เมื่อได้ยินคำพูดของหญิงสาวชุดเขียว หญิงสาวในอาภรณ์ขาวราวหิมะก็เริ่มมีการเคลื่อนไหวในที่สุด นางค่อยๆ วางถ้วยกระเบื้องเคลือบในมือลงอย่างช้าๆ เผยให้เห็นใบหน้าที่สวยสง่าหมดจดเหนือโลกีย์
คิ้วของนางเรียวงามดุจภาพวาด ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับหญิงสาวชุดเขียวและคนอีกสองคนที่อยู่ด้านหลัง พร้อมกับเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า
“เ้าบอกว่าพวกเ้ามาจากสำนักหกประตู เช่นนั้นคงต้องรู้จัก ‘ฝ่ามือพันกรหน้าหยก’ จี้เฟยอวิ๋น เป็แน่”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หญิงสาวชุดเขียวก็ลอบสำรวจอีกฝ่ายแวบหนึ่งก่อนจะพยักหน้า
“มือปราบจี้คือหนึ่งในสิบยอดมือปราบแห่งที่ทำการใหญ่สำนักหกประตู พวกเราย่อมรู้จักดี หรือว่าแม่นางมีความสัมพันธ์อันดีกับมือปราบจี้?”
หญิงสาวชุดขาวไม่ตอบคำถาม แต่กลับเปลี่ยนหัวข้อสนทนาขึ้นมาทันทีว่า
“ข้าสามารถเป็พยานให้พวกเ้าได้ แต่ข้ามีเงื่อนไขข้อหนึ่ง พวกเ้าต้องให้จี้เฟยอวิ๋นมาพบข้าที่นี่”
หญิงสาวชุดเขียวขมวดคิ้วแล้วส่ายหน้าช้าๆ
“หากแม่นางยินดีเป็พยาน พวกเราย่อมขอบคุณยิ่งนัก แต่เื่เล็กน้อยเพียงนี้ คงไม่จำเป็ต้องรบกวนให้มือปราบจี้มาด้วยตนเองกระมัง”
ทว่า ทันทีที่นางพูดจบ ชายหนุ่มสีหน้าอมทุกข์ที่อยู่ด้านหลังก็พลันะโก้องขึ้นมา
“หนิงเอ๋อร์ ระวัง!”
ชั่วพริบตา เสียงกลไกเสียดหูพลันดังขึ้น ลูกศรสีดำหลายดอกพุ่ง “ชิ้ว ชิ้ว” แหวกอากาศออกมาจากข้อมือของชายหนุ่ม
พวกมันกลายเป็เงาเลือนรางพุ่งข้ามร่างหญิงสาวชุดเขียว เข้าปะทะกับผลึกน้ำแข็งที่แผ่ไอเย็นเยียบซึ่งโผล่มาตรงหน้านางั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่อาจทราบได้
เสียงโลหะปะทะกันดังสนั่นไปทั่วอากาศ ลูกศรหลายดอกขวางกั้นทิศทางของผลึกน้ำแข็งเอาไว้ได้ ทำให้มันหยุดชะงักอยู่กลางอากาศและหมุนวนด้วยความเร็วสูงอย่างต่อเนื่อง
ในตอนนั้นเอง เสียงของหญิงสาวชุดขาวก็แว่วมาอย่างแ่เบาว่า
“ปฏิกิริยาตอบโต้ไม่เลว แต่ขอบเขตวิถียุทธ์ยังต่ำชั้นเกินไป”
พูดจบ นางก็ดีดนิ้วใส่ถ้วยกระเบื้องเบาๆ น้ำชาข้างในพลันระเหยกลายเป็ไอเย็นและเกล็ดน้ำแข็ง พัดพาเอาลมหนาวเหน็บเข้าจู่โจมคนทั้งสามอย่างรวดเร็ว
กัวหนิงเอ๋อร์ โจวชวนชายหนุ่มสีหน้าอมทุกข์ รวมถึงชายฉกรรจ์ต่างพากันหน้าเปลี่ยนสี
“ลมปราณน้ำแข็ง ปรมาจารย์วิถียุทธ์!”
คนทั้งสามพยายามจะถอยหนีในทันที แต่ลมหนาวเบื้องหน้ามาถึงเร็วเกินไป เพียงพริบตาก็เข้าปกคลุมร่างของพวกเขาไว้หมดสิ้น
ไอเย็นเสียดกระดูกรุกรานเข้าสู่ร่างกาย แช่แข็งเส้นชีพจรและโลหิตภายในจนทำให้พวกเขาไม่สามารถขยับเขยื้อนได้อีก ได้แต่ยืนแข็งทื่ออยู่ที่เดิม
ชั่วครู่เดียว ปลายคิ้วและเส้นผมของทั้งสามก็ปรากฏฝ้าขาวขึ้นมาให้เห็นด้วยตาเปล่า ดูไปแล้วราวกับรูปปั้นน้ำแข็งในรูปทรงมนุษย์
ในขณะนั้น การต่อสู้ก่อนหน้าได้ดึงดูดแขกในเหลาอาหารให้มาอออยู่ที่หน้าประตู ต่างพากันมุงดูเหตุการณ์ภายในห้องรับรองด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ทว่าหญิงสาวชุดขาวกลับทำราวกับมองไม่เห็น นางรินน้ำชาใส่ถ้วยกระเบื้องจนเต็ม แล้วเหลือบสายตาไปทางกลุ่มของจางเฮ่อทั้งห้าคนที่ยืนพิงผนังอยู่
“พวกเ้าใครจะไปจัดการธุระให้ข้าสักเที่ยว? ไปตามตัวจี้เฟยอวิ๋นมาที่นี่”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น จางเฮ่อก็กลืนน้ำลายด้วยความประหม่า กำลังจะอ้าปากบอกว่าตนเองจะไปเอง
หญิงสาวตรงหน้ามีวรยุทธ์ล้ำลึก ยังไม่รู้ว่าเป็มิตรหรือศัตรู ในยามนี้เขาจึงอยากออกไปจากสถานที่ที่วุ่นวายแห่งนี้ให้เร็วที่สุด
แต่ทว่า หญิงสาวชุดขาวกลับชี้นิ้วไปที่ชายชุดเขียวทันทีแล้วกล่าวว่า
“เ้าก็แล้วกัน รีบไปรีบกลับ ข้าให้เวลาเ้าหนึ่งก้านธูป”
ชายชุดเขียวชะงักไปเล็กน้อย เขาเหลือบมองจางเฮ่อแวบหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าให้เบาๆ จนแทบสังเกตไม่เห็น โดยไม่ได้พูดอะไรเพิ่มและเดินออกจากห้องรับรองไปทันที
……
ในขณะเดียวกัน ที่ห้องรับรองติดกับห้องของพวกจางเฮ่อ หลี่มู่เซิงกำลังเงี่ยหูฟังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นข้างๆ อย่างสนใจ
ทันใดนั้น ร่างของชางอิ๋นเยว่ก็พริ้วกายเข้ามาทางหน้าต่าง แล้วนั่งลงที่โต๊ะทันที
นางเหลือบมองผนังไม้ห้องข้างๆ แล้วแค่นเสียงหัวเราะ
“แม่นางคนนั้นชอบวางท่าจริงเชียว”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น หลี่มู่เซิงก็หันไปมองนางพลางลูบคางตัวเอง
นับว่ายังโชคดีที่ชายฉกรรจ์คนนั้นถีบผนังไม้อีกฝั่ง หากมาถีบฝั่งเขาเข้าล่ะก็ คนที่ได้วางท่าอวดบารมีตอนนี้คงเป็เขาไปแล้ว
“แม่นางชาง หรือว่าท่านรู้จักหญิงสาวผู้นั้น?”
หลี่มู่เซิงเห็นชางอิ๋นเยว่ใช้น้ำเสียงดูไม่ค่อยเป็มิตรนัก จึงแสดงสีหน้าสงสัยออกมา
“ย่อมรู้จักสิ พ่อของนางเป็ยอดมือปราบ ส่วนแม่ของนางเป็ถึงเ้าสำนักนิกายหิมะโปรย ภูมิหลังไม่ธรรมดาเลยทีเดียว”
ชางอิ๋นเยว่รินน้ำชาให้ตนเองแล้วจิบไปคำหนึ่ง แต่นางไม่ได้พูดถึงเื่นี้ต่อ กลับเปลี่ยนไปพูดว่า
“ข้าได้รายงานเื่ของเ้าขึ้นไปแล้ว ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เ้าต้องไปพักอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่งเป็การชั่วคราว”
“หอจี๋กวงหรือ?”
ชางอิ๋นเยว่พยักหน้าแล้วกล่าวว่า
“ตอนนี้บรรดาผู้ที่อ้างตัวว่าเป็องค์ชายเจ็ดต่างก็รวมตัวกันอยู่ที่นั่น ทางวังหลวงเห็นว่าการตรวจสอบทีละคนนั้นยุ่งยากเกินไป จึงจะทำการคัดเลือกทุกคนพร้อมกันในอีกหกวันข้างหน้า”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่มู่เซิงก็แบมือทั้งสองข้างออกมา แสดงท่าทีว่าอย่างไรก็ได้
อย่างไรเสียเขาก็ไม่ได้ใส่ใจเื่นี้มากนัก สิ่งเดียวที่เขาสนใจคือการแสวงหาความหลุดพ้นในวิถียุทธ์ การมาที่เมืองซ่างหยางแห่งนี้ก็เพื่อมาท่องเที่ยวและถือโอกาส “เปิดหูเปิดตา” เท่านั้น
“แต่ถ้าข้าไปอยู่ที่หอจี๋กวงแล้ว วันหน้าจะติดต่อท่านได้อย่างไร?”
“หากมีธุระข้าจะไปหาเ้าเอง แต่ถ้าเ้ามีเื่ด่วน ก็ให้มาที่เหลาอาหารแห่งนี้ แล้วข้าจะมาหาเ้าที่นี่” ชางอิ๋นเยว่กล่าวด้วยน้ำเสียงเ็า
หลี่มู่เซิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
การต้องติดต่อกับคนของหน่วยสืบราชการลับก็มีข้อเสียตรงนี้แหละ ต้องคอยหลบๆ ซ่อนๆ ราวกับสายลับมานัดพบกันในองค์กรใต้ดิน
แน่นอนว่า หากเขา้าจะตามตัวนางจริงๆ ก็ไม่ใช่เื่ยากอะไร
ก่อนหน้านี้ในตอนที่หลี่มู่เซิงเฝ้าสังเกตบัณฑิตหนุ่มใช้วิชาหุ่นเชิดไร้ลักษณ์ แม้จะไม่อาจได้รับเคล็ดวิชาที่สมบูรณ์มาได้
แต่ด้วยพลังความเข้าใจที่เหนือชั้น ใน่ไม่กี่วันที่ผ่านมาเขากลับบรรลุวิชายุทธ์แขนงย่อยขึ้นมาอย่างหนึ่ง
ในตอนนี้ มีเส้นใยลมปราณแท้ที่มองไม่เห็นเส้นหนึ่งถูกเขาวางไว้บนตัวของชางอิ๋นเยว่ ขอเพียงนางไม่ได้อยู่ไกลจากเขาจนเกินไป เขาย่อมสามารถอาศัยสิ่งนี้ตามหาตัวนางได้
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลี่มู่เซิงจึงไม่ลืมที่จะกำชับทิ้งท้ายไว้อีกประโยค
“แม่นางชาง ท่านอย่าลืมเงื่อนไขข้อที่สองที่รับปากข้าไว้ล่ะ เื่ช่วยข้าหาเบาะแสกุญแจขุมทรัพย์ลับต้าฉี่ หากทำงานส่งๆ ไปที ข้าไม่นับนะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หางตาของชางอิ๋นเยว่ก็กระตุกวูบ ก่อนจะแค่นเสียงเย็น
“จิตใจเ้านี่ช่างเข้มแข็งดีแท้ ในสถานการณ์เช่นนี้ยังมีแก่ใจมาคิดถึงเื่ที่เลื่อนลอยเช่นนั้นอีกหรือ?”
ขณะพูด สายตาของนางก็เคร่งขรึมลง และเอ่ยเตือนด้วยความจริงจังว่า
“ในหอจี๋กวงมีองครักษ์เทียนจิ่นคอยเฝ้าคุ้มกันทั้งกลางวันและกลางคืน ด้วยวรยุทธ์ระดับเ้าไปอยู่ที่นั่นคงไม่มีปัญหาใหญ่โตอะไร”
“แต่เ้าต้องจำคำที่ข้าเคยเตือนไว้ให้ขึ้นใจ ก่อนที่ฐานะองค์ชายของเ้าจะได้รับการรับรองจากฝ่าา จงอย่าได้เปิดเผยกำลังที่แท้จริงออกมาเป็อันขาด มิเช่นนั้นอาจนำพาภัยพิบัติร้ายแรงมาสู่ตัวเ้าได้”
หลี่มู่เซิงจิบชาคำหนึ่งแล้วพยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจ
“วางใจเถอะ ข้าแยกแยะหนักเบาได้”
ชางอิ๋นเยว่มองเขาแวบหนึ่ง ไม่ได้กล่าวอะไรอีก นางลุกขึ้นยืนแล้วบอกว่า
“ข้าจะพาเ้าไปที่หอจี๋กวง”
ทว่าในวินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าขบวนม้าดังรัวจากไกลมาใกล้ ก่อนจะหยุดกะทันหันที่ด้านหน้าเหลาอาหาร
กลุ่มมือปราบในเครื่องแบบสีดำขลิบทองพร้อมดาบข้างเอวะโลงจากหลังม้า เพียงพริบตาเดียวพวกเขาก็โอบล้อมเหลาอาหารเอาไว้ทุกด้าน
ผู้นำขบวนคือมือปราบหนุ่มร่างสูงโปร่ง สวมอาภรณ์จิ่นอีสีดำสนิท นั่งตัวตรงตระหง่านอยู่บนหลังม้าพันธุ์ดี
ใบหน้าของเขาคมเข้ม คิ้วกระบี่เฉียงยาวจดขมับ ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบเหลาอาหารเบื้องหน้า
วินาทีต่อมา เขาก็ทะยานร่างขึ้นอย่างแ่เบาราวกับเหยียบสายลม ประดุจห่านป่าร่อนพริ้วผ่านหน้าต่างที่เปิดกว้างอยู่และเข้าสู่ภายในห้องทันที
ทว่า เมื่อเขาได้เห็นผู้ที่อยู่ในห้อง เขาก็อุทานออกมาด้วยความแปลกใจ
“มือปราบชาง เหตุใดท่านถึงมาอยู่ที่นี่?”