"หือ แกต้องการจะไปด้วย?"
หลังได้ตราพันธะสัญญาทาสที่พญาอสรพิษเขี้ยวมรกตและอสรพิษเร้นกายแล้ว สิ่งที่ได้รับมาเพิ่มเติมคือ การสื่อสารทางโทรจิตกับบริวารได้เช่นเดียวกับการสั่งการกับกองกำลังของเขา แม้ว่าเขาจะไม่เคยสั่งการผ่านทางโทรจิตไปยังพวกมันก็ตาม
พญาอสรพิษเขี้ยวมรกตได้ส่งกระแสจิตสื่อสารกับเขาว่ามันมีความต้องการที่จะติดตามเขาไปด้วย และเสนอให้บริวารทั้ง 2 ของมันหรือเขี้ยวพิษเร้นกายและตัวอื่นๆเฝ้ารักษาการณ์ที่นี้แทน
สมแล้วที่มันมีสติปัญญา ความคิดอ่านช่างเหนือชั้นกว่าอสูรกลายพันธุ์ทั่วๆไปจริงๆ เขาทำท่าทีครุ่นคิดชั่วขณะก่อนจะได้ข้อสรุปออกมา
"เอาสิ"ฟ่อ
แม้เขาจะพูดออกมาแทนที่จะส่งโทรจิตไป ซึ่งก็เกิดจากความเคยชินนั่นแหละ ทว่าพญาอสรพิษเขี้ยวมรกตกลับตอบรับด้วยความเข้าใจเสียงั้น ช่างเป็นอสูรกลายพันธุ์ที่แสนรู้จริงๆ
-เปลี่ยนร่างให้เล็กลงหน่อย-
ฟ่อวูบฟี้ๆๆ
พญาอสรพิษเขี้ยวมรกตพลันย่อขนาดตัวเองให้หดสั้นลง จนกระทั่งมันมีขนาดเท่านิ้วก้อยและยาวเพียงแขนของเขาเท่านั้น จากนั้นมันพลันกระโดดขึ้นมาพันตามแขนของเขาและโผล่หัวแลบลิ้นออกมา เสมือนเป็นการตอบเขาว่า "เรื่องง่ายๆ" อะไรทำนองนั้น
ด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นฉับพลันทำให้คนอื่นๆ สะดุ้งกระโดดถอยหลังตามๆกัน พวกเขาไม่เข้าใจหลอกว่าทั้งสองคุยอะไร และก็ไม่รู้ด้วยว่าอีกฝ่ายมาดีหรือมาร้าย แม้หัวหน้าจะบอกแล้วว่าพวกมันเป็นมิตรก็ตาม
"โห สะดวกดีแหะ"
"ชื่อแกมันยาวเปลี่ยนเป็น...อืมมม"
"เลวี่อาธานละกัน เท่ห์ดี"
"จะเรียกแกสั้นๆว่า เลวี่ละกัน"
ฟ่อ
เลวี่อ้าปากน้อยๆของมันตอบรับชื่อที่เขาตั้งให้ ท่าทีร่าเริงที่มันแสดงออกมา ขัดกลับขนาดก่อนหน้าและความน่ากลัวที่มันเคยแสดงให้ทุกๆคนได้เห็น
เวลานี้ด้วยรูปร่างและท่าทางของมันหากคนอื่นๆไม่เห็นการแปลงร่างของมันมาก่อน พวกเขาต้องรีบวิ่งเข้าหามันด้วยความน่ารักกันหมดแล้ว
และด้วยท่าทีตอบโต้กันไปมาระหว่างหนึ่งคนหนึ่งอสูรกลายพันธุ์ ทำให้คนอื่นๆต่างมองหน้ากันเองด้วยความงุนงง ว่า "คุยกันรู้เรื่อง?"
"เอาละ เตรียมออกเดินทาง"
"ครับ/ค่ะ"
กองกำลังของเขาพร้อมรถถังอีกจำนวนกว่า 20 คัน ต่างเคลื่อนขบวนออกเดินทางเพื่อมุ่งหน้ากลับฐานหลบภัยของเขา โดยก่อนหน้านั้น เขาได้สั่งให้ผู้ชำนาญการด้านการขับขี่รถถังคัดคนจากกองกำลังที่เขาพามา เพื่อนำออกมาสอนการขับขี่รถถัง โดยหนึ่งในนั้นมีกันด้วยเช่นกัน
บืนๆๆครืนๆๆ
ขบวนรถเดินหน้าเต็มกำลังออกจากโกดังผลิตรถถัง เบื้องหลังทิ้งเหล่าอสูรกลายพันธุ์ประเภทงูที่ปัจจุบันถุูกอุปโลกเป็นผู้ดูแลหรือง่ายๆ “หมาเฝ้าบ้าน” ตามคำสั่งที่ส่งตรงถึงเขี้ยวพิษเร้นกายทั้ง 2 ตัว โดยให้พวกมันเป็นหัวหน้าและปกครองพื้นที่แถบนั้น
สำหรับพันธะสัญญาทาส หนึ่งในทักษะที่เขาใช้งานมากที่สุด นอกจากมันจะตราประทับทาส เพื่อให้เขาได้บริวารที่ซื่อสัตย์มาแล้ว เขายังสามารถรับรู้การเคลื่อนไหวและความคิดของคนเหล่านั้นได้หากต้องการ ยิ่งกว่านั้น เพียงความคิดเดียวของเขาสามารถสังหารคนเหล่านั้นได้อย่างง่ายได้
ทว่าข้อเสียของมันซึ่งมีเขาเท่านั้นที่รู้คือ ทุกคนที่เขาตราประทับจะต้องอยู่ภายในรัศมี 50 กิโลเมตรรอบตัวเขาเท่านั้น เขาจึงจะสั่งการคนเหล่านี้ได้ แต่ถึงอยู่นอกระยะแม้เขาจะสั่งการอะไรไม่ได้ แต่คนเหล่านั้นก็ไม่อาจคิดร้ายต่อเขาได้เช่นกัน
ช่างเป็นทักษะที่ดิบเถื่อนเสียจริง
จากนั้นด้วยการเดินทางเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นซอมบี้ หรืออสูรกลายพันธุ์ที่ขวางทางต่างถูกพวกเขารุมสังหารอย่างรวดเร็ว และเก็บเกี่ยวผลประโยชน์มากมายเช้ากองกลาง
หลังการเดินทางครั้งนี้ ทุกๆคนในกองกำลังส่วนใหญ่จะยกระดับมาถึงระดับ 8 เป็นหลัก มีส่วนน้อยเท่านั้นที่ยังอยู่เพียงระดับ 7 สำหรับสาวๆ พวกเธอต่างยกระดับอย่างก้าวกระโดด มาถึงขั้น 10 กันทุกคน โดยเฉพาะนานะที่เวลานี้เธอมาถึงระดับ 12 แล้ว
อ่อลืมไป
การเดินทางกลับครั้งนี้ เขาไม่ได้ใช้เส้นทางเดิม แต่ใช้ทางอ้อมเพื่อเพิ่มประสบการณ์และกวาดล้างขยายพื้นที่ไปในตัว แม้ว่าจะต้องใช้เวลาในการเดินทางมากกว่าเดิม 1 วันก็ตาม แต่มันก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับกองกำลังของเขาเหล่านี้ ที่พร้อมจะลุยไปด้วยกัน
เฮๆ"ไฟแอโรล"
เฟี้ยวฉึกๆ
การต่อสู้มักเกิดขึ้นตามรายทางเสมอ ด้วยเป็นเส้นทางใหม่ที่พวกเขากำลังบุกเบิก ทำให้ตลอดทางมักเจอซอมบี้มากมายนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะสิบ ร้อย หรือพัน แต่ด้วยกำลังรบและประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้นทำให้การต่อสู้กับซอมบี้จำนวนมากไม่ใช่ปัญหาสำหรับพวกเขาแต่อย่างใด
"ทะลวง!!!"เฮๆๆๆ
กันรับหน้าที่สั่งการ โจมตีแบบฉับพลันใส่ฝูงซอมบี้ร่วมพัน เหล่าสาวๆต่างเข้าโรมรันกันอย่างไม่ยอมแพ้ ทุกคนต่างขยันขันแข็งเข้าต่อสู้ ไม่ว่าจะเพื่อตนเองหรือฐานหลบภัยก็ตาม
ฉัวะๆๆๆแฮร่ๆๆๆ
"อาจจะใช้เวลานานเกินกำหนด""เลวี่"ฟ่อ
"ไปช่วยจัดการที เอาสักครึ่งหนึ่งละกัน"ฟ่อฟุบ
เขาเกรงว่าหากต่อสู้ยืดเยื้อมากไป จะทำให้กำหนดการเดินทางนั้นล่าช้ากว่าเดิม แม้ฝูงซอมบี้เหล่านี้จะไม่อาจสร้างปัญหาใดๆต่อก่อกำลังของเขาก็ตาม แต่การจบศึกโดยเร็วย่อมดีกว่าการเสียเวลาและทรัพยกรไปอย่างไม่คุ้มเสีย
ฉัวะๆๆๆ
ด้วยสถานะที่แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ทำให้ความเร็วของเลวี่นั้นไม่ต่างจากสายลมที่พัดพาไปที่ใดที่นั้นย่อมเจิงนองไปด้วยฝนเลือด ด้วยขนาดตัวที่เล็กทำให้ความปราดเปรี่ยวของมันนั้นสูงล้ำกว่าใครในที่แห่งนี้ ยกเว้นเขาก็ตาม
หลังจาก 15 นาทีผ่านไปทุกอย่างก็กลับมาสู่สภาพปกติดังเดิม ยกเว้นเพียงศากศพเกลื่อนกลาดของซอมบี้ที่ต่างนอนเรียงรายกันไปทั่วพื้นบริเวณ โดยทุกตัวมักมีสภาพหัวขาดเสมอ
"หัวหน้า""ว่าไง""ด้านหน้าพบฐานกองกำลังติดอาวุธ คาดคะเนจำนวนคนประมาณ 300 กว่าคนครับ"
หนึ่งในหน่วยสำรวจพื้นที่วิ่งเข้ามารายงานสถานการณ์ให้เขาฟัง คนๆนี้มีชื่อว่า นัท อดีตนักข่าว เขาอายุประมาณ 32 ปี มีครอบครัว ซึ่งทุกๆคนอาศัยภายในฐานหลบภัยของเขา
"กัน เตรียมกำลังคนไว้ให้พร้อม""นัท พาไปดูที""ครับ"
กันและคนอื่นๆที่ได้ยินสิ่งที่นัทรายงานให้ฟัง ต่างไม่มีอะไรโต้แย้ง เพราะพวกเขาล้วนเข้าใจเจตนาของผู้นำตนเองดี จากนั้นนัทได้ออกนำทางเขาไป
ทั้งสองอาศัยการเดินทางด้วยเท้า สำหรับเขามันไม่ใช่เรื่องยากอะไร ด้วยวิชาก้าวย่างเมฆนภา รวดเร็วดั่งสายลมขั้นสูง ทำให้ความเร็วในการวิ่งของเขานั้นเหนือล้ำกว่าปกติไปไกล
ส่วนนัทก็ใช่ย่อย แม้ทักษะของนัทจะเป็นเพียงขั้น 2 แต่มันก็โดดเด่นในด้านความเร็วเป็นหลัก แถมอัตราสูญเสียจากการเรียกใช้ยังถือว่าน้อย ซึ่งแตกต่างจากทักษะอื่นๆที่ต้องสูญเสียสถานะมากกว่า 1-2 เท่าตามปกติ
สายลมนำพา ขั้น 2ความเร็วที่พัดพาไปกับสายลม บางครารวดเร็ว บางคราอ้อยอิ่ง แต่นุ่มนวลยากคาดคะเน เพิ่มความเร็ว 100 เท่า เงื่อนไข : หากใช้ยามมีสายลม ยิ่งพัดแรงความเร็วยิ่งเพิ่มขึ้น "ทุกครั้งที่ใช้จะสูญเสียสถานะทางพละกำลัง 0.1 เท่า ต่อการใช้งาน 1 ชั่วโมงเสมอ"
ด้วยความเร็วระดับนี้ จัดว่ารวดเร็วเป็นอันดับต้นของจำนวนคนภายในฐานหลบภัยของเขา นอกจากนี้นัทยังชำนาญในเรื่องของอาวุธไกลจำพวกธนูหรือหน้าไม้ ซึ่งมันไม่เข้ากันเลยกับอดีตนักข่าว
แต่เหตุผลที่นัทว่ามาคือ ทางบ้านเป็นโรงฝึกยิงธนู นั่นจึงเป็นเหตุให้นัทมีความช่ำชองในด้านนี้อยู่พอตัว
ฟิ้วๆ
พวกเขาทั้งสองต่างเคลื่อนที่ด้วยความเร็วมุ่งหน้าไปยังตำแหน่งที่นัทแจ้งไว้ว่าพบ ฐานหลบภัยที่มีกองกำลังติดอาวุธอยู่ ด้วยความเร็วที่ใช้ในการเดินทางทำให้พวกเขาใช้เวลาเพียง 5 นาที ก็มาถึงยังเป้าหมายได้สำเร็จ
"รอตรงนี้ก่อน""ครับ"ฟุบตึกๆฟุบ
เขาบอกนัทและใช้ตัดระยะพุ่งตัวออกไป พร้อมกับไต่กำแพงตึกสูงร่วม 10 ชั้นไปโผล่ยังด่านฟ้าตึกอย่างรวดเร็ว ส่วนนัทที่เห็นการกระทำของเขา แม้จะรู้ว่าหัวหน้าตนเองนั้นเก่งกาจ ทว่าพอมาเห็นการไต่กำแพงต้านแรงโน้มถ่วงเช่นนี้ นัทจึงอดไม่ได้ที่จะมองด้วยความชื่นชมและเคารพนับถือ
พื้นที่ด้านล่างซึ่งเป็นฐานหลบภัยอีกแห่งมีพื้นที่กว้างประมาณ 1 ใน 5 ของฐานหลบภัยของเขา ซึ่งจากมุมมองที่เห็นนั้น ภายในฐานเต็มไปด้วยกองกำลังติดอาวุธจริงอย่างที่นัทแจ้งมา พวกมันแต่ละคนต่างพกพาอาวุธสงครามอย่างน้อยคนละ 1 กระบอก
และเท่าที่สังเกตุเห็นเขาพบว่าทุกพื้นที่ต่างเต็มไปด้วยเวรยามเดินกันอย่างแน่นหนา รอบๆฐานหลบภัยเต็มไปด้วยรั่วหนามและรถที่จอดขวางเส้นทางเดินของเหล่าซอมบี้
ภายในฐาน มีจุดหนึ่งที่เขาเห็นว่ามีเวรยามแน่นหนาผิดปกติ และคาดว่าน่าจะเป็นที่พักของหัวหน้าหรือคนที่ปกครองฐานหลบภัยแห่งนี้
แต่ภาพถัดมามันกลับทำให้เขาต้องตื่นตะลึง เมื่ออีกมุมหนึ่งของฐานหลบภัยเขากลับพบเห็นกรงขังขนาดใหญ่ ซึ่งภายในนั้นเต็มไปด้วยมนุษย์ ใช่มนุษย์เป็นๆแบบเขาและพวกเขา แต่ละคนมีสภาพอิดโรยและดูสูบผอม
ตำแหน่งนั้นมีกรงขังขนาดเท่ากันอยู่ 5 กรง แต่ละกรงขังคนไว้ประมาณ 30-50 คนโดยประมาณ ซึ่ง 1 ใน 5 หลักๆจะเป็นผู้ชายที่ถูกขัง 1 กรงต่อมาจะเป็นเด็กชายและคนแก่ ส่วนอีก 3 กรงที่เหลือคือผู้หญิง ไม่ว่าจะเด็กหรือคนโต โดยกะคร่าวๆอายุต่ำสุดน่าจะ 12-13 ปี สูงสุดไม่เกิน 40 ปีเห็นจะได้
ไม่หมดแค่นั้นพื้นที่ข้างๆกรง เขายังเห็นชายฉกรรจ์คนหนึ่ง ยืนถือแส้และหว่างขาของมันปรากฏหญิงสาวสะสวยเปลือยกายกำลังนั่งกับพื้นดูดน้องชายของมันอยู่ ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาและรอยฟกช้ำ
แม้ระยะห่างจะมากถึง 5 กิโลเมตร แต่การมองเห็นของเขากลับไม่ใช่ปัญหา ด้วยประสาทสัมผัสที่เฉียบคมและค่าสถานะที่สูงขึ้นทำให้ร่างกายของเขานั้นเหนือกว่ามนุษย์ปกติไปไกลริบ
"ระย่ำเอ้ย"
เขาสบถออกมาเมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายในฐานหลบภัยแห่งนั้น ไม่เพียงแค่นั้น พวกของมันที่ยืนรายล้อมอยู่ยังแสดงท่าทีขบขันและส่งเสียงหัวเราะออกมา เสมือนเป็นเรื่องสนุกสนานที่เห็นสิ่งที่หญิงสาวคนนั้นกำลังกระทำอยู่
"ไปตามพวกกันมา""ครับ"
เขาโทรจิตไปมองนัทที่ยืนอยู่ด้านล่าง นัทได้รับคำสั่งผ่านทางโทรจิตจากเขา ทีแรกแม้จะยังสับสนแต่น้ำเสียงที่ได้ยิน นัทรู้ว่าเป็นหัวหน้า จึงรีบตอบรับและหันหลังพุ่งกลับไปยังกองกำลังทันที
ส่วนเขาที่เห็นว่านัทกลับไปแล้ว ก็เหม่อมองไปยังเบื้องล่าง แววตาปรากฏจิตสังหารออกมา ไม่เพียงแค่นั้นเลวี่ที่เกาะอยู่ที่แขนก็ส่งเสียงขู่ฟ่อๆออกมาเสมือนมันรับรู้อารมณ์ของผู้เป็นนายในตอนนี้ได้เป็นอย่างดีว่ากำลังโกรธเกลียดเพียงใด
"เลวี่ ไปละเลงเลือดกันเถอะ"ฟ่อ
ฟุบ
End