บรรดาอาจารย์คนอื่นๆกับศิษย์คนอื่นๆ ถึงกับตกตะลึงปากอ้าตาค้างกันไปหมดมีคนผ่านการทดสอบของอาจารย์หยางซีหยุนด้วยหรือ!?
“หา!” เฉินมู่อิ๋งอ้าปากค้าง มองอาจารย์หยางซีหยุนกะพริบตาปริบๆ“ข้าเป็ศิษย์ท่าน?”
“อืม”หยางซีหยุนพยักหน้า สีหน้าเฉยชา ถามน้ำเสียงเ็าว่า “เ้าชื่ออะไร?”
“ข้าเฉินมู่อิ๋งขอรับ” เฉินมู่อิ๋งบอก หยางซีหยุนชี้นิ้วลง “คุกเข่า คารวะข้า”
“เอ่อ...ข้ามีคำถามขอรับ”เฉินมู่อิ๋งพูด หยางซีหยุนเลิกคิ้วขึ้นในดวงตาปรากฎกลิ่นอายเย็นเยียบและคมกริบราวกับจะผ่าแยกสรรพสิ่งตรงหน้าออกเป็ 2ซีกอย่างไรอย่างนั้น เฉินมู่อิ๋งไม่สนใจความเย็นเยียบและคมกริบนั้นเขาถามคำถามออกไป “ถ้ากราบอาจารย์แล้วข้าสามารถกราบอาจารย์คนอื่นได้อีกหรือไม่ขอรับ?”
“เ้าอยากจะกราบใครเป็อาจารย์อีกรึ?”หยางซีหยุนถามน้ำเสียงเย็นเยียบ เฉินมู่อิ๋งตอบ “อาจารย์หานเจิ้นตง อาจารย์จงฮ่วนอาจารย์.........แล้วก็อาจารย์หงหลินขอรับ”
บรรดาอาจารย์ที่ถูกเอ่ยชื่อล้วนร้อนรนขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นอาจารย์หยางซีหยุนปรายตามองมาที่พวกเขา
“อะแฮ่มๆ เ้าหนูข้าเป็อาจารย์ให้เ้าไม่ได้หรอก” อาจารย์หานเจิ้นตงรีบบอก อาจารย์หงหลินก็รีบพูดเช่นกัน“เ้าหนู ข้ารับแต่ศิษย์หญิง”
ใช่นางรับแต่ศิษย์หญิงจริงๆศาสตร์เครื่องหอมนี้มีเพียงสตรีเท่านั้นที่เรียนได้ดีมีประสิทธิภาพที่สุดส่วนบุรุษนั้นน้อยคนที่จะเรียนได้เพราะศาสตร์เครื่องหอมต้องใช้ความละเอียดยิ่งนักถึงจะปรุงเครื่องหอมออกมาได้
“อ่า...ข้ารับเ้าไม่ได้หรอก”อาจารย์คนอื่นๆ รีบปฏิเสธ ทำให้เฉินมู่อิ๋งหันไปมองอาจารย์หยางซีหยุนเขาเห็นนะว่าอาจารย์หยางผู้นี้ส่งสายตากดดันอาจารย์คนอื่นๆ น่ะ! เขาจึงรู้สึกไม่ชอบอาจารย์หยางคนนี้ขึ้นมาทันทีเขาจ้องอาจารย์หยางซีหยุนแล้วบอกว่า “ข้าไม่กราบท่านเป็อาจารย์ขอรับข้าอยากกราบอาจารย์หานเจิ้นตงเป็อาจารย์ขอรับ”
คนอื่นๆได้ยินคำพูดของเด็กหนุ่มคนนั้นถึงกับปากอ้าตาค้างกันไปเลย “โอ!”
“ไอหยา!” พวกอาจารย์ร้องคนละคำ โดยเฉพาะอาจารย์หานเจิ้นตงที่รู้สึกเหมือนตกลงไปในโพรงน้ำแข็งอย่างไรอย่างนั้นมีความคิดหนึ่งดังในหัวเขาว่า ‘เ้าหนูนั่น หาเื่ให้ข้าเสียแล้ว!’
อาจารย์หยางซีหยุนไม่เคยรับศิษย์สักคนเพราะยังไม่เคยมีใครแก้หมากของเขาได้แม้แต่อาจารย์ด้วยกันเองก็ยังไม่อาจแก้หมากของอาจารย์หยางซีหยุนได้เลย จู่ๆ เ้าเด็กนั่นทำให้อาจารย์หยางซีหยุนอยากรับเป็ศิษย์ขึ้นมาแล้วพวกเขาจะกล้าแย่งศิษย์กับอาจารย์หยางซีหยุนรึ! ไม่กล้า! ไม่กล้าแม้แต่นิดเดียว! ไม่กล้าเด็ดขาดเ้าเด็กนั่นถูกลิขิตไว้แล้วว่าต้องเป็ศิษย์อาจารย์หยางซีหยุนเท่านั้น!
“หึ! วิชาหลอมอาวุธ ข้าเก่งกว่าเขา” หยางซีหยุนแค่นเสียงพูดอย่างเ็าเย่อหยิ่ง อาจารย์หานเจิ้นตงรีบพยักเพยิด “ใช่ๆ อาจารย์หยางเก่งกว่าข้าจริงๆเ้าหนู เ้าโชคดีแล้วรู้ไหม เ้ารีบกราบอาจารย์หยางเสียซิ”
“เก่งกว่าท่าน?”เฉินมู่อิ๋งมองอาจารย์หานเจิ้นตงแล้วมองอาจารย์หยางซีหยุน อาจารย์หานเจิ้นตงรีบพยักเพยิด“ใช่ๆ เื่หลอมอาวุธ อาจารย์หยางเก่งกว่าข้าจริงๆเ้าน่ะโชคดีแล้วที่ได้กราบอาจารย์หยางเป็อาจารย์”
“แต่ข้าไม่อยากกราบอาจารย์หยางเป็อาจารย์นี่”เฉินมู่อิ๋งบอก คนอื่นๆ ฟังแล้วหน้าเปลี่ยนสีกันแล้วพวกเขามองอาจารย์หยางซีหยุนเป็ตาเดียว หยางซีหยุนลุกขึ้นยืนเก็บกระดานหมากไปแล้วพูดว่า“ศิษย์ดื้อรั้นต้องสั่งสอน”
เขาพูดจบแล้วก็พุ่งเข้าไปคว้าคอเสื้อเ้าเด็กดื้อรั้นทันทีเฉินมู่อิ๋งเบี่ยงตัวหลบวูบ ทำให้มืออาจารย์หยางพลาดจากอาภรณ์ไปเพียงนิดเดียวเฉินมู่อิ๋งก้าวถอยไปหลายก้าวทันที หยางซีหยุนคว้าพลาดก็หยุดอยู่ตรงนั้นมองเด็กหนุ่มด้วยแววตามาดหมาย “มีฝีมือนี่”
คนอื่นๆปากอ้าตาค้างกันถ้วนหน้า พวกเขารู้ดีว่าอาจารย์หยางโกรธขึ้นมาแล้วพวกอาจารย์ทั้งหลายมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก หานเจิ้นตงรีบพูด “เ้าหนูเ้ากราบอาจารย์หยางเป็อาจารย์เสียเถอะ อย่าทำให้อาจารย์หยางโกรธเลยเ้าขึ้นเขามาก็ตั้งใจจะกราบอาจารย์มิใช่รึบัดนี้อาจารย์ที่เก่งกาจอยู่ตรงหน้าเ้าแล้วทั่วทั้งสำนักเ้าก็หาอาจารย์ที่เก่งกาจกว่าอาจารย์หยางไม่ได้อีกแล้วเ้ารีบกราบอาจารย์เสียเถอะ”
“ข้าไม่อยากกราบเขาเป็อาจารย์”เฉินมู่อิ๋งพูดอย่างหนักแน่น คนอื่นๆ ตกตะลึงอีกรอบคิดไม่ถึงว่าเ้าเด็กนั่นจะดื้อรั้นถึงเพียงนี้ หยางซีหยุนเหยียดยิ้มเ็ารอยยิ้มนี้ทำให้พวกอาจารย์หัวใจหล่นลงไปอยู่ที่ตาตุ่มกันเลยทีเดียวหยางซีหยุนยกมือขึ้นวาดอักขระอาคมกลางอากาศแล้วผลักอักขระอาคมนั้นไปใส่เด็กหนุ่มดื้อรั้นคนนั้น
เฉินมู่อิ๋งเห็นอาคมแปลกๆกำลังพุ่งมาทางตัวเอง เขาจึงรีบก้าวหลบ แต่อาคมนั้นกลับตามติดเขาราวกับหมาล่าเนื้อเขาวิ่งหนีมันไปรอบๆ ลาน ยิ่งวิ่งคล้ายกับว่าเรี่ยวแรงเขาค่อยๆ หดหายไปเรื่อยๆเื่นี้ทำให้เขาขบริมฝีปากแน่นอย่างไม่ยอมแพ้ จนในที่สุดเขาก็หนีไม่พ้นอักขระอาคมนั้นพุ่งมาถึงตัวเขาแล้วผนึกเขาไว้ข้างในเขารู้สึกตัวแข็งทื่อขึ้นมาทันที แม้จะกระดิกนิ้วยังทำไม่ได้เลย เขาอ้าปากก็พบว่าตัวเองอ้าปากไม่ขึ้น คล้ายกับร่างกายเขาเหมือนกลายเป็หินไปแล้วอย่างไรอย่างนั้นนี่มันคล้ายกับพิษศิลายิ่งนัก!
หยางซีหยุนก้าวเดินไปหาเฉินมู่อิ๋งแล้วคว้าคอเสื้ออย่างง่ายดายจากนั้นเขาก็หิ้วเ้าหนูดื้อรั้นคนนี้ขี่กระบี่กลับเขาไผ่ของเขา
“อา...”ผู้คนตกตะลึงกันอีกครั้ง มองดูอาจารย์หยางซีหยุนที่ลอยพุ่งจากไปพวกอาจารย์พากันถอนหายใจพรูออกมา “เฮ้อ...”
พวกเขาได้แต่หวังว่าเด็กหนุ่มคนนั้นจะยอมกราบอาจารย์ดีๆเถอะ ไม่เช่นนั้นก็ไม่รู้ว่าอาจารย์หยางซีหยุนจะลงโทษเด็กคนนั้นอย่างไรบ้างพวกศิษย์ฝึกหัดได้แต่มองดูอย่างงงๆ พวกเขายังไม่รู้กิตติศัพท์ของอาจารย์หยางซีหยุนพวกเขารู้แค่ว่าอาจารย์หยางผู้นั้นหล่อเหลาปานเทพเซียนทำให้หัวใจของสตรีทั้งหลายเต้นตูมตามอยากจะเชยชมอาจารย์ท่านนั้นยิ่งนัก
กว่าผู้คนจะตั้งสติอีกครั้งได้ก็ผ่านไปพักใหญ่พวกอาจารย์จึงบ้างตบมือ บ้างกระแอมไอ เรียกสติของศิษย์ทั้งหลายให้กลับคืนมา
แปะๆ “เอ้าๆทดสอบต่อๆ”
“อะแฮ่มๆทดสอบต่อเถอะ มาๆ เ้าน่ะเข้ามา”
พวกศิษย์ฝึกหัดหันไปมองอาจารย์ที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาแล้วตั้งสติให้ดีๆ จากนั้นก็ทำการทดสอบตามแต่ที่อาจารย์แต่ละคนกำหนดไว้
หยางซีหยุนหิ้วเฉินมู่อิ๋งกลับถึงเขาไผ่ของเขาก็ยืนอยู่หน้าเรือนไผ่ เก็บกระบี่เซียนไปแล้วมองเฉินมู่อิ๋งจากนั้นก็จับเฉินมู่อิ๋งมัดขากับต้นไผ่ต้นหนึ่งห้อยหัวลงมาเหมือนค้างคาวอย่างไรอย่างนั้นเฉินมู่อิ๋งมองจ้องอาจารย์หยางอย่างโกรธจัด เขาถูกมัดห้อยหัวอยู่กลางอากาศไม่อาจกระดุกกระดิกตัวได้เลย หน้าเขาค่อยๆ แดงก่ำขึ้นเรื่อยๆ เพราะเืไหลลงหัวหยางซีหยุนมองเฉินมู่อิ๋งแล้วบอกว่า “เ้าอยู่ตรงนี้คิดๆ ไปเถอะกราบข้าเป็อาจารย์เมื่อไหร่ข้าจะปล่อยเ้าลงมา”
เฉินมู่อิ๋งมองจ้องอาจารย์หยางอย่างโมโหสุดขีดั้แ่เกิดมาจำความได้ ไม่เคยมีใครทำให้เขาเสียเปรียบถึงเพียงนี้เลยอาจารย์แต่ละคนของเขาล้วนเป็เขาเต็มใจกราบทั้งนั้นอีกทั้งอาจารย์ทั้งหลายก็มีเมตตาต่อเขามากยิ่งนักอย่างเช่นผู้เฝ้ามองคนนั้นที่ดูเหมือนดุ แต่จริงๆ แล้วใจดีมากให้เขาดูชีวิตของคนตั้งมากมายจนเขาฉลาดเฉลียวอย่างทุกวันนี้ อย่างพี่สาวัก็ใจดีมากนัก อาจารย์เฟยเทียนก็ดีกับเขา ยิ่งอาจารย์กู่เสียนฟางยิ่งใจดีมากที่สุดเขาอยากะโใส่หน้าอาจารย์หยางผู้นี้นักว่า ‘เ้าไม่คู่ควรเป็อาจารย์ข้า!’
แต่เขาก็ทำไม่ได้ปากเขายังขยับไม่ได้เลย ตัวเขาแม้แต่จะกระดิกนิ้วก็ทำไม่ได้ เขาแค้นใจนักแค้นใจจนตาแดงก่ำแล้ว
“อะไรแค่นี้ก็จะร้องไห้แล้วรึ” หยางซีหยุนพูดน้ำเสียงเ็าเฉินมู่อิ๋งอยากจะพูดยิ่งนักว่า ‘ข้าไม่ได้ร้องไห้!’ แต่เขาก็พูดไม่ได้ จึงได้แต่ถลึงตามองอาจารย์หยางอย่างโมโหสุดขีดคอยดูเถอะ เขาจะทำให้อาจารย์หยางผู้นี้ต้องเสียใจไปชั่วชีวิตเลยทีเดียว!
หยางซีหยุนนั่งลงบนเก้าอี้เขาหยิบตำราหลายม้วนออกมาจากถุงฟ้าดินที่เอว เขากางตำราม้วนหนึ่งแล้วถือไปยืนตรงหน้าเฉินมู่อิ๋ง“เ้าดูซิ ตำราหลอมอาวุธของข้าดีกว่าของหานเจิ้นตงเสียอีก”
เฉินมู่อิ๋งมองตำราม้วนนั้นแล้วเบนสายตาไปเหมือนไม่อยากมองหยางซีหยุนเก็บตำราหลอมอาวุธแล้วหยิบตำราเครื่องหอมมาเปิดตรงหน้าเฉินมู่อิ๋ง“ดูตำราเครื่องหอมของข้าซิ ละเอียดกว่าตำราของหงหลินอีก”
เฉินมู่อิ๋งมองแล้วเบนสายตาไปอีกหยางซีหยุนเก็บตำราเครื่องหอมไปแล้วหยิบตำราหลอมโอสถมาเปิดตรงหน้าเฉินมู่อิ๋ง“ดูตำราหลอมโอสถนี่ซิ ดีกว่าของจงฮ่วนอีกนะ”
เฉินมู่อิ๋งมองแล้วเบนสายตาไปอีกหยางซีหยุนก็เก็บตำราไปแล้วหยิบตำราม้วนอื่นๆ มาเปิดตรงหน้าเฉินมู่อิ๋ง พลางพูดอวดตำราของตัวเองว่าดีกว่าของอาจารย์คนอื่นๆเฉินมู่อิ๋งมองแล้วเบนสายตาไปไม่สนใจหยางซีหยุนก็ยังคงเอาตำรามาเปิดให้เฉินมู่อิ๋งดูไม่น้อยเลยแต่เฉินมู่อิ๋งก็ไม่สนใจ จนกระทั่งหยางซีหยุนเอาตำราอาคมมาเปิดให้เฉินมู่อิ๋งดู“เ้าดูตำราอาคมของข้าซิ ข้าบอกไว้ก่อนนะว่าอาจารย์คนอื่นๆไม่อาจสอนเ้าได้แน่เพราะข้าเก่งเื่อาคมอย่างไรล่ะอาคมในสำนักล้วนเป็ข้าสร้างทั้งหมดแม้แต่อาคมที่ผนึกเ้าก็เป็ตำราของข้าเช่นกัน”
เฉินมู่อิ๋งมองตำราอาคมอย่างสนใจหยางซีหยุนเห็นสายตาสนใจของเฉินมู่อิ๋งเขาก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที เขาเก็บซ่อนความรู้สึกตื่นเต้นเอาไว้ภายใต้สีหน้าเ็าแล้วพูดว่า “หึ! ข้ารึอยากจะรับเ้าเป็ศิษย์แต่เ้าไม่อยากเป็ศิษย์ข้าก็ช่างเถอะ เ้าลงเขาไปเสียเถอะ”
เขาพูดจบแล้วก็คลายอาคมผนึกออกเฉินมู่อิ๋งรู้สึกว่าร่างกายไม่แข็งทื่ออีกแล้ว เขาจึงเปิดปากพูด “โอย ปวดหัว”
เขาถูกมัดห้อยหัวมาตั้งนานจะไม่ปวดหัวได้อย่างไรเขาพยายามงอตัวขึ้นไปแกะเชือกที่ขาออก แต่แล้วเขาก็ทิ้งตัวลงมาเหมือนไม่มีแรง“โอย”
หยางซีหยุนใช้กระบี่เซียนตัดเชือกออกฉับ!
ตุบ! เฉินมู่อิ๋งร่วงตกลงมา ต้นไผ่ก็ดีดผึงขึ้นไป ฟิ้ว!
“โอย” เฉินมู่อิ๋งกระแทกพื้นดินเขาไม่เจ็บเท่าไหร่ แต่มึนๆ หัวมากกว่า เขานอนหมอบอยู่ตรงนั้น หยางซีหยุนถาม“จะกราบข้าเป็อาจารย์ได้รึยัง?”
“ข้าปวดหัว”เฉินมู่อิ๋งคราง เอามือกุมหัวตัวเอง หยางซีหยุดหยิบโอสถเม็ดหนึ่งออกมาจากถุงฟ้าดินเขาก้าวไปยืนข้างๆ เฉินมู่อิ๋งแล้วยอบตัวลงจับคางเรียวเล็กนั่นแล้วบีบให้อ้าปากจากนั้นก็ยัดโอสถเม็ดนั้นเข้าไปจนถึงคอหอย เฉินมู่อิ๋งตาเหลือก “อ๊อกๆ”
จู่ๆถูกยัดโอสถเข้ามาในปากจนถึงคอหอยแบบนี้ทำเขารู้สึกจุกคอเลยหยางซีหยุนดึงมือออกแล้วปิดปากเฉินมู่อิ๋งเอาไว้ไม่ให้เขาคายโอสถออกมาได้เฉินมู่อิ๋งดิ้นอึกอักๆ ครู่หนึ่งเม็ดโอสถก็ไหลลงคอไปเขารู้สึกเหมือนถูกกรรมตามสนองอย่างไรอย่างนั้น จำได้ว่าครั้งหรือสองครั้งเขาก็เคยกรอกโอสถใส่ปากองค์รัชทายาทเช่นนี้กระมัง
สักพักหยางซีหยุนก็ปล่อยมือแล้วลุกขึ้นถอยไปนั่งที่เก้าอี้เขาเช็ดๆ นิ้วกับผ้าเช็ดหน้าอย่างรังเกียจเพราะเปื้อนน้ำลายตอนยัดโอสถให้เฉินมู่อิ๋งเฉินมู่อิ๋งรู้สึกว่าในท้องร้อนวูบๆ สักพักอาการมึนหัวก็ค่อยๆ หายไป เขายังคงนอนอยู่ตรงนั้นหยางซีหยุนมองแล้วบอกอย่างเ็าว่า “จะกราบข้าเป็อาจารย์ได้รึยัง?เ้าเลิกเสแสร้งได้แล้ว”
เฉินมู่อิ๋งยันตัวลุกขึ้นมาพูดว่า “ถ้าท่านให้ตำราอาคมม้วนนั้น ข้าจะกราบท่านเป็อาจารย์ก็ได้”
“หึ!” หยางซีหยุนแค่นเสียงเ็าคำหนึ่ง หยิบตำราอาคมม้วนนั้นโยนไปให้เฉินมู่อิ๋งเฉินมู่อิ๋งรับมาแล้วเก็บใส่อกเสื้อทันที จากนั้นเขาก็นั่งคุกเข่ากราบอาจารย์ 3ครั้ง หยางซีหยุนมองอย่างพอใจ แล้วชี้นิ้วไป “เ้าไปหาที่อยู่เอาเองจำไว้ว่าอยู่ห่างจากเรือนข้าอย่างน้อย 100 เมตร”
“ขอรับ”เฉินมู่อิ๋งรับคำแล้วลุกขึ้นเดินออกไปหยางซีหยุนมองตามจนเฉินมู่อิ๋งเดินหายลับไปในป่าไผ่
ทางด้านอาจารย์ที่กำลังทดสอบศิษย์อยู่นั้นหลังจากทดสอบศิษย์และรับศิษย์เป็ที่เรียบร้อยแล้วพวกเขาก็ให้ศิษย์ฝึกหัดเ่าั้เข้าแถวรอทดสอบพลังกับหินวัดระดับพลังเซียนพวกศิษย์ฝึกหัดก็เข้าแถวเดินไปวางมือบนหินทดสอบพลังทีละคน...ทีละคนบางคนมีพลังระดับแรกเริ่ม บางคนมีพลังขั้นกลางซึ่งก็คือคนที่มีตำแหน่งเป็องค์หญิงในโลกมนุษย์ แต่ไม่มีใครมีพลังขั้นสูงเลยสักคนส่วนใหญ่แล้วมีพลังระดับแรกเริ่ม ขั้นพลังเซียนก็แบ่งออกเป็3 ระดับใหญ่ ขั้นแรกเริ่ม ขั้นกลาง ขั้นสูง แต่ละขั้นแบ่งเป็ 5 ขั้นย่อยอีกองค์หญิงฟางหรง (芳荣)ที่มีระดับพลังขั้นกลางแม้จะอยู่ในขั้นกลางแต่ก็ยังอยู่ในขั้นแรกของขั้นกลางทำให้นางรู้สึกลำพองใจยิ่งนัก
“อ่าเด็กคนนั้นยังไม่ได้วัดระดับพลังเลย” อาจารย์หานเจิ้นตงพูดขึ้นมา อาจารย์คนอื่นๆรู้ว่าเขาหมายถึงเด็กคนไหนทันทีแน่นอนว่าหมายถึงเฉินมู่อิ๋งที่ถูกอาจารย์หยางพาตัวไปก่อนนั่นเองอาจารย์หรงเจ๋อจึงบอกว่า “ช่างเถอะๆ”
อาจารย์คนอื่นๆก็เห็นคล้อยตามทันที พวกเขาก็ไม่ค่อยอยากไปยุ่งกับศิษย์ของอาจารย์หยางหรอกเมื่อเห็นพ้องกันเช่นนั้นแล้วพวกเขาจึงบอกให้ศิษย์สายนอกพาศิษย์ฝึกหัดเหล่านี้ไปที่พักพวกศิษย์สายนอกก็พาศิษย์ฝึกหัดไปที่พัก ศิษย์ฝึกหัดเดินตามศิษย์พี่ไปอย่างตื่นเต้นพวกอาจารย์ก็แยกย้ายกันไป ศิษย์คนอื่นๆ ก็แยกย้ายกันไปเช่นกัน
เฉินมู่อิ๋งเดินดูสถานที่บนเขาไผ่ไปทั่วๆ จนกระทั่งเจอสถานที่เหมาะๆ ซึ่งอยู่ตรงตีนเขาไผ่มีธารน้ำร้อนไหลผ่านที่เขาเลือกสถานที่ตรงนี้ก็เพราะมันมีธารน้ำร้อนไหลผ่านนี่แหละแม้ว่าธารน้ำร้อนจะเป็เพียงธารน้ำสายเล็กๆ แคบๆแต่ถ้าขุดบ่อกั้นผนังให้ดีมันก็จะกลายเป็ห้องอาบน้ำที่ยอดเยี่ยมเลยทีเดียว เขาจึงมองๆสถานที่แล้ววาดผังก่อสร้างไว้ในใจ เมื่อวาดผังเสร็จแล้วเขาก็มองต้นไผ่ที่มีอยู่เยอะมาก“ตัดไม้มาปลูกเป็เรือนไผ่”
เขาเอาขวานออกมาจากแหวนคุนเฉียนแล้วตรงไปที่ต้นไผ่ เขาลงมือฟันขวานลงไป โป๊ก!
ขวานกระเด้งออกเหมือนฟันหินผาไม่มีผิดเขามองคมขวานที่บิ่นแตกออก ตัวขวานร้าวไปหมด เขามองต้นไผ่อย่างเหลือเชื่อ“แข็งเกินไปแล้ว!”
เขาทิ้งขวานลงพื้นแล้วยื่นมือไปดีดๆต้นไผ่ มีเสียงดังทึบๆ เหมือนเคาะหินูเาอย่างไรอย่างนั้นทำให้เขารู้ว่าอาวุธธรรมดาๆ ของโลกมนุษย์ไม่อาจตัดไผ่นี้ได้แน่ “เช่นนั้นก็ต้องใช้อาวุธเซียนซินะ”
เขาคิดๆ แล้วค้นอาวุธในแหวนคุนเฉียนแต่ก็ไม่มีอาวุธเซียนซักชิ้นมีแต่อาวุธจากโลกมนุษย์แล้วก็อาวุธที่เก็บมาจากถ้ำในตอนเข้าทดสอบจ้าวตระกูลหวงในคราวนั้นเขาหยิบขวานสีดำอมม่วงออกมาเล่มหนึ่ง แล้วฟันต้นไผ่
ตู้ม! ต้นไผ่ะเิเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ทำให้เฉินมู่อิ๋งใจนถอยหลังกรูดเขามองต้นไผ่ต้นนั้นที่ะเิจนกลายเป็เศษซากปลิวว่อนไปทั่วบริเวณอย่างตกตะลึงแล้วมองขวานสีดำอมม่วงในมือตัวเอง “นี่ก็แข็งแกร่งเกินไป”
ฟันทีเดียวทำให้ต้นไผ่ะเิได้เลยขวานนี้แข็งแกร่งเกินไปจริงๆ อีกทั้งเพียงแค่ฟันไปทีเดียวเท่านั้นเขารู้สึกเหมือนไร้เรี่ยวแรงราวกับไปเดินขึ้นบันไดสำนักมาสักครึ่งทางอย่างไรอย่างนั้น“ขวานนี่สูบพลังข้ามากเกินไป”
เขารีบเก็บขวานไปทันทีเสียงะเิดังขนาดนี้น่าจะทำให้อาจารย์หยางคนนั้นรีบมาดูแน่นอนแล้วก็เป็อย่างที่เขาคิดจริงๆ หยางซีหยุนซึ่งกำลังนั่งจิบชาอยู่ได้ยินเสียงดังตูมเขาวางถ้วยชาลงทันทีแล้วพุ่งไปตามเสียงอย่างเร่งรีบ ไม่กี่อึดใจต่อมาเขาก็ยืนอยู่ตรงตีนเขาเห็นเฉินมู่อิ๋งยืนอยู่ตรงนั้นหน้าตาตื่นๆ เศษไผ่ปลิวว่อนไปในอากาศค่อยๆตกลงบนพื้น เขาก้าวเดินไปหาเฉินมู่อิ๋ง ถามน้ำเสียงเ็าว่า “เ้าทำอะไร?”
“ข้าไม่ได้ทำอะไรนะขอรับจู่ๆ ต้นไผ่ก็แตกเอง ฮู้! อาจารย์นี่มันสถานที่บ้าอะไรกันเนี่ย!?”เฉินมู่อิ๋งวิ่งไปหาอาจารย์หยางอย่างตื่นกลัวทำหน้าตาไม่รู้เื่รู้ราวอย่างแเียิ่ง หยางซีหยุนมองๆแล้วไม่เห็นความผิดปกติอะไร เขาจึงเดาว่า บางทีต้นไผ่อาจจะดูดซับพลังฟ้าดินมากเกินไปกระมังจึงได้ะเิออกแน่นอนว่าไผ่บนเขาถูกลงอาคมให้รวมพลังฟ้าดินเข้าไปเพื่อที่ลำไผ่จะได้แข็งแกร่งกว่าไผ่เซียนทั่วไปเมื่อหาสาเหตุแน่ชัดไม่ได้เขาก็คิดเช่นนี้ไปก่อน
เฉินมู่อิ๋งชี้ไปที่ขวานบิ่นๆร้าวๆ แล้วพูดว่า “ข้าแค่จะตัดต้นไผ่มาสร้างกระท่อม แต่ดูซิขอรับ ขวานข้าบิ่นหมดแล้ว”
“หึ! ขวานธรรมดาๆ จะตัดไผ่นี่ได้อย่างไร” หยางซีหยุนแค่นเสียงอย่างเ็า“ไผ่บนเขาข้าถูกลงอาคมให้ดูดซับพลังฟ้าดินเข้าไปมันย่อมแข็งแกร่งกว่าไผ่เซียนทั่วไป เ้าเอาขวานของโลกมนุษย์มาตัดมันไม่ได้หรอกต้องใช้อาวุธเซียนตัดมัน มันถึงจะขาด”
“อ่อที่แท้เป็เช่นนี้นี่เอง” เฉินมู่อิ๋งพยักหน้าหงึกๆหยางซีหยุนหยิบขวานเล่มหนึ่งออกมาจากถุงฟ้าดิน โยนลงพื้น “เอ้า”
แล้วเขาก็เดินจากไปเฉินมู่อิ๋งมองขวานเซียนเล่มนั้นแล้วมองตามอาจารย์ไป เขายิ้มบางๆ ฮี่ๆๆๆ...
เขาหยิบขวานขึ้นมาแล้วลงมือตัดต้นไผ่เสียงตัดไม้ดังกังวานออกไป หยางซีหยุนฟังเสียงแล้วเดินห่างออกไปเรื่อยๆในที่สุดเขาก็มีลูกศิษย์กับเขาเสียที แม้ว่าเ้าศิษย์คนนี้จะดื้อรั้นมากไปหน่อยก็เถอะยังไงซะเป็ศิษย์เขาแล้ว เขาก็ตั้งใจว่าจะสั่งสอนให้ดีๆ เลยเชียวศิษย์เขาจะต้องเก่งกาจเหนือกว่าใครๆ แน่นอน เขาวางแผนเคี่ยวกรำศิษย์อยู่ในใจ
เวลาผ่านไป 10วัน ในที่สุดเฉินมู่อิ๋งก็สร้างกระท่อมเสร็จเขาปาดเหงื่อออกจากไรผม ยืนมองกระท่อมหลังแรกที่สร้างด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองเมื่อก่อนเขามีบ่าวไพร่มากมาย จะทำอะไรก็ไม่ต้องลงมือทำเองแต่ตอนนี้บ่าวไพร่แม้แต่คนเดียวยังไม่มี เขาต้องพึ่งพาตัวเองจริงๆ แล้วเขาเก็บขวานไปแล้วเดินเข้าไปในกระท่อมปิดประตูแล้วถอดอาภรณ์ที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อออกจากนั้นก็เข้าไปในห้องอาบน้ำลงแช่ในบ่อน้ำร้อนที่เขาขุดเอาไว้ความรู้สึกผ่อนคลายทำให้เขารู้สึกดีขึ้นมากจริงๆ “โอ้!จริงซิ ข้ายังไม่ได้ซักผ้า”
เขานึกขึ้นได้แล้วก็รีบลุกไปหยิบอาภรณ์มาซักซักเสร็จก็ใส่ไว้ในกระบุงไม้ไผ่ที่เขาสานเอง ไม้ไผ่ยังเขียวสดอยู่เลยสีเขียวซีดจางไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซักผ้าเสร็จแล้วเขาก็นั่งแช่น้ำต่อแช่จนพอใจแล้วก็ลุกขึ้นจัดแจงแต่งตัวแล้วเอาอาภรณ์ไปตากข้างห้องอาบน้ำ เขาไม่อาจเอาอาภรณ์ไปตากข้างนอกได้ไม่เช่นนั้นหากคนอื่นเห็นเอี๊ยมย่อมต้องสงสัยแน่นอน บุรุษที่ไหนใส่เอี๊ยมกันล่ะมีแต่สตรีเท่านั้นแหละที่ใส่เอี๊ยม
หลังจากตากผ้าแล้วเขาก็เปิดประตูเดินออกไปเขารู้สึกหิวมากจึงถือขวานเซียนอันนั้นไปหาขุดหน่อไม้ ครั้นได้หน่อไม้มาแล้วเขาก็เดินตรงไปยังธารน้ำปกติตรงธารน้ำนั้นมีปลาสีรุ้งเลื่อมพรายอยู่เป็ฝูงใหญ่ทีเดียวเขาตกปลามาตัวหนึ่งแล้วก็หิ้วกลับกระท่อมไป จัดแจงต้มปลากับหน่อไม้สดๆหลังจากต้มเสร็จแล้วเขาก็ยกหม้อไปตั้งบนโต๊ะนั่งลงกินปลาต้มใส่หน่อไม้อย่างเอร็ดอร่อยหน่อไม้นี้หวานกรอบมากอีกทั้งกินเข้าไปแล้วเขารู้สึกว่าพลังในตัวเพิ่มขึ้นไม่น้อยเลยทีเดียวปลาสีรุ้งก็เช่นกัน เนื้อมันหวานอร่อยมาก เขาแค่ใส่เกลือลงไปเล็กน้อยรสชาติก็อร่อยล้ำแล้ว
10 วันมานี่เขากินปลาต้มใส่หน่อไม้มาตลอดก็อาหารที่หาได้มีแค่ 2 อย่างนี้นี่นา จะให้เขากินเสบียงแห้งในแหวนคุนเฉียนไปเรื่อยๆเขาก็รู้สึกเบื่อยิ่งนัก แต่ถึงเขาจะกินปลาต้มใส่หน่อไม้มาหลายมื้อแล้วเขาก็ยังไม่รู้สึกเบื่อเลยเขาคิดว่าคราวหน้าจะทำปลานึ่งกับหน่อไม้ดูบ้างถึงเขาจะทำกับข้าวไม่ค่อยเก่งแต่ก็เรียนรู้จากพวกสาวใช้มาหลายอย่างทีเดียว ต้ม ผัดแกง ทอด เขาก็ทำได้หลายอย่างอยู่นะ เขากินอิ่มแล้วก็เรอ “เอิ๊กกกก---”
หยางซีหยุนได้ยินเสียงเรอก็นิ่งฟังแล้วเขาก็ร้องเรียก “เ้าหนูๆ”
เฉินมู่อิ๋งได้ยินเสียงอาจารย์เรียกจึงลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูเขาเห็นอาจารย์หยางยืนอยู่ห่างจากกระท่อมราวๆ 20 เมตร เขาจึงกุมมือคารวะ “อาจารย์”
“สร้างเสร็จแล้วรึ”หยางซีหยุนมองกระท่อมแล้วบอกว่า “เ้า...”
เขาชะงักไปเมื่อได้กลิ่นหอมๆลอยมากระทบจมูก “หือ?”
เขาขมวดคิ้วครู่หนึ่งแล้วเดินผ่านเฉินมู่อิ๋งเข้าไปในกระท่อมทันทีเขามองหม้อที่ตั้งอยู่กลางโต๊ะไม้ไผ่หยาบๆ ตัวนั้นแล้วใช้ตะเกียบคนๆ ในหม้อเฉินมู่อิ๋งมองอาจารย์หยางอย่างงงๆ หรือว่าอาจารย์จะหิว?
หยางซีหยุนเห็นหัวปลาที่มีเกล็ดสีรุ้งติดอยู่ที่หัวเขาก็ะโลั่น “ปลาไฉ่หง (彩虹=รุ้ง)ของข้า! เ้า!”
Donate
เชิญบริจาคให้ไรท์ได้ทาง บัญชี ธ.กสิกรไทย
เลขบัญชี 084-3-79715-6
ชื่อบัญชี น.ส.แสงแข ช้วนใย
หรือทาง True Money wallet :098-651-1489
จะบริจาค 5 บาท 10 บาทก็ได้ค่ะ
ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรท์เตอร์ได้ทาง
เพจ readfree.in ค่ะ
https://www.facebook.com/readfree.in/
ทางเว็บไซต์ www.readfree.in ค่ะ
และทาง Line Official Account : https://lin.ee/qEBuZvK
ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ