สินธ์กลับมาถึงห้องทำงานของตนและพบว่าสันยังคงรออยู่
“หัวหน้าสินธ์ เป็นยังไงบ้างครับ?” สันกล่าวถามด้วยความหวัง
สินธ์มองหน้าสันแล้วส่ายหัว “นายไปมีเรื่องกับคนที่ไม่ควรแล้วล่ะ อีกฝ่ายเป็นหัวหน้ารุ่นบุกเบิก”
ได้ยินเช่นนั้นสันก็ทรุดลงและเหม่อด้วยสายตาว่างเปล่า ชีวิตนี้เขาจบแล้วจริงๆ ทุกอย่างที่ทำมาหลายปีได้หายไปในพริบตา ถ้าหากไม่ใช่เพราะคนตรงหน้าล่อลวงเขา เขาก็คงมีชีวิตที่ดีไปแล้ว
เมื่อคิดได้เช่นนั้นสันก็ลุกขึ้นแล้วพุ่งเข้าไปบีบคอสินธ์ “เพราะแก!! เพราะแกคนเดียวที่ทำให้ฉันเป็นแบบนี้!! ฉันจะฆ่าแก!!”
สินธ์ตกใจและพยายามหนีออกจากมือของสันแต่ว่าสินธ์เป็นเพียงคนธรรมดาและสันได้ฝึกฝนมาก่อนทำให้เขาไม่สามารถหนีออกจากการจับกุมได้
สินธ์เริ่มรู้สึกหายใจไม่ออกและแน่นหน้าอก
“ชะ…ช่วยด้วย!!” สินธ์ใช้แรงเฮือกสุดท้ายตะโกนขอความช่วยเหลือ
โชคดีที่มีคนเดินผ่านข้างนอกแล้วได้ยินเสียงตะโกนขอความช่วยเหลือจึงรีบเข้ามาช่วยไว้ได้ทัน
“แค่กๆ” สินธ์ไอออกมาอย่างรุนแรงก่อนที่เขาจะเดินไปหาสันที่ถูกคนอื่นๆช่วยกันหยุดไว้แล้วเตะไปสองสามที
“แก ไอ้เวรคิดจะฆ่าฉันงั้นเหรอ!!” สินธ์ตะโกนด้วยความโกรธขณะเตะสันไปด้วย
คนที่มาช่วยตกใจพยายามห้ามสินธ์เอาไว้เพราะเกรงว่าสันจะถูกเตะจนตายซะก่อน สันพยายามดิ้นให้หลุดเขาอยากจะกระทืบสินธ์ให้จมดินด้วยความโกรธ ยิ่งเมื่อเขาถูกสินธ์เตะเขาก็ยิ่งบ้าคลั่ง จนหลุดออกมาได้และกระโดดเข้าใส่สินธ์อีกครั้ง สินธ์ขัดขืนและพยายามเหวี่ยงหมัดไปมั่วๆ
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นดูเละเทะและยุ่งเหยิงมาก สันและสินธ์เข้าต่อสู้กันเหมือนหมาบ้าและมีคนอีกกลุ่มพยายามเข้าไปห้าม
ในขณะนั้นได้มีเหตุการณ์เกิดขึ้น ณ สถานที่ทดสอบ กลุ่มคนจำนวนหนึ่งยืนออกันตรงหน้าโจ พวกเขาไม่พอใจที่ไม่ผ่านการทดสอบหรือลูกหลานของตนไม่ผ่านการทดสอบ
ถ้าไม่มีอะไรลับหลังคงไม่มีปัญหาอะไรแต่คนเหล่านี้ได้จ่ายเงินใต้โต๊ะให้กับรองหัวหน้าหน่วยเพื่อรับประกันว่าจะได้ผ่านการทดสอบจริงๆ
“คุณน่ะคือหัวหน้าหน่วยใช่มั้ย? ทำไมพวกเราถึงไม่ผ่านล่ะ?” ชายวัยกลางคนกล่าวถามด้วยอารมณ์คุกรุ่น เพราะลูกชายของเขาไม่ผ่านการทดสอบและเขายังจ่ายเงินไปมากอีกด้วย
โจเหลือบมองเล็กน้อยก่อนจะตอบว่า “เพราะลูกของคุณไม่ผ่านแม้แต่การทดสอบร่างกาย แล้วทำไมผมจะต้องให้ผ่าน?”
ข้างๆชายวัยกลางคนเป็นเด็กหนุ่มอายุประมาณ 18 ปี มีร่างกายที่มีน้ำหนักมากกว่า 100 กิโลกรัม ถ้าผ่านการทดสอบร่างกายได้ก็คงแปลก
“อะไรนะ!! แต่ผมจ่ายเงินไปตั้งเยอะนะ!!” ชายวัยกลางคนพูดด้วยความโมโห
เมื่อโจได้ยินเขาก็หรี่ตาลง “คุณจะบอกว่าคุณยัดเงินใต้โต๊ะเพื่อจะได้ผ่านเหรอ?”
ชายวัยกลางคนไม่รู้ว่าคนตรงหน้ากำลังอารมณ์แปรปรวนจึงพูดขึ้นอย่างภูมิใจ “ใช่!! ฉันจ่ายไปมากกว่า 500 เครดิต”
เงินเครดิตเป็นเงินสากลของสหพันธ์ ตั้งแต่มนุษย์ได้เข้าร่วมกับสหพันธ์เงินเครดิตก็เริ่มถูกยอมรับมากขึ้น และเงินจำนวน 500 เครดิตถือว่าเป็นเงินจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว ด้วยเงินจำนวนนี้สามารถซื้อบ้านในย่านชนชั้นกลางได้เลยทีเดียว
โจไม่แปลกใจเลยว่าทำไมองค์กรถึงได้ตกต่ำลงเพราะมีคนไร้ความสามารถเข้ามาด้วยการยัดเงินนี่เอง
โจก้าวไปตรงหน้าชายวัยกลางคนแล้วกล่าวถามอย่างเย็นชาว่า “คุณจ่ายเงินให้ใคร?”
ชายวัยกลางคนรู้สึกถึงแรงกดดัน เขาไม่กล้าที่จะสบตากับโจแต่ด้วยความเย่อหยิ่งเขากล้าที่จะตอบกลับไป “ฉันจ่ายเงินให้กับรองหัวหน้าของคุณไง ไม่ใช่ว่าพวกคุณเอาไปแบ่งกันเหรอ!!”
โจหันไปหาผู้ช่วยที่มาจากหน่วยตัวเอง “ไปลากคอมันมา” เขากล่าวเพียงสั้นๆ
ในระหว่างที่กำลังรอผู้ช่วยนำตัวรองหัวหน้าคนเก่ามา ก็ได้มีคนเดินเข้ามา เป็นชายวัยกลางคนและลูกชายของเขา โจจำได้ว่าชายหนุ่มคนนั้นคือยูนาน ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะมาหาเรื่อง
ชายวัยกลางคนแต่งตัวมีภูมิฐานและดูเย่อหยิ่งเล็กน้อย สายตาที่มองคนอื่นราวกับมองคนที่ต่ำกว่า
“พ่อครับ มันนี่แหละที่ไล่ผมออก!!” ยูนานชี้มาที่โจและกล่าวด้วยความโกรธแค้น
ชายวัยกลางคนร้องหึออกมาเล็กน้อยก่อนจะขยับคอเสื้อและเดินไปทางโจด้วยท่าทางผู้ดี
“คุณเป็นหัวหน้าหน่วยฝึกงั้นเหรอ ผมยูคิมเป็นพ่อของยูนาน ผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่อันดับสามของโลก” ยูคิมกล่าวด้วยความภาคภูมิใจผสมกับความเย่อหยิ่ง
เขามองโจเป็นแค่หัวหน้าหน่วยฝึกตัวเล็กๆจะมาสู้กับเขาได้ยังไง? เขามั่นใจว่าเงินของเขามีมากพอที่จะถมโจให้ตายได้
“ใช่ ผมเป็นหัวหน้าหน่วยฝึกชื่อโจ” โจกล่าวเสียงเรียบ
“คุณรู้ไหมว่าผมได้บริจาคอาวุธให้กับองค์กรโลกสมัยใหม่แต่คุณทำแบบนี้กับผมน่ะเหรอ?” ยูคิมกล่าวออกมาทำให้คนอื่นรู้สึกว่ามีความโกรธเล็กน้อยในคำพูดเหล่านั้น
“แล้วไง?” โจตอบกลับด้วยความเฉยเมย
“ห๊าาา!!” ยูคิมและคนอื่นๆตกตะลึงกับท่าทางของโจ “แล้วไง? คุณพูดมาได้ไงว่าแล้วไง!! ถ้าผมไม่บริจาคอาวุธให้กับองค์กรของพวกคุณ พวกคุณจะยังมีอาวุธดีๆใช้หรือไม่? ไม่ใช่แค่ผมแต่คนอื่นๆก็บริจาคให้องค์กรเช่นกัน!!”
“ใช่ๆๆๆ” คำพูดของยูคิมเหมือนเป็นการกระตุ้นให้คนอื่นๆเข้าข้างเขา กลุ่มคนเหล่านี้ล้วนเป็นผู้มีหน้ามีตาในสังคมและมีทรัพสินมากมาย และยังบริจาคให้กับองค์กรอีกด้วย
“พวกคุณเข้าใจคำว่าบริจาคหรือไม่?” โจกล่าวถาม
เมื่อได้ยินโจกล่าวถามทุกคาต่างมองหน้ากัน บริจาคก็คือบริจาคแล้วจะให้หมายความว่าไง?
โจเห็นท่าทางอ้ำอึ้งของพวกเขาก็ได้แต่ส่ายหัวแล้วกล่าวว่า “บริจาคคือสิ่งของที่พวกคุณให้กับองค์กรด้วยน้ำใจ องค์กรไม่เคยขอให้พวกคุณบริจาค แต่เมื่อพวกคุณบริจาคทางองค์กรก็ขอบคุณพวกคุณด้วยความจริงใจ แต่ถ้าพวกคุณคิดว่าการบริจาคแล้วต้องได้รับสิ่งตอบแทนกลับมา ผมบอกได้เลยว่าพวกคุณกำลังคิดผิด!! พวกคุณคิดว่าการที่พวกคุณบริจาคให้กับองค์กรแล้วจะทำให้พวกคุณมีเส้นสายในองค์กรงั้นหรือ?”
คำกล่าวของโจทำให้ใครหลายๆคนรู้สึกไม่พอใจ พวกเขาเป็นนักธุรกิจมีเงินนับไม่ถ้วน การให้สิ่งของไปก็ย่อมต้องการเส้นสายแล้วพวกเขาผิดอะไร?