทำความสะอาดห้องครัวครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น “ข้าจะออกไปข้างนอกสักหน่อย”
“เอ๊ะ? อ้อ ได้ ๆ เช่นนั้นข้าจะแง้มประตูบ้านไว้ให้ก็แล้วกัน ข้าเองก็คงจะเข้านอนเลย ไม่รอเจ้ากลับมาแล้ว” หลินซีเองก็ง่วงมากแล้วเช่นกัน เปลือกตาหนักอึ้งจนแทบจะปิดลงรอมร่อ นางปิดปากหาวหวอด
เสิ่นเฉินขานรับในลำคอ แล้วจึงเดินออกจากบ้านไปเงียบ ๆ
ฝีเท้าของเขาทั้งเบาและรวดเร็วว่องไว เพียงชั่วพริบตาก็มาถึงหน้าบ้านของพ่อเฒ่าหลี่ ชายหนุ่มยกมือขึ้นเคาะประตู
มีเสียงขานรับดังมาจากด้านใน ผู้ที่เปิดประตูออกมาคือพ่อเฒ่าหลี่ พอเห็นว่าเป็นเสิ่นเฉินก็มีสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย “เสิ่นเฉินรึ? เหตุใดเจ้าถึงมาเอาป่านนี้? หรือจะเกี่ยวกับเรื่องที่หลินซีเอ่ยไว้เมื่อเช้า เรื่องนำทางเข้าป่า...นางให้นำข่าวอะไรมาบอกรึ?”
“หาไม่ขอรับ” เสิ่นเฉินกล่าวเสียงเรียบ “หากนางจะเข้าป่า ย่อมไม่จำเป็นต้องพึ่งพาผู้อื่น แต่ที่ข้ามาในวันนี้ เพียงเพราะต้องการพบหลี่สุ่ยเซิง เขาอยู่หรือไม่ขอรับ?”
พ่อเฒ่าหลี่นึกเสียดายอยู่บ้างที่ท้ายที่สุดหลินซีก็ไม่ได้ว่าจ้างบุตรชายของตน แต่พอเห็นว่าเป็นเสิ่นเฉินมาเองก็พลันเข้าใจได้ เพราะในหมู่บ้านเฉินหยางแห่งนี้ คงไม่มีผู้ใดชำนาญเส้นทางในป่าเขารอบ ๆ พื้นที่นี้ได้เท่าเขาอีกแล้ว
ชายชราจึงกล่าว “อยู่สิ เจ้าลูกตัวดีมันอยู่ในบ้านนั่นแหละ—-” ยังไม่ทันจะกล่าวจบประโยคดี พลันมีเสียงตะกุกตะกักคล้ายลิ้นพันกันดังขัดขึ้นมาจากด้านใน
“ไม่…ไม่อยู่! หลี่สุ่ย… หลี่สุ่ยเซิงไม่ได้อยู่บ้าน!” แต่…เสียงนั้นจะเป็นของผู้ใดไปไม่ได้ นอกจากหลี่สุ่ยเซิงนั่นเอง
พ่อเฒ่าหลี่ : “…”
เสิ่นเฉิน : “…”
มีแขกมาถามหาดี ๆ แท้ ๆ บุตรชายบังเกิดเกล้ายังกล้าทำแบบนี้ พ่อเฒ่าหลี่รู้สึกอับอายจนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี จึงหันกลับไปตวาดเสียงดังลั่นด้วยความโมโห “ไอ้ลูกไม่รักดี! รีบออกมาเดี๋ยวนี้! พี่ใหญ่เสิ่นของเจ้าอุตส่าห์มาหาถึงที่นี่!”
ทว่าภายในห้องกลับเงียบกริบราวกับป่าช้า
“ไอ้เด็กคนนี้นี่!”
พ่อเฒ่าหลี่ถลกแขนเสื้อขึ้น หมายจะเดินเข้าไปลากตัวออกมา แต่เสิ่นเฉินกลับเอ่ยห้ามไว้เสียก่อน “ไม่เป็นไรขอรับท่านลุง ข้าเข้าไปพบเขาเองดีกว่า—-”
“อย่า ๆ ๆ! ท่าน...ท่านอย่าเข้ามานะ!” เสิ่นเฉินยังกล่าวไม่ทันสิ้นคำดี หลี่สุ่ยเซิงก็รีบพรวดพราดเปิดประตูห้องด้านในออกมาเสียก่อน
.
.
.
เชิงอรรถ :
[1] (不患寡而患不均 - ปู้ห้วนกว่าเอ๋อร์ห้วนปู้จวิน) สำนวนจีนแปลว่า ‘ผู้คนไม่ได้กลัวการขาดแคลน แต่กลัวความไม่เป็นธรรมในการแบ่งปัน’ ซึ่งมีที่มาจาก ‘คัมภีร์ขงจื๊อ’