บทที่ 1 ก้อนแป้งตัวน้อยประสบความสำเร็จในการลงมายังโลกมนุษย์!
"ฮือ ๆ ข้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว บีบคั้นกันจนจะตายอยู่แล้ว! โอ้์ เปิดตาดูเร็วเข้า คนพวกนี้จะบีบให้ครอบครัวเราตายเพราะเด็กโง่คนเดียว!"
หญิงสาวคนหนึ่งกำลังกลิ้งเกลือกอยู่บนพื้น ชุดผ้าหยาบที่แต่เดิมก็ดูไม่ออกว่าสีอะไรยิ่งสกปรกจนดูไม่ได้ ใบหน้าที่ซีดเซียวเพราะความหนาวเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
นางยื่นมือไปตบเด็กชายตัวเล็กที่น้ำมูกไหลที่อยู่ข้าง ๆ ด่าเสียงดังลั่น “ข้าจะตีแกให้ตาย! ไอ้เด็กตาบอด แกไม่รู้หรือว่าคนเขารักเด็กโง่นั่นราวกับของล้ำค่าน่ะ?”
"แกนี่มันลูกกำพร้าไม่มีพ่อ ที่ยังไม่อดตายก็เพราะฟ้ายังมีเมตตา! แกจะเอาอะไรมาชดใช้! ไปตายเสียให้พ้น ๆ ให้แม่ลูกเราตายไปพร้อมกันเลย!"
ใต้ชายคามีชายชราคนหนึ่งนั่งอยู่ สวมเสื้อนวมสีดำที่ซักจนออกขาวและปะชุนหลายแห่ง เขาคือเ้าของบ้านหลังนี้ ไท่ลิ่วเย่
ชายชรามีผมหงอกขาวทั่วศีรษะ ใบหน้าซีดเหลือง ผอมจนดวงตาเห็นเบ้าลึก แต่ร่างกายสูงใหญ่ไม่ได้หลังค่อมหรือห่อไหล่ด้วยวัยชราและความยากลำบาก หลังของอีกฝ่ายยังคงยืดตรง
เมื่อได้ยินหญิงคนนั้นพูดจาไร้ยางอาย ไท่ลิ่วเย่ก็ตบโต๊ะเสียงดังและด่าว่า "ลูกสะใภ้เก้า ลูกสาวบ้านข้าอาจจะเป็คนโง่ก็จริง แต่นางแค่นั่งเงียบ ๆ เล่นของเล่นของตัวเอง รบกวนใครที่ไหนกัน ลูกชายเ้ามาผลักนางล้มหัวกระแทกโดยไม่มีสาเหตุ นั่นมันเลวจริง ๆ !”
"บ้านข้าไม่ได้เรียกร้องเงินทองค่ารักษาพยาบาล แค่ขอข้าวสองชั่งให้เด็กกินฟื้นฟูร่างกาย เ้ายังจะเบี้ยวอีกหรือ?”
"ถ้าชดใช้ไม่ไหวก็บอกมาตรง ๆ ว่าชดใช้ไม่ไหว มาอาละวาดแบบนี้คิดว่าบ้านข้ารังแกได้ง่าย ๆ งั้นหรือ?!"
หญิงคนนั้นยังอยากจะแก้ตัว แต่พอเงยหน้าขึ้นมาเห็นชายชราสีหน้าเต็มไปด้วยความเหี้ยมเกรียมก็หดคอลง สุดท้ายก็ไม่กล้าอาละวาดอีกต่อไป ได้แต่อุ้มลูกชายร้องไห้ไม่หยุด
"ฮือ ๆ เด็ก ๆ เล่นด้วยกันเป็ธรรมดา โก่วเซิ่งเอ๋อร์ก็ไม่ได้ตั้งใจ น่าสงสารข้า สามีก็ตายไปแล้ว แม่ผัวก็นอนป่วยอยู่บนเตียง”
"ฮือ ๆ ข้าก็ไม่มีทางเลือก ถ้าที่บ้านมีข้าวกิน โก่วเซิ่งเอ๋อร์ก็คงไม่หิวจนต้องร้องโวยวายทั้งวัน..."
เด็กกำพร้าและหญิงม่าย ช่างชวนให้น่าสงสารยิ่งนัก
พวกชาวบ้านที่มามุงดูเื่วุ่นวายอยู่ด้านนอกเห็นภาพทั้งหมดแล้ว อดที่จะพูดจาเกลี้ยกล่อมไท่ลิ่วเย่ไม่ได้
"ท่านอาหก โก่วเซิ่งหิวจนคอเล็กเท่าลำฟางแล้ว ที่บ้านคงไม่มีอะไรกินจริง ๆ "
“ใช่แล้ว ท่านอาหก หลายปีมานี้ลำบากนัก คนตายเพราะความหิวก็มีไม่น้อย ลูกสาวบ้านท่านเกิดมาก็ไม่สมประกอบ แต่พวกท่านยังอดออมเลี้ยงดูนางจนขาวอวบ ถือว่าทำดีมากแล้ว คราวนี้หากไม่ฟื้น เด็กคนนั้นก็ไม่ขาดทุนหรอก อย่าทรมานตัวเองเลย มันไม่คุ้มค่า…”
ไท่ลิ่วเย่กวาดตามองชาวบ้านในตระกูลเดียวกันอย่างเ็า แล้วพูดด้วยสีหน้าบึ้งตึง "นี่เป็เื่ในครอบครัวของเรา ไม่จำเป็ต้องให้พวกเ้ามากังวลใจ! แยกย้ายกันไปเถอะ เื่นี้ข้าจะปรึกษากับผู้าุโในตระกูลเอง"
พูดจบ เขาก็หันไปมองแม่ของโกวเซิ่ง "ไม่ว่าคราวนี้ลูกสาวบ้านข้าจะฟื้นขึ้นมาได้หรือไม่ ครอบครัวเ้าก็หนีไม่พ้นแน่!"
"ถ้าชดใช้เป็ธัญพืชไม่ได้ก็ใช้แรงงานแทน วันนี้เื่นี้ต้องมีคำอธิบายให้ชัดเจน! ไม่เช่นนั้นต่อไปใครก็จะรังแกลูกสาวบ้านข้าได้ ลูกสาวบ้านข้าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ยังไง!"
แม่ของโก่วเซิ่งมีสีหน้าลำบากใจ ไม่กล้าปริปากพูดอะไร ดึงลูกชายที่ตัวสั่นงันงกเดินจากไป
เื่นี้จะชดใช้อย่างไรก็ค่อยว่ากันวันหลัง หลบเลี่ยงไปได้วันหนึ่งก็นับเป็วันหนึ่ง...
ชาวบ้านเห็นว่าไท่ลิ่วเย่โกรธจริง ๆ ก็รู้สึกเก้อเขินอยู่บ้าง รีบแยกย้ายกันไป
ในตอนนี้ ไท่ซานเย่ที่นั่งอยู่ด้านข้างมาตลอด และยังเป็หัวหน้าตระกูลไท่ ในที่สุดก็เอ่ยปากพูดขึ้นมา
"น้องหกเอ๋ย เกรงว่าบ้านเ้าเก้าคงชดใช้เป็ข้าวไม่ได้จริง ๆ เ้าคิดจะทำยังไงล่ะ?"
ไท่ลิ่วเย่ไม่ลังเลแม้แต่นิดเดียว
"รอก่อนครึ่งวัน ถ้าจูจูยังไม่ฟื้นก็ขายที่ดิน พอได้เงินก็พานางไปหาหมอ! ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าเด็กหรอก ต้องช่วยจูจูให้ได้"
ลูกชายคนโตไท่จี้จู่ ลูกชายคนที่สองไท่จี้จง รวมถึงหลานชายไท่หย่งอัน ไท่หย่งหนิง ไท่หย่งลู่ และไท่หย่งเยว่ที่ยืนอยู่ด้านหลังเขา ต่างก็พยักหน้าตาม ไม่มีใครรู้สึกเสียดายที่ดินแม้แต่น้อย
ไท่ซานเย่ถอนหายใจ ดึงแขนเสื้อขึ้นมาปาดน้ำมูกที่เย็นจนแข็ง ในใจคัดค้านเต็มร้อย
แม้ว่าใน่ไม่กี่ปีมานี้จะประสบปัญหาทั้งภัยแล้งและน้ำท่วม ทำให้ที่นาแทบไม่ได้ผลผลิต แต่ที่นานั้นก็เปรียบเสมือนรากฐานของชาวนาไม่ใช่หรือ
น้องชายของเขาคนนี้ เพื่อเด็กหญิงโง่เขลาคนหนึ่ง ตัดสินใจที่จะไม่สนใจชีวิตของคนทั้งครอบครัวเสียแล้ว!
เขายังคิดจะพูดเกลี้ยกล่อมอยู่ แต่ทันใดนั้นก็มีคนในบ้านะโด้วยความตื่นเต้นดีใจ
"ท่านพ่อ พวกท่านรีบมาดูเร็ว ๆ เข้า จูจูฟื้นแล้ว!"
ลานบ้านเงียบไปชั่วขณะ ก่อนที่จะเกิดความวุ่นวายขึ้นทันที
ท่านผู้เฒ่าไท่รีบพุ่งเข้าไปในเรือนอย่างรวดเร็ว ตามหลังมาด้วยลูกหลานเป็พรวน ไม่นานห้องฝั่งตะวันตกเล็ก ๆ ก็แน่นขนัด
ริมหน้าต่างทางทิศใต้ บนเตียงเตาขนาดใหญ่ มีสตรีคนหนึ่งนั่งอยู่ อายุราวสามสิบกว่า ผอมจนเบ้าตาลึก ใบหน้าซีดขาว ยิ่งดูซูบซีดมากขึ้นเมื่อสวมเสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยรอยปะชุน
นางคือสะใภ้คนโตของตระกูลไท่ หยางลี่ฮวา
ตอนนี้ในอ้อมอกของนางมีเด็กหญิงตัวน้อยคนหนึ่งถูกห่อไว้ด้วยผ้าห่มบาง
เด็กหญิงตัวน้อยดูอายุราวสองสามขวบ เสื้อผ้าที่สวมใส่ไม่ได้ดีนัก แต่อย่างน้อยก็ไม่มีรอยปะชุน ใบหน้าเล็ก ๆ ขาวนวล มีแก้มอูมนิด ๆ แบบเด็กทารก ที่หน้าฝากมีก้อนปูดสีม่วงราวกับซาลาเปาลูกเล็ก ดูน่ากลัวมาก
เวลานี้เด็กหญิงตัวน้อยกำลังกะพริบตาโตสีดำ ขนตายาวกระพือไปมาเหมือนพัดเล็ก ๆ ซุกตัวอยู่ในอ้อมอกของหยางลี่ฮวา ค่อย ๆ มองสำรวจทุกคนอย่างขลาดกลัวเหมือนลูกสัตว์ตัวน้อย
ทุกคนในครอบครัวมองด้วยความเวทนาสงสาร แม้แต่จะหายใจแรง ๆ ก็ยังไม่กล้า
"จูจูตื่นแล้ว หัวยังเจ็บอยู่ไหม?"
ท่านปู่เอ่ยกับหลานสาวเสียงเบาอ่อนโยน เกรงว่าเด็กน้อยจะใ
จูจูใชายชราที่ชะโงกเข้ามาดูใกล้ ๆ ตามสัญชาตญาณจึงถอยหลังซุกเข้าไปในอ้อมกอดที่อยู่ด้านหลัง
พอขยับตัวแบบนั้น ก้อนบวมบนหัวของนางก็เริ่มปวด จึงยื่นมือน้อย ๆ ขาวอวบออกมาลูบเบา ๆ
ดวงตากลมโตของเด็กหญิงค่อย ๆ เป็ประกายขึ้นมา!
นางจิ้ม ๆ ที่มือน้อยอวบอูมของตัวเอง แล้วพยายามผลักผ้าห่มผืนบางออกไป มองดูเท้าเล็ก ๆ อวบอ้วนของตัวเอง
เด็กหญิงไม่อยากจะเชื่อ จึงยกเท้าเล็ก ๆ สีชมพูอ่อนขึ้นมาอย่างงุ่มง่าม แล้วเอาเข้าปาก กัดเต็มแรงหนึ่งที...
"โธ่เอ๋ย จูจู กัดไม่ได้นะ! เดี๋ยวเจ็บแย่! หิวแล้วใช่ไหม แม่จะทำของอร่อย ๆ ให้กินเดี๋ยวนี้!" หยางลี่ฮวารีบห้ามลูกสาว แล้วหันไปมองน้องสะใภ้หลิวตงเหนียงที่ประตู ซึ่งก็คือภรรยาของไท่จี้จง อ้อนวอนว่า "น้องสะใภ้ ป้าสามบ้านข้าง ๆ ลูกสะใภ้นางกำลังอยู่ไฟ ต้องมีไข่ไก่แน่"
"ช่วยไปขอยืมมาสักฟองให้จูจูทำไข่ตุ๋นหน่อยเถอะ บอกป้าสามว่าข้าจะคืนให้แน่นอน!"
หลิวตงเหนียงรีบรับคำแล้วหันหลังเดินออกไปทันที
จูจูเจ็บจนเบะปาก ดึงเท้าที่เปียกน้ำลายออกมา แล้วยิ้มอย่างตื่นเต้นจนเห็นฟันขาวเล็ก ๆ สองแถว!
ในที่สุดก็มีอายุครบสามร้อยปีแล้ว ลงมาเกิดบนโลกมนุษย์ได้สำเร็จ!
นางมีแขนขาแล้ว เป็ทารกในโลกมนุษย์แล้ว!
ไม่ใช่แค่หญ้าสี่แฉกที่ส่ายไปมาตามลมหรือนั่งเฉย ๆ ทุกวันอีกต่อไป!
จูจูเงยหน้าที่ขาวกลมเหมือนซาลาเปา กะพริบตาโตที่เปียกชื้น มองคนในครอบครัวตรงหน้า ในดวงตาเล็ก ๆ เต็มไปด้วยความคาดหวัง
ทันใดนั้น ใบหน้ายิ้มแย้มของเด็กหญิงก็เปลี่ยนเป็ความอยากรู้อยากเห็นและประหลาดใจ
ทำไมกลุ่มพลังงานเหนือศีรษะของคนเหล่านี้ถึงเป็สีดำมืดล่ะ?