เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 95 บำเพ็ญพลังด้วยกัน

                ภายในหอโอสถ

               ท่ามกลางมิติอันลึกลับซับซ้อน ภายในนั้นอัดแน่นไปด้วยพลังงานแห่งฟ้าดินมากมายมหาศาลจนผสานตัวกลายเป็นสายธารหลากที่เสมือนจริง! หากผู้บำเพ็ญพลังปราณเข้ามายังสถานที่แห่งนี้จะต้องตกอยู่ในภวังค์แห่งความบ้าคลั่งเป็นแน่

               เพราะหากมีโอกาสได้บำเพ็ญตนอยู่ในสถานที่แห่งนี้ก็นับว่าดีเลิศยิ่งกว่าภายนอกนับสิบเท่า ร้อยเท่า!

               ทว่าภายในก็มีแรงกดทับอันยิ่งใหญ่อยู่ด้วยเช่นกัน มิติลึกลับที่มืดสลัวแห่งนี้คล้ายดั่งหลุมดำก็ไม่ปาน ในเวลาต่อมาพลันมีแสงสว่างบั่นทอนความมืดมิดลงชั่วครู่แล้วมีเงาร่างของมนุษย์ผู้หนึ่งปรากฏขึ้นมา

               “นี่คือที่ใดกันขอรับ?”

               เมิ่งฝานตะโกนเสียงดังแล้วกัดฟันแน่น ทว่าต่อให้เขาพยายามควบคุมร่างกายตนเองเท่าใดก็ไม่อาจทำได้ตามใจ เมื่อปรากฏตัวเมิ่งฝานก็รู้สึกคล้ายดั่งว่ากระดูกในร่างกายกำลังถูกแรงกดทับเหล่านั้นทำให้แตกหักก็ไม่ปาน เลือดลมแปรปรวนกดทับลงไปยังหน้าท้อง ขณะเดียวกันก็ยังไม่อาจหายใจได้ด้วยซ้ำไป

               นี่คือ...ชั้นที่หกของหอโอสถ?

               เมิ่งฝานเข้าใจได้ในทันที เขามองไปยังพลังงานแห่งฟ้าดินที่มากมายและเคลื่อนไหวดุจดั่งสายธาร แต่ก็รู้ดีว่าตนเองไม่อาจกลืนกินมันได้ทั้งหมด

               ถึงแม้ร่างกายของเขาจะเลิศล้ำเป็นอย่างยิ่งแต่ก็ยังมีขีดจำกัดของตนเอง ซึ่งพลังงานแห่งฟ้าดินภายในชั้นที่หกแห่งนี้มีมากกว่าชั้นที่ห้านับร้อยเท่า นี่นับว่าเป็นขีดจำกัดของเมิ่งฝานแล้ว

               “อย่าได้ใจร้อนไป เจ้าหนู!”

               ขณะที่ใบหน้าของเมิ่งฝานแดงก่ำและกำลังจะสลบไปพลันมีเสียงอันราบเรียบของรั่วสุ่ยอีดังขึ้นมา เป็นน้ำเสียงที่คล้ายดั่งไม่ได้สนใจสิ่งใดทั้งที่เมิ่งฝานกำลังกำลังตกอยู่ในอันตรายใหญ่หลวง

               เมิ่งฝานที่ได้ยินดังนั้นจึงเอ่ยอย่างจนปัญญา “ขอร้องล่ะ ตอนนี้ข้าใกล้จะตายแล้วด้วยซ้ำ!”

               “ไม่ต้องห่วง ข้าจะยอมให้เจ้าตายได้อย่างไร!” เมื่อสิ้นเสียงนั้นรั่วสุ่ยอีก็ปรากฏตัวขึ้นมา เจ้าของชุดกระโปรงสีขาวผู้มีสัดส่วนหน้าหลงใหลและเส้นผมยาวถึงแผ่นหลังนั้นมองมายังเมิ่งฝานซ้ำยังทำหน้าราวกับว่ามันเป็นเรื่องที่น่าขบขัน

               หลังจากที่นางปรากฏตัวแรงกดดันก็น้อยลงไปอย่างมาก เพราะถูกรั่วสุ่ยอีปิดกั้นเอาไว้รอบนอกทั้งหมด

               จากนั้นรั่วสุ่ยอีที่ลอยอยู่กลางอากาศก็จึงเอ่ยเสียงเรียบ “ที่นี่ต่างหากจึงจะเป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การบำเพ็ญตนที่สุด ดีต่อตัวเจ้าเองและสามารถช่วยข้าได้ด้วย!”

               เมื่อนางเอ่ยวาจาฝ่ามือสวยก็ตวัดวาดออกไป พลังงานแห่งฟ้าดินที่มากมายพลันถาโถมเข้าหาตัวนางอย่างบ้าคลั่ง

               ชั้นที่หกแห่งหอโอสถสั่นสะเสือนในชั่วพริบตา พายุและสายลมก่อตัว มิติอากาศสั่นไหว เวลานี้รั่วสุ่ยอีคล้ายดั่งหลุมดำก็ไม่ปาน ร่างบางอรชรนั้นมีกลิ่นอายแห่งพลังที่น่าสะพรึงและไร้เทียมทานแผ่ซ่านออกมาแล้วกลืนกินพลังงานแห่งฟ้าดินอย่างบ้าคลั่ง

               ความเร็วในการกลืนกินเช่นนี้ แม้ว่ารอบกายจะมีพลังงานแห่งฟ้าดินมากมายดั่งแม่น้ำสายใหญ่ก็ดูคล้ายว่ายังไม่มากพอให้นางได้อิ่มเอม

               รั่วสุ่ยอี แท้จริงแล้วนางแข็งแกร่งถึงเพียงใดกัน! 

               เมิ่งฝานยกยิ้มที่มุมปากแล้วมองภาพเบื้องหน้าด้วยความตกตะลึง หากกลืนกินพลังงานแห่งฟ้าดินไปมากมายเพียงนั้น ร่างของตนเองในยามนี้คงต้องแตกระเบิดเป็นแน่ แต่รั่วสุ่ยอีกลับคล้ายยังคงเหลือเฟือก็ไม่ปาน

               ขยับเพียงนิ้ว ดูดกลืนสายธารนับร้อย ขยับเพียงฝ่ามือ ต้มสมุทรให้เดือดระอุ ดูท่าพี่สาวของเมิ่งฝานผู้นี้คงจะมีที่มาที่ไปยิ่งใหญ่นัก

               ขณะที่เมิ่งฝานกำลังตื่นตะลึง เสียงของรั่วสุ่ยอีพลันดังขึ้น

               “เมิ่งฝาน เจ้ามาบำเพ็ญตนข้างกายข้า สถานที่แห่งนี้มีสัตว์อสูรขั้นราชาสัตว์อสูรถูกหลอมสลายอยู่หลายตัว แต่เจ้าก็ต้องระวังเอาไว้ด้วย พลังงานในนี้บริสุทธิ์เป็นอย่างยิ่ง มันสามารถทำลายเส้นแขนงปราณของเจ้าได้ทุกเวลา!”

               พลังงานของราชาสัตว์อสูรหลายตัว!

               มุมปากของเมิงฝานกระตุกขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะนั่งขัดสมาธิลงไป รูขุมขนบนร่างขยายใหญ่แล้วดูดซับพลังรอบกาย

               ในชั่วพริบตาที่พลังงานนั้นเข้าสู่ร่างเมิ่งฝานก็กัดฟันแน่น เพราะมันเป็นพลังงานที่ดุดันอย่างยิ่ง การที่เคยถูกราชาสัตว์อสูรหลอมผสานมาก่อนจึงทำให้มันบริสุทธ์เป็นอย่างมาก ทั้งยังแฝงไปด้วยกลิ่นอายแห่งความทรงพลังอำนาจด้วย

               เมื่อพลังงานแห่งฟ้าดินนี้เข้าสู่ร่างกายก็ทำให้เมิ่งฝานรู้สึกราวกับว่ามีลาวาหลั่งไหลเข้าร่างกายก็ไม่ปาน!

               หย่า!~~

               เมิ่งฝานตวาดออกมาเสียงต่ำอย่างไม่อาจควบคุมได้ นัยน์ตาทั้งสองข้างแดงก่ำราวกับสัตว์ป่าก็ไม่ปาน แต่เขาก็ยังอยู่ข้างกายของรั่วสุ่ยอีและกลืนกินพลังเหล่านั้นไปอย่างทุกข์ทน

               เมื่อเวลาผ่านไปรั่วสุ่ยอีจึงเอ่ยขึ้น “เมิ่งฝาน ถ้าหากเจ้าไม่อาจยืนหยัดอยู่ได้ก็ไม่จำเป็นต้องติดตามข้า ข้าจะส่งเจ้ากลับไปยังชั้นที่ห้า”

               แม้จะได้ยินเสียงของรั่วสุ่ยอีแต่เมิ่งฝานก็ยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่อย่างนั้นไม่พูดจาใดๆ สิ่งที่กำลังเป็นอยู่มันเจ็บปวดก็จริง หากรั่วสุ่ยอีไม่เอ่ยประโยคนั้นออกมาเมิ่งฝานก็คงจะเลือกหนทางอื่น แต่เมื่อรั่วสุ่ยอีได้เอ่ยมันออกมาแล้ว เขาจึงยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่กับที่อย่างดื้อรั้นต่อไป

               ร่างของเมิ่งฝานสั่นสะท้านไปด้วยความเจ็บปวด เม็ดเหงื่อหลั่งไหลดั่งสายฝน แต่ถึงกระนั้นเมิ่งฝานก็ยังคงกัดฟันแน่นแล้วดูดซับพลังงานแห่งฟ้าดินรอบกายต่อไป

               ท่ามกลางโลกอันมืดมนนั้น ร่างกายซึ่งคล้ายดั่งลำแสงทั้งสองดวงได้บำเพ็ญตนอยู่ด้วยกัน...

               ทว่า เวลานี้จุดที่ตื่นตะลึงยิ่งกว่าก็คือด้านนอกหอโอสถ เพราะมีผู้คนมากมายนับหมื่นชีวิต การช่วงชิงแห่งหอโอสถของสมาคมปรมาจารย์จิตศัสตรานั้นมีผู้คนมากมายให้ความสนใจ แต่ยามนี้พวกเขาทั้งหมดกลับตกอยู่ในความเงียบงัน ถึงขั้นที่สามารถได้ยินเสียงลมหายใจได้เลยทีเดียว

               บนจุดสูงสุดของหอโอสถนั้นเปล่งประกายขึ้นมาแล้ว คล้ายดั่งดวงดาราพร่างพราวและบ่งบอกว่ามีผู้บุกทะลวงขึ้นไปถึงชั้นที่หกของหอโอสถแล้ว!

               เขาเป็นผู้ใดกัน เหตุใดจึงน่าสะพรึงเช่นนี้!

               หากเป็นจอมยุทธ์ขั้นเกลาวิญญาณหรือสูงขึ้นไปจนถึงขั้นปราณทะลวงเข้าไปภายใน ผู้คนทั้งหลายก็ยังพอเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่ยามนี้ผู้ที่บุกทะลวงขึ้นไปถึงชั้นที่หกของหอโอสถกลับเป็นชนรุ่นหลังที่มีอายุยังไม่ถึงยี่สิบปีและยังอยู่ในขั้นหลอมปราณเพียงเท่านั้น

               ความสามารถอันเลิศล้ำเช่นนี้แข็งแกร่งดั่งปีศาจ นับเป็นเรื่องที่น่าตกตะลึงไม่น้อย!

               ต่อให้เมืองไท่หยางมียอดฝีมือมากมายหลายคน แต่เวลานี้พวกเขาทั้งหลายต่างก็ยืนนิ่งราวกับหินสลัก

               โดยเฉพาะคนของสมาคมปรมาจารย์จิตศัสตรา พวกเขามองไปยังภาพเหตุการณ์นั้นด้วยความเหลือเชื่อ แม้แต่ใบหน้าของชายชราอย่างตงหลายต้าซือก็ยังมีความสงสัยและตกตะลึงปรากฏ

               ตั้งแต่เปิดหอโอสถมานั้น ยังไม่มีผู้ใดสามารถขึ้นไปถึงชั้นที่หกได้แม้แต่เพียงผู้เดียว

               ใช่ว่าไม่มีผู้ใดทำได้ แต่เพราะทั้งหมดล้วนแต่อายุที่ไม่เกินยี่สิบปีแล้วจะเข้าไปยังใจกลางของศัสตราเทพระดับหกได้อย่างไร? ทว่ายามนี้กลับมีผู้ที่สามารถเข้าไปได้จริงๆ!

               ตงหลายต้าซือขยี้ตาแล้วมองอย่างจับจ้อง เพียงชั่วพริบตาพลันมีเงาร่างของมนุษย์ผู้หนึ่งปรากฏขึ้นในหัว หรือจะเป็นเขา? เมื่อคิดได้เช่นนั้นตงหลายต้าซือก็ส่ายหน้าเล็กน้อย แม้ว่าเด็กหนุ่มชุดสีครามผู้นั้นจะไม่เลวเพียงใดก็ไม่น่าจะแข็งแกร่งได้ถึงขั้นนั้น

               ยามนี้มีจอมยุทธ์น้อยหลายคนเดินออกมาจากหอโอสถ พวกเขาต่างมองขึ้นไปยังชั้นที่หกด้วยความตกตะลึงและชะงักงัน อ้าปากค้างประหนึ่งอมหินเอาไว้ก็ไม่ปาน แม้จะรู้ว่ามนุษย์แต่ละคนนั้นไม่มีผู้ใดที่จะมีความสามารถและความเก่งกาจสมบูรณ์ในทุกด้าน แต่ก็ยังนึกไม่ถึงว่าจะมีผู้ที่สามารถขึ้นไปยังชั้นที่หกของหอโอสถได้

               ต่อมาไม่นานเสียงของตงหลายต้าซือพลันดังขึ้น “เอาล่ะ ทุกคนรอไปก่อนแล้วกัน เมื่อใดที่คนผู้นั้นออกมาก็จะรู้กันเอง!”

               เวลาล่วงเลยผ่านพ้นไปอย่างช้าๆ และมีชนรุ่นหลังหลายคนเดินออกมาจากหอโอสถอยู่เป็นระยะ รวมถึงเซี่ยหลันและคนในกลุ่มขอนางที่เดินออกมาอย่างเต็มอกเต็มใจ ทว่าหลังจากที่พวกเขามองหน้ากันไปมาก็ล้วนแต่มีความสงสัยปรากฏขึ้นที่นัยน์ตา เพราะไม่มีเมิ่งฝานอยู่ในกลุ่ม

               การที่ได้ผสานพลังเข้ากายในชั้นที่สี่ก็ทำให้ทุกพึงพอใจแล้ว ทว่าเมิ่งฝานไม่ได้อยู่ในชั้นที่สี่

               แม้เวลาจะผ่านพ้นไปเรื่อยๆ แต่ก็ยังไม่มีผู้ใดแยกย้ายไปที่ใด พวกเขาต่างเฝ้ารออย่างใจเย็น เพราะในทุกปีนั้นจะพลังงานแห่งฟ้าดินภายในหอโอสถอย่างจำกัด ฉะนั้นแล้วหากจอมยุทธ์น้อยทั้งหลายกลืนกินมันแล้วก็จะออกมาจากหอโอสถ

               ยามนี้บรรดาศิษย์ของพรรควรยุทธ์ของเมืองซ่างจิงก็เดินออกมาแล้วเช่นกัน ซึ่งคนสุดท้ายที่เดินออกมาก็คือเมิ่งซี!

               เมื่อเห็นว่าเมิ่งซีปรากฏตัวความเงียบงันพลันปกคลุมไปทั่วบริเวณ แม้จะไม่ค่อยมีผู้ใดรับรู้ถึงฐานะของเมิ่งซีแต่กลิ่นอายพลังอันดุดันบนตัวเขาก็ทำให้ไม่มีผู้ใดมองข้ามไปได้

               เมื่อเห็นว่าเมิ่งซีปรากฏตัว เซี่ยหลันจึงเดินเข้าไปแล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย “เจ้าคือคนสุดท้ายอย่างนั้นหรือ แล้วเมิ่งฝานเล่า?”

               เมื่อได้ยินดังนั้นเมิ่งซีพลันมีสีหน้าไม่ชอบใจ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น “ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าเขาไปตายอยู่ที่ไหน?”

               “หรือว่าพวกเจ้าไม่ได้พบกัน เขาไม่ได้อยู่ในชั้นที่ห้าหรอกหรือ?”

               เซี่ยหลันเอ่ยออกไปด้วยความชะงักงัน ก่อนจะเงยหน้ามองขึ้นไปยังยอดหอโอสถ เพราะหากไม่ได้อยู่ในชั้นที่ห้าก็คงจะมีความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียว...นั่นคือเมิ่งฝานได้บุกทะลวงขึ้นไปยังชั้นสุดท้ายของหอโอสถ

               และในขณะที่เสียงสนทนาดังไปทั่วบริเวณก็พลันเกิดลมพายุขึ้นในชั้นที่หกของหอโอสถ

               เวลานี้รั่วสุ่ยอีและเมิ่งฝานนั้นคล้ายดั่งหลุมดำก็ไม่ปาน พวกเขากลืนกินพลังงานแห่งฟ้าดินรอบกายไปอย่างไม่หยุดหย่อน

               แม้ว่ารอบกายนั้นจะเป็นพลังงานที่หอโอสถสั่งสมมานานหลายร้อยปี แต่ลำพังเพียงรั่วสุ่ยอีผู้เดียวที่กลืนกินเข้าไปก็แทบไม่เหลือแล้ว และในเวลานี้เมิ่งฝานที่อยู่ข้างกายของนางพลันตวาดเสียงต่ำอย่างฉับพลัน

               เด็กหนุ่มลอยอยู่กลางอากาศ ดวงตาทั้งสองปิดแน่นและกัดฟันจนแทบแตกละเอียด แม้จะพยายามอดทนต่อความร้อนระอุที่คล้ายดั่งมีลาวาหลั่งไหลอยู่ภายในร่างกายแต่มันก็ยังคงเจ็บปวดรวดร้าวและแสนจะทรมาน ทุกวินาทีที่ผ่านพ้นคล้ายดั่งยาวนานนับปีก็ไม่ปาน

               ทว่าผู้ที่อยู่ข้างกายของเขาอย่างรั่วสุ่ยอีกลับคล้ายสบายอกสบายใจเป็นอย่างยิ่ง เส้นผมสวยลอยไปตามแรงโน้มถ่วง การดูดซับพลังงานอันน่าสะพรึงนั้นค่อยๆ หยุดลงเพราะรอบกายเริ่มไม่มีพลังงานแห่งฟ้าดินที่เพียงพอต่อการกลืนกินของนางแล้ว เรียกว่าพลังงานที่ผสานตัวคล้ายดั่งสายธารใกล้จะแห้งขอดไปแล้วก็ว่าได้

               ไม่รู้ว่าหากคนของสมาคมปรมาจารย์จิตศัสตราด้านนอกรู้เรื่องนี้แล้ว จะมีสีหน้าที่ไม่น่าดูเพียงใด

               เวลาผ่านพ้นไปพร้อมกับความร้อนระอุที่คล้ายดั่งนั่งอยู่ในกองเพลิง อยู่ๆ สมุทรปราณของเมิ่งฝานก็สั่นสะท้านก่อนจะหายวับไป สิ่งที่มาแทนที่ก็คือการผสานตัวของพลังปราณภายในร่างกายและพลังงานรอบนอก พลังงานแห่งฟ้าดินลอยเคลื่อนอยู่รอบกายของเขา และเมิ่งฝานก็รู้ดีว่านี่คือการบรรลุ!

               เขาเฝ้ารอมาเนิ่นนาน ในที่สุดก็ถึงเวลา!

               เมิ่งฝานกัดลิ้นตนเองเล็กน้อยเพื่อให้ตนเองได้สติอยู่เสมอ ขณะเดียวกันพลังปราณในร่างกายก็ไหลเวียนอย่างไม่หยุดพัก อักขระลึกลับและแปลกประหลาดภายในสมุทรปราณของเขาพลันเปล่งประกาย ก่อนที่พลังปราณภายในร่างกายทั้งหมดจะเริ่มถาโถมดุจดั่งสายธารหลาก

               เลือดภายในร่างของเขาเดือดพล่าน ระลอกคลื่นแห่งพลังสั่นสะท้าน เพียงชั่วพริบตาคล้ายดั่งว่าพลังปราณทั้งหมดภายในร่างกายผสานตัวกลายเป็นสายธารหลากแล้วพุ่งทะยานไปทะลวงอุปสรรคกายาก็ไม่ปาน

               ตู้ม!   

               เพียงการทะลวงแค่ครั้งเดียวก็ทำให้พันธนาการในร่างกายของมิ่งฝานพังทลาย สมุทรปราณแผ่ซ่าน ลมปราณทั่วร่างเพิ่มพูน พลังลมปราณแข็งแกร่งแผ่ซ่านไปทั่วสารทิศจนมิติอากาศพลันสั่นสะท้าน

               บรรลุแล้ว เข้าสู่ขั้นหลอมปราณระดับหกแล้ว!

               จิตวิญญาณของเมิ่งฝานสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ในชั่วพริบตาต่อมาพลังปราณภายในร่างกายก็เพิ่มขึ้นอย่างบ้าคลั่ง การได้บรรลุในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ทำให้รากฐานแห่งพลังของเมิ่งฝานมั่นคงเป็นอย่างยิ่ง

               ทุกครั้งที่บรรลุระดับพลังในขั้นหลอมปราณทำให้เส้นแขนงปราณในร่างกายของผู้ฝึกบำเพ็ญขยายใหญ่ขึ้น ขณะเดียวกันพลังปราณก็จะมากขึ้นกว่าเดิมเช่นกัน เส้นทางแห่งการบำเพ็ญตนนั้นจะต้องปลดพันธนาการของร่างกายเพื่อทะลวงขั้นพลังให้ขึ้นไปยังขั้นที่แข็งแกร่งที่สุด

               เมื่อขยับร่างเมิ่งฝานรู้สึกคล้ายดั่งว่าตนเองนั้นมีพลังอันแข็งแกร่งและยิ่งใหญ่อยู่ในมือก็ไม่ปาน ทว่าเมิ่งฝานดีใจกับการเลื่อนขั้นพลังได้ไม่นานสมุทรจิตของเขาพลันสั่นสะเทือนขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่มันจะเข้าไปผสานกับสมุทรปราณ

               แม้ว่าจะเกิดเหตุการ์เช่นนี้ขึ้นกับร่างกายแต่ก็หาได้ทำให้อ่อนแอลงไม่ ในทางกลับกันนั้น...มีแต่จะทำให้แข็งแกร่งขึ้น!

               เพียงชั่วพริบตาหัวใจของเมิ่งฝานพลันสั่นสะท้าน เพราะการที่พลังปราณเดือดพล่านในร่างกายเช่นนี้ทำให้เขารู้ว่า...ตนเองกำลังจะบรรลุอีกครั้ง!

    คล้ายกับเรื่องเมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน ที่คุณอ่าน