บทที่ 34
พบพานในป่า
จางหยุนยังคงพักอาศัยอยู่ที่เดิม บริเวณแถบนี้อยู่ห่างจากจุดที่เขาใช้ล่าสัตว์อสูรพอสมควร เพราะแบบนั้นมันค่อนข้างที่จะปลอดภัย
กองไฟกล่องเดิมแล้วก็ยังคงมีเนื้อย่างที่ตัดแบ่งออกมาจาสัตว์อสูรที่ล่าได้กำลังย่างอยู่ จางหยุนนั่งอยู่ด้านหน้ากองไฟ เขากำลังอยู่ในท่านั่งสมาธิโคจรปราณเคล็ดวิชากลืนมรณะ และซากเทวะในการฝึกฝน
แต่อยู่ๆดวงตาทั้งสองข้างที่กำลังปิดอยู่ก็ลืมเปิดขึ้น จางหยุนมองออกไปยังด้านนอกถ้ำ
เสียงฝีเท้าของคนกลุ่มนึงเริ่มดังเข้ามา บริเวณปากถ้ำในยามนี้มีเงาร่างของคนสามคนปรากฏตัวขึ้น เสียงฝีเท้านั้นค่อยๆเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ
ก่อนที่คนพวกนั้นจะก้าวเดินเข้ามาภายในถ้ำ จางหยุนมองประเมินกลุ่มคนที่ปรากฏตัวขึ้นในสายตา
เป็นชายสามคน
ตรงกลางเป็นชายวัยกลางคนใบหน้าดุดัน ร่างกายสูงใหญ่ทั่วทั้งร่างกายแผ่ซ่านพลังขอบเขตผนึกตันเถียนขั้นกลางออกมา
ส่วนอีกสองคนหนึ่งคนเป็นชายหนุ่มอายุไม่มากน่าจะราวยี่สิบต้นๆเท่านั้น ท่าทางดูดีใบหน้าถือว่าหล่อเหลามีพลังขอบเขตผนึกตันเถียนขั้นต้น
ส่วนคนสุดท้ายคนพวกนี้ดูภายนอกเป็นชายวัยประมาณสามสิบปี สวมใส่อาภรณ์เรียบง่ายใบหน้าค่อนข้างที่จะเป็นมิตร คนผู้นี้เองก็แผ่ซ่านปราณวิญญาณขอบเขตผนึกตันเถียนขั้นกลางออกมา
ในขณะที่จางหยุนมองเห็นทั้งสามคน ทั้งสามคนเองก็มองเห็นจางหยุนเช่นเดียวกัน
ชายวัยกลางคนที่มีความอาวุโสมากที่สุดในกลุ่มยิ้มและเอ่ยขึ้นมา “มองเห็นแสงไฟทางนี้ วันนี้เลยหวังจะมาขออาศัยแสงไฟของน้องชายพักในคืนนี้สักหน่อย”
จางหยุนยิ้มแล้วพยักหน้าเป็นการยอมรับ
หลังจากนั้นคนทั้งสามก็เดินเข้ามานั่งล้อมกองไฟ จางหยุนยังคงแสดงท่าทางสงบนิ่ง
ชายวัยกลางคนผู้ที่มีความอาวุโสมากที่สุดในกลุ่มนั่งลงแล้วก็หันไปเอ่ย “น้องชายเข้ามาล่าสัตว์อสูรคนเดียวอย่างนั้นหรือ?”
จางหยุนยิ้มแล้วก็พยักหน้า
ชายวัยกลางคนผู้นั้นยกนิ้วโป้งให้แล้วเอ่ยชม “กล้าหาญมาก”
“บริเวณแถบนี้พวกสัตว์อสูรส่วนใหญ่เป็นสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นต่ำ เพียงแต่ว่าสิ่งที่อันตรายไม่ได้มีเพียงแค่พวกสัตว์อสูรหรอกนะ”
“ดูอย่างพวกข้าสิรวมกลุ่มกันมา ก็เพราะว่าเพื่อเพิ่มความปลอดภัย บริเวณแถบนี้มักจะมีพวกผู้บำเพ็ญเพียรที่ปลอมตัวเป็นโจรคอยดักปล้นชิงสังหารผู้บำเพ็ญเพียรคนอื่นอยู่”
“เพราะแบบนั้นน้องชายถือว่ากล้าหาญมาก”
“แต่ว่าหลังจากที่กลับไปที่เมืองครั้งนี้ ถ้าเกิดว่าออกมาอีกครั้งพี่ชายแนะนำว่าควรจะหาสมาชิกร่วมทีมสักหน่อย อย่างน้อยก็ช่วยให้ความปลอดภัยในการออกล่าสัตว์อสูรนั้นเพิ่มขึ้น”
ชายวัยกลางคนเอ่ยเตือนออกมาด้วยความหวังดี
จางหยุนทำเพียงยิ้มแล้วพยักหน้ารับ
เมื่อชายวัยกลางคนเห็นว่าจางหยุนเหมือนจะไม่อยากพูดคุย เขาเลยไม่หันมาชวนคุยอีก แล้วหันกลับไปไปสนทนากับคนภายในกลุ่มของตนเอง
จางหยุนหลับตาลงแล้วก็เริ่มฝึกฝนอีกครั้ง เพียงแต่ว่าในครั้งนี้เขาไม่ได้โคจรวิชาซากเทวะ นั่นจึงทำให้โลงศพสีดำไม่ปรากฏขึ้นมา
ภาพที่คนอื่นมองเห็นก็เพียงแค่จางหยุนกำลังนั่งฝึกฝนเท่านั้น ยามราตรีผ่านพ้นไปอย่างช้าๆ กองไฟเล็กๆที่ตอนนี้มีสมาชิกถึงสี่คนเริ่มค่อยๆเงียบสงัดลง
กลุ่มของชายวัยกลางคนผู้นั้นยามนี้ หาที่พักผ่อนภายในถ้ำแห่งนี้จากนั้นก็เริ่มเอนหลังพักผ่อน ส่วนทางด้านของจางหยุนยังคงนั่งฝึกฝนอยู่เช่นเดิม ความสงบภายในถ้ำเช่นนี้ดำเนินผ่านไปได้เรื่อยๆ จนกระทั่งใกล้ถึงช่วงเวลายามเช้า
จางหยุนที่กำลังนั่งฝึกฝนอยู่ลืมตาขึ้นมา ก่อนที่จะหันออกไปมองบริเวณด้านหน้าปากถ้ำ ในตอนนี้แม้ว่าท้องฟ้าด้านนอกจะยังคงมืดมิด แต่อีกไม่นานดวงอาทิตย์เองก็คงจะปรากฏขึ้นสุดขอบฟ้า
จางหยุนดึงสายตาของตนเองกลับมา เขามองไปยังร่างของชายวัยกลางคนที่นอนอยู่ห่างออกไป
ท่ามกลางถ้ำที่เงียบสงัดอยู่ๆจางหยุน ก็เปิดปากพูดกับคุณชายวัยกลางคนเป็นครั้งแรก “เลิกรอดูได้แล้ว พวกเจ้ากำลังรอดูอยู่ว่าข้าจะมีพรรคพวกกลับมาที่ถ้ำอีกหรือไม่? รอมาขนาดนี้รอจนด้านนอกแต่เช้าแล้วยังไม่ลงมืออีกอย่างนั้นหรือ”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้นกลุ่มของชายวัยกลาง พวกมันทั้งสามพากันลืมตาขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง ดีดตัวขึ้นมาอยู่ในท่ายืนอย่างรวดเร็ว
ชายวัยกลางคนที่ตอนแรกมีใบหน้าเป็นมิตรยามนี้กับหรี่ตาลง จ้องมองมาที่จางหยุนราวกับว่าพยายามที่จะมองความคิดของจางหยุนให้ออก
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าพวกเรามาอย่างไม่เป็นมิตร?” ชายวัยกลางคนเอ่ยถามออกมา
ในขณะที่เคยถามเขาส่งสายตาให้กับสมาชิกในกลุ่มอีกสองคน คนทั้งสองได้รับสัญญาณทางสายตาจากหัวหน้าก็เคลื่อนไหวอย่างช้าๆปิดล้อมทางเข้าออกของถ้ำแห่งนี้เอาไว้ทั้งหมด
จางหยุนได้ยินคำถามนั้นก็กระตุกมุมปากก่อนที่จะเอ่ยขึ้น “การแสดงของเจ้าห่วยเกินไป”
“เจ้าเป็นคนพูดออกมาจากปากเองว่ามีพวกโจรดักปล้นบริเวณนี้อยู่ไม่น้อย แต่ตัวเจ้ามาชวนข้าคุยโดยที่ไม่มีท่าทางระวังตัวเลย”
“ถ้าเกิดว่าเป็นคนปกติอย่างน้อยต้องรักษาระยะห่างไว้บ้าง หรือไม่ก็แสดงท่าทางระวังตัวอยู่สามถึงสี่ส่วน แต่พวกเจ้ากลับไม่ได้เป็นแบบนั้น”
“การที่พวกเจ้าพูดเกี่ยวกับเรื่องโจรดักปล้นขึ้นมา ก็อาจจะเป็นเพราะว่าต้องการให้ตัวของข้าวางใจ และเป็นการยืนยันว่าตนเองนั้นไม่ใช่พวกโจรที่กล่าวถึง”
ชายวัยกลางคนผู้นั้นที่เป็นหัวหน้ากลุ่ม ได้ยินคำพูดนั้นแล้วก็ถึงกับเลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจ จ้องมองชายวัยกลางคนที่มีอายุไล่เรียกกับตนเองด้านหน้าอีกครั้ง
“การที่รู้อยู่ว่าพวกข้าเป็นผู้ใด แล้วเหตุใดจึงไม่หนีไป อย่าบอกนะว่าเจ้ามีคนช่วยเหลือหรือว่ามีสิ่งที่ช่วยชีวิตอะไรแบบนั้น” ชายวัยกลางคนเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา ปราณวิญญาณภายในร่างกายก็ค่อยๆปลดปล่อยออกมาอย่างช้าๆ เผยแรงกดดันของขอบเขตผนึกตันเถียนขั้นกลาง
ถึงแม้ว่าชายวัยกลางคนจะมั่นใจมากว่า ไม่มีทางที่ขอบเขตผนึกตันเถียงขั้นต้นด้านหน้า จะหนีไปจากการปิดล้อมของพวกเขาได้ แต่ถึงกระนั้นชายวัยกลางคนก็ไม่ประมาทปลดปล่อยแรงกดดันออกมา เพื่อเตรียมเข้าจู่โจมอีกฝ่ายได้ทุกเมื่อ
ในขณะที่ชายวัยกลางคนที่เป็นหัวหน้ากลุ่ม ตั้งท่าเตรียมพร้อมที่จะลงมือ อยู่ๆมันเองก็ได้ยินเสียงเตือนของลูกน้องของตนเอง
“หัวหน้าระวัง!!!” คนที่ส่งเสียงเตือนขึ้นมาคือชายฉกรรจ์ที่มีขอบเขตผนึกตันเถียนขั้นกลางเหมือนกัน ในตอนนี้อีกฝ่ายอยู่ห่างออกไปพอสมควร รับหน้าที่ในการปิดทางหนีบบริเวณปากถ้ำ
ชายวัยกลางคนได้ยินเสียงเตือนแบบนั้น ในตอนแรกยังไม่รู้สึกอะไร แต่เพียงแค่ลมหายใจต่อมามันสัมผัสได้ถึงสัญชาตญาณของตนเองที่กำลังร้องเตือน
ใบหน้าชายวัยกลางคนเปลี่ยนไปมันหันมองไปด้านหลัง เมื่อหันไปมองมันก็พบเห็นกับเงาสีดำทั้งบนสองตนที่ปรากฏอยู่ด้านหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
ชายวัยกลางคนยังไม่ทันได้โต้ตอบอะไร เงาสีดำที่สามารถปลดปล่อยการโจมตีเทียบเท่ากับ ขอบเขตผนึกตันเถียนขั้นปลายได้จู่โจมเข้ามาใส่อย่างรวดเร็ว
หมัดอันทรงพลังแหวกอากาศจู่โจมเข้ามา ดวงตาของชายวัยกลางคนหดเล็กลง กระบี่ในมือของมันสั่นสะท้านเตรียมที่จะป้องกันการโจมตี
เพียงแต่ว่าความรวดเร็วในการโจมตีของมันนั้นเร็วเกินไป พริบตาเดียวหมัดทั้งสองก็ทะลวงเข้าใส่หน้าอกของชายวัยกลางคน
ความรุนแรงในการโจมตีนี้ทะลวงเข้าไปใส่ทรวงอกเกือบทะลุไปถึงด้านหลัง ชายวัยกลางคนใบหน้าซีดเผือดดวงตาสั่นสะท้านเต็มไปด้วยความหวาดกลัว มันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของความตาย
เมื่อมองเห็นภาพที่หัวหน้าของตนเองโดนโจมตี ด้วยพูดเงาสีดำสนิทพวกนั้น ใบหน้าของชายฉกรรจ์ขอบเขตผนึกตันเถียนขั้นกลาง แล้วก็ชายหนุ่มที่เป็นเพียงแค่ขอบเขตผนึกตันเถียนขั้นต้นก็เปลี่ยนไป
พวกมันสัมผัสได้ถึงอันตรายรีบหันหลังหวังที่จะหลบหนี เพียงแต่ว่าในตอนนี้เมื่อพวกมันหันหลัง มันก็พบว่าบริเวณปากถ้ำตอนนี้มีร่างของคนสองคนกำลังยืนอยู่
หนึ่งเป็นบุรุษฉกรรจ์ที่สวมใส่ชุดสีดำสนิท ส่วนอีกหนึ่งเป็นชายหนุ่มที่สวมใส่อาภรณ์ชุดคลุมสีแดงที่มีลวดลายกิเลน
เมื่อมองเห็นคนทั้งสองที่ปรากฏขึ้น ชายฉกรรจ์แล้วก็ชายหนุ่มใบหน้าเปลี่ยนไปทันที เพราะว่าพวกเขาสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่เหมือนกับขอบเขตผนึกตันเถียนขั้นปลาย
ยังไม่ทันให้พวกมันนั้นส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ ซากเทวะทั้งสองตนก็พุ่งทะยานเข้ามาจู่โจมเข้าใส่คนทั้งสอง
ผ่านไปไม่กี่ลมหายใจก็สามารถสังหารทั้งสองได้อย่างรวดเร็ว ทางด้านของชายวัยกลางคนที่มีความสามารถสูงสุด แม้ว่าจะยังไม่ตายในทันทีหลังจากโดนการโจมตีทะลวงหน้าอกเข้าไป แต่มันเองก็ยื้อการโจมตีกับพูดเงาที่เพียงแค่สองถึงสามลมหายใจต่อมาก็โดนสังหาร
ทุกคนโดนสังหารตายจนหมด จางหยุนโบกมือเก็บซากเทวะทั้งหมดเข้าไปภายในโลงศพโบราณ เหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วใช้เวลายังไม่ถึงสิบลมหายใจเลยด้วยซ้ำ
จางหยุนกวาดมองศพที่อยู่ตามพื้น เขาสูดหายใจเข้าลึก ในตอนนี้ราวกับว่าตัวของเขาเพิ่งได้สัมผัสกับความโหดร้ายของเส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียรอย่างแท้จริง