อี้เฉินใช้เวลาในการออกจากหอคอยปัญจธาตุไม่นาน เขาก็ออกมายังด้านนอกได้ ยามนี้เป็นช่วงค่ำคืน อี้เฉินที่มองไปบนท้องฟ้า เขาก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เหตุใดดวงจันทร์สีดำมนที่เขาเคยเห็นที่สวนเมล็ดพันธุ์บรรพกาล ถึงมาอยู่ใกล้ดินแดนร้อยแคว้นมากขนาดนี้
เมี่ยนจือที่เห็นดวงจันทร์สีดำที่คุ้นเคยนางมองด้วยความเศร้าสร้อย สงครามคงเริ่มขึ้นอีกแล้วเป็นแน่ ในที่สุดเขตแดนขวางกั้นทั้งสองดินแดนก็พังทลายลง ถึงตัวนางจะเป็นคนของดินแดนจันทราทมิฬก็ตาม ก็ไม่ได้ชอบสงครามครั้งนี้ พวกเขาเป็นศัตรูกับคนดินแดนร้อยแคว้นมาเป็นหมื่นปี ความแค้นฝังแน่นลงไปในจิตใจยากที่จะสลายหายไป แม้แต่ตัวนางเมื่อก่อนเองก็ยังเกลียดชังคนดินแดนร้อยแคว้น แต่บัดนี้ตัวนางเริ่มลังเลไม่คิดเช่นนั้นอีกต่อไป
อี้เฉินเดินรัดเราะออกมาจาก สำนักปัญจธาตุทันทีเขาไม่อยากสร้างเรื่องภายในสำนักนั้นอีกต่อไป แต่เขารู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมาก เหตุใดหลายๆ คน ในเมืองหลวง ถึงสวมใส่ชุดเกาะเหมือนออกไปทำสงครามอย่างไรอย่างนั้น
เขาเดินลัดเลาะจนมาถึงโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งก่อนที่จะไต่ถามเถ้าแก่ ที่เป็นหญิงสาววัยกลางคน "เถ้าแก่เหตุใดผู้คนถึงสวมชุดเกาะ คล้ายกับออกไปทำสงครามกันเล่า"
เถ้าแก่ที่เห็นเด็กหนุ่มไต่ถามถึงกับขมวดคิ้วมุ่น จ้องมองใบหน้าเด็กหนุ่มด้วยความแปลกใจเหตุใดเด็กหนุ่มถึงถามเช่นนี้ เป็นไปได้อย่างไรมีคนไม่รู้ ข่าวคราวเรื่องสงครามที่เกิดขึ้น แต่ในทันที ที่เถ้าแก่สบตากับดวงตาของเด็กหนุ่มผมสีขาว ตัวนางก็หลับใหลลงในทันที
เสี่ยวเอ้อต่างพากันตกใจ "เถ้าแก่ เป็นลม เร็วเข้า เข้าไปช่วยเถ้าแก่เร็วเข้า"
อี้เฉินถึงกับเบิกตากว้างหรือว่าจะเป็นดวงตาของเขา ที่ทำให้เถ้าแก่ หลับใหลเขารีบปิดดวงตาของเขาทันที ก่อนถอยออกมาจากโรงเตี๊ยมนั้น ไม่คิดดวงตาของเขาจะแปลกประหลาดเช่นนี้ แต่เขาก็ต้องเบิกตากว้างทั้งๆ ที่เขาปิดดวงตากลับสามารถมองเห็นภายนอกได้ปกติ แม้แต่เมี่อนจือ ยังตกตะลึง เหมือนดวงตาอี้เฉินจะมีพลังในการโจมตีปราณจิตจริงๆ เสียด้วย
อี้เฉินตอนนี้เขายังไม่มีวิธีควบคุมดวงตาของเขา เขานำผ้าขาวมาปิดดวงตาของเขาไว้ก่อน ไม่อย่างนั้นได้กลายเป็นเรื่องยุ่งยากอย่างแน่นอน ก่อนที่เขาจะเอ่ยถามคนที่สัญจรตามทางเดินจนได้คำตอบกลับมา ตัวเขาไม่คิดเลยว่าดินแดนร้อยแคว้นจะเกิดสงครามรวดเร็วถึงเพียงนี้ ตัวเขารู้มานานแล้วจากปากของชายลึกลับภายในเจดีย์น้อย แต่ไม่คิดจะรวดเร็วถึงเพียงนี้ แถมสงครามยังดุเดือดเป็นอย่างมาก หลายสิบแคว้นถูกต่างดินแดนยึดครอง ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก
ตัวเขาเองก็ไม่มีทางเลือกหากไม่ต่อสู้ในเวลานี้ไม่แน่ไฟสงครามอาจไปถึงยัง ดินแดน5อาณาจักรที่เป็นบ้านเกิดของเขาก็เป็นได้ ถึงตัวเขาจะไม่ใช่จอมยุทธดินแดนร้อยแคว้นก็มีความผูกพันกับดินแดนนี้ไม่น้อย อี้เฉินจึงตัดสินใจไปยังแคว้นดาบแต่
เมี่ยนจือนางไม่สบอารมณ์อย่างมาก หากอี้เฉินเข้าร่วมสงครามก็ไม่ต่างอะไรกับนางนั่งดูคนในดินแดนของตัวเองถูกฆ่าไม่ใช่หรือ นางใช้เวลาอยู่นานก่อนจะข่มอารมณ์ไว้ ไม่คิดฟุ้งซ่านอีกต่อไป ตัวนางตอนนี้ไม่ใช่จอมยุทธอีกต่อไปเป็นเพียงศาสตราวุธ ที่ใช้เข่นฆ่าเท่านั้น
อี้เฉินที่ผ่านค่ายกลเคลื่อนย้ายมายังแคว้นดาบเขาก็ต้องเบิกตากว้าง ไม่คิดแคว้นดาบที่เขาเคยมาเยือนเมื่อไม่นานมานี้จะเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ เพียงแค่มองไปไกลๆ ก็เห็นกำแพงเมืองสูงใหญ่ มีแม้กระทั่งจอมยุทธขั้นพลังเทวะนับสิบนั่งเฝ้ากลางอากาศคุ้มกันกำแพงเมืองหลวงไว้ ด้านหน้ากำแพงเมืองเต็มไปด้วยอักขระป้องกัน สร้างค่ายกลป้องกันไว้อีกชั้นหนึ่ง ภายในเมืองหลวง ผู้คนเดินกันขวักไขว่ พวกเขาเหล่านั้นล้วนใส่ชุดเกาะพร้อมทำสงคราม มีหลายๆ คนถึงกับใส่ชุดเกาะระดับ ศักดิ์สิทธิ์ แม้แต่ตัวอี้เฉินยังไม่มีสวมใส่
ลานกว้างมีหินศิลาสงครามนับสิบก้อน ทุกๆ หินศิลา ล้วนมีชื่อของเหล่าจอมยุทธ ที่ติดอันดับ อี้เฉินที่เห็นชื่อของ ซีเผิง ซีเอ๋อร์ จ้าวอี้เทียนเขาถึงกับถอนหายใจยาว ไม่คิดคนที่เขาคุ้นเคยจะมาสร้างชื่อยังสงครามแห่งนี้
แต่ทันใดเขาก็ไปสะดุดอยู่ชื่อ ชื่อหนึ่งนั้นก็คือ ตงหยาง เขาไม่คิดว่าไอ้หมอนี่ ยังจะกล้ามาสร้างชื่อภายในสงครามครั้งนี้ด้วย หากตงหยางรู้ว่าอี้เฉินมาที่นี่เขารับรองได้มันต้องกระอักเลือดด้วยความแค้นเคืองเป็นแน่
อยู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งเอ่ยเตือนอี้เฉินที่ขวางทางเดิน ตอนนี้เป็นยามค่ำคืนแต่ภายในเมืองหลวงยังคึกคักไม่เปลี่ยน
"เจ้าอย่าขวางทางเดินข้า ถอยห่างออกไปจากทางเดินเสีย"
อี้เฉินที่ได้ยินเขาหันหลังกลับไปมองในทันที ไม่คิดคนที่นี่จะเกรี้ยวกราดถึงเพียงนี้ สงสัยคงเพราะแรงกดดันจากสงครามจึงทำให้ภายในเมืองเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด ทันใดที่เขาหันไปมองก็ต้องเบิกตากว้าง ไม่คิดจะเจอกับ ซีเอ๋อร์ภายในที่แห่งนี้
ซีเอ๋อร์ที่เห็นใบหน้าของอี้เฉินเขาถึงกับตกใจ ใบหน้าซีดเผือดราวกับเห็นผี ถอยหลังหนีไปหลายก้าว"เจ้า เจ้า ข้าได้ข่าวเจ้าตายไปแล้วไม่ใช่หรือ"
อี้เฉินที่ได้ยินเขามีท่าทีไม่พอใจกับคำพูดของ ซีเอ๋อร์เล็กน้อย ไม่คิดจะมีคนมาสาปแช่งเขาเช่นนี้ "ทำอย่างกับเจ้าเห็นผีไปได้ ข้าตัวเป็นๆ อยู่ต่อหน้าเจ้านี่ไง"
ซีเอ๋อร์เข้ามา ตบไหล่อี้เฉินอย่างไว "เจ้ายังไม่ตายจริงๆ ด้วย มากับข้าตอนนี้ข้าเป็นนายกองแล้วพรุ่งนี้ กองกำลังของพวกข้าจะออกไปต่อสู้ หากได้เจ้าช่วยคงไม่เลวแล้วเหตุใดเจ้าต้องใช้ผ้าขาวปิดบังดวงตาไว้ด้วยกันเล่า หรือตัวเจ้าบาดเจ็บที่ดวงตา"
"ข้าบาดเจ็บที่ดวงตาเพียงเล็กน้อยไม่มีผลกับการต่อสู้เท่าใด พรุ่งนี้ข้าจะไปช่วยเจ้าต่อสู้ก็ได้ เจ้ามอบที่พักให้ข้าด้วย"
ซีเอ๋อร์ยกยิ้ม "ได้ๆ อี้เฉินข้ายังไม่ลืมการแพ้พ่ายจากเจ้าครั้งก่อนหรอกนะ หากมีโอกาสเจ้าต้องมาต่อสู้กับข้าอีกครั้ง"
"เจ้าตามข้ามา ข้าจะพาเจ้าไปลงทะเบียนเป็นทหารใหม่"
"ได้ๆ หากถึงเวลานั้นข้าจะเป็นเพื่อนเล่น ให้กับเจ้า"
หลายๆ คนต่างแปลกใจที่เห็น นายกองซีเอ๋อร์พาชายหนุ่มมาลงทะเบียนทหารใหม่ด้วยตัวเอง พวกเขาต่างพากันพูดคุย พรุ่งนี้จะเป็นวันส่งจอมยุทธออกไปต่อสู้อีกครั้ง นายกองหลายๆ คนจึงเตรียมพร้อม เป้าหมายในการทำสงครามครั้งนี้ของพวกเขาคือ ต้องการยึดแคว้นใดแคว้นหนึ่งมาให้ได้ ไม่อย่างนั้นขวัญกำลังใจของพวกเขาได้หดหายเป็นแน่ พักหลังๆ การทำสงครามของเหล่าอนุชนมักแพ้พ่ายกลับมาตลอด
มีหลายคนคุ้นเคยใบหน้าเด็กหนุ่มผมขาว เหมือนเคยเจอที่ไหนมาก่อน แต่ก็จำไม่ได้เสียที ว่าเคยเห็นเขาที่ไหน บางคนก็ถอนหายใจถึงกับส่งคนตาบอดออกไปทำสงครามแล้วงั้นหรือ ไม่คิดนายกองซีเอ๋อร์ จะกลั่นแกล้งคนตาบอดเช่นนี้ แต่ก็มีผู้อาวุโสด้านบนบางคนมองออก ชายหนุ่มผมขาวนั้นดูธรรมดาจนเกินไปจนผิดสังเกต มีแม้กระทั่งเจ้าผู้ครองแคว้นบางคนนั่งเอามือลูบคางกลางอากาศมองดูเด็กหนุ่มผมขาวอย่างจริงจัง
อี้เฉินที่เดินตาม ซีเอ๋อร์ไปยังที่พัก ระหว่างทางซีเอ๋อร์ได้บอกกล่าวเรื่องสงครามให้เขาฟัง "ตอนนี้ดินแดนร้อยแคว้นเสียเปรียบเป็นอย่างมาก ไม่อาจประมาทกลุ่มจอมยุทธดินแดนจันทราทมิฬได้เลยแม้แต่น้อย พวกเขาเหล่านั้นล้วนฝึกฝน ปราณพลังที่แตกต่างจากพวกเราเป็นอย่างมาก เจ้าเองก็ระวังตัวด้วย ข้าไม่อาจรับประกันชีวิตของใครได้"
"ข้าดูแลตัวเองได้เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงข้า แล้วพวกซีเยว่ กงหนาน หรั่นหลัน มาที่นี่ด้วยหรือไม่" เขาอยากรู้เป็นอย่างมากพวกนางยังปลอดภัยอยู่หรือไม่
"หากเจ้าอยากเจอพวกนาง ข้าพาเจ้าไปหาพวกนางได้นะ พวกนางก็มาเข้าร่วมสงครามครั้งนี้"
อี้เฉินส่ายหัว พวกนางยังปลอดภัยก็ดีแล้ว เขาทำใจไว้บ้างแล้วไม่ช้าก็เร็ว คนที่รู้จักของเขาต้องตายตกเป็นแน่ มันเป็นสงครามแห่งความตายทุกคนล้วนอยากอยู่รอด
พวกเขาสองคนเดินไปพูดคุยกันไปไม่นานก็มาหยุดอยู่หน้าจวนหลังหนึ่ง น่าจะเป็นจวนของ ซีเอ๋อร์เป็นแน่ พวกเขาจะให้สิทธิ์พิเศษสำหรับคนที่ทำผลงานได้ดี แม้แต่มียศต่างๆ แต่งตั้งให้ สิทธิ์พิเศษนี้ใช้ได้เฉพาะในเมืองหลวงแคว้นดาบเท่านั้น ภายในจวนส่วนใหญ่จะเป็นทหารในสังกัดของ นายกองคนนั้นๆ นี่ก็มืดมากแล้วจึงไร้ผู้คนเดินภายนอก
อี้เฉินที่เข้าไปภายในห้องพักได้ ตัวเขาก็นั่งสะสมประสบการณ์ความรู้ต่อทันที เพื่อรอเวลาในวันพรุ่งนี้ที่เขาจะได้ออกไปต่อสู้ ตัวเขาเองก็อยากรู้จอมยุทธดินแดนจันทราทมิฬจะเก่งกาจถึงเพียงใด