บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 46 ขีดจำกัดแห่งการผนึกขั้ว

                คำพูดของพระสนมหลี่ทำให้หลายคนหันมามองท่าทางที่ดูน่าสงสารของพระสนมหลี่ ทำให้ทุกคนอดตะลึงไม่ได้

               หมิงอวี่กับพระสนมหลี่ไม่มีความแค้นต่อกันแล้วเขาจะไปทำร้ายพระสนมหลี่ได้อย่างไร?

               ในเวลานี้เอง หยางเสวี่ยหรงก็เดินออกมาคุกเข่าด้วยความเคร่งเครียดแล้วรีบพูดอธิบายว่า “ฝ่าบาทเพคะเรื่องนี้ไม่ได้เป็นอย่างที่พระสนมหลี่กล่าวมาเลยเพคะนางต่างหากที่คิดจะทำร้ายอวี่เอ๋อร์!”

                “เจ้าอย่ามาเสแสร้งนะ”

               เสียงของพระสนมหลี่กลบเสียงของหยางเสวี่ยหรงไปจนหมดนางสะอื้นแล้วพูดว่า “ฝ่าบาทเพคะ ทรงทราบหรือไม่? เมื่อสองเดือนก่อนเพราะเฟิงเอ๋อร์ของหม่อมฉันไปถูกใจนางกำนัลของตำหนักลั่วฮวาเลยพานางกลับมาที่ตำหนักอวี้เต๋อซึ่งหม่อมฉันเองก็รู้ว่าการกระทำของเฟิงเอ๋อร์ผิด แต่ว่า ... แต่ว่า ...”

               “แต่ว่าใครจะไปคิดว่าองค์ชายสิบเจ็ดจะโกรธแล้วบุกมาที่ตำหนักอวี้เต๋อบอกว่าตำหนักอวี้เต๋อไม่ไว้หน้าเขา ไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา ต้องเชือดไก่ให้ลิงดูดังนั้น ... เขาก็เลยฆ่าหลิวกงกงของตำหนักอวี้เต๋อทิ้ง ...”

               “เฟิงเอ๋อร์คิดจะเข้าไปห้าม แต่องค์ชายสิบเจ็ดกลับตัดเส้นเอ็นของเฟิงเอ๋อร์ทิ้งทั้งหมดองค์ชายสิบเจ็ดร้ายกาจ ... ร้ายกาจถึงขนาดทำลายวรยุทธ์ของพี่ชายแท้ๆ ของตัวเองทิ้ง...”

               องค์ชายสิบสามที่ถูดคัดออกไปนานแล้วก็พุ่งมาตรงหน้าของพระสนมหลี่แล้วพูดเสียงสั่นเครือว่า “ท่านแม่ ไม่ต้องพูดแล้ว!”

                เดิมทีการที่หมิงอวี่ทำลายวรยุทธ์ของเขาไปก็เป็นเรื่องที่เขาคิดว่าอัปยศที่สุดแล้วแต่วันนี้พระสนมหลี่ประกาศให้คนทั้งใต้หล้ารู้ว่าเขาถูกหมิงอวี่ทำลายวรยุทธ์ไปแล้วหมิงเฟิงจะทนได้อย่างไรกัน?

               ถึงแม้หมิงเฟิงจะเป็นคนใจคอโหดเหี้ยมแต่ก็ไม่ใช่คนเจ้าเล่ห์เขาไม่รู้ว่าพระสนมหลี่กำลังวางแผนอะไรอยู่ก็เลยวิ่งเข้ามาห้ามไม่ให้นางพูดต่อแต่คิดไม่ถึงเลยว่า มันกลับทำให้สิ่งที่พระสนมหลี่กำลังทำอยู่สมจริงมากขึ้นไปอีก!

                ทุกคนได้ยินกันหมด แล้วมองไปที่หมิงอวี่ด้วยความสงสัย

               น้ำเสียงของพระสนมหลี่ที่ดูสมจริงมาก บวกกับการที่หมิงเฟิงถูกตัดเส้นเอ็นทำลายวรยุทธ์ไปแล้วจริงๆดังนั้นทุกคนจึงเริ่มเชื่อในสิ่งที่นางพูด

               หมิงเฉินเหยียนมองไปที่หมิงอวี่ด้วยสายตาที่เยือกเย็น จากนั้นพูดว่า“เกิดเรื่องแบบนี้จริงไหม?”

               ถึงแม้การแก่งแย่งชิงดีกันระหว่างองค์ชายมันจะเป็นเรื่องปกติแต่การที่ทำให้คนทั้งใต้หล้ารู้ว่าลูกของเขาฆ่าฟันกันเองนั้นมันทำให้หมิงเฉินเหยียนเสียหน้า!

                เพียงแต่ หมิงอวี่กลับไม่ได้ตอบคำถามของหมิงเฉินเหยียนตรงๆแต่มองไปที่พระสนมหลี่ เขายิ้มอย่างนับถือแล้วพูดว่า “พระสนมหลี่ความสามารถในการกลับดำให้เป็นขาวของท่าน ข้าเลื่อมใสยิ่งนัก”

               “ฮือ ... เจ้าอย่ามาใส่ความข้านะ!”

                พระสนมหลี่ร้องไห้จนหน้าเละไปหมด แล้วตะคอกใส่หมิงอวี่อย่างคับแค้นใจ           

               “เหอะๆหมิงเฟิงกับหลิวกงกงวางแผนจับตัวสาวใช้เสี่ยวซวงไปที่ตำหนักอวี้เต๋อก็เพื่อบีบให้ข้าปรากฏตัวจากนั้นพวกเจ้าก็ยัดข้อหาบุกรุกตำหนัก ไม่เห็นกฎของวังหลวงอยู่ในสายตาให้กับข้า คิดจะสั่งสอนข้าแล้วก็ตัดเส้นเอ็นของข้าด้วยดังนั้น ข้าถึงได้ฆ่าหลิวกงกงทิ้ง ส่วนหมิงเฟิงกลับคิดจะฆ่าข้าข้าถึงได้ต้องลงมือทำลายวรยุทธ์ของเขา”

               หมิงอวี่ค่อยพูดต่อว่า “แล้วพระสนมหลี่ก็เหมือนจะแค้นใจมาก ถึงกับสั่งให้นักรบเลือดมาลอบสังหารข้าน่าเสียดายที่มันไม่สำเร็จ ไม่อย่างนั้นข้าคงไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้แล้วกระมัง?”

               พอได้ยินแบบนี้ หยางเสวี่ยหรงก็อึ้งไปเดิมนางคิดไว้อยู่แล้วว่าที่หมิงอวี่หายตัวไปน่าจะเกี่ยวข้องกับพระสนมหลี่แต่พอได้ยินลูกชายตัวเองเล่าออกมาว่าพระสนมหลี่ตั้งใจจะฆ่าเขาหยางเสวี่ยหรงก็รู้ว่าเรื่องนี้ต้องเป็นความจริงแน่นอน!

                “หลี่หยวน เจ้าส่งคนไปสังหารลูกชายข้าด้วยหรือ”

                หยางเสวี่ยหรงมองไปที่พระสนมหลี่ด้วยสายตาที่เย็นชานางเองก็ไม่รู้ตัวเหมือนกันว่าสีหน้าของนางนั้นมันน่ากลัวแค่ไหน

               ตอนที่ลูกชายของนางถูกทำร้าย ในฐานะแม่ หยางเสวี่ยหรงรู้สึกโกรธมากต่อให้ก่อนหน้านี้พระสนมหลี่จะวางแผนตัดช่องทางให้นางไม่ได้รับหลิงจือโลหิตม่วงนางยังไม่โกรธขนาดนี้เลย!

                เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาที่น่ากลัวมากของหยางเสวี่ยหรงพระสนมหลี่ก็ถึงกับหลบตา นางหันไปมองหมิงอวี่แล้วพูดว่า “เจ้า ...เจ้ามีสิทธิอะไรมาพูดแบบนี้ ไม่มีหลักฐาน เจ้ารังแกพวกเราก่อนชัดๆตอนนี้ยังมาแว้งกัดเราอีก รังแกกันเกินไปแล้วนะ!”

                “ถ้าอย่างนั้นสามคนนี้ ท่านรู้จักหรือไม่?”

               หมิงอวี่หยิบถุงเก็บของออกมาใบหนึ่งจากนั้นก็สะบัดแล้วมีแสงส่องออกมาจากนั้นร่างของนักรบเลือดสามคนสวมชุดสีดำก็ปรากฏบนลานพลับพลา ซึ่งทุกคนได้เห็นกันทั่ว

               “อะไรกัน!”

                คนทั้งสามหมื่นคนอาจจะไม่รู้ แต่ว่ากรรมการที่นั่งอยู่ทั้งเก้าคนรู้ได้จากชุดของพวกเขาสามคนนั่นคือนักรบเลือดของหอว่านจงไม่มีผิดพลาดแน่นอน

               พระสนมหลี่มองไปที่ศพทั้งสามคนแล้วก็อึ้งไป

               เดิมนางคิดอยากจะสั่งสอนนักรบเลือดสามคนที่ไม่เอาไหนอยู่แท้ๆ แต่คิดไม่ถึงเลยว่าไม่จำเป็นต้องไปสั่งสอนอะไรแล้วเพราะพวกเขาถูกหมิงอวี่ฆ่าตายหมดแล้ว!

                หมิงเฉินเหยียนมองไปที่นักรบเลือดสามคนนั้น สายตาหรี่เล็กลงแล้วพูดว่า “มู่หลาง”

               “พะยะค่ะ!” มู่หลางรีบโค้งตัวแล้วขานรับ

               “บอกข้าสิ นักรบเลือดสามคนนี้อยู่ในสังกัดของใคร”

               หมิงเฉินเหยียนดูแลราชกิจน้อยใหญ่ไม่มีทางรู้ว่านักรบเลือดนั้นใครแบ่งไปอยู่ไหนบ้างแต่มู่หลางในฐานะเสนาบดีกรมกลาโหม เขาต้องรู้แน่นอนว่านักรบเลือดทั้งหนึ่งร้อยแปดคนนั้นแต่ละคนไปสังกัดอยู่ที่ใคร

               เขาพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าท่าทางลำบากใจอย่างมาก “สามคนนี้คือม่อ คู แล้วก็โยวอยู่ในสังกัดของเสนาบดีกรมคลังหลี่จง ...”

               พอเขาพูดแบบนี้ออกมา ความจริงทุกอย่างก็ปรากฏ

               ตั้งแต่เสนาบดีกรมคลังหลี่จงรับตำแหน่งเขาก็ดูแลนักรบเลือดทั้งหมดสิบแปดคนซึ่งในจำนวนนั้นก็คือม่อ คู แล้วก็โยว ส่วนหลี่หยวนหรือก็คือพระสนมหลี่ก็เป็นคนในตระกูลหลี่นางเป็นคนที่หลี่จงส่งมาถวายให้กับหมิงอ๋องถึงได้เป็นพระสนมอย่างทุกวันนี้

               ในเมื่อพระสนมหลี่มีความแค้นกับหมิงอวี่นักรบเลือดสามคนนี้ก็อยู่ในการควบคุมของคนในตระกูลหลี่ ก็สรุปได้ว่าพระสนมหลี่ต้องคิดจะลอบสังหารหมิงอวี่แน่นอน

               หลักฐานมัดแน่นเช่นนี้ พระสนมหลี่ก็ไม่มีทางแก้ตัวได้อีก

               “หลี่หยวน!”

                หยางเสวี่ยหรงใช้พลังทั้งหมดที่มีในร่างกายของนางตบหน้าพระสนมหลี่ไปอย่างแรงจนหน้าเป็นรอยมือ!

                นางยอมอดทนอดกลั้นมานานหลายปี แต่พระสนมหลี่กลับข้ามเส้นที่นางขีดเอาไว้ตบนี้ได้ระบายความอัดอั้นของนางตลอดหลายปีออกมาจนหมด!

                พระสนมหลี่นั่งด้วยท่าทางเหม่อลอยอยู่ที่พื้น นางรู้ดีว่าทุกอย่างมันจบแล้ว!

                “หลี่จง คิดร้ายต่อองค์ชายแห่งต้าหมิง สมควรได้รับโทษประหาร จับไปขังคุกอีกสิบวันรับโทษ”

               น้ำเสียงของหมิงเฉินเหยียนนั้นมีอำนาจและทรงพลังมาก “หลี่หยวนสมรู้ร่วมคิด ให้ร้ายองค์ชายสิบเจ็ด ประพฤติตัวร้ายตั้งแต่วันนี้ไปให้เจ้าอยู่ในตำหนักอวี้เต๋อเพียงลำพังห้ามออกจากตำหนักแม้แต่ก้าวเดียวไปจนกว่าจะตาย ห้ามฆ่าตัวตายโดยเด็ดขาดมิเช่นนั้นข้าจะฆ่าล้างครอบครัวของเจ้า”

               เดิมทีวันนี้หมิงเฉินเหยียนอารมณ์ดีมาก ใครจะคิดว่าเริ่มจากว่าที่ลูกสะใภ้ของลูกชายสุดที่รักของเขาพ่ายแพ้จากนั้นพระสนมหลี่ก็ยังสร้างเรื่องขายหน้าต่อหน้าคนสามหมื่นกว่าคนตอนนี้หมิงเฉินเหยียนอารมณ์เสียอย่างมาก

               หลี่หยวนได้ยินคำพูดของหมิงเฉินเหยียนก็อึ้งไป สายตาของนางเหมือนทุกอย่างแตกสลาย

               การกักบริเวณแบบนี้มันทรมานยิ่งกว่าการฆ่านางทิ้งอีกนางต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวไปตลอดชีวิต สาเหตุทั้งหมดนี้มันเป็นเพราะความอิจฉาริษยาของตัวเอง

               นางเสียใจมาก แต่ไม่มีโอกาสได้เริ่มใหม่แล้ว

               “เจ้าตามข้ามา”

               หมิงเฉินเหยียนเดินขึ้นไปจับหัวไหล่ของหมิงอวี่แล้วยกตัวของเขาขึ้นเหมือนหยิบลูกไก่ พริบตาเดียวก็กระโดดออกจากลานประลองไปเลย

               พลังฝีมือของหมิงเฉินเหยียนนั้นสูงจนคาดการณ์ไม่ได้ แค่เขาลงมือส่งๆก็ไม่รู้ว่าความเร็วเป็นเท่าไรแล้วความเร็วของลมที่ซัดมามันทำให้หมิงอวี่ลืมตาไม่ขึ้นเลย

               เมื่อถูกหมิงเฉินเหยียนหิ้วปีกมาหมิงอวี่ก็รู้สึกไม่ค่อยสบายหัวไหล่เขาคิดอยากจะปัดออกแต่ว่าไม่ว่าจะทำอย่างไรเขาก็เอามือขวาที่อยู่ตรงหัวไหล่ของเขาออกไม่ได้เลย

               ไม่นาน หมิงเฉินเหยียนก็พาหมิงอวี่มายังภายในตำหนักหมิงหุน

               ตำหนักหมิงหุนเป็นตำหนักที่หมิงอ๋องใช้ออกว่าราชการเป็นสถานที่ประชุมของเหล่าขุนนางราชสำนัก ใต้ตำหนักมีค่ายกลที่สามารถดูดซับลมปราณแห่งสวรรค์ขนาดใหญ่อยู่ด้วยเวลาหมิงเฉินเหยียนเก็บตัวฝึกวิชาเขาจะลงไปฝึกที่ใต้ตำหนักแต่ละครั้งก็จะใช้เวลาหลายเดือน

               ด้านนอกตำหนักหมิงหุนมีบันไดหยกแกะสลักเก้าร้อยเก้าสิบเก้าขั้น และในรอบรัศมีห้าสิบเมตรรอบตำหนักจะมีมังกรและหงส์สีทองแกะสลักตั้งอยู่ดูมีอำนาจ องอาจ ยิ่งใหญ่ และงดงาม

               แค่เดินเข้ามาก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ทรงอำนาจ!

                ตอนนี้หมิงอ๋องยืนอยู่กลางตำหนักหมิงหุน เขาสวมชุดมังกรสีเหลืองเอามือไขว้หลังราวกับว่ากำลังคิดอะไรอยู่

               ส่วนหมิงอวี่ก็ยืนอยู่ด้านหลังของเขา โดยไม่ได้ขยับเลยแม้แต่น้อย

               ตามหลักแล้ว หมิงเฉินเหยียนเป็นพ่อของหมิงอวี่ เขาก็ควรจะเข้าไปทำความเคารพอย่างนอบน้อมแต่เขาไม่ได้ทำแบบนั้นคนที่ตอนนี้อยู่ห่างจากเขาแค่สองเมตรแต่หมิงอวี่กลับรู้สึกว่าระหว่างพวกเขามันห่างกันไกลมากจนเหมือนไม่รู้จักกัน

               ไม่นานนัก หมิงเฉินเหยียนก็หันหลังกลับมาแล้วมองไปที่หมิงอวี่จากนั้นก็โยนแหวนเก็บของให้หมิงอวี่วงหนึ่ง “นี่รางวัลการประลองในครั้งนี้เก็บให้ดีล่ะ”

               “ขอบพระทัยเสด็จพ่อ”

               หมิงอวี่เก็บแหวนเอาไว้ ทั้งๆ ที่เขาควรจะดีใจมีความสุขแต่พอได้ยินน้ำเสียงของหมิงเฉินเหยียนทำอย่างไรเขาก็ยิ้มไม่ออก

               “เรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ทั้งหมดข้าไม่อยากพูดถึงมันอีก จำไว้ในวังหลวง ความสามารถเท่านั้นที่จะปกป้องเจ้าได้”

               หมิงอวี่เงียบไป ผ่านไปประมาณสองวินาทีถึงได้พูดขึ้นมาว่า “อือ”

               “ปีนี้ ... เจ้าอายุเท่าไร?” หมิงเฉินเหยียนขมวดคิ้วแล้วคิดก่อนจะเอ่ยปากถาม

               พอหมิงอวี่ได้ยินแบบนี้อารมณ์ของเขาก็หดหู่หนักกว่าเดิม แม้แต่ ...อายุของข้ายังลืมเลยหรือ? แต่เขาก็ยังเลือกที่จะตอบออกไป“สิบหก”

               “อือ เมื่อครู่ข้าสำรวจร่างกายของเจ้าดูแล้ว อายุสิบหกมาได้ถึงขนาดนี้บวกกับการแสดงออกของเจ้าในวันนี้ ต่อไปจะต้องมีพัฒนาการที่ดีมากแน่เจ้าต้องพยายามให้มากขึ้น อย่าได้หลงระเริง”

               ยังไม่ถึงขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่แปดแต่มีร่างกายแบบนี้แล้วในสายตาของหมิงเฉินเหยียนถือว่าประสบความสำเร็จประมาณหนึ่งแล้ว เขายอมรับอย่างชื่นชมก่อนจากนั้นค่อยเปลี่ยนน้ำเสียงและท่าทีเป็นการตำหนิ“แต่ว่าการกระทำของเจ้าที่มีต่อเยี่ยซี ข้าไม่พอใจเท่าไร”

               หมิงอวี่ขมวดคิ้ว “ข้าไม่เข้าใจความหมายของเสด็จพ่อ”

               “เยี่ยซีอวดดีก็จริง แต่เจ้าก็อย่าลืมว่านางเป็นคู่หมั้นของเสวียนเอ๋อร์หรือก็คือว่าที่พี่สะใภ้ของเจ้าในอนาคต วันนี้เจ้าทำให้นางอับอายต่อหน้าผู้คนเยี่ยซีสำหรับข้าแล้วไม่ได้มีอะไรเลย แต่ว่าเจ้ากำลังหักหน้าพี่ชายของเจ้าอยู่เจ้าเข้าใจไหม?”

               หมิงอวี่รู้ว่าเสวียนเอ๋อร์ที่หมิงอ๋องพูดถึงนั้นก็คือ หมิงเสวียนองค์ชายเก้าหนึ่งในสามอัจฉริยะปีศาจของราชสำนัก!

               หมิงเสวียนมีชื่อเสียงอย่างมากได้ยินมาว่าปีนี้เขาเพิ่งจะอายุยี่สิบแต่ก็ไปถึงขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่เก้าระดับผนึกขั้วแล้วพรสวรรค์ของเขาสูงมากจนแทบไม่มีใครเทียบได้

               เมื่อไปถึงขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่แปดระดับประสานเป็นหนึ่ง หากคิดอยากจะทะลวงขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่เก้าระดับผนึกขั้วจะต้องฝึกฝนหล่อหลอมอย่างต่อเนื่อง ด้านพละกำลังก็จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแต่ว่าแต่ละคนจะมีขีดจำกัดของตัวเองในด้านกำลังอยู่ เมื่อไรก็ตามที่แตะไปถึงขีดจำกัดนั้นได้ก็จะสามารถไปถึงขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่เก้าระดับผนึกขั้วได้

               ตามหลักแล้ว ขีดจำกัดของร่างกายคนเราจะรองรับพลังราชสีห์ได้หนึ่งหมื่นตัว! ในล้านปีที่ผ่านมาไม่มีใครสามารถทลายขีดจำกัดพลังราชสีห์หนึ่งหมื่นตัวได้เลย

               แต่พลังขององค์ชายเก้านั้นเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่อยู่ขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่แปดระดับประสานเป็นหนึ่งแล้วพอมาถึงขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่เก้าระดับผนึกขั้วขีดจำกัดแห่งการผนึกขั้วของเขาก็มีพลังเทียบเท่าราชสีห์เก้าพันแปดร้อยห้าสิบตัวแล้ว!

                อีกทั้งร่างกายขององค์ชายเก้ายังมีพลังสายฟ้าแฝงอยู่ด้วยเวลาที่ใช้พลังแห่งสายฟ้าสามารถสร้างกระบี่เหล่ยเจี้ยนที่เทียบได้กับศาสตราวุธระดับเก้า

               พรสวรรค์และความสามารถที่น่ากลัวแบบนี้ มันน่าทึ่งมาก พูดได้เลยว่าองค์ชายเก้าคนนี้นี่แหละที่มีโอกาสกลายเป็นหมิงอ๋องคนต่อไปอย่างแน่นอน!

                หมิงอวี่เลิกคิดฟุ้งซ่าน แล้วพูดออกมาว่า “ข้าเข้าใจ”

               ไม่รู้ว่าทำไม ในใจของเขากลับรู้สึกเฉยชา

               “ถึงแม้เสวียนเอ๋อร์จะใจกว้าง ไม่คิดเล็กคิดน้อยกับเจ้าแต่หลายคนในวังหลวงล้วนแต่เป็นห่วงความรู้สึกของเสวียนเอ๋อร์ วันนี้เจ้าล่วงเกินคนพวกนั้นต่อไปเจ้าจะต้องถูกผลักไสจากพวกเขาเป็นแน่”

               หมิงเฉินเหยียนพูดว่า “ต่อไปเสวียนเอ๋อร์อาจจะได้เป็นรัชทายาทในฐานะที่เจ้าเป็นน้องก็ควรจะอยู่ข้างกายคอยช่วยเหลือ ไม่ใช่ถูกคนอื่นผลักไสไล่ส่งข้าไม่อยากเห็นพวกเจ้าพี่น้องต้องมาผิดใจกันแบบนี้”

               หมิงอวี่ค่อยๆ กำหมัดแน่น ในใจรู้สึกอึดอัดและทรมานอย่างบอกไม่ถูกแต่เขาก็พยายามจะรักษาการให้เกียรติคนที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อ “ได้ต่อไปข้าจะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีกพะยะค่ะ”

               “เจ้าเข้าใจก็ดีแล้ว”

               หมิงเฉินเหยียนพยักหน้าแล้วพูดว่า“อีกไม่กี่วันเสวียนเอ๋อร์ก็จะกลับมาจากการฝึก ถึงเวลานั้นเจ้าก็เตรียมยาจูหยวนตันสามล้านเม็ดไปขอโทษเสวียนเอ๋อร์กับเยี่ยซีในงานเลี้ยงฉลองก็แล้วกันนะด้วยการแสดงท่าทีของเจ้า เรื่องนี้จะได้จบ”

     

    คล้ายกับเรื่องบันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว) ที่คุณอ่าน