นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 338 ฉันไม่มีวันเกลียดเธอค่ะ

        ตอนที่ 338 ฉันไม่มีวันเกลียดเธอค่ะ

         

         

        “ผู้พันคะ ขอเข้าไปนะคะ” ไพลินเอ่ยพร้อมเคาะประตูสามครั้ง เป็นอีกครั้งที่เธอมีเรื่องต้องมาปรึกษากับหนึ่งในผู้สนับสนุนที่แข็งแกร่งที่สุดในฝักฝ่ายของเธอ หัวหน้าแห่งหน่วยพิทักษ์เมือง ผู้พันลาลันตา

         

        เมื่อได้ยินเสียงอืมแผ่วเบาเธอจึงเปิดประตูเข้าไปในห้องทำงานอันแสนคุ้นเคย เธอและนิทานมักใช้ห้องนี้เป็นที่ประชุมอยู่เสมอ ๆ เรื่องนี้ต้องขอบคุณตัวผู้พันลาลันตาเพราะเธอนั้นสามารถป้องกันและปกปิดการดักฟังได้แทบทุกรูปแบบ

         

        ผู้พันลาลันตายังคงมีสภาพไม่ต่างไปจากครั้งแรกที่เธอเคยพบสมัยที่เธอยังเป็นเด็ก ผมหางม้าสีดำยาวที่มัดอย่างยุ่งเหยิง นัยน์ตาสีน้ำตาลที่ดูเหนื่อยล้า ใบหน้าที่แข็งแกร่งและบ่งบอกถึงจำนวนของศึกสงครามที่เธอเผชิญมา

         

        “สายัณห์สวัสดิ์ค่ะองค์หญิง” เธอเงยหน้าขึ้นทักทายด้วยรอยยิ้ม ผมหลายเส้นของเธอไหลปรกหน้า ดูจากท่าทางและกองเอกสารรอบโต๊ะก็เดาได้ไม่ยากเลยว่าเธอต้องนั่งอยู่ตรงนี้มาหลายชั่วโมงแล้ว

         

        ไพลินย่อมไม่ถือสาการที่ผู้พันไม่ลุกมาทักทายหรือเปิดประตูแต่อย่างใด ทั้งสองนั้นสนิทสนมกันมากถึงขั้นนั้น ตัวเธอเองก็นับถือผู้พันเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งที่เธอเคารพ

         

        ผู้พันลาลันตาบิดขี้เกียจเล็กน้อย ลุกขึ้นมาชงชา นำไปวางไว้ที่โต๊ะกลางห้อง แล้วจึงทิ้งตัวลงนั่งพักผ่อนด้วยความเหนื่อยล้า ผมม้ายาวของเธอห้อยตกลงด้านหน้า ไพลินอดหัวเราะน้อย ๆ ไม่ได้ เธอพอจะเข้าใจแล้วว่าเหตุใดผู้พันจึงอยากให้นิทานในร่างเรนเดลไว้ทรงผมหางม้านัก

         

        “เราได้รับการติดต่อมาเมื่อครู่ค่ะ นิทานพบยางสนของต้นหอมแสนลี้ที่อายุมากกว่าสองพันปีแล้ว การเก็บเกี่ยวเป็นไปได้ด้วยดีค่ะ” เธอกล่าวยิ้ม ๆ นำขนมอบของโปรดของเธอออกมาวางไว้บนโต๊ะ

         

        ขนมในคราวนี้เป็นขนมที่ลดความหวานลงมากว่าครึ่ง ผู้พันลาลันตานั้นชอบกินขนมที่ไม่หวานจนเกินไปกับชา

         

        “ประมาณหนึ่งอาทิตย์ได้สินะคะ งั้นชิ้นต่อไปพอได้ข้อมูลเพิ่มบ้างรึยังคะองค์หญิง” ผู้พันลาลันตาได้ยินเช่นนั้นก็เผยรอยยิ้ม แววตาที่ดูอ่อนล้าถูกเติมเต็มด้วยความภูมิใจ

         

        “เพชฌฆาตตอนนี้อยู่ที่เอเทอรัมค่ะ กำลังสืบหาข้อมูลจากสหายที่เขาพอจะรู้จักอยู่ ตระกูลอิสึกะเองก็พึ่งจะทำเรื่องขอเข้าพบผู้สูงศักดิ์เฟกอลสำเร็จค่ะ คาดว่าอีกไม่นานต้องได้อะไรบ้างแน่”

         

        หลายวันมานี้เหล่าคนที่เธอเลือกสรรมานั้นตั้งใจทำผลงานกันได้ดีอย่างน่าเหลือเชื่อ โดยเฉพาะตระกูลอิสึกะที่ตัวโฮโจนั้นใช้เส้นสายจนสามารถขอเข้าพบผู้สูงศักดิ์เฟกอลได้สำเร็จ

         

        “หวังว่าจะแวะกลับมานครรัตนะสักรอบก่อนนะคะ” ผู้พันลาลันตามองไปยังเก้าอี้หนังตัวหนึ่งที่มุมห้อง นั่นเป็นเก้าอี้ตัวโปรดของนิทานและคีตา พวกเขาทั้งสองมักชอบนั่งตรงนั้นเสมอ ๆ เวลาที่มาอยู่เป็นเพื่อนเธอ

         

        ความรักความห่วงใยที่ผู้พันลาลันตามีให้นิทานนั้นไม่ว่าใครก็เห็นได้ชัด ตัวไพลินนั้นรู้อดีตของผู้พัน รวมถึงเรื่องภรรยาและลูกชายของเธอ ดังนั้นเธอจึงไม่เคยกล่าวอะไร

         

        เมื่อหมดเรื่องคุย บรรยากาศอันแสนอบอุ่นเริ่มกลายเป็นความอึดอัด ไพลินลูบหลังมือของตนเองช้า ๆ เธอนั้นพยายามอย่างเต็มที่ที่จะไม่เผยความอึดอัดนี้ออกไปทางสีหน้าและท่าทาง

         

        ช่วงหลังมานี้เธอแทบไม่อาจทำตัวตามสบายหรือปล่อยตัวกับผู้พันลาลันตาได้มากเท่าแต่ก่อน มีเพียงเวลาที่นิทานอยู่ด้วยเท่านั้นผู้พันลาลันตาจึงจะปลดรัศมีบางอย่างที่ห้อมล้อมร่างกายเธอออก

         

        ผู้พันลาลันตามีหรือจะไม่รู้สึกถึงท่าทีขององค์หญิงไพลิน เธอเป็นถึงผู้แสวงวิถี ทุกอย่างล้วนอยู่ในสายตาของเธอ เพียงแต่เธอเลือกที่จะไม่กล่าวสิ่งใดหรือทำอะไรก็ตามให้ไพลินรู้สึกดีขึ้นแม้แต่น้อย เพียงเหม่อมองเก้าอี้ที่ว่างเปล่าพร้อมจิบชา

         

        ไม่ทั้งชวนคุย ไม่เชิญออก ไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว

         

        ความอึดอัดทำให้องค์หญิงไพลินเม้มปากแน่น “ผู้พันคะ เรา..”

         

        “คำขอโทษไม่จำเป็นหรอกค่ะองค์หญิง ไม่ว่าองค์หญิงจะกล่าวคำนั้นออกมาอีกกี่ครั้ง กระหม่อมก็ไม่มีวันเปลี่ยนใจ” ผู้พันลาลันตาเอ่ยขัดคำพูดของไพลินด้วยรอยยิ้ม เธอไม่เปลี่ยนสีหน้าแม้แต่น้อย รอยยิ้มเบาบางบนใบหน้านั้นยังคงเป็นเช่นเดิม

         

        เหมือนกับวันที่ผู้พันลาลันตากล่าวปลอบเธอที่งานเลี้ยง วันที่เธอได้พบกับนิทานเป็นครั้งแรก และยังเป็นวันที่เธอค้นพบคำแห่งพลังคำแรกของตน

         

        รอยยิ้มและความอบอุ่นในวันนั้นทำให้เธอเปิดใจกับผู้พันลาลันตาอย่างแท้จริง รอยยิ้มนั้นยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนไป ผู้พันลาลันตายังคงภักดีและสนับสนุนเธอเช่นเดิม แต่ความอบอุ่นนั้นไม่มีอยู่อีกแล้ว

         

        “องค์หญิงก็รู้นี่คะว่าองค์หญิงนั้นทำสิ่งที่ถูกต้องอยู่แล้ว องค์หญิงไม่ได้ทำสิ่งใดผิดเลย” ผู้พันลาลันตาเอนหลังลงกับพนัก สูดลมหายใจยาวก่อนจะพูดต่อ “ผู้ปกครองต้องมองภาพรวมเป็นหลัก ไม่อาจใช้อารมณ์ความรู้สึกตัดสินเรื่องใหญ่ได้”

         

        “และองค์หญิงก็ทำเช่นนั้น มองภาพรวม เลือกช่วยชีวิตคนหมู่มาก ปกป้องชีวิตของประชาชนผู้บริสุทธิ์”

         

        “กระหม่อมย่อมไม่มีเหตุผลใดให้ตำหนิองค์หญิงค่ะ” น้ำเสียงของผู้พันลาลันตาไม่ได้ต่างไปจากปกติแม้แต่น้อย แต่สตรีผู้ถูกขนานนามว่าสุริยันจำแลงผู้นี้กลับให้ความรู้สึกหนาวเย็นอย่างไม่น่าเชื่อ

         

        ท่าทีของเธอตอนที่มีนิทานอยู่ด้วยและไม่มีนั้นต่างกันราวไฟกัลป์กับวารีหทัย เป็นความแตกต่างที่องค์หญิงไพลินไม่อาจทำอะไรได้

         

        เธอรู้ตัวว่าเธอไม่มีสิทธิ์จะพูดอะไรทั้งสิ้น ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังอยากจะกลับไปสนิทกับผู้พันเช่นเดิมอยู่ดี “เราอยากชดใช้ค่ะ”

         

        “ชดใช้สิ่งใดล่ะคะองค์หญิง กระหม่อมไม่ได้ปรารถนาสิ่งใดจากองค์หญิงทั้งนั้น” ผู้พันลาลันตาส่ายหน้า

         

        “กระหม่อมยังคงภักดีกับองค์หญิง”

         

        “กระหม่อมยังศรัทธาในตัวองค์หญิง”

         

        “กระหม่อมยังคงเชื่อมั่นว่าองค์หญิงจะเป็นผู้ประคองบัลลังก์ที่ยอดเยี่ยมที่สุด”

         

        “พละกำลังทั้งหมดของกระหม่อมยังคงมีเพื่อองค์หญิงเช่นเคย”

         

        “นั่นคือคำมั่นที่กระหม่อมยินดียึดถือตราบจนวันสุดท้ายของชีวิตค่ะ” ผู้พันลาลันตาคำนับอย่างงดงาม ภายในน้ำเสียงของเธอไม่มีความลังเลใด ๆ

         

        “แต่ว่า…” องค์หญิงไพลินรู้สึกถึงหัวใจของตนที่สะท้านไหว เธอย่อมไม่สงสัยในความจริงใจของผู้พันลาลันตา แต่ความจริงใจนั้นเพียงจบลงที่สัมพันธ์นายบ่าวเท่านั้น

         

        ความสัมพันธ์อันแสนเย็นชาที่ไร้ซึ่งหัวใจใด ๆ ผู้หนึ่งออกคำสั่ง อีกผู้หนึ่งปฏิบัติตาม ความสัมพันธ์ที่หยุดนิ่งเพราะคำว่าอำนาจ

         

        เธอไม่ต้องการความสัมพันธ์เช่นนั้นกับบุคคลที่เธอนับเป็นญาติผู้ใหญ่ ญาติผู้ใหญ่ที่ช่วยฉุดเธอขึ้นมาจากจุดต่ำสุดจุดหนึ่งในชีวิต เธอพยายามที่จะพูดอีกครั้งหากครั้งนี้ผู้พันลาลันตาเลือกที่จะตัดบทสนทนากับเธอโดยตรง

         

        “กระหม่อมรับรู้ว่านิทานนั้นไม่ได้คิดแค้นอะไรองค์หญิงเลย ตัวนิทานเองก็ย้ำเรื่องนี้กับกระหม่อมหลายต่อหลายครั้ง เด็กคนนั้นรักองค์หญิงมากนะคะ”

         

        “แต่เพราะแบบนั้นกระหม่อมก็เลยไม่อาจทำใจสบตากับองค์หญิงได้จริง ๆ แม้จะรู้ทั้งรู้ก็ตามว่าองค์หญิงทำไปเพราะเหตุใด เป็นกระหม่อมเองที่ต้องกล่าวขอโทษด้วยซ้ำ”

         

        “โปรดให้อภัยความเอาแต่ใจของป้าแก่ ๆ คนนี้ด้วยเถอะค่ะ” ผู้พันลาลันตายิ้มอย่างอ่อนแรง แม้แต่ตอนนี้เธอก็ยังไม่ได้สบตาองค์หญิงไพลินแม้แต่ครั้งเดียว

         

        “เรายินดีรอค่ะผู้พันลาลันตา และเราจะทำทุกอย่างเพื่อให้เราสามารถเข้าไปกอดผู้พันได้อีกครั้ง” องค์หญิงไพลินยิ้มตอบ พยายามสบตาดวงตาสีน้ำตาลที่หลบออกของอีกฝั่ง

         

        ผู้พันลาลันตาทำได้เพียงพยักหน้าตอบรับ บทสนทนานี้เกิดขึ้นไม่รู้กี่ครั้งแล้วแต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย เธอไม่อาจกล่าวโทษผู้พัน เรื่องที่หมู่บ้านเขาวัวยังไม่ได้ผ่านมานานเลยแม้แต่น้อย

         

        ผู้พันไม่รับปากใด ๆ ความรู้สึกสูญเสียนั้นเธอได้พบมามากเพียงพอแล้ว เธอแทบไม่อยากให้นิทานเห็นใบหน้าของเธอยามที่เธอได้รับรายงานเรื่องเหตุการณ์ที่หมู่บ้านเขาวัวด้วยซ้ำ

         

        พูดตามตรงว่าในตอนนั้นพลังของเธอระเบิดออกจนแทบจะหลุดการควบคุม ยิ่งยามที่ได้เห็นใบหน้าของไพลินอีกครั้งเธอแทบจะควบคุมอารมณ์ในตอนนั้นไว้ไม่อยู่

         

        เธอสูญเสียลูกชายไปแล้ว และเด็กชายอีกคนหนึ่งที่เธอพรากทุกสิ่งไปจากเขาก็เกือบจะถูกทิ้งให้ตายโดยคนที่เธอทั้งรักและเคารพ คนที่เธอมองเป็นบุตรหลานของตนเอง

         

        ไพลินเดินจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ ผู้พันลาลันตาภายในใจเต็มไปด้วยอารมณ์ที่สับสนปนเป เธอไม่อาจกล่าวโทษองค์หญิงไพลิน เธอรู้ดีว่าในเหตุการณ์นี้ไม่มีใครผิด องค์หญิงไพลินนั้นทำได้ดีที่สุดแล้วในตอนนั้น

         

        แต่ภายในใจเธอก็ไม่อาจทำใจให้อภัยองค์หญิงไพลินได้ การที่เธอตัดสินใจปล่อยให้นิทานตายไป ไม่ว่าจะสถานการณ์เช่นใดเธอก็ไม่อาจมองข้ามไปได้ หากในเวลานั้นคีตาไม่ได้เรียนรู้คำอย่างถ่องแท้ ไม่ได้ตัดสินใจทำตามใจตนเอง ไม่ได้บุกเข้าไป

         

        เธอคงไม่อาจได้ยิ้มและได้พูดคุยกับนิทานอีก

         

        ขณะนี้ฟ้านั้นมืดค่ำเต็มที ดวงดาราในวันนี้เหมือนกับวันอื่น ๆ แต่เธอกลับไม่รู้สึกว่ามันสวยงามเลยแม้แต่น้อย สติส่วนหนึ่งของเธอยังคงควบคุมร่างแยกของนิทาน มันหลับใหลอยู่ในห้องพักห้องหนึ่ง

         

        ร่างของอริยะแปลงเพลิงปรากฏขึ้นทางด้านหลัง “ลาลันตา..”

         

        ผู้พันลาลันตาหันไปยิ้มให้เธอเล็กน้อย เธอรู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายนั้นไม่ได้จากไปพร้อมกับองค์หญิงไพลิน “ท่านแปลงเพลิง”

         

        “ไพลินเองก็เจ็บปวด แม้จะไม่เทียบเท่ากับเจ้า แต่เธอเองก็พยายามอยู่” อริยะแปลงเพลิงกล่าวเสียงค่อย เธอไม่อาจพูดอะไรได้มากนัก

         

        “ฉันรู้ค่ะ” เธอย่อมรู้ ความรู้สึกที่ต้องปล่อยให้เพื่อนของตนตายไม่มีทางเป็นเรื่องง่าย มันจะกลายเป็นตราบาปที่คงอยู่ไปชั่วชีวิต บางทีในสมการนี้ อาจเป็นองค์หญิงไพลินเองที่เจ็บปวดที่สุด 

         

        “ขอเวลาให้ฉันสักหน่อยเถอะค่ะ” ผู้พันลาลันตาเอ่ยอย่างอ่อนล้า

         

        “ข้ารู้ว่าเจ้าไม่มีวันเกลียดนาง ลาลันตา”

         

        “ฉันไม่มีวันเกลียดเธอค่ะ”

         

        อริยะแปลงเพลิงเดินเข้าไปแตะไหล่ของผู้พันลาลันตา “ขอบคุณเจ้ามาก สำหรับทุกสิ่ง” เธอเผยรอยยิ้มนุ่มนวลบนใบหน้า ไม่บ่อยนักที่อริยะแปลงเพลิงจะแสดงสีหน้าอื่น

         

        ทั้งสองเป็นสหายกันมานาน ความสูญเสียที่ผู้พันลาลันตาผ่านมาอริยะแปลงเพลิงย่อมรับรู้

         

        “ขอเพลิงกัลป์ส่องสว่างสรรพสิ่งและแผดเผาความมืดชั่วนิรันดร์ค่ะ”