อาณาจักรนิรันต์

    ศึก ณ ที่ราบคาราดูน (8)

    “นั่นมันบ้าอะไรกันว่ะเดวิด!” อาเธอร์ยืนตาค้าง มองเศษโล่แห่งแสงที่แตกเป็นเสี่ยงราวกระจกค่อยๆ สลายไปต่อหน้าต่อตา “นายทำแบบนั้นได้ยังไง?”

     

    เดวิดหันมาหาอาเธอร์ยกอัญมณีเวทขึ้น พลางพูดเสียงเรียบ 

     

    “โล่พลังงานเวทพวกนี้…ไม่ได้ต่างอะไรกับสนามควอนตัมที่ถูกบีบบังคับให้อยู่ใน’ สถานะกึ่งเสถียร (metastable state) ’ คลื่นเวทที่ถูกสร้างขึ้นมา มันมีสมบัติคล้ายกับ ‘wave–particle duality (ทวิภาคคลื่น–อนุภาค = สิ่งที่มีทั้งสมบัติของคลื่นและอนุภาค) ’ คือมันเป็นทั้งคลื่นที่สั่นในความถี่หนึ่ง และยังเป็นอนุภาคพลังงานที่กักเก็บแรงดันไว้พร้อมกัน”

     

    เดวิดขยับนิ้วแตะอัญมณีเบา ๆ ออร่าที่เหลือค่อย ๆ เลือนหายไป “ถ้าเราจะทำลายโล่ตรง ๆ มันก็แทบเป็นไปไม่ได้เลย เพราะคลื่นที่ร้อยเข้าด้วยกันจะเสริมกำลังกันเองเรื่อย ๆ จนกว่าพลังงานจากอนุภาคเวทมันจะหมดลง แต่ถ้าหากเราหาความถี่ธรรมชาติของอนุภาคเวทที่มันสั่นอยู่เจอ จากนั้นก็ส่งคลื่นพลังงานเวทแบบเดียวกันที่สวนเฟสเข้าไป ผลลัพธ์ จะทำให้เกิด ‘destructive interference (การแทรกสอดแบบหักล้าง) ’ ทำให้คลื่นของทั้งสองหักล้างกันเอง จนทำให้มันไม่มีความเสถียรภาพ แล้วก็พังทลายลง”

     

    เดวิดมองสบตาอาเธอร์ สีหน้าไร้อารมณ์ตามแบบของเขา “สิ่งที่ผมทำเมื่อกี้ก็ไม่ต่างกับการตั้งสนามพลังของหมัดด้วยพลังเวทเพื่อให้เกิด ‘เรโซแนนซ์ (การสั่นพ้อง) ’ ของอนุภาคเวทในหมัด เมื่อมันเข้าประทะกับโครงสร้างของคลื่นอนุภาคเวทของโล่ จะทำให้เกิดผลลัพธ์เหมือนผลึกแก้วที่ถูกตอกตรงรอยร้าว…และแตกกระจายทันที”

     

    เดวิดเว้นวรรคเล็กน้อยก่อนจะสรุปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

    “โล่พลังงานเวทไม่ได้ถูก ‘ทำลาย’ ด้วยแรงหมัดของผม แต่พังเพราะโครงสร้างภายในมัน ถูกบังคับให้หักล้างตัวเอง ต่างหาก”

     

    อาเธอร์เมื่อได้ฟังที่เดวิดพูดมาก็อ้าปากค้างกว้างกว่าเดิม ไม่ใช่เพราะตกใจกับสิ่งที่เดวิดทำ แต่เขาฟังตามที่เดวิดอธิบายไม่รู้เรื่องเลยต่างหาก! “เดี๋ยวก่อนๆ …นี่นายคิดว่าหน้าฉันเหมือนนักฟิสิกส์ควอนตัม (Quantum Physicist) หรือพวกนักฟิสิกส์เชิงทฤษฎี (Theoretical Physicist) ที่นั่งหัวฟูอยู่หน้าเครื่องเร่งอนุภาครึไง?! พูดภาษาคนเข้าใจง่ายกว่านี้หน่อยสิ!”

     

    เดวิดหยุดเงียบไปพัก หรี่ตาลงเล็กน้อย “มันก็แค่…ผมทำให้คลื่นเวทของโล่หักล้างตัวเอง ใช้อัญมณีปรับความถี่ แล้วส่งผ่านหมัด โล่มันเลยแตกเพราะตัวมันเอง ไม่ใช่เพราะแรงผม”

     

    อาเธอร์แม้จะเลิกอ้าปาก แต่ก็ยังขมวดคิ้วกับคำตอบใหม่ของเดวิดอยู่ดี “ก็ยังยากอยู่ดี แต่ก็พอเข้าใจง่ายกว่ากองคำศัพท์เมื่อกี้อยู่นิดๆ นายทำให้ฉันรู้สึกแย่ เหมือนกับตัวเองเป็นนักศึกษาที่ติด F แล้วต้องมาลงเรียนควอนตัมเมคานิกส์ซ้ำใหม่ทั้งเทอมยังไงไม่รู้!”

     

    เดวิดหันมามองเหยียดมาที่อาเธอร์ “นี้นายจบโรงเรียนเตรียมทหารสถานีอวกาศเวย์พอยท์ ที่หนึ่งของรุ่นจริงรึเปล่าเนี่ย ที่นั้นเขาไม่ได้สอน Quantum Mechanics (กลศาสตร์ควอนตัม) รึไง?”

     

    อาเธอร์งุดหงิดตะโกนกลับ “สอนสิ!…แต่ฉันก็โยนความรู้พวกนั้นทิ้งลงถังขยะทันทีหลังสอบผ่านแล้วต่างหาก! ก็ไอ้ความรู้หนักสมองพวกนั้นมันไม่ได้ช่วยให้ฉันทอดไข่เจียวอร่อยขึ้นซะหน่อย จะเก็บมันไว้ทำไมกัน”

     

    เดวิดตอบเรียบ น้ำเสียงเริ่มขี้เกียจ “นายก็ควรพกความรู้ติดสมองทึบๆ ของนายบ้าง…บางทีความเข้าใจวิทยาศาสตร์เชิงลึก อาจช่วยให้นายรอดตายได้ ถึงแม้นายจะตายไม่เป็นก็เถอะ”

     

    อาเธอร์กำหมัด “นายว่าไงนะ!” แต่เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วพูดว่า “ช่างมันเถอะ เอาเป็นว่าตอนนี้…ฉันจะคิดแค่ว่านายสามารถต่อยโล่แห่งแสงแตกได้ก็พอ”

     

    คาเรซที่มองอยู่จากไกลๆ ภาพโล่แห่งแสงที่แตกราวกับกระจกยังติดตาเขาอยู่เลย ‘ไอ้บ้าคนหนึ่งก็เป็นสัตว์ประหลาดที่ตายไม่เป็น ส่วนอีกคนก็สามารถทำลายโล่แห่งแสงได้ด้วยการต่อยเพียงครั้งเดียว พวกมันสองคนมาจากนรกขุมไหนกันแน่!’ เขาคิด หัวใจเต้นแรงราวจะระเบิ

     

    “ท่านแม่ทัพขอรับ” นายทหารคนหนึ่งควบอัคคาวิสเข้ามาใกล้ “พวกทารอนบุกประชิดที่ประตูฝั่งตะวันตก แล้วขอรับ”

     

    สีหน้าของคาเรซกำลังแย่ลงเรื่อยๆ เขาไม่รู้ว่าตอนนี้เค้าควรจะอยู่เพื่อหยุดสัตว์ประหลาดสองตัวนี้หรือจะไปประตูตะวันตกเพื่อสู้กับพวกทารอน

     

    เดวิดที่กำลังกวาดสายตาไปทั่วบริเวรรอบๆ อยู่ ราวกับกล้องวงจรปิด ก็เห็นถึงความผิดปกติของนายทหารที่ควบอัคคาวิสอย่างเร่งรีบมาหาคาเรซ 

     

    “อาเธอร์!” เดวิดสะกิดเรียกอาเธอร์

     

    “มีอะไร นายจะด่าอะไรฉันอีกรึไง?” อาเธอร์ทำหน้ามุ่ย

     

    เดวิดหันมาสบตากับอาเธอร์อย่างจริงจัง “ราเมซเข้าประชิดประตูตะวันตกแล้ว”

     

    “อะไรน่ะ!” อาเธอร์ตกใจขึ้น เปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจัง

     

    เดวิดชี้ไปที่ตรงที่คาเรซอยู่ “ผมอ่านปากพวกเขา มันบอกว่าทารอนบุกประชิดที่ประตูฝั่งตะวันตกแล้ว!”

     

    อาเธอร์มองตามมือของเดวิดไป สายตาสบเข้ากับคาเรซที่กำลังลังเลเป็นกังวลอยู่ เขาคิดอย่างรวดเร็ว เขาหันไปหาเดวิด “ไม่เวลาแล้ว เราต้องแยกกัน นายวิ่งไปทางใต้ทำตามแผนเฟสต่อไป ส่วนฉันจะไปทางเหนือล่อพวกมันที่เหลือ”

     

    “ตอนนี้!” โดยไม่รอให้เดวิดตอบเขารีบพุ่งตัววิ่งไปทางทิศเหนือทันที ส่วนเดวิดที่เห็นเช่นนั้นก็รีบพุ่งตัวไปทางทิศใต้

     

    คาเรซที่เห็นเหตุการณ์งงกับสิ่งที่เกิดขึ้น ‘พวกมันจะไปไหน?’ เขาตัดสินใจอย่างรวดเร็วแล้วสั่งการ “แบ่งกำลังไปตามล่าพวกมันทั้งสองคน!” จากนั้นเขาก็ควบอัคคาวิสให้หันหน้าไปทิศตะวันตก “อัลซาบี อัลมูฟา ตามข้าไปที่ประตูตะวันตก!”

     

    เมื่อเหล่าทหารได้ยินเช่นนั้นพวกเขาก็รีบแบ่งกำลังกันไล่ตามทั้งสองคนนั้นทันที

     

    เดวิดพุ่งผ่านค่ายคาร์ทุซราวเงามรณะ ความเร็วของเขาทำให้ฝุ่นทรายฟุ้งกระจาย กลิ่นควันและเลือดจากกองศพยังลอยคละคลุ้ง เต็นต์ด้านข้างลุกไหม้จากระเบิดก่อนหน้า แสงไฟส้มสาดเงาร่างเขา ทหารคาร์ทุซสามคนยกหอกขวางทางเขาอยู่ด้านหน้า “ตายซะ!” พวกเขาตะโกน แต่เดวิดไม่ชะลอ เขาหยิบมีดสั้นในมือขว้างออกไป ฉึก! มีดปักหน้าผากคนแรก ร่างล้มลง เขากลิ้งตัวหลบหอกที่พุ่งมา ปัดหอกคนที่สอง แพล่ง! แล้วแทงมีดเข้าคอคนที่สาม เลือดพุ่งเป็นสาย 

     

    เดวิดวิ่งต่อไปไม่หยุด เขาพบกับทหารยามสี่คนพุ่งจากด้านข้าง ดาบฟันลง แต่เดวิดก้มหลบอย่างแม่นยำ ใบมีดเฉือนอากาศเหนือศีรษะ เขาหมุนตัว กรีดขาทั้งสี่คนในจังหวะเดียว ร่างพวกเขาล้มลงพร้อมเสียงกรีดร้อง เดวิดคว้ามีดจากศพ วิ่งมุ่งหน้าไปที่เต็นต์เก็บเสบียง เขาขว้างมีดปักถังน้ำมัน น้ำมันตะเกียงไหลไปทั่วพื้นเต็นท์เก็บเสบียง เดวิดรีบวิ่งออกมาพร้อมกับปามีดที่พันผ้าที่เขาใช้กระแสไฟฟ้าที่ปลายนิ้วจุดไฟไว้พุ่งเข้าไปในเต็นท์ ไฟพุ่งลุกทันที ตู้ม! เต็นต์ลุกไหม้ ควันดำพวยพุ่ง ทหารที่วิ่งตามเขาเข้ามาในเต็นท์ต่างกรีดร้อง ถูกเปลวเพลิงกลืน 

     

    ภาพกำแพงเหล็กเริ่มใกล้เข้ามา ทหารคาร์ทุซกลุ่มใหม่ยกธนูยิงจากด้านบนของกำแพง “ยิง!” ลูกธนูพุ่งวืดเข้าหาเข้าหาเดวิดราวสายฝน เดวิดกระโดดหลบซ้ายขวา เมื่อประชิดกำแพงเขาย่อตัว แล้วถีบตัวลอยขึ้นเหนือกำแพง เหวี่ยงมีดปักตาพลธนู ร่างล้มลงจากกำแพง เขาคว้าลูกธนูกลางอากาศ ขว้างกลับไป ปักคอคนที่สอง ทหารที่เหลือตื่นตระหนก เดวิดกลิ้งตัวลงบนกำแพง เขาหยิบดาบจากทหารแล้วฟันต่อเนื่อง ทหารสามคนล้มลง เลือดไหลนอง 

     

    เดวิดมาถึงขอบกำแพงเหล็กทิศใต้ เห็นประตูค่ายอยู่ไม่ไกล เขามองกำแพง—หนาแน่นด้วยทหารยามและพลธนู แต่จำนวนน้อยกว่าที่คาด ‘กำลังส่วนใหญ่ย้ายไปทิศตะวันตก…’ เขาคิด สายตากวาดหาอุปกรณ์เวท คทาเวทห้าอันตั้งเรียงบนกำแพง ออร่าสีน้ำเงินพุ่งเป็นลำ ระบบป้องกันของประตู เดวิดควงมีดสั้น วิ่งเรียบกำแพง ความเร็วราวสายลม

     

    ทหารยามสิบคนยกหอกขวางทาง เดวิดพุ่งเข้าใส่ หมุนตัวหลบหอกสามเล่ม ฟันมีดกรีดคอสองคนแรก เลือดพุ่งเป็นสาย เขากระโดดถีบคนที่สาม ลอยตัวขึ้น ขว้างมีดปักหน้าผากคนที่สี่ ร่างล้มลง เขาคว้าดาบจากศพ ฟันต่อเนื่อง ทหารที่เหลือล้มลงในพริบตา 

     

    เดวิดพุ่งไปที่คทาเวทอันแรก ฟันลงเต็มแรงลงไปยังอัญมณีเวท แกร๊ง! อัญมณีแตก ออร่าสีน้ำเงินระเบิด ตู้ม! ฝุ่นและชิ้นส่วนพลังงานกระจาย เขาวิ่งต่อไปยังคทาอันที่สองแล้วทำลายมัน ทหารพลธนูบนกำแพงยิงลูกธนูไม่หยุด เดวิดกลิ้งตัวหลบ คว้าลูกธนู ขว้างกลับไป ปักตาคนยิง ร่างล้มลง เขากระโดดขึ้นกำแพง ฟันอัญมณีบนคทาอันที่สามและสี่ พลังงานระเบิดดังสนั่น เดวิดกระโดดลงพื้น ฟันอัญมณีบนคทาอันสุดท้าย ออร่าดับลง ตอนนี้ประตูทิศใต้ไร้การป้องกันแล้ว

     

    เดวิดยืนบนกำแพงประตูทิศใต้ ซากศพทหารและชิ้นส่วนคทาเวทกระจายเกลื่อน กลิ่นควันและเลือดลอยอยู่ทั่วอากาศ เขาหันมองไปที่ประตูทิศตะวันตก ควันไฟและเสียงต่อสู้ดังก้องจากที่นั้น เดวิดหันไปมองทะเลทรายทิศใต้ อันว่างเปล่าภายใต้เงามืด เขาล้วงกระเป๋า หยิบพลุไฟออกมา เล็งขึ้นฟ้า ปล่อยกระแสไฟฟ้าจากปลายนิ้ว ตู้ม! พลุสีเขียวสว่างเจิดจ้าบนท้องฟ้า แสงสะท้อนบนทรายราวดวงดาว

     

    ตอนนั้นเองคาเรซที่ประตูทิศตะวันตก ดาบและเกราะเปื้อนเลือดจากการปะทะกับทารอน หันขวับเมื่อเห็นแสงเขียว ‘ประตูทิศใต้! เกิดอะไรขึ้น?’ เขาคิด หัวใจเต้นแรงรู้สึกสังหรณ์ใจขึ้น “แบ่งกำลังไปประตูทิศใต้เดี๋ยวนี้!” เขาตะโกน เสียงแหบแห้ง 

     

    กลับมาที่เดวิด เขากลับมามองทะเลทรายอีกครั้ง ภาพที่เห็นตรงหน้าเขาไม่ใช่แค่ทะเลทรายอันว่างเปล่าอีกต่อไป มีเงามืดเคลื่อนไหว กองกำลังอัคคาวิสนับร้อยปรากฏจากเงามืดในทะเลทราย ฝุ่นทรายฟุ้งกระจาย เสียงคำรามและเกือกเท้าดังก้องราวพายุ กำลังพุ่งตรงมายังประตูทิศใต้แห่งนี้!