บทที่40
ฝีมือที่แท้จริงของหนิงหลง
หนิงหลงคลายเวทที่ใช้สะกดอารมณ์มาตลอดคุเรไนรีบเอาตัวมาบังฉันไว้ แต่ถึงกระนั้นฉันยังสัมผัสได้...ความรู้สึกพลุกพล่านเหมือนมีพายุโหมกระหน่ำอยู่ในใจรุนแรงจนอยากทรุดลงไปกรีดร้องบนพื้น เป็นความโกรธความเสียใจลึกล้ำที่คิดไม่ถึงเลยว่าคนคนหนึ่งจะมีได้
ลมพัดแรงราวกับมีพายุพัดผ่านตรอกเล็กๆได้ยินเสียงโหวกเหวกดังมาจากกลุ่มชายฉกรรจ์ ความหวาดกลัวของคนอื่นไหลเข้ามาในร่างพร้อมกับความหวาดวิตก
“เจ้าอยากเจริญรอยตามคนรักของเจ้าหรือฮวาหนิงหลง?” ต้าเวยพูดขึ้น น้ำเสียงเขาเสียความมั่นใจไปหลายส่วน “หากเจ้ายังรักนางอาชญากรขายชาติอินรั่วหลานถึงเพียงนั้น...”
“นางไม่ได้ขายชาติ!!! เจ้าต่างหาก!!!”
ชายหนุ่มตวาดก้องจนฉันปวดหู คุเรไนยังเผลอถอยหลังครึ่งก้าว
เศษวัสดุหลายอย่างปลิวไปชนผนังและกำแพงภัตตาคารด้านหลัง
“เจ้ายังเชื่อเช่นนั้นอยู่หรือที่นางตายไปก็เพราะหนีความผิด—”
เสียงของต้าเวยหายไปกลางประโยคเหมือนมีคนกดหยุดเทปได้ยินเสียงฝุบเบาๆ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงดาบปะทะกันลมหลายหอบซัดไปทุกทิศทุกทาง ร่างของคุเรไนบังไว้ได้ส่วนหนึ่งอีกส่วนกรีดใส่ผิวจนแสบ มองไปเห็นว่ามีรอยเหมือนโดนน้ำร้อนลวก
“นางไม่ได้...เป็น...อาชญากร!!! นางไม่ได้ขายชาติ!!! นางไม่ได้หนี...นางไม่ได้เป็นคนเช่นนั้น!!!” เสียงกรีดร้องสิ้นหวังของหนิงหลงยังดังขึ้นต่อเนื่อง พร้อมกับเสียงประดาบที่ยิ่งทวีความรุนแรง
“เฮ้ย ช่วยข้า!” ต้าเวยกล่าว
“ฉิบหายแล้ว!” คุเรไนสบถแต่ไม่อาจขยับเมื่อมีลมแสบร้อนพัดมาอีก
ฟังจากเสียงแล้วหนิงหลงกำลังถูกอีกฝ่ายรุม มีเสียงดังเหมือนใครกำลังดีดเครื่องสายตามมาด้วยเสียงโหยหวนพร้อมกันของผู้ชายหลายคน อาวุธทั้งหลายร่วงลงพื้น
แม้คุเรไนจะย้ำไม่ให้ฉันมองแต่ฉันแอบยื่นหัวออกไปดูก็เห็นว่า... เส้นด้ายที่หนิงหลงใช้ต่อสู้กับหวังจื้อในคราวก่อนหมุนเป็นเกลียวรอบตัวเขาราวกับรังไหมมันทอแสงจ้าเหมือนไฟประดับ
“...ชิ...หลังเรียนจบเจ้าฝึกวิชาจนมาถึงขั้นนี้แล้วรึ...?”
“ข้าไม่ได้เป็นพวกเรียนจบแล้วทิ้งวิชา”เขาก้าวเข้าหาศัตรูช้าๆ รังไหมขยับตาม แสงวูบวาบราวกับเส้นด้ายกำลังหายใจ “ก่อนนี้เจ้าว่าอะไรนะ?อารมณ์ของข้าทำให้ใช้พลังเวทล้มเหลว? เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้เรื่องนั้นรึ?”
หนิงหลงในตอนนี้เปลี่ยนเป็นคนละคนดวงตาสีแดงนั้นราวกับจะฆ่าคนได้เพียงแค่ปรายตามอง
“อย่าบอกนะว่าด้ายรังไหมของเจ้าไม่ใช่แบบเดียวกับที่หลานซาน...?”
ชายหนุ่มไม่ตอบ เดินก้าวไปข้างหน้า ยิ่งเข้าใกล้ศัตรูรังไหมที่วนอยู่รอบด้านเหมือนลูกแก้วหิมะยิ่งสั่นไหวรุนแรง
“ไม่ต้องสนใจมัน จับผู้หญิงมา!!!”
“วายร้ายจริง!” คุเรไนตั้งท่าเมื่อมีชายสองสามคนทำท่าจะวิ่งมาทางนี้แต่หนิงหลงไม่ต้องให้ถึงมือเพื่อน หัวลูกศรพุ่งเหมือนงู แทงทะลุร่างชายทั้งหมดที่วิ่งมาราวกับร้อยลูกปัดเลือดพุ่งกระฉูดจากปากแผล แต่แล้ว...
“อึก...” ชายหนุ่มเซ ส่วนฉัน...
“แม่นาง?!”
ความคลื่นเหียนรุนแรงโจมตีใส่รู้สึกเหมือนอาหารเป็นพิษ อีกทั้งร่างกายเป็นตะคริว แขนขาหงิกงอด้วยความเจ็บปวด
ฉันล้มพับไปด้านข้าง น้ำลายไหลจากมุมปากดวงตาฉันกลอกไปมาควบคุมไม่ได้ อีกทั้งยังหายใจไม่ออก
ความเจ็บปวดมหาศาลไหลท่วมระบบประสาทจนอยากตายไปให้สิ้นเรื่องได้ยินเสียงคุเรไนตะโกนขึ้นว่าเวทมนตร์เป็นพิษ ก่อนที่เขาจะทิ่มนิ้วโป้งลงตามจุดต่างๆของร่างกายฉัน ทุกครั้งที่ชายหนุ่มจี้นิ้วลงมา ร่างกายกระตุกเฮือกด้วยความเจ็บปวดสุดพรรณนาต้นขาเปียกชุ่ม แขนขาสั่นจนเกร็ง
ขณะนั้น การต่อสู้ก็ยังดำเนินต่อไป
“เรียว เจ้า...?!”
ด้ายของหนิงหลงกับด้ายของต้าเวยพันกันเป็นปมแน่นหนิงหลงคำราม ออกแรงกระชากด้ายตัวเองกลับมา ระหว่างที่ต้าเวยมัวแต่สนใจการเคลื่อนไหวของเส้นด้ายที่พันกันอีนุงตุงนังดาบในมือขวาของหนิงหลงตวัดฟันเข้าที่ลำตัวของอีกฝ่าย
“ถอยไป ฮวาหนิงหลง! เจ้ารู้ตัวหรือเปล่าว่าทำอะไรลงไป?” เมื่อรู้ตัวว่าพลาดต้าเวยรีบก้าวถอยทิ้งระยะ เสื้อผ้าที่สวมทับเกราะอ่อนขาดเป็นทาง “เจ้านำตัวศัตรูของชาติกลับมาจากความตาย! เลิกหลงผิดสักที!”
“...นางไม่เกี่ยว อย่ายุ่งกับนาง...”
“จะหลอกข้าว่านั่นไม่ใช่อินรั่วหลานรึ?”
“ถ้าเจ้าจะแตะต้องนาง...ก็ข้ามศพข้าไปก่อน!!!”
ทั้งสองประดาบกันอีกครั้ง แต่อยู่ดีๆหนิงหลงก็เซไปด้านข้าง
“เรียว!”คุเรไนกัดฟันกรอด “บ้าฉิบ เขาไม่เหลือพลังเวทแล้ว...เพราะปลดคาถาเลยใช้เวทที่เหลือไปหมดเกลี้ยง...”
ร่างของชายหนุ่มสั่นกระตุกบนพื้นก่อนจะฟุบไปฉันพลิกตัวพยายามคลานไปหาเขา
“แม่นาง...? แม่นาง! บ้าเอ๊ย...” คุเรไนอุ้มฉันขึ้น
“เจ้าจะเอาอย่างไร สหายจากโทโคโยะ?ข้าปล่อยให้เจ้าออกไปจากที่นี่ได้อย่างปลอดภัย แต่สตรีผู้นั้นต้องมากับข้า”ต้าเวยกล่าว
“ข้าไม่ใช่สหายท่าน” คุเรไนกัดฟัน “นางทำอะไรผิด?”
“ไม่ทราบรึ? นางคืออินรั่วหลานที่หลบหนีไปต่างโลกอินรั่วหลานเป็นศัตรูของชาติ... เพราะฉะนั้นจงส่งนางมา โทโคโยะไม่ได้พูดอะไรกับท่านเลยหรือไร?”
“ท่านอย่าพูดจาเลอะเทอะ”ชายหนุ่มกัดฟันกรอด “เรียว! ลุกขึ้นมา! สตรีของเจ้าเจ้าต้องมาปกป้องเองสิวะ!!!”
ได้ยินเสียงฝ่ามือตบพื้นฉันปรือตาขึ้นยังรู้สึกเจ็บเหมือนมีใครฝังเข็มไว้ใต้ผิวหนังแล้วเข็มหลุดหายเข้าไปในเนื้อ
“ส่งนางมา”
คุเรไนโดนดันถอยไปเขาใช้เพียงดาบสั้นรับดาบยาวของอีกฝ่าย แต่ดาบของคุเรไนบางมากมันเป็นดาบสำหรับพกติดตัวในยามฉุกเฉิน เอาไว้สำหรับป้องกันตัวแล้วหนีไม่ใช่ดาบที่ใช้ในการต่อสู้ยืดเยื้อ
คุเรไนกวัดแกว่งดาบสั้นเข้าสู้กับอีกฝ่ายโดยยังอุ้มฉันไว้ด้วยแขนข้างหนึ่งหางตาฉันเห็นหนิงหลงค่อยๆ ยันตัวเองลุกขึ้นจากพื้น แต่โดนชายคนหนึ่งเหยียบแผ่นหลังไว้
ต้าเวยรุกคืบเข้ามาเรื่อยๆคุเรไนถอยชนผนัง ดาบสั้นที่รับแรงกระแทกมานานหักสะบั้นปักลงกับพื้นชายหนุ่มกัดฟันกรอด พลังเวทในตัวเขากระทบจนฉันเจ็บกว่าเดิม แต่ฉันพยายามอดกลั้นไว้ไม่ให้เขารู้ตัว
“นางไม่ใช่อินรั่วหลาน นางมีนามว่าเหมยฟางเป็นเพื่อนร่วมเดินทางของข้าและหนิงหลง” หนุ่มต่างแดนกล่าวเสียงต่ำ“หากท่านต้องการสังหารนางโดยไร้หลักฐาน นับว่าท่านสังหารผู้บริสุทธิ์เป็นบุรุษแท้ๆ กลับพาชายกลุ่มใหญ่มารุมรังแกสตรีใบ้นางหนึ่งเป็นการกระทำของสวะชั้นใด ตัวท่านย่อมทราบดี”
“...”
“ท่านดูไม่ออกรึว่านางมีอาการเวทมนตร์เป็นพิษ?ท่านคิดจริงรึว่าคนระดับอินรั่วหลานผู้เป็นศิษย์เก่าของสถาบันหลานซานจะมีอาการเช่นนี้?”
กลุ่มชายที่ยืนด้านหลังพอได้ยินคำพูดของคุเรไนก็ถอยจากหนิงหลง ปล่อยเขาให้ลุกขึ้นมาได้ ทั้งหมดมองหน้ากันไปมา
“ข้าผิดหวังเหลือเกิน คาดไม่ถึงว่าตระกูลหานอันเลื่องชื่อจะมีผู้ต่ำช้าเยี่ยงท่าน”ชายหนุ่มตาฟ้าย่อตัวลง วางร่างฉันพิงกำแพงก่อนจะค่อยๆ ล้วงเข้าไปในอกเสื้อ
“หยุด!เจ้าจะทำอะไร?! คิดจะทำให้ข้าไขว้เขวเพราะคำพูดเจ้ารึ?นางคืออินรั่วหลานไม่ผิดตัวแน่ ข้าจำเบ้าหน้าของนางได้ดี มันคือศัตรูของชาติ”
“เจ้าท่าทางจะเป็นห่วงเรื่องที่ข้ามาจากโทโคโยะเหลือเกินถ้าเป็นไปได้ ข้าไม่ได้อยากให้เจ้าเห็นเลย...”
เขาชูตราประจำตัวขึ้นเป็นแผ่นไม้แกะสลักเคลือบเงา สลักรูปดอกซากุระ รวมทั้งมีชื่อคามิอาสึมะคุเรไนเขียนด้วยอักษรดั้งเดิมของโทโคโยะ
อีกฝ่ายเห็นแล้วหน้าซีด อ้าปากจะพูด แต่แล้ว...
ฉึก!
ปลายดาบแทงทะลุอกของต้าเวยออกมา
“เฮ้ย มันไปตรงนั้นได้ไง?!”
“เกิดอะไรขึ้น?!”
“อัก...” ต้าเวยกระอักเลือดพยายามหันศีรษะไปมองคนที่อยู่ข้างหลัง...
หนิงหลงเองก็กระอักเลือด แต่มือยังจับดาบที่แทงทะลุร่างอีกฝ่ายมั่นก่อนจะถอนออกโดยแรง
“เล่นสกปรก...” ร่างคนเจ็บค่อยๆทรุดลง
“อยู่สนามรบ เลือกวิธีการไม่ได้”
พร้อมกับพยางค์สุดท้ายต้าเวยล้มคว่ำมาข้างหน้า และชายฉกรรจ์ที่เขาเกณฑ์มาก็วิ่งหนีกันไปหมด
“เหมยฟาง...เจ้าเป็นอะไรไหม?”หนิงหลงคุกเข่าลง
ฉันจะส่ายหน้า แต่แค่ขยับคอก็เจ็บแปลบ
“เจ้าไม่คิดจะสนใจเพื่อนที่โดนลูกหลงจนเลือดอาบหน้าเลยรึ?”คุเรไนเก็บตรา ใช้ฝ่ามือปาดเลือดจากใบหน้าแล้วสลัดๆ จนหยดเลือดกระเซ็น “เรียวเจ้าเพิ่งฆ่าขุนนางไป ผู้เห็นเหตุการณ์ก็หนีไปหมดแล้ว”
หนิงหลงเขย่าร่างชายที่ล้มคว่ำ
“มันตายแล้วหรือ?”
“ข้าจะรู้ไหม?”
“เอ่อ...” เถ้าแก่ของร้านเดินออกมาชายหนุ่มทั้งสองหันไปถลึงตาใส่จนเถ้าแก่ฝ่อ แต่ยังฝืนพูดออกมาเสียงลีบ “พะพาท่าน... เข้ามาในนี้ก่อนไหม?”
ต้าเวยใกล้ตายถ้าช้ากว่านี้อีกนิดเดียวอาจจะตายได้จริงๆ ตอนนี้ห้ามเลือดให้และตามหมอมาทำแผลแล้วแต่จะรอดพ้นวันนี้หรือไม่ก็เป็นเรื่องว่าเจ้าตัวจะฮึดต่อได้อีกสักแค่ไหน
หนิงหลงมองร่างของรุ่นพี่ที่โรงเรียนเก่ากำลังครุ่นคิดว่าควรทำเช่นไรต่อดี
ฉันอาบน้ำด้วยความทรมานแม้จะแช่น้ำร้อนก็ยังไม่หายเจ็บ กว่าจะจัดการตัวเองได้จึงนานโข ฉันรู้สึกพะอืดพะอมคลื่นไส้เหมือนจะอาเจียนตลอดเวลาพอแต่งตัวเสร็จก็ล้มตัวลงนอนบนเก้าอี้ยาวแถวนั้นโดยไม่สนใจว่าเป็นเก้าอี้อะไรของใคร
“เรียว แม่นางเสร็จแล้วมาดูอาการของนางด้วย” คุเรไนส่งเสียงเรียก
หนิงหลงคุกเข่าลงข้างเก้าอี้
“เวทมนตร์เป็นพิษสินะ”
“...”
“ข้าขอโทษด้วย...”
ฉันหยิบพัดขึ้นมาและเขียนว่า “ช่วยไม่ได้”
“ช่วยไม่ได้จริงๆ” คุเรไนกล่าว “ต้าเวยมีพลังและเพลงดาบน่ากลัวถ้าเจ้าไม่ทำเช่นนั้น เราอาจพ่ายแพ้ให้แก่มันไปแล้ว”
“ห่วงตัวเองด้วย เจ้าดึงตราทูตออกมาแสดงเดี๋ยวจะกลายเป็นเรื่องระหว่างแคว้นเอา”
“ช่างข้าเถอะ” คุเรไนลุกออกไปปล่อยฉันไว้เพียงลำพังกับหนิงหลง ถึงจะรู้สึกอึดอัดแต่ฉันไม่มีแรงจะย้ายไปไหน
“...ข้าจะสลายพิษให้ ช่วยนอนคว่ำหน้าด้วย...ขอล่วงเกินสักหน่อย”
ฉันพยักหน้าเหนื่อยๆ และทำตามที่เขาบอกคิดว่าเขาคงเอานิ้วจี้เหมือนคุเรไน
แต่ฉันคิดผิดเมื่อเขาก้าวขึ้นมาบนเก้าอี้ยาวที่ฉันนอนอยู่