จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    เล่มที่ 1 ตอนที่ 5 ไม่เป็นดั่งคำร่ำลือ

            อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จื่อซวินเอ๋อคาดไม่ถึงคือปฏิกิริยาที่รุนแรงของฉินอวี่ดวงตาที่งดงามของนางจ้องมองฉินอวี่ เผยให้เห็นรูปลักษณ์ที่มีเสน่ห์เหมือนก่อนหน้าและเอ่ยออกมา “ซวินเอ๋อก็เพียงแค่สงสัยเท่านั้นเอง...” และในใจกลับคิดเป็นอย่างอื่นดูเหมือนว่าความคิดนั้นคงจะยากที่จะนำมาใช้แล้ว นางมั่นใจได้เลยว่าขอเพียงนางควบคุมคนใกล้ชิดที่อยู่เบื้องหลังคนผู้นี้ได้หากต้องการอะไรแล้วเอามาไม่ได้ นั่นคงไม่ใช่ความต้องการของจื่อซวินเอ๋อ

            “หวังว่าเจ้าจะแค่อยากรู้นะ!” ฉินอวี่พูดอย่างเย็นชาแม้ว่าเขาเป็นเพียงแขกที่ผ่านเข้ามาคนหนึ่งแต่เขาก็ไม่มีวันยอมให้ใครทำลายเจตนารมณ์ของตระกูลฉินหากเป็นเรื่องคนอื่นฉินอวี่จะไม่ยุ่งเกี่ยวเลย แต่ฉินอวี่จะไม่มีวันยอมให้ผู้ใดทำร้ายฉินเสวี่ยเป็นอันขาด

            จื่อซวินเอ๋อยิ้มหวานและยิ้มปกปิดการข่มขู่ก่อนหน้านี้จากนั้นจึงหยิบกระดาษที่ฉินอวี่เขียนขึ้นมา หลังจากดูมันครู่หนึ่ง ก็พูดว่า“เอาล่ะ ข้าสามารถช่วยเจ้ารวบรวมวัตถุดิบยาทั้งหมดนี้ได้ ข้าประเมินราคาดูแล้วราคาอยู่ที่ประมาณสามร้อยศิลาวิญญาณ และยังมีเศษเหลืออีกสี่ร้อยไม่ทราบว่าสหายเฉินต้องการเป็นศิลาวิญญาณหรือจะเปลี่ยนเป็นวัตถุดิบยาอื่นๆ หรือไม่?”

            “วงแหวนมิติหนึ่งวง นอกนั้นขอเป็นศิลาวิญญาณครึ่งหนึ่งขอเป็นศิลาวิญญาณระดับล่าง อีกครึ่งหนึ่งขอเป็นศิลาวิญญาณระดับกลาง”วัตถุดิบที่ฉินอวี่ต้องการนั้นมีจำนวนมาก หากส่งตรงไปยังตระกูลฉิน คงเป็นที่ดึงดูดความสนใจของผู้คนมากเกินไป

            “สหายเฉินไม่ทราบว่าจะให้ข้าติดต่อเจ้าในภายหน้าได้อย่างไร?” จื่อซวินเอ๋อตอบไม่ตรงคำถาม

            “ข้าจะยังมาที่นี่อีกสองสามครั้ง เอาล่ะช่วยข้าเตรียมเอาไว้ก็แล้วกัน” ฉินอวี่พูดจบ ก็ลุกขึ้นยืน

            “สหายเฉิน ไม่ต้องกังวล แม้ว่าวัตถุดิบยาเหล่านี้จะไม่ใช่สิ่งมีค่ามากนักแต่ปริมาณที่เจ้าต้องการก็มากยิ่งนัก อาจจะต้องใช้เวลารวบรวมกว่าครึ่งวันหากสหายเฉินสนใจ ซวินเอ๋อพาสหายเฉินเดินชมร้านขายยาได้นะลองดูว่าเจ้าสนใจของชิ้นไหนบ้างหรือไม่?” จื่อซวินเอ๋อลุกขึ้นช้าๆพูดด้วยท่าทางงดงามอ่อนหวาน นางต้องการจะรู้ว่าส่วนตัวของฉินอวี่มีความลึกลับมากเพียงใด

            ฉินอวี่หรี่ตาลง ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า เขาไม่ต้องการจะเป็นศัตรูกับจื่อซวินเอ๋อ ในแดนของสตรีผู้นี้มีความลึกลับยิ่งนักอีกทั้งยังมีความไม่แน่นอนอย่างมาก หากผูกมิตรไว้ได้ให้ผูกมิตรอย่างเต็มที่มิฉะนั้น หากไปยั่วยุคนเช่นนี้ในสถานการณ์เช่นนี้คงมีเรื่องวุ่นวายตามมาไม่น้อยเลยทีเดียว

            เมื่อฉินอวี่รับคำ รอยยิ้มบางๆก็ปรากฏขึ้นบนแก้มที่ขาวผ่องของจื่อซวินเอ๋อและเป็นรอยยิ้มที่เรียกได้ว่างามล่มเมือง

            “ก่อนหน้านี้ซวินเอ๋อมิได้มีเจตนาอื่นใดเพียงแค่อยากรู้ที่มาเกี่ยวกับสหายเฉินจริงๆ อย่างไรก็ตามเม็ดยาพลังปราณนั้นมีบันทึกไว้เพียงในตำราโบราณเท่านั้นน้อยมากที่จะมีคนได้ครอบครองไว้” จื่อซวินเอ๋อเดินไปพูดไปและพาฉินอวี่เดินออกจากห้อง

            ฉินอวี่ตอบอย่างเรียบเฉย “ด้วยเพราะมีเบื้องหลังของ‘หมื่นสรรพสิ่ง’ ก็ควรจะมีใบปรุงยาของเม็ดยาพลังปราณสิ?” ฉินอวี่ถามอย่างหยั่งเชิงตั้งแต่แดนเซียนอู่ถูกหลินอวี่ทำลายไป และเสี่ยเอ๋อได้รวบรวมกลับขึ้นมาใหม่จะต้องมีสิ่งของที่สูญหายไปเป็นจำนวนมากแน่นอนและฉินอวี่ก็คาดเดากองกำลังที่อยู่เบื้องหลังร้านขายยาหมื่นสรรพสิ่งได้อย่างชัดเจน

            “เอ๊ะ? สหายเฉิน คิดว่ามีอะไรอยู่เบื้องหลังร้านขายยาหมื่นสรรพสิ่งหรือ?” จื่อซวินเอ๋อยิ้มหวานและสังเกตได้ว่าฉินอวี่กำลังหยั่งเชิงตนเองอยู่เช่นกัน นางจึงเริ่มอยากรู้มากขึ้น

            “หากข้าเดาไม่ผิดละก็ น่าจะเป็นสำนักกุยหยวน”ฉินอวี่กล่าวด้วยกล่าวด้วยความคิดเห็นเล็กน้อย

            หมื่นสรรพสิ่งเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอแต่การเปลี่ยนแปลงไม่อาจแยกออกจากสำนัก การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดหวนคืนสู่สำนักนอกจากนี้จื่อซวินเอ๋อก็เข้าสู่ขั้นเทียนชุ่ยชั้นที่หนึ่งได้ตั้งแต่อายุยังน้อยดังนั้นฉินอวี่จึงเดาออกว่าผู้อยู่เบื้องหลังร้านขายยาหมื่นสรรพสิ่งคือสำนักกุยหยวน

            ในอดีตฉินอวี่ก็เคยได้ยินชื่อของสำนักกุยหยวนมาก่อน และจนถึงทุกวันนี้ยังมีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับสำนักกุยหยวนในตำราโบราณของหอตำราตระกูลฉินซึ่งแสดงภูมิหลังที่ลึกซึ้ง

            จื่อซวินเอ๋อตกตะลึงอยู่ในใจมองไปทางฉินอวี่อย่างจริงจังนางนึกไม่ถึงว่าฉินอวี่จะสามารถคาดเดาสำนักผู้อยู่เบื้องหลังของร้านขายยาหมื่นสรรพสิ่งได้อย่างไรก็ตาม ร้านขายยาหมื่นสรรพสิ่งมีการดำเนินกิจการมายาวนานนอกจากผู้มีอำนาจเหล่านั้นแล้ว น้อยคนนักที่จะรู้ว่ามีสำนักกุยหยวนอยู่เบื้องหลังดังนั้น นางจึงนึกไม่ถึงว่าในเมืองหลักของคนทั่วไปเช่นนี้จะมีคนคาดเดาได้ถูกต้อง

            เป็นไปได้หรือไม่ว่า คนผู้นี้มาจากสำนักใหญ่? หรือเขาจะแสร้งทำเป็นอ่อนแอให้เราตายใจจริงๆ? จื่อซวินเอ๋อเริ่มเต็มไปด้วยความสงสัย

            “นักปรุงยาจื่อ ที่ด้านล่างมีสหายจากสกุลหลงมาขอพบท่าน”

            ในขณะนี้ผู้อาวุโสซึ่งออกมาต้อนรับฉินอวี่ในตอนแรกได้เดินขึ้นมาชั้นบน และกล่าวอย่างเคารพ

            “ข้ารู้แล้ว” จื่อซวินเอ๋อรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อยเมื่อนางถูกขัดจังหวะจากนั้นนางจึงหันไปหาฉินอวี่และพูดว่า “หากสหายเฉินไม่รังเกียจลงไปพบสหายเก่าแก่กับซวินเอ๋อหน่อยเป็นอย่างไร?”

            ฉินอวี่ยังไม่ทันตอบรับ แต่ก็ยอมรับไปโดยปริยาย

            ทั้งสองเดินลงไปที่ยังชั้นล่างของอาคารเคียงข้างกันแต่กลับมองเห็นชายหนุ่มและหญิงสาวหลายคนกำลังพูดคุยกันอยู่ในร้านขายยาสิ่งที่ทำให้ฉินอวี่มีประกายแสงอันเยือกเย็นปรากฏขึ้นในดวงตาก็คือ หนึ่งในนั้นมีคนคุ้นเคยอย่างมากอยู่คนหนึ่งซึ่งเป็นคนที่เขาที่เขาทั้งเกลียดทั้งกลัวเป็นที่สุดในความทรงจำของร่างเดิมคนผู้นั้นคือพี่ชายคนรองของฉินอวี่ บุตรชายคนรองแห่งตระกูลฉิน นามว่าฉินเฟิง!

            อย่างไรก็ตามฉินเฟิงในเวลานี้ไม่ได้จำความเย่อหยิ่งและโอหังอีกต่อไปใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่อ่อนน้อมถ่อมตนและยืนอยู่ข้างหลังฝูงชนด้วยความเคารพ

            หัวหน้าของกลุ่มคนเหล่านี้เป็นผู้หญิงที่สวยและผอมเพรียวสองคนคนหนึ่งอยู่ในชุดสตรีฝ่ายในสีชมพู อีกคนหนึ่งสวมชุดกระโปรงสีขาวด้านหลังมีคนหนุ่มสาวจำนวนหนึ่งและเด็กน้อยคนหนึ่ง ท่าทางของพวกเขาดูแปลกมากมีความสงสัย ความประหลาดใจ และเต็มไปด้วยความคาดหวัง

            “ศิษย์พี่หญิงจื่อ นึกไม่ถึงว่าท่านจะมาเมืองหลักเทียนอู่จริงๆ”ขณะที่ฉินอวี่และจื่อซวินเอ๋อกำลังเดินลงบันได ดวงตาของหญิงสาวในชุดสีขาวก็เปล่งประกายและพูดด้วยความประหลาดใจ

            “หลิงเอ๋อ ไม่เจอกันนานเลยนะ”จื่อซวินเอ๋อเดินย่างก้าวอย่างช้าๆ และมีรอยยิ้มเล็กน้อยบนใบหน้าที่สวยงามของนาง

            เมื่อชายหนุ่มที่ติดตามผู้หญิงทั้งสองเห็นจื่อซวินเอ๋อพวกเขาแต่ละคนต่างประหลาดใจราวกับได้พบเทพธิดา ดวงตาของพวกเขาจ้องมองตรงไปที่จื่อซวินเอ๋อและใบหน้าของพวกเขาก็ตกอยู่ในความหลงใหลในทันที

            “ศิษย์พี่หญิงจื่อ ท่านมาถึงเมืองหลักเทียนอู่ก็ไม่บอกหลิงเอ๋อสักคำและไม่ให้หลิงเอ๋อได้ทำการต้อนรับตามหน้าที่ของเจ้าบ้านเลย”หญิงสาวที่ชื่อว่าหลิงเอ๋อคนนั้นก้าวออกมาข้างหน้าและคว้ามือของจื่อซวินเอ๋อ พูดด้วยเสียงที่อ่อนหวานและเมื่อสายตาของนางหันมามองฉินอวี่ เมื่อมองใกล้ๆ อีกครั้ง นางจึงพูดอย่างตกตะลึง“เอ๊ะ... ศิษย์พี่หญิงจื่อ ผู้นี้คือ?”

            “ผู้นี้คือสหายเฉิน เขาเป็นคนแคว้นอู่เช่นกัน”จื่อซวินเอ๋อพูดพลางยิ้มอย่างอ่อนโยน พูดจบ นางก็หันไปกะพริบตาให้ฉินอวี่

            ฉินอวี่เหลือบมองจื่อซวินเอ๋ออย่างเฉยเมยและแอบเยาะเย้ยในใจ ยังไม่หยุดอีก? ยังคิดจะหยั่งเชิงอีก?

            “คนของแคว้นอู่? พี่เฉิน ข้าชื่อหลงหลิงยินดีที่ได้รู้จักท่านพี่เฉิน” หญิงสาวที่ชื่อหลิงเอ๋อพูดออกมาด้วยรอยยิ้มที่อ่อนหวานน้ำเสียงดูคมชัดและไพเราะน่าฟัง

            ฉินอวี่พยักหน้าเล็กน้อยเป็นคำตอบเขาคาดเดาตัวตนของหลงหลิงผู้นี้ได้อยู่ในใจของเขา ในแคว้นอู่ผู้ใช้สกุลหลงมีเพียงจักรพรรดิแห่งแคว้นอู่เท่านั้น เมื่อรวมกับรูปลักษณ์ที่น่าเคารพนับถือเช่นนี้หญิงสาวสองคนนี้จะต้องเป็นองค์หญิงแห่งแคว้นอู่

            “พี่หลิงเอ๋อเขายังไม่พ้นชั้นที่หนึ่งของขั้นยุทธ์เลยนะ... ทำไมจึงเรียกเขาว่าพี่ล่ะ? เขายังไม่ดีเท่าข้าเลยนะ...”เด็กน้อยที่อยู่กับหลงหลิงพูดอย่างไม่ค่อยพอใจ เขาเป็นอายุประมาณสิบสองหรือสิบสามปีเท่านั้นแต่กลับดูเป็นผู้ทรงเกียรติและสง่าผ่าเผยน่าเกรงขาม

            “หลงเฟย เงียบเดี๋ยวนี้นะ”หลงหลิงหันศีรษะอย่างรวดเร็ว และพูดด้วยท่าทางเคร่งขรึม

            เด็กชายคนนั้นที่ชื่อว่าหลงเฟยแลบลิ้นออกมาทันทีและก้มหน้าลงด้วยความไม่พอใจ

            จากนั้นหลงหลิงก็ละสายตาออกมาและมองไปทางฉินอวี่ “พี่เฉิน น้องชายของข้ายังเด็กและไร้เดียงสาหวังว่าพี่เฉินจะไม่ถือสา”

            ฉินอวี่ส่งสายตามองหลงหลิง และพยักหน้าเล็กน้อยเขารู้ว่าหลงหลิงผู้นี้เพียงแค่ทำให้จื่อซวินได้เห็นเท่านั้น เพียงแต่การขอโทษนี้เป็นการขอโทษเพื่อตนเอง ไม่ใช่เพื่อจื่อซวินเอ๋อ เห็นได้ชัดเจนว่าหลงหลิงผู้นี้มีอุบายไม่ใช่น้อยและนางเองก็ไม่ได้คำนึงถึงความสัมพันธ์ของตนเองและจื่อซวินเอ๋อเลย

            “พี่เฉิน นี่คือน้องสาวของข้าชื่อหลงอวี่”หลงหลิงรีบเปลี่ยนเรื่อง และแนะนำให้ฉินอวี่ได้รู้จัก

            “หลงอวี่? องค์หญิงสิบสามแห่งแคว้นอู่?” ฉินอวี่มองหลงอวี่อย่างแปลกใจเขานึกไม่ถึงว่านี่คือองค์หญิงสิบสามที่ร่างเดิมถึงกับถวิลหาทุกค่ำเช้าเมื่อมองพิจารณาอย่างละเอียด นางคือหญิงงามที่อยู่ในความทรงจำของร่างเดิมอย่างไรก็ตาม ร่างเดิมนั้นทำได้แต่เพียงแอบชื่นชมนาง มากที่สุดก็ทำได้เพียงแอบมองยังไม่เคยได้พบเจอหน้ากันมาก่อน เมื่อพบกันในวันนี้ฉินอวี่เองก็อดไม่ได้ที่จะมองไปทางหลงอวี่

            ใบหน้าของนางงดงามวิจิตรห่อหุ้มร่างกายด้วยอาภรณ์จีนสีชมพูอ่อน ผ้าคลุมไหมสีขาวเผยให้เห็นไหล่อันงดงามและคออันงามระหงรอยจีบของกระโปรงที่กระทบแสงดุจดั่งแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาบนพื้นดินห่างออกไปไกลกว่าสามฉื่อ เส้นผมอันงดงามของนางถูกม้วนรัดขึ้นไปปักปิ่นรูปผีเสื้อไว้บนศีรษะ มีผ้าไหมสีเขียวพันอยู่รอบอก ตบแต่งใบหน้าอย่างงดงามแต่งเติมสีอย่างเบาบาง ใบหน้าแดงละเอียดลออดูน่ารักราวกับกลีบดอกไม้ทั่วทั้งร่างของนางเปรียบเหมือนผีเสื้อโบยบินในสายลม เหมือนน้ำแข็งที่สดใส

            ต้องบอกเลยว่าหลงอวี่ผู้นี้เป็นหญิงสาวที่มีความงดงามพร้อมในทุกด้านแม้ว่าจะไม่เท่ากับจื่อซวินเอ๋อ แต่ร่างกายยังคงมีความเป็นเด็กอย่างเด็กแรกรุ่นไม่ได้มีความพิเศษอันใด อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ฉินอวี่ต้องแปลกใจคือ องค์หญิงสิบสามผู้นี้มีระดับการฝึกฝนในขั้นยุทธ์ชั้นที่สองเท่านั้น

            “หลงอวี่คารวะพี่เฉิน”เมื่อฉินอวี่มองไปยังหลงอวี่ หลงอวี่ก็มองดูฉินอวี่เช่นกันแต่สิ่งที่ทำให้นางสงสัยคือ สายตาของพี่เฉินคนนี้ ดูเหมือนกำลังจ้องมองตนเองหรือว่า เขาจะรู้จักตนเอง? ยิ่งไปกว่านั้นคนผู้นี้อยู่เพียงขั้นยุทธ์ชั้นที่หนึ่ง เหตุใดพี่หญิงจะต้องให้ความเคารพเขาด้วย?

            ในเวลานี้เหล่าหนุ่มสาวที่ด้านหลังองค์หญิงทั้งสอง ต่างประสานมือแสดงความเคารพ

            “หวังอวี่คารวะพี่เฉิน”

            “หลิวอวี้คารวะพี่เฉิน”

            “ฉินเฟิงคารวะพี่เฉิน” ฉินเฟิงที่เป็นคนสุดท้ายยกมือขึ้นแสดงความเคารพเช่นกัน

            ฉินอวี่เหลือบไปที่ฉินเฟิง และพูดอย่างเรียบเฉย“เจ้าเป็นบุตรชายคนรองของตระกูลฉินใช่หรือไม่?”

            ร่างกายของฉินเฟิงสั่นเล็กน้อยคิ้วของเขาก็ดูมีความสุขในทันที และพูดอย่างประจบสอพลอ “ใช่ขอรับ... หากเห็นว่าฉินเฟิงมีความสามารถจะทำได้ก็...”

            “ได้ยินมานานแล้วว่าบุตรชายคนที่สองของตระกูลฉินโอหังอวดดีและดูไร้เหตุผล เมื่อข้าได้พบวันนี้ ดูเหมือนไม่เป็นดั่งคำร่ำลือ”

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】 ที่คุณอ่าน