เสียงแหลมกรีดร้องทะลุโสตประสาทดังไกลถึงวัดข้างบ้าน แล้วมีหรือคนในบ้านอีกคนจะไม่ได้ยิน ชายชราขากะเผลกสับเท้าเดินขึ้นชั้นบนตามเมีย
“จิ๋วมันเป็หยัง”
“บ่ะฮู้เหมือนกั๋น ป้อไปเอาลูกกุญแจมาเลาะ”
จิ๋วไม่ได้ยินเสียงไขประตูหรอก เพราะกำลังตั้งหน้าตั้งตาสวดมนต์อย่างขะมักเขม้น ผิดบ้างถูกบ้าง เสียงเรียกจิ๋วของผีปู่ผีย่าที่ใกล้เข้ามายิ่งทำให้กลัวจนหัวแทบโกร๋น ผ้าห่มคลุมหัวถูกดึงออกเผยให้เห็นตัวคนซึ่งสั่นปานเ้าเข้า จิ๋วััได้ถึงความเย็นะเืจึงเงยหน้าขึ้นช้าๆ สบตาผีปู่ผีย่าที่ตอนนี้มาแบบแพ็กคู่
“เป็อะหยัง บ่าสบายก๊ะ” ปู่ถาม
กรี้ดดดดดดดดดดดดดดดด เสียงแปดหลอดแผดขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะตามมาด้วยเสียงกระทืบเท้าตึงตังขึ้นมาชั้นบนของใครอีกคน
พ่อจอมเพิ่งกลับมาจากตลาดเช้า ได้ยินเสียงก็รีบขึ้นมาดู พอเห็นเ้าจิ๋วยังไม่เปลี่ยนชุดก็วาดฝ่ามืออรหันต์เข้าท้ายทอยดังผัวะ จนคนเป็ลูกหัวทิ่ม เจ็บ
“จะขวายแล้วหนา จะไปก่อโรงเรียน ไปแต่งตัว กรี้ดหาป้อหาแม่ก๊ะ ขะใจ๋โวยๆ ”
????
จิ๋วในชุดนักเรียนมอปลายนั่งหน้ามึนอยู่หลังห้อง บริเวณท้ายทอยรู้สึกตึงนิดๆ จากแรงตบของบิดาเมื่อเช้านี้ ความสับสนฉายชัดในแววตา ตอนพ่อมาส่งที่โรงเรียนก็ยังมึนงงไม่หาย ผ่านกิจกรรมยามเช้าได้แบบไร้ิญญา
เขาย้อนเวลามาหรือ เอาจริงดิวะ มันจะอเมซิ่งเกินไปหน่อยละ ไม่เคยมีใครรีวิวว่าหลังพิธีส่งเคราะห์จะมีคนถูกส่งกลับมาอดีต แล้วในสมัยมัธยมจิ๋วเองก็ไม่มีเื่ไหนให้เสียใจจนคิดไม่ตกขนาดอยากกลับมาแก้ไขสักนิด เขาถือคติ สิ่งใดเกิดขึ้นแล้วย่อมดีเสมอ แล้วทำไมเขาถึงลืมตาตื่นขึ้นมาที่นี่ด้วยเล่า
ตาจิ๋วมองอาจารย์กำลังอ้าปากพูดเื่บางอย่างในชั่วโมงโฮมรูมโดยไม่ผ่านเข้าหูสักนิด เพราะในหัวกำลังจินตนาการถึงทุกความเป็ไปได้จากการ์ตูนที่เคยอ่านมา
ถ้านี่ไม่ใช่การย้อนอดีต ก็ต้องเป็โลกคู่ขนานแบบทฤษฎีพหุภพ หรือควอนตัมอิมมอเทอริตี้
คิดวกวนไปมาจนอาจารย์เดินออกจากห้อง ไจ๋ที่นั่งโต๊ะข้างๆ ก็ะโกรอกหู
“จิ๋ว!! จิ๋วโว้ยยยยย”
เสียงแปดหลอดของมันเกือบทำเอากระดูกหูชั้นในของจิ๋วทะลุ เ้าของชื่อผลักหน้าเพื่อนรักออก
“จะะโทำไม แม่ม หูกู”
“เห็นมึงเหม่อั้แ่เช้า ทำไมวะ ไม่สบายเหรอ” ไจ๋ไม่ว่าเปล่ามันเอามือทาบหน้าผากจิ๋วด้วย “ไม่ร้อนนี่หว่า”
จิ๋วปัดมือเพื่อนทิ้ง เห็นคนสนิทตอนหน้าละอ่อนอีกรอบขณะที่จิตใจข้างในตัวเองห่างไกลไปหลายปี มันจึงรู้สึกแปลกนิดหน่อย
“ไม่เป็ไร แค่ปวดท้อง แล้วไอ้ม่อนไปไหน” โกหกทั้งเพ
ด้านหลังห้องปกติมีโต๊ะสามตัวติดกัน ไจ๋ จิ๋ว ม่อน แก๊งโอตาคุจับจองไว้เพื่อให้สะดวกต่อการอ่านการ์ตูนใต้โต๊ะ สองจอ (จิ๋ว ไจ๋) อยู่ในห้องแล้วเรียบร้อย แต่หนึ่งมอหายหัว
“ยังไม่กลับจากกรุงเทพมั้ง”
จิ๋วเองก็จำไม่ได้ว่าไอ้ม่อนไปกรุงเทพทำไม เื่มันนานนมหลายปีมาแล้ว
“มันไปทำไมวะ”
ไจ๋หันพรึ่บ “มึงเป็อะไรวะ ม่อนมันก็บอกแล้วว่าไปหาพ่อ เห็นว่าญาติเสีย มึงลืมเหรอ”
จิ๋วท่าทางแปลกไปั้แ่เช้า ถ้าไม่ใช่เพราะว่าพวกเขาชอบทำท่าทางเบียวๆ กันเป็ปกติ ไจ๋คงคิดว่าไอ้จิ๋วผีเข้า หรือมันผีเข้าวะ ไจ๋แอบมองระแวงอยู่ชั่วขณะหนึ่ง บ้านไอ้จิ๋วยิ่งติดวัดติดป่าช้าอยู่ด้วย
“เงียบกันหน่อย จะเรียนกันไหม” เสียงเคาะกระดานของอาจารย์ทรงพลประจำภาควิชาคณิตศาสตร์ดึงสติ เสียงเจี๊ยวจ๊าวในห้องเงียบลงทันใด
จิ๋วมองอาจารย์ที่ควรจะเสียชีวิตไปแล้วในปีที่เขาจากมายืนสอนอยู่หน้าชั้น ขนลุกไปหมดแล้วโว้ย เขาหยิบสมุดหนังสือระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 วางลงบนโต๊ะ บนกระดานไวท์บอร์ดมีรอยหมึกเขียนวันเดือนปีไว้ชัดเจน
วันจันทร์ที่ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๙
เป็่เปิดเทอมได้ประมาณหนึ่งเดือน ความรู้ที่เคยเรียนล้วนหายไปตามกาลเวลา กระนั้นพอได้ทบทวนซ้ำก็เข้าใจได้อย่างรวดเร็ว นี่อาจเป็ข้อดีเพียงอย่างเดียวของการกลับมาอีกครั้ง
่พักกลางวันจิ๋วไปกินข้าวกับไจ๋ นั่งมองข้าวมันไก่เ้าประจำของโรงอาหารอยู่พักใหญ่ ก่อนตักเข้าปาก รสชาติแบบนี้ไม่ได้ััมาเป็สิบปี ดวงตาเ้าจิ๋วเป็ประกายขึ้นมา
“อร่อยขนาดนั้นเชียว” ไอ้ไจ๋เลิกคิ้วถาม
“กูแค่คิดถึงข้าวมันไก่โรงเรียน”
“คิดถงคิดเถิงอะไร กินมาสี่ปี มึงโอเคปะเนี่ย กูว่ามึงแปลกๆ ปกติมึงเงียบนะ แต่ไม่เงียบขนาดนี้ มึงใช่เพื่อนกูปะเนี่ย”
สมองเบียวๆ ของวัยรุ่นบ้าการ์ตูนเริ่มทำงาน ปกติใครได้ยินคงหาว่าสติเฟื่อง แต่กับเื่ที่จิ๋วประสบ สมองโอตาคุกลับจินตนาการได้ตรงเผง จิติญญาตอนนี้ไม่ใช่เพื่อนในปัจจุบันของไอ้ไจ๋จริงๆ แต่พูดไปคงจะกลายเป็เื่ใหญ่ จิ๋วเลยสวนกลับ
“มึงอ่านการ์ตูนมากไปปะ เบาลงบ้าง เดี๋ยวจะบ้าไปก่อน คิดบ้าอะไรเนี่ย”
“กูไม่รู้นี่หว่า เออแล้วเย็นนี้ต้องไปซ้อมฟ้อนดาบอีกปะ กูขอตามไปดูด้วยดิ อยากไปดูอ้ายทีปะ”
จริงด้วยสิ จิ๋วเกือบลืมไป สมัยมัธยมหลังเลิกเรียนจิ๋วมักจะไปหมกตัวกับชมรมฟ้อนดาบฟ้อนเจิงที่ก่อตั้งโดยอาจารย์เกิ้ง สอนกันที่ศาลาวัด ทีปะคือรุ่นพี่ในชมรมตอนนี้อยู่วิทยาลัยเทคนิค ในบรรดาลูกศิษย์อาจารย์เกิ้งแกถือเป็เบอร์หนึ่ง ด้วยรูปร่างกำยำ ท่วงท่าร่ายรำแข็งแรงดุดัน ทว่าก็สวยงามชวนให้ผู้ชมตื่นตาตื่นใจ จึงกลายเป็ดาวเด่นของชมรม กระนั้นชมรมจะประกาศวันซ้อมแต่ละสัปดาห์ไม่เหมือนกัน เพราะอาจารย์เกิ้งมีงานประจำ ส่วนรุ่นพี่ที่พอสอนรุ่นน้องได้ก็มีธุระของตัวเอง จิ๋วหยิบมือถือเข้าเช็กตารางในกลุ่มแอปฟ้า
“วันนี้ไม่มี พรุ่งนี้อ้ายทีปะจะมาสอนเอง เพราะอาจารย์เกิ้งไปเชียงใหม่ทั้งอาทิตย์”
“จิ๊ พรุ่งนี้เหรอวะ กูไปไม่ได้อ่ะดิ”
ไจ๋บ่นกระปอดกระแปด จิ๋วไม่สนใจนัก พอเพื่อนทักเื่ฟ้อนดาบขึ้นมาเขาถึงระลึกได้ว่า ่มอปลายคือ่ที่เขาเริ่มตระเวนประกวดและแสดงหลายรายการ ส่วนหนึ่งเพราะพี่ทีปะแกไปเรียนต่อเชียงใหม่ ในคณะเลยหาตัวตายตัวแทนขึ้นมา อายุใกล้เคียงกับแกก็เหลือสองสามคน หนึ่งในนั้นก็คือจิ๋ว ทว่าไส้ในไอ้จิ๋วตอนนี้เป็ิญญาวัยทำงานซึ่งไม่ได้แตะดาบมานาน ท่ารำก็ลืมไปเสียเกือบหมด
จะรอดหรือวะ…จิ๋วคิดกับตัวเอง
????
คำตอบคือรอด…ไม่รอดเปล่า จิ๋วยังได้ขึ้นแสดงงานแรกในเดือนกรกฎาคม เป็งานประเพณีเล็กๆ ประจำอำเภอ คนในตลาดครึกครื้น แต่น้อยคนจะสนใจเด็กที่กำลังโชว์รำกลางลาน ส่วนใหญ่พากันเดินดูของกินด้านในมากกว่า
จิ๋วตัวเล็กขาว กางเกงสีแดงถูกพับม้วนเกาะที่ต้นขา เอวมีผ้าผูกไว้ เสื้อกั๊กฝ้ายสีขาวพอดีตัว ลานแสดงเป็พื้นดินมีฉากไม้ไผ่ติดชื่องานแบบบ้านๆ ด้านหน้ามีเก้าอี้ฟางสำหรับผู้ชมวางเรียงกันสามแถว
ฟ้อนนกกิงกะหล่าตอนเปิดงานยังมีคนนั่งอยู่เต็ม พอนายอำเภอตัดริบบิ้นและเดินดูตามซุ้ม ส่วนการแสดงคนจึงน้อยลงตามไปด้วย
“จิ๋ว พร้อมก่อ” อาจารย์เกิ้งเดินมาแตะหลัง วันนี้ไม่ใช่งานแรกของเ้าจิ๋ว แต่กับไอ้จิ๋วที่ห่างหายไปหลายปี ความตื่นเต้นย่อมมีกันบ้าง
“พร้อมครับอาจ๋าน”
อาจารย์เกิ้งได้ยินแล้วก็ส่งสัญญาณในลูกศิษย์อีกสองคนที่เหลือ แกเป็คนตีฆ้องโหม่งสามอัน ให้ศิษย์คนหนึ่งตีกลอง คนหนึ่งตีฉาบ
จิ๋วตั้งท่าอยู่กลางลานด้านหน้ามีดาบคู่หนึ่งวางไขว้กันไว้ ดาบคู่นี้เองที่แขวนหลังประตูห้องเขากระทั่งในอนาคตก่อนจิ๋วจะจากมา ดวงตาใสแจ๋วเงยสบกับคนรู้จักเล็กน้อย ปู่ย่ากับพ่อขยับเข้ามาจองที่นั่งแถวหน้า ข้างกายมีของกินเล่นคาดว่าเตรียมให้ลูกชายหลังการแสดง ด้านหลังมีไอ้ม่อนไอ้ไจ๋เพื่อนรักยืนถือมือถือตั้งท่าถ่ายวิดีโอ
พอเห็นว่ามีแต่คนรู้จักความรู้สึกเกร็งก็ลดลงกว่าครึ่ง เสียงดนตรีเริ่มบรรเลง มือขาวตบตามจังหวะเสียงดังฟังชัดทั้งเหนือศีรษะ ตบไขว้หลัง ลอดใต้ขา ะโกลับหลังแล้วตบก็มี ชั้นเชิงของคนที่เคยผ่านการแสดงมาหลายปี แม้ขาดซ้อมไป ด้วยประสบการณ์จิ๋วพอรู้ว่าทำอย่างไรคนจะชอบ ถ้าเทียบกับอ้ายทีปะที่มีร่างกายกำยำสมกับเป็นักรบแดนเหนือ จิ๋วคงเทียบไม่ติด แต่ในความแข็งแรงจิ๋วเด่นเื่อ่อนช้อยและยังมีลูกเล่น
ดวงตาจิ๋วจับไปยังผู้ชมด้านหน้าย่อตัวจับดาบขึ้นมา แล้วบิดข้อมือหมุนคล้ายกำลังร่ายรำ จากนั้นก็บิดเอี้ยวตัวควงดาบรอบลำคอระหงให้ผู้ชมแถวหน้าหวาดเสียวเล่น จากนั้นยกเท้าย่อตัวตวัดดาบลอดขา
เสียงจังหวะดนตรีฮึกเหิม ทว่าในใจจิ๋วกับมีแต่ความปิติล้น ต่อให้ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องย้อนกลับมาใน่เวลานี้ ทว่าการได้กลับมาทำสิ่งที่เคยหลงรักหมดหัวใจอีกครั้งก็ทำให้จิ๋วรู้สึกเหมือนได้ชีวิตตัวเองกลับมา การงานกลืนกินตัวตนเขาไปจนเกือบลืมไปแล้วว่าจิ๋วนั้นพิเศษขนาดนั้น
ผู้ชมจากไม่ถึงสิบ เพิ่มจำนวนจนที่นั่งจุไม่พอ มีคนยืนล้อมลานไว้จนในที่สุดก็ไร้พื้นที่ว่าง
จิ๋วเสียบดาบสองด้ามลอดใต้แขนก่อนจะชักออกมาราวกับดาบเพิ่งออกจากฝัก โน้มตัวลงยกขาข้างหนึ่งหมุนเวียนรอบ แต่ด้วยกำลังขาสั้นๆ รอบเดียวพอครับ หลายรอบอาจมีคนเป็ลม เื่นี้จิ๋วต่อรองกับอาจารย์เกิ้งมาแล้ว หมุนครบรอบก็ประกบคมดาบเข้าหากันคาบด้วยปากโยกหน้าโยกหลังล้อเสียงโหม่งเสียงกลอง
เสียงปรบมือในงานดังตามจังหวะ พอมีคนเริ่มตบมือ คนอื่นก็ทำตาม อาจารย์เกิ้งที่กำลังตีฆ้องหน้าบานกว่าใคร งานเล็กๆ หาเด็กว่างมาได้ไม่กี่คน เอารถตัวเองมา ทั้งค่าน้ำมันเอย เครื่องดนตรีเอย ชุดเอย มาจากเงินบริจาค ส่วนหนึ่งก็ต้องควักเนื้อตัวเองบ้าง พอเห็นการตอบรับดีเกินคาดย่อมภาคภูมิใจ แกมองจิ๋วควงดาบเหมือนเห็นเทวดาตัวน้อยๆ มาโปรด
จิ๋วโน้มตัวยืนขาเดียวมือร่ายรำ ขณะหมุนไปรอบๆ สายตาดันสะดุดเข้ากับใครบางคน ดวงตาที่จับมาต่างจากเหล่าผู้ชมทั่วไป คล้ายรู้จักจิ๋วมานาน
กระนั้นจิ๋วไม่อาจแบ่งใจไปสนเื่หยุมหยิม ฟังจากเสียงดนตรีการแสดงใกล้จบลงแล้ว ข้อมือซึ่งตวัดดาบหมุนข้างกายสองข้างลดความเร็ว ร่างผอมบางของเ้าจิ๋วยอบลงก่อนจะวางดาบคู่บนผืนดินด้านหน้าแบบเดียวกับตอนเริ่มแสดง ก้มลงไหว้อย่างนอบน้อม และเสียงปรบมือก็ดังขึ้นโดยรอบ
มือขาวจับหัวใจตัวเองที่เต้นดังกว่าครั้งใด ใบหน้านิ่งขรึมตลอดการแสดงเพราะต้องอยู่ในบทบาทเผยรอยยิ้มหวานให้ครอบครัวซึ่งนั่งอยู่แถวหน้าสุด
อาจารย์เกิ้งก้าวขึ้นมาด้านหน้าเพื่อกล่าวจบการแสดง จิ๋วจึงหยิบดาบคู่ถอยไปด้านหลัง ดวงตาหันกลับไปยังทิศทางของแววตาซึ่งติดอยู่ในใจ กระนั้นร่างสูงโปร่งที่เคยยืนอยู่ตรงนั้นก็หายไปแล้ว
“ป้อตั๋วมา เก็บของเสร็จก็แยกย้ายได้ ส่วนคนตี้เหลือปิ๊กโตยอาจ๋านเน่อ” อาจารย์เกิ้งเอ่ย
พวกเครื่องดนตรีมีไม่มากแต่ฆ้องโหม่งสามอันต้องช่วยกัน ขนแค่รอบเดียวก็เสร็จ จิ๋วเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็เสื้อยืดกางเกงขาสั้นธรรมดา เปลี่ยนเสร็จก็วิ่งกลับไปหาพ่อที่รอตนอยู่ที่เดิม
“หิวยัง นี่ป้อซื้อรอจิ๋วเลยหนา” บิดาเอ่ย
“ตะกี้เก่งขนาด หลานไผก่อบ่ะฮู้” ย่าวางมือบนศีรษะลูบอย่างอ่อนโยน และต่อให้ปู่ไม่ได้กล่าวอะไร จิ๋วกลับััได้ถึงสายตาภาคภูมิใจที่มองมา
จิ๋วลืมไปได้อย่างไรกันนะ เขาไม่ได้ฟ้อนดาบเพียงแค่เบียวจัด หรืออยากเป็จอมยุทธ จุดเริ่มต้นอาจจะใช่ ทว่าที่อยู่กับมันมาตลอดหลายปีกระทั่งขึ้นมหาวิทยาลัยก็ไม่เคยวางดาบลงสักครั้ง ส่วนหนึ่งเพราะมีความภาคภูมืใจของครอบครัวเป็แรงผลักดัน
จิ๋วไม่จำเป็ต้องวิ่งไล่ตามโลกทุนนิยม ไม่ได้มีการงานดี จิ๋วที่เป็แค่เ้าจิ๋ว พวกเขาก็ภูมิใจแล้ว
จิ๋วลืมความภาคภูมิใจนี้ไปได้อย่างไรนะ
“มึงแม่งโคตรเจ๋งเลย” ม่อนที่สาวเท้าเข้ามาพร้อมไจ๋โชว์รูปถ่ายในมือถือ
“กูถ่ายคลิปไว้ด้วย เดี๋ยวส่งให้ทีหลังนะ” ไจ๋ว่า
จิ๋วไม่ได้ตอบรับ เขากำลังคิด หรือเขากลับมาเพื่อััความรู้สึกของคนเหล่านี้ที่หลงลืมไป
????