BEWARE เด็กอันตราย (จบแล้ว)

    71 : ความสัมพันธ์

    71 : ความสัมพันธ์

             

             

            ติ๊ก...ติ๊ก...

            เสียงเข็มนาฬิกาหมุนวนไปทั้งที่เมื่อก่อนเพียวไม่เคยนึกใส่ใจบัดนี้กลับต้องมานั่งฟังเพราะทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

            เด็กสาวนั่งกอดอกไขว่ห้างบนโซฟาเหลือบมองเพื่อนอีกคนที่นั่งตรงเคาน์เตอร์ ซึ่งไม่กี่วันก่อนยังนอนซมลุกไปไหนไม่ได้เพราะบาดแผลอยู่เลยบาดแผลที่น่าจะสาหัสกลับใช้เวลารักษาจนหายสนิทได้เพียงไม่กี่วันนั่นทำให้เพียวตระหนักได้ว่าเพื่อนตนไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา

            ...ทุกอย่างมันผิดแปลกมากขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไรกันนะโมถูกจับตัวไปโดยไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไรเอลก็มัวแต่เก็บความรู้สึกตัวเองไว้ แล้วยัง...เนียร์อีก

            เพียวบีบแขนตัวเองแน่นขึ้นหวนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อสัปดาห์ก่อน

            ท่ามกลางสายฝนที่ตกกระหน่ำลงมา พวกโชลกลับมาหาพวกเธอก่อนทุกคนจะชะงักเมื่อเห็นว่าฟิวส์อุ้มร่างใครบางคนกลับมาด้วย ถึงจะเป็นคนที่เพียวไม่เคยเจอมาก่อนก็พอเดาได้ว่าคนที่ฟิวส์อุ้มนั้นเป็นใคร

            เพียวโทษว่านั่นเป็นฝีมือของเด็กโรงเรียนเทพาพิทักษ์หรือใครสักคนของตนัยทันทีแบบไม่ต้องคิดให้มากความเลยด้วยซ้ำ...ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงก็คงดีเพราะความจริงแท้มันเจ็บปวดเสียยิ่งกว่า

            นับจากวันนั้นมา ก็ไม่มีใครพูดชื่อเนียร์ออกมาอีกเลย

            หรือแท้ที่จริงแล้วคือแทบไม่มีใครพูดกันเลยซะมากกว่าไม่ใช่ว่าเพียวไม่อยากพูดด้วยแต่เพราะทุกคนโดยเฉพาะเอลหลีกเลี่ยงไม่เข้าใกล้ต่างหากนั่นทำให้เพียวอึดอัดจนแทบบ้า อุตส่าห์บอกไปแล้วแท้ๆ ว่ามีอะไรก็ขอให้พูดออกมาไม่ใช่มานิ่งเงียบไม่พูดไม่จากันแบบนี้ ไม่เคยจำกันเลย!

            แล้วเด็กสาวที่ผอมจัดเป็นต้องสะดุ้งเมื่อเห็นคนมายืนตรงหน้า และเป็นคนเดียวกันกับที่กำลังด่าเมื่อกี้เลยด้วย

            “อะ...” เพียวคิดจะเรียกแต่พอเห็นเอลยิ้มบางก็เผลอกลืนเสียงตัวเองไป ไม่นึกว่าเอลจะเป็นฝ่ายเข้าหาเธอก่อนแบบนี้

            “ไปเดินเล่นกันมั้ย”

            คำชวนที่เพียวตอบไม่ถูกและเอลก็ถือการเงียบของเธอเป็นการตกลง จึงเดินไปเคาะประตูเชื่อมอีกห้องหนึ่งกิลเป็นคนออกมาพยักหน้ารับรู้ว่าพวกเธอจะออกไปข้างนอกก่อนเอลจะเข้ามาลากให้เพียวที่ยังอึ้งอยู่ตามมาด้วยกัน

            กิลมองตามจนกระทั่งประตูปิดลงสักพักแล้วกล่าวกับคนที่ยืนอยู่ตรงข้างหน้าต่าง

            “บอกทุกคนหมดแล้วยกเว้นพี่ชายของเนียร์ที่ยังติดต่อไม่ได้จะให้ทำอะไรต่อไปดีครับท่านเดสิต”

            ผู้นำเผ่าเอดีวาสมองออกไปนอกหน้าต่างคิ้วที่ขมวดมุ่นเป็นประจำ บัดนี้ยิ่งขมวดแน่นกว่าเดิมเมื่อกำลังเผชิญกับสถานการณ์ร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

            “เหล่าธรรมชาติยังเข้าข้างเราจนถึงตอนนี้ยังไม่มีคนรายงานมาว่าตนัยทำพิธีไปแล้วแปลว่าเรายังเหลือเวลา...ออกเดินทางพรุ่งนี้ใช่มั้ย”

            เด็กหนุ่มตอบรับในที่สุดพวกเขาก็สืบจนรู้เสียทีว่าพวกตนัยหนีไปซ่อนตัวที่ไหนข่าวนี้ถูกแพร่ไปอย่างรวดเร็วให้เหล่าเด็กผู้ใช้พลังที่อยู่ฝ่ายเดียวกันรับรู้กำหนดการคือพรุ่งนี้ วันที่อาจตัดสินทุกสิ่ง

            “ตอนนี้เธออยากทำอะไรก็ไปทำเถอะ”เดสิตหันกลับมามองทาสรับใช้ตน ซึ่งความจริงแล้วเขาไม่ได้ต้องการมองอีกฝ่ายเพียงทาส

            ครั้งหนึ่งเดสิตเคยคิดล้มเลิกความสัมพันธ์นายบ่าวนี้หลังจากเดสิตต้องสูญเสียทาสรับใช้ในรุ่นตัวเองไป นั่นคือพ่อแม่ของฝาแฝดทั้งสองผู้เป็นดั่งสหายที่ร่วมทุกข์สุขกันมา ซึ่งยอมตายแทนเขาเพียงเพราะคำว่าหน้าที่เดสิตไม่ต้องการให้เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นอีก แต่คนในเผ่าส่วนใหญ่รวมไปถึงคนในตระกูลดราอูเกฟิสเองด้วย ล้วนพากันปฏิเสธความคิดนั้น

            สำหรับพวกชาวบ้าน เดสิตไม่รู้แน่ชัดว่าค้านเพราะอะไรแต่สำหรับตระกูล ดราอูเกฟิสเองยอมรับว่าการได้ทำหน้าที่นี้ถือเป็นเกียรติสูงสุดที่พวกเขาพึงกระทำทำให้เดสิตได้แต่เฝ้ามองเด็กแฝดเติบโตมาในฐานะทาสรับใช้ต่อไป

            “จะไม่บอกเรื่องแผนของเราให้พวกนั้นรู้ใช่มั้ยครับ”

            “ใช่”

            “แม้แต่เกลก็ด้วยเหรอครับ”

            เปลือกตาปิดลงซ่อนดวงตาสีน้ำตาลแก่ไว้ “...ใช่”

            กิลเผลอกำมือแน่นโดยไม่ตั้งใจแต่เขาเข้าใจว่าทำไมเดสิตจึงเลือกเช่นนี้

            เดสิตรู้ว่าเกลชอบเนียร์มากเกินไปและต้องเจ็บปวดกับแผนนี้แน่...สู้ให้เจ็บทีเดียวในตอนท้ายสุดไปเลยซะดีกว่าถึงแม้ว่าคนที่ทำให้เกลร้องไห้จะเป็นตัวเขาเองก็ตาม

            ...แต่นั่นเป็นแค่ทางเลือกเดียว

            “ถ้างั้นผมขอออกไปข้างนอกนะครับ”

             

            ‘ฆ่าฉัน นั่นล่ะคือการปกป้องฉันที่ดีที่สุด’

             

            ไม่ให้เป็นแบบนั้นไปได้หรอก...กิลคิดอย่างหมายมั่นขณะคว้าดาบมาคาดไว้กับตัวเขาจะไม่ให้มันต้องจบลงแบบนั้นหรอก เพราะฉะนั้น...

            กิลเปิดประตูออกไป ด้วยแววตามุ่งมั่น

            เขาจะออกไปหาทางเลือกอื่นข้างนอกนั่นเอง!

             

             

            บางครั้งเพียวก็ต้องคอยเตือนตัวเองบ่อยๆเรื่องที่ไม่ได้มีเพื่อนแบบคนปกติทั่วไปหลังจากถูกเพื่อนสนิทจับเหินข้ามรั้วโรงเรียนมา เพราะตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันไม่ว่าจะเอลหรือเนียร์ ไม่มีใครใช้พลังกันเลยหากไม่จำเป็นจริงๆหรืออาจเป็นเพราะความเคยชิน ทั้งที่เมื่อก่อนเป็นคนธรรมดาเหมือนกันแท้ๆ

            “!!?”เพียวยกมือขึ้นบังหน้าทันทีที่มาถึงกลางสนามฟุตบอลซึ่งจู่ๆ ก็เกิดลมกระโชกแรง

            เพียงครู่เดียวลมนั้นก็สลายไปทิ้งไว้เพียงเศษหญ้าละอองค่อยๆ ร่อนลงพื้น

            ต้นเหตุไม่ใช่ใครที่ไหนเป็นผู้หญิงตรงหน้านี้เองที่กำลังคลี่ยิ้มให้อย่างอ่อนโยน แล้วถาม

            “กลัวรึเปล่า”

            อ๋อใช่ เพียวกลัวคิดจะเลิกยุ่งด้วยตั้งแต่วันแรกที่ได้รู้ความจริงแล้วและยิ่งต้องตัดขาดกันเลยด้วยซ้ำหลังไปเผชิญอันตรายแบบคราวก่อน...

            งี่เง่ารึไง! ถามอะไรบ้าๆ ที่อยู่ด้วยกันมาจนถึงตอนนี้มันยังเป็นหลักฐานไม่พออีกรึไงว่าเธอไม่มีทางกลัว!

            “คิดจะทำให้ฉันกลัวน่ะยังเร็วไปร้อยปี”เพียวเกือบตะคอกใส่แล้วด้วยความโมโห แต่อารมณ์เหล่านั้นหายไปทันทีที่เอลพูดต่อ

            “แต่ฉันกลัวเนียร์นะ” เพียวคิดว่าตัวเองเผลออ้าปากหวอแต่เอลไม่ได้มอง “ไม่สิ เคยกลัวน่ะ แปลกดีนะเพียวทั้งที่ฉันก็มีพลังไม่ต่างจากเนียร์แท้ๆ แต่กลับ...กลัวขึ้นมาตอนเห็นเนียร์ฆ่าคน”

            เพียวไม่รู้ว่าจะพูดอะไรออกไปดีจะด่าให้เหมือนเป็นเรื่องเล่นๆ หรือจะปลอบใจให้อีกฝ่ายรู้สึกดีขึ้นกัน

            ในขณะที่คิดแบบนั้น เอลก็ตั้งคำถามอีกครั้งแต่คราวนี้ด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง

            “ถ้าหากเห็นฉันฆ่าคน เธอจะกลัวฉันมั้ย”

            “เรื่องนั้น...” เพียวตอบไม่ได้ในทันที เธอจ้องเอลไม่วางตาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคาดหวังคำตอบแบบไหนอยู่กันแน่

            เอลจะไม่ว่าอะไรเลยหากเพียวบอกว่ากลัวเพราะมันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่จะกลัวคนที่ฆ่าคนอื่น...เหมือนกับฆาตกรถึงจะพยายามปลอบตัวเองว่ามันเป็นเพราะเธอไม่ได้ตั้งใจหรือเพราะควบคุมไม่ได้...คำเหล่านั้นก็เป็นเพียงแค่ข้ออ้าง

            เพราะไม่ว่าจะจงใจหรือไม่จงใจ...

            ...เธอก็ฆ่าคนไปแล้ว... เป็นความผิดที่ไม่มีทางหลีกหนี

            มือเรียวกุมสร้อยที่ใส่อยู่มันเป็นของขวัญวันคริสต์มาสปีก่อนช่วงนี้เอลเผลอจับมันอยู่บ่อยครั้งราวกับจะเห็นมันเป็นตัวแทนของผู้ให้

            เนียร์... เอลหลุบตาลง ขอโทษนะที่เคยกลัวเธอมาก่อนแต่ไม่เป็นไรนะ ต่อให้นับจากนี้เธอจะฆ่าใครอีกก็ตาม ฉันก็จะ...

            “ไม่รู้หรอก” เพียวพูด เรียกความสนใจให้เอลหันมอง“ฉันไม่รู้หรอกว่าถ้าเห็นพวกแกทำจริงๆ แล้วจะรู้สึกยังไง”

            ดวงตาที่ไม่สื่อถึงความกลัวหรือลังเลใดๆ

            “ฉันรู้แค่อย่างเดียวเท่านั้น”

            มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น

            “ไม่ว่ายังไง ต่อให้เกิดอะไรขึ้นพวกแกก็จะยังเป็นเพื่อนของฉันอยู่ดี”

            สิ่งแท้จริงคือสิ่งนี้

            ราวกับมีลมเบาบางพัดผ่านมาช่วยปลอบประโลมหัวใจที่กำลังสั่นไหวคล้ายให้กำลังใจว่าไม่ต้องกลัว เพราะยังมีคนคอยเคียงข้างอยู่เสมอ

            “เพียว...ขอบคุณมากนะ”อีกฝ่ายคงไม่รู้ว่าสิ่งที่พูดออกมามีความหมายต่อคนฟังมากแค่ไหนแม้เป็นเพียงถ้อยคำเรียบง่ายก็ตาม

            คนถูกขอบคุณเก้อเขินขึ้นมา แบบที่หากเป็นคนอื่นเพียวคงตบหัวด่าแก้เขินไปแล้ว แต่เพราะอีกฝ่ายเป็นเอลทำให้เพียวได้แต่เกาแก้มตัวเองเล่นและหันมองฟ้ามองอะไรแทนจนกระทั่งเวลาผ่านไปจนความอายจางหาย เพียวก็หันกลับมามองเอลที่เหมือนจะหลุดเข้าไปในความคิดตัวเองแล้ว

            “...พรุ่งนี้แล้วสินะ” เพียวพูดช้าๆ ชัดๆให้เอลหลุดจากความคิดตัวเองอย่างนิ่มนวล

            “พรุ่งนี้” เอลทวนเบาๆ ก่อนเงยหน้ามองท้องฟ้าคิดในใจ...วันพรุ่งนี้!

             

             

            “มาทำไม จัดของตัวเองเสร็จแล้วรึไง”ฟิวส์กึ่งถามกึ่งไล่เพื่อนสนิท ซึ่งเหมือนจะเน้นอย่างหลังเสียมากกว่า“วันนี้ไม่ไปหาเอลเรอะ”

            “ฉันไปหาทุกวันแล้ว วันนี้เลยอยากมาหานายแทน” โชลว่าเพราะก่อนหน้านี้เขามักจะไปหาเอลอยู่บ่อยๆ เพื่อไม่ให้เวลาที่ผ่านไปต้องเสียเปล่า

            ฟิวส์กลอกตาอย่างรำคาญ อุตส่าห์บอกแล้วแท้ๆว่าเขาไม่เป็นไรหรอก ก็ยังจะมาอยู่ได้ แต่แล้วทั้งฟิวส์และโชลที่กำลังช่วยกันจัดของอยู่เป็นต้องชะงักเมื่อมีคนเคาะประตู ทั้งสองคนมองหน้ากันก่อนโชลจะยักไหล่แล้วจัดของต่อให้เจ้าของห้องเป็นคนไปเปิดประตูเอง และพบว่าอีกฝ่ายเป็นเด็กสาวจากเผ่าเอดีวาส

            “ฉันรู้เรื่องพรุ่งนี้แล้ว กลับไปซะ”ฟิวส์พูดพลางจะปิดประตู แต่เพราะอีกฝ่ายคว้าขอบประตูเสียก่อนและฝืนให้มันเปิดค้างไว้

            “แต่ฉันมีเรื่องจะพูดกับคุณค่ะ” เกลพูด

            โชลรู้แล้วว่าใครมา จึงลุกขึ้นมาจับบ่าฟิวส์ด้วยรอยยิ้ม“มีคนมาช่วยนายแล้วเนอะ งั้นฉันกลับดีกว่า”แล้วโชลก็เปิดประตูที่ทั้งสองคนยื้อยุดกันอยู่อย่างง่ายดาย ทักทายเกลเล็กน้อย ให้เธอเข้ามาแล้วปิดประตูลงในขณะที่สองคนที่เหลือมองกันอย่างงุนงง

            ฟิวส์นึกอยากจะต่อยเพื่อนตัวเองขึ้นมาตงิดๆทีเมื่อกี้ไล่เท่าไรก็ไม่ยอมไป แต่คราวนี้ดันไปง่ายๆ เลยเนี่ยนะแถมยังให้คนเข้ามาในห้องเขาโดยพลการอีก

            เกลมองห้องพักที่เป็นเพียงห้องเล็กๆ อย่างสนใจ แทบไม่มีอะไรนอกจากเตียงเดี่ยวมีกระเป๋าสัมภาระและกองผ้าที่พับไว้อยู่บนนั้นตู้เย็นเครื่องเล็กที่น่าจะเก็บได้เฉพาะของกินเล็กๆ น้อยๆตู้เสื้อผ้าที่มีไม่กี่ชุดแขวนอยู่ นอกนั้นของทั้งหมดคือวางอยู่ตามพื้นทั้งหนังสือเรียน และพวกนิตยสารกีฬา

            ถึงอย่างนั้น ห้องนี้ก็ยังสะอาดและเป็นระเบียบเกินกว่าจะเป็นห้องของหนุ่มวัยรุ่นคนหนึ่ง

            “ฉันย้ายออกมาอยู่คนเดียวตั้งแต่ม.ต้นต้องทำอะไรหมดเองทุกอย่าง ไม่ต้องทำหน้าประหลาดใจขนาดนั้นหรอก” ฟิวส์ว่าแล้วเปิดตู้เย็นหยิบขวดน้ำออกมายกดื่มโดยไม่ใช้หลอดหรือแก้ว

            เกลรู้ว่าเขาต้องการเลี่ยงการพูดถึงใครบางคนแต่เธอทำแบบนั้นไม่ได้และจำเป็นต้องพูดถึง

            “ฉันมาเพื่อขอโทษเรื่องแม่ของคุณค่ะ”

            บรรยากาศในห้องที่ก่อนหน้านี้ก็อึมครึมอยู่แล้วตอนนี้กลับยิ่งหนักลงไปอีก

            ฟิวส์ลดขวดน้ำลง “ถ้าเธอจะมาพูดเรื่องนี้ก็กลับไป”

            “ไม่กลับค่ะ” เกลค้านเสียงดัง “จนกว่าจะได้ขอโทษคุณแล้วฉันไม่มีทางยอมกลับไปเด็ดขาด”

            “เธอจะอะไรนักหนา เรื่องมันผ่านไปแล้วทำไมต้องย้อนกลับมาพูดถึงอีกด้วย ยิ่งเธอพูดถึงเท่าไหร่ก็ยิ่งตอกย้ำฉันมากเท่านั้น ไม่รู้รึไง”

            “...รู้ค่ะ” เกลพูดเสียงแผ่วดวงตาสีน้ำเงินเข้มเต็มไปด้วยความเจ็บปวด เธอคุกเข่าลงต่อหน้าฟิวส์ที่ตกใจกับการกระทำนี้“ฉันผิดคำสัญญาที่เคยบอกว่าจะปกป้องคนสำคัญของคุณให้ดังนั้น...ฉันจึงมาขอรับโทษจากคุณ”

            ที่เขาพูดไปเมื่อกี้ยังไม่ชัดพออีกหรือไงฟิวส์อยากโยนเด็กสาวออกไปนอกห้องใจจะขาดไม่รู้ว่าเพราะอะไรอีกฝ่ายจะต้องคิดมากกับเรื่องพรรค์นี้ด้วย

            “จนกว่าคุณจะยอมลงโทษฉัน ฉันก็จะคุกเข่าอย่างนี้ตลอดไปค่ะ”

            เอาจริงดิ...ฟิวส์แทบประสาทเสียเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ยอมกลับไปแน่

            “ฉันพูดจริงนะ” แววตาเด็กสาวบอกถึงความจริงจัง“เพราะถ้าฉันพยายามทำตามสัญญา ถ้าฉันไม่ประมาทเกินไปละก็แม่ของคุณ...ก็คงยังมีชีวิตอยู่”

            ประโยคที่ทำให้แววตาของฟิวส์วูบไหว ถ้าแม่ไม่ตายอาจมีสักวันที่พวกเขาได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง...โอกาสนั้น...

            ฟิวส์บีบขวดน้ำจนมันบิดงอน้ำที่เหลือล้นออกมาแต่ฟิวส์ไม่สนใจ “เธอมาขอให้ฉันทำโทษแล้วคิดว่ามันจะย้อนกลับไปช่วยแม่ฉันได้รึไง! เลิกทำตัวบ้าๆ ซะที!” จากที่ว่าจะไม่โมโหก็อดโมโหไม่ได้

            เสียงตะคอกนั้น แม้เกลจะเตรียมตัวมาอยู่แล้ว ยังต้องสะดุ้ง

            “ลุกขึ้น!” ฟิวส์สั่ง “แล้วเลิกพูดถึงเรื่องนี้ซะ”

            “แต่...”

            ฟิวส์กระชากแขนดึงร่างเล็กลุกขึ้นมาและฟิวส์ก็มองเข้าไปในดวงตาสีเงินเข้มของเกลจนเธอรู้สึกแปลกๆ

            “ฉันจะไม่โทษเธอ หรือใครทั้งนั้น เข้าใจมั้ยเธอไม่ได้ทำให้ท่านตาย แต่เป็นฉันต่างหากล่ะ ฉันต่างหากที่ทำให้แม่ต้องตายฉัน...ปล่อยให้แม่ตาย ตั้งแต่วันที่เมินเฉยต่อท่านแล้ว”น้ำเสียงของฟิวส์อ่อนลงและสั่นไหวจนเกือบเหมือนคนร้องไห้แต่เกลไม่เห็นน้ำตาสักหยดจากดวงตาที่จ้องเธออยู่ จนเธออยากร้องไห้แทนเสียเอง

            “ฉัน...เข้าใจแล้วค่ะ” เกลว่า และปลดมือที่จับแขนอยู่ออกเพื่อหันตัวไปอีกทางไม่ให้อีกฝ่ายเห็นหน้าของเธอในเวลานี้

            พอเห็นอีกฝ่ายเข้าใจ ฟิวส์ก็โล่งอกแต่เหมือนเหนื่อยเต็มทีจึงทรุดนั่งที่เตียง “ให้ตาย ดีนะที่เข้าใจถ้าเกิดเธอยังยืนกรานจะรับโทษอย่างเดียว ฉันคงไม่รู้จะทำไง” ฟิวส์พูด“หรืออยากให้ฉันเกลียดเธอกันล่ะ”

            ...เกลียด...

            คำๆ นี้แทงลึกเข้าไปในใจเกลทั้งที่อีกฝ่ายไม่ได้หมายความตามนั้นจริงๆ แต่กลับรู้สึกเจ็บโดยไม่เข้าใจว่าทำไมมันถึงได้เจ็บขนาดนี้ แค่คิดว่าฟิวส์จะเกลียดเธอไม่อยากยุ่งหรือมองหน้าเธออีก เกลก็แทบทนไม่ไหว มันเพราะอะไรกัน

            เด็กสาวผูกแกละต่ำสองข้างเดินลงมาจากหอพัก

            รู้ดีว่าได้ทำทุกอย่างเพื่อเขาไปหมดแล้ว ถึงอีกฝ่ายจะปฏิเสธแต่เธอจะไม่มานั่งเสียใจภายหลังอีก เธอรู้แล้วว่าชีวิตมันช่างสั้นและไม่แน่นอนฉะนั้นอย่าปล่อยสิ่งที่ต้องการทำให้ผ่านไป

            ...แต่มีเรื่องเดียวเท่านั้นที่เธอจะทำมันไม่ได้...

            เกลสัมผัสหน้าอกด้านซ้ายสิ่งที่เกิดขึ้นกับมันในวันนี้ทำให้เธอกลุ้มใจ...เธอรู้สึกอย่างนี้กับฟิวส์ตั้งแต่เมื่อไรกันนะ

            จะให้ฟิวส์รู้ไม่ได้เด็ดขาดเขามีคนอื่นอยู่และต้องเป็นห่วงเรื่องของคนนั้นมากเกินพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีเรื่องของเธอไปทำให้เขาลำบากใจขึ้นอีกยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีทางที่เธอจะชนะคนที่ว่านั้นได้เลยและเธอก็ไม่ต้องการจะเอาชนะด้วยในเมื่ออีกฝ่ายคือที่เธอชื่นชมสุดหัวใจเช่นกัน

            น้ำตาคลอเต็มหน่วย แต่เกลจำเป็นต้องปาดมันทิ้งไป

            วันนี้จะเป็นวันแรกที่เธอรู้จักเก็บความรู้สึกของตัวเองไว้

             

             

            ย้อนกลับไปตอนเช้าทินเป็นคนแรกที่ออกจากคอนโดก่อนเกลหรือเอลกับเพียวจึงไม่ทันรู้ข่าวว่าเดสิตรู้ที่อยู่ของพวกเนียร์แล้ว

            สถานที่เขาไปนั้นไม่ใช่ที่ไหนแต่เป็นโรงเรียนมัธยมปลายหฤทัยนั่นเอง เดินไปเรื่อยๆ รอบบริเวณโรงเรียนมีหยุดพักบ้าง คิดอะไรไปเรื่อยไม่มีหยุดจนบางครั้งเขานึกสงสัยว่าตัวเองเคยหยุดคิดบ้างไหม

            หากให้วัดกันแล้วเรื่องที่กินที่สมองของเขามากที่สุดในตอนนี้คงมีอยู่เพียงเรื่องเดียว

            ทินหยิบลูกบาสใต้แป้นบาสขึ้นมาคงเป็นของนักเรียนสักคนลืมทิ้งไว้ก่อนปิดเทอม เด็กหนุ่มจับเดาะลงพื้นอยู่ครู่แล้วเปลี่ยนมาเป็นตั้งท่าเตรียมชู้ตสายตาจ้องไปยังห่วง ขณะที่กำลังกระโดดชู้ตนั้นเอง เสียงของใครบางคนก็ดังขึ้น

            “สอนฉันเล่นบาสหน่อย”

            กึง!

            ลูกบาสกระแทกโดนเพียงแป้นก่อนกระเด้งไปทางอื่นแต่ทินไม่ใส่ใจเพราะสนใจเจ้าของเสียงนั้นมากกว่า เสียงที่เขาคุ้นเคยดี

             

            ‘เธอเนี่ยนะ อยากเล่นบาส’

            ‘ใช่ เล่นแล้วตัวจะสูงขึ้นไม่ใช่เหรอ สอนฉันหน่อยสิ’

            ‘หา? เหตุผลไร้สาระชะมัด ไม่ไหวๆนึกว่าจะมีอะไรดีกว่านี้ซะอีก’

            ‘หนวกหูน่า จะสอนไม่สอนล่ะ’

             

            ทินยกมุมปากขึ้นไม่นึกเลยว่าเขาจะว่างจนความคิดมาหลอนตัวเองได้ แค่เจ็ดวันที่ไม่ได้พบกัน...มันก็แค่นั้นเอง...

            “แต่ก็เหงาใช่มั้ยล่ะ”

            มีบางสิ่งถูกเขวี้ยงมาทางเขาทินมีปฏิกิริยาตอบสนองไวคว้ามันไว้ได้ก่อนจะถูกอัดเข้าหน้ากลายเป็นมือที่ต้องปวดร้าวแทน เมื่อมันถูกปามาด้วยความแรงเหนือคนปกติ

            ทินเลื่อนสายตาไปยังคนที่ปาลูกบาสคืนเขาประเมินจากแรงแล้วคงกะได้พบชายร่างโตบึกบึนแต่คนที่ยืนอยู่กลับเป็นเด็กสาวร่างสูงท่าทางบอบบางแทน

            “เฮ้ ถ้ารับไม่ทันนี่มีจับส่งโรงพยาบาลได้เลยนะ”

            “ก็รับได้นี่” อีกฝ่ายตอบกลับหน้านิ่งแบบไม่รู้สึกผิด

            วาลเข้ามาหยิบลูกบาสในมือทินแล้วโยนเพื่อทำความคุ้นเคยกับน้ำหนัก

            “เมื่อกี้เธอว่าใครเหงา”

            เด็กสาวเปลี่ยนมาถือมันแทน ขณะดวงตาเรียบเฉยหันมาทางทิน

            “ไม่ใช่นายรึไง” เธอตอบเหมือนมันเห็นได้ชัดอยู่แล้วเธอเดาะลูกบาสพลางพูดต่อ “เนียร์ไม่อยู่ นายก็เลยเหงาไม่ใช่เหรอ”

            ยังมีหน้ามาถามหน้าตายแบบนั้นอีกทินเห็นแล้วอดนึกด่าในใจไม่ได้

            “แล้วเธอมาทำอะไรที่นี่ล่ะ”

            “มาดูนาย” วาลตอบตามความจริง เมื่อตลอดเวลาที่ทินมาโรงเรียนเธอก็จะแอบตามมาด้วยโดยไม่ให้เขารู้ตัวหากเพราะวันนี้วาลเห็นเขาดูหดหู่กว่าทุกครั้ง จึงอดไม่ได้ที่จะโผล่ตัวมาพูดด้วย

            “ว้าว นี่เธอสนใจฉันขึ้นมาแล้วเหรอเนี่ย”ทินแหย่ไปอย่างนั้นเอง ไม่ได้จริงจังอะไร แต่คำตอบของวาลกลับทำให้เขาอึ้ง

            “ใช่” เป็นคำสั้นๆที่ชัดและตรงเสียยิ่งกว่าธนูยิงตรงเป้าซะอีก

            ทินจ้องหน้าเด็กสาวรุ่นเดียวกับน้องตัวเองครู่หนึ่งก่อนหันไปอีกทางเอามือหนุนท้ายทอย พลางว่า

            “ถ้าวันนี้ชวนไอ้เภมาก็ดีสิ จะได้มีเพื่อนเล่น...”

            “พวกนายก็เป็นซะอย่างนี้” วาลขัดขึ้นเสียงเรียบไม่มีอารมณ์ขุ่นเคืองใดที่รู้ว่าอีกฝ่ายจงใจเปลี่ยนเรื่อง“มีสิ่งสำคัญมากซะจนไม่คิดสนใจอย่างอื่น”

            ร่างสูงค้างในท่าเดิมยังคงไม่หันกลับมาให้วาลเดาสีหน้าเขาเล่น

            “เนียร์ให้ความสำคัญกับพวกเอลมากรวมไปถึงคนในครอบครัวอย่างนาย ส่วนนาย...ก็ให้ความสำคัญกับเนียร์มากจนไม่สนใจใครอื่นอีก”

            ทินยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยพลางหลุบตาลงกับการคาดเดาของอีกฝ่ายก่อนหัวคิ้วจะมุ่นหากันเมื่อวาลยกเรื่องเอลขึ้นมาแต่ไม่ประหลาดใจที่รู้ว่าเอลชอบตัวเอง

            “แต่ฉันไม่ใจดีแบบเอลหรอก”วาลเอ่ยเสียงหนักขึ้นจนทินต้องเหลียวมอง ซึ่งเขาเพิ่งจะสังเกตว่าวาลไม่ได้รัดผมเหมือนเคยแต่ปล่อยยาวเห็นผมไล่ระดับด้านนอกสั้นกว่าข้างในมองดูแล้วใบหน้าที่มักติดเย็นชาจนน่ากลัวนั้นคล้ายจะอ่อนโยนลงกว่าเดิม...ผิดกันกับสิ่งที่ออกมาจากปากลิบลับ

            “ฉันไม่ปล่อยให้นายเป็นซิสค่อนไปชั่วชีวิตแน่”

            ทินยิ้มกระตุก อย่าคิดว่าเขาไม่รู้จักคำนั้นเชียวนะเขาเองก็อ่านการ์ตูนญี่ปุ่นมามากพอจะรู้ดี และอีกฝ่ายก็คงเจอจากในนิยายแน่เมื่อมันหมายถึงคนที่บ้าพี่สาว...หรือน้องสาวตัวเองจนถึงขั้นผิดปกติ

            เห็นแบบนี้ เขาก็ยังไม่โรคจิตขนาดนั้นนะ!

            “แล้วเธอล่ะ คิดใช้ฉันเป็นตัวแทนพ่อแม่ตัวเองรึไง” ทินถามกลับเสียงกระด้าง

            “...ไม่ใช่” เสียงวาลอ่อนลงไปถนัดหูเมื่อถูกเอ่ยย้ำเรื่องนี้ เห็นน้ำตาปริ่มๆ อยู่ตรงขอบตาของเด็กสาวเรียกความรู้สึกผิดของทินให้สูงขึ้น เขาเข้าไปหวังจะพูดอะไรสักอย่างแต่ทันทีที่เข้าไปใกล้มากพอ กลับถูกอีกฝ่ายคว้าคอเสื้อ ดึงให้เขาโน้มตัวลงไป

            ทินเบิกตากว้างกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าใบหน้าของวาลยามหลับตาพริ้มเข้ามาประชิดใกล้...ชัดเต็มสองตา อุ่นไอจากลมหายใจและสัมผัสนุ่มนวลของ...

            ก่อนจะรู้สึกไปมากกว่านั้นทินก็ถูกผลักออกไปอย่างรวดเร็วโดยที่อีกฝ่ายยังไม่ปล่อยเขาเสียทีเดียวสีหน้าของผู้กระทำยังคงนิ่งสนิท พร้อมกับเอ่ยต่อหน้าตาย

            “บอกแล้วไง ว่าฉันไม่ใจดีแบบเอลหรอก”

            ในขณะที่คนถูกกระทำยังตะลึงไม่หายอาจเรียกได้ว่าช็อกค้างไปเลยด้วยซ้ำเพราะถูกจู่โจมเร็วปานสายฟ้าแลบทุกอย่างถูกคั่นด้วยเสียงโทรศัพท์ของวาล วาลจึงยอมปล่อยทินแล้วรับโทรศัพท์

            ทินตัวแข็งทื่อราวถูกสาปให้เป็นหินทำให้ไม่ทันสนใจว่าตอนวาลคุยโทรศัพท์นั้นเธอหันมามองเขาเป็นระยะๆก่อนตัดสายทิ้งหลังคุยจบ และทันทีที่วาลเข้าไปใกล้ คำสาปหายไปพลันทินผละห่างจากเด็กสาวพร้อมยกแขนขึ้นกันริมฝีปากตนอย่างรวดเร็วด้วยสีหน้าตื่นแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

            วาลมองอาการเหล่านั้นแล้วไม่รู้สึกแย่แต่อย่างใดเธอเผยยิ้มบางชวนมองมาก หากไม่ติดว่ามันอยู่ในสถานการณ์แบบนี้และถ้าให้ทินมองไม่ผิด ใช่! เขามองไม่ผิดแน่ภายใต้รอยยิ้มนั้นแฝงความเจ้าเล่ห์ไว้ด้วย!

            “ไว้พรุ่งนี้เจอกันใหม่นะ...ทิน”

            เด็กสาวเอ่ยคำลา ทิ้งให้เด็กหนุ่มผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ต่อใครหน้าไหนต้องรู้จักกับคำว่า แพ้ เป็นครั้งแรกในชีวิต

             

            กิลไม่เข้าใจว่าทำไมหนุ่มผมดำแซมทองจะต้องขึ้นมาถึงบนดาดฟ้าราวกับต้องการปลีกวิเวกคนเดียวแบบนี้ด้วยทั้งที่โรงเรียนตอนนี้ก็มีเพียงพวกเขาสองคน...ไม่สิกิลสังเกตว่าเอลกับเพียวที่ออกจากห้องมาก่อนก็อยู่ในโรงเรียนด้วยเช่นกันแต่พวกเธอคงไม่เห็นว่ามีคนอื่นอยู่ด้วย

            “มีธุระอะไร”

            “นายเป็นไรรึเปล่า” กิลถามโดยไม่ตอบเมื่อเห็นคนที่มีท่าทีมั่นใจอยู่เสมอกลับ...เศร้าซึม?

            “มีอะไรก็ว่ามาเลยดีกว่า” ทินพูดน้ำเสียงสื่อชัดว่าไม่ต้องการพูดเรื่องตัวเอง

            กิลไม่นิยมสอดรู้เรื่องคนอื่น จึงไม่คิดถามต่อ

            “เรารู้แล้วว่าท่านตนัยอยู่ที่ไหนเพราะนายไม่มีโทรศัพท์ให้โทรหาฉันเลยมาบอกให้นายเตรียมตัวออกเดินทางพรุ่งนี้ได้เลย”

            “ยัยนั่น!”

            เด็กหนุ่มเผ่าเอดีวาสขมวดคิ้วเมื่ออีกฝ่ายเค้นเสียงหนักถึงใครบางคน

            ทินรู้แล้วว่าเมื่อกี้นี้วาลคุยกับใคร ถึงเธอจะคิดว่าเขาคงรู้จากคนพวกนี้ก็เถอะแต่ไม่คิดจะบอกสักหน่อยหรือ นี่มันเรื่องของเนียร์เชียวนะ

             

            ‘ฉันไม่ปล่อยให้นายเป็นซิสค่อนไปชั่วชีวิตแน่’

             

            อ้อ...เพราะงั้นถึงได้ไม่บอกงั้นสิ?ทินเอามือกุมขมับคล้ายจะปวดหัวขึ้นมาตงิดๆ กับวิธีดัดนิสัยของเด็กสาวพอนึกถึงหน้าของวาลขึ้นมา ทินก็เลื่อนหลังมือมาสัมผัสริมฝีปากอย่างลืมตัวและรู้สึกตัวทันทีว่าเผลอทำอะไรไป

            “ฉันวานอะไรนายหน่อย ต่อยฉันสักทีดิ๊”ถ้ามันช่วยทำให้ลืมเรื่องก่อนหน้านี้ได้ ทินว่ามันก็คุ้มอยู่

            กิลถอนหายใจอย่างระอา“ทำไมพวกนายสองพี่น้องถึงชอบขอให้ฉันทำอะไรแปลกๆ ด้วยนะ”

            กิลชักอยากหนีห่างจากพี่น้องคู่นี้ซะแล้ว...

             

            ‘นายรักษาสัญญา’

             

            ...ไม่หรอก เมื่อกี้นี้เขาโกหกเขาไม่ได้อยากออกห่าง...และไม่อยากรักษาสัญญาที่ทำให้ต้องแยกจากกันด้วยแม้ไม่รู้ว่าทำไม แต่เขารู้ว่าคงไม่ให้อภัยตัวเองที่ปล่อยเธอไปแน่

            “เนียร์ให้นายทำอะไร”

            “...ให้ฆ่าเธอ”

            ทินแทบจะกระตุกยิ้มเหี้ยมทันทีที่ได้ฟังคำตอบแต่กลับแปลกใจไม่น้อยเมื่อคนที่เนียร์ขอ ไม่ใช่เอลหรือฟิวส์หากเป็นเด็กหนุ่มตรงหน้าที่เพิ่งรู้จักกันไม่นานจริงอยู่ว่ามันคงไม่กล้าให้เพื่อนทำเรื่องพรรค์นั้นแน่แต่ก็ไม่น่าไปขอคนที่ยังไม่รู้จักกันดีทำเหมือนกัน

            เว้นแต่ว่าจะเป็นคนที่มัน...เชื่อใจ?

            ถึงจะไม่แน่ใจนัก ทินก็ยอมมองเด็กหนุ่มตรงหน้าใหม่

            เขาเลื่อนสายตามองดาบข้างหลังกิล ก่อนพยักหน้าไปที่มัน“นั่นน่ะ ไม่ได้พกมาตามปกติเฉยๆ ใช่มั้ย”

            เด็กหนุ่มสองคนมองตากัน คนหนึ่งประหลาดใจอีกคนก็มองราวกับจะให้ทะลุทุกสิ่ง จนคนแรกต้องเป็นฝ่ายหลบตาก่อน

            “แล้วนายจะเอาไง ทำตามที่มันขอเรอะ”

            กิลเงียบไปครู่ แล้วพูด“หากนั่นไม่เหลือทางอื่นแล้วจริงๆ...ยังไงพวกนายก็ไม่อยากให้เนียร์ตายอยู่แล้วใช่มั้ยล่ะ”

            ทินยิ้มเห็นเขี้ยวหลังจากเด็กหนุ่มเอดีวาสจากไปแล้วเพราะอีกฝ่ายกำลังสื่อชัดเจนว่าไม่ต้องการฆ่าเนียร์ ต่อให้อ้างเขาหรือคนอื่นก็ตามเจ้าคนพูดมันคงไม่รู้ตัวว่าตัวมันเองนั่นแหละที่ไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้นยิ่งกว่าใคร

             

             

            ในบ้านหลังใหญ่ที่ละแวกบ้านเต็มไปด้วยบ้านของพวกไฮโซทั้งหลายปกติมักจะเงียบสงบอยู่เสมอ รั้วสูงยาวล้อมรอบแบ่งกั้นอาณาเขตกันอย่างชัดเจนแต่ดูท่าวันนี้บ้านที่ติดป้ายชื่อ ‘มีรศักดิ์’ จะมีเสียงดังกว่าปกติ

            “วันนี้ห้ามใครปล่อยลูกชายของฉันออกจากบ้านเด็ดขาดเข้าใจมั้ย”

            “เข้าใจครับ/ค่ะ!!”

            เสียงตอบรับแข็งขันจากบรรดาคนรับใช้ทั้งหมดของบ้านมีรศักดิ์ที่พากันยื้อยึดเด็กหนุ่มหัวเกรียนร่างเตี้ยกว่าทุกคนอยู่

            “ปล่อยผมไปเดี๋ยวนี้นะ!”

            เล็ทพยายามยื่นแขนซ้ายที่ไม่ได้โดนจับไปที่ประตูแบบปลายนิ้วกำลังจะได้สัมผัสถึงอยู่แล้วแต่กลุ่มคนข้างหลังกลับลากเขาให้ห่างออกมาได้ซะก่อนทำให้ความหวังตรงหน้าหลุดลอยไปอีกครั้ง

            แต่แล้วประตูที่เขาถวิลหากลับถูกใครบางคนเปิดเข้ามาอย่างง่ายดายพร้อมๆ กับร่างของเด็กสาวคนหนึ่งที่มีปอยผมด้านหน้าเป็นสีม่วง

            ร่างบางถือกระเช้าผลไม้มาด้วยทอดมองเพื่อนด้วยแววตาคล้ายจะสมเพช “นี่นายกำลังเล่นชักเย่อกับคนในบ้านอยู่เหรอ”

            “ไม่ใช่เฟ้ย! ช่วยฉันด้วยริ...”

            “อ้าวหนูริส” หญิงสาวที่เพิ่งลงจากบันไดตรงโถงกลางโดยมีอรรคเดชเข้าไปประคองเธอทักด้วยสีหน้าแช่มชื่น แล้วริสก็เลิกสนใจเล็ททันที จนตอนนี้ร่างน้อยๆของเล็ทเริ่มถูกพวกคนใช้ทับลงมาเหมือนนักกีฬาอเมริกาฟุตบอลเข้ากระโจนทับเป็นกลุ่มก้อนมนุษย์

            “สวัสดีค่ะคุณน้า คุณอา” ริสยกมือไหว้ผู้ปกครองของเล็ทไม่ได้สนใจเสียงร้องโหยหวนจากกลุ่มคนตรงนั้นเลยแม้แต่น้อย

            ริสยกกระเช้าผลไม้ให้กับพิม “คุณแม่ฝากมาให้น่ะค่ะแผลเป็นยังไงบ้างคะ”

            “ดีขึ้นมากแล้วจ้ะ ฝากบอกขอบคุณพ่อแม่หนูริสด้วยนะ”

            “ค่ะ แล้ว...” เด็กสาวชำเลืองมองไปด้านหลังเสียงที่โวยวายอยู่เมื่อกี้เหมือนจะเงียบไปแล้ว

            พิมมองสามีด้วยแววตาตำหนิ เรียกเสียงดุ “คุณอรรคเดช”

            ใบหน้านิ่งขรึมทำหน้าปั้นยากแบบที่น้อยคนจะได้เห็น “พิมลูกเรากำลังไปทำเรื่องอันตราย แล้วคิดว่าผมจะปล่อยให้เล็ทไปรึไง”

            หญิงสาวถอนหายใจบางครั้งความหัวแข็งของใครบางคนก็ยังไม่ยอมหายไปง่ายๆ อยู่ดี

            “แล้วพ่อแม่ของพวกหนูริสว่าไงกันบ้างล่ะ”

            “พ่อของโลมสนับสนุนเต็มที่เลยค่ะ คึกจนแทบอยากจะไปแทนเองเลยพ่อแม่ของเนนกับยัยฮา..อะแฮ่ม หมายถึงซีลน่ะค่ะ ก็เหมือนจะโอเคดี ส่วนหนู...”ริสหัวเราะเล็กน้อย “ทะเลาะกันบ้านแทบแตก แม่แทบจะส่งตัวหนูไปขังไว้ในเซฟเฮ้าส์แต่พอหนูโวยออกมานิดๆ หน่อยๆ ก็พอจะเข้าใจกันบ้างแล้วค่ะ”

            วีรกรรมของเด็กสาวตรงหน้าใช่ว่าอรรคเดชกับพิมจะไม่เคยได้ยินทั้งคู่จึงไม่ถามต่อว่าเธอไปโวยอีท่าไหน พ่อแม่ถึงปล่อยมาได้

            แต่ถึงคนอื่นจะได้รับการยินยอมก็ไม่ได้หมายความว่าอรรคเดชจะใจอ่อนลงเมื่อเรื่องนี้มันเกี่ยวพันกับชีวิตลูกชายคนเดียวของเขา

            “ขอโทษน้า ไม่มีใครคิดจะมาช่วยผมหน่อยเหรอ”แว่วเสียงอู้อี้ดังออกมาแต่เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้ขาดอากาศหายใจก็ทำเป็นไม่สนใจต่อไป

            “ถึงยังไงฉันก็ปล่อยให้เล็ท ไม่สิรวมทั้งพวกเธอด้วยไปทำเรื่องเสี่ยงอันตรายขนาดนั้นไม่ได้หรอกให้เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของพวกตำรวจหรือทหารไม่ดีกว่าเหรอ”

            “โธ่คุณอา...ก็เห็นเองกับตาแล้วไม่ใช่เหรอคะว่าพวกนั้นเองก็ธรรมดาซะที่ไหนถึงเอาทั้งกองทัพไปก็ทำอะไรพวกนั้นไม่ได้อยู่ดี ต้องเป็นพวกเราเท่านั้นค่ะผู้ใช้พลังต้องเจอกับผู้ใช้พลังเอง”

            คำพูดของริสเหมือนจะเวอร์เกินจริง แต่ก็มีเหตุผลอยู่พอรู้ว่าเหตุผลนี้ฟังขึ้น ริสก็กระแซะเข้าไปอีก

            “คิดดูนะคะ ถ้าพวกหนูไม่ไป โลกนี้อาจจะถูกทำลายได้เลยนะคะพวกหนูเองก็ใช่ว่าไม่กลัวตาย แต่จะให้มาอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรเลยไม่ได้หรอกค่ะ”

            สำหรับพิมถึงจะเป็นห่วงแต่เธอคิดว่าสิ่งที่พวกเล็ททำถือเป็นเรื่องถูกต้องและน่าชื่นชมเพราะงั้นปัญหาเพียงหนึ่งเดียวตอนนี้ก็คือ ชายหนุ่มข้างตัวเธอนี่เอง

            “ถึงเวลาปล่อยให้เด็กๆ ได้ตัดสินใจทำอะไรเองบ้างแล้วค่ะคุณอรรคเดช” พิมจับแขนเขา

            อรรคเดชไม่พูดอะไร แต่เดินไปที่กลุ่มกองคนทับกันแทนพวกคนรับใช้พากันหลีกทางให้โดยไม่ต้องบอก เผยร่างของเด็กหนุ่มที่ถูกทับจนเกือบแบนติดพื้น

            “โอย ลุกกันไปได้ซะที” เล็ทพยุงตัวนั่งก่อนรู้สึกถึงเงาที่ทาบทับเข้ามาจนต้องเงยหน้ามองอีกฝ่ายที่ยืนก้มมองเขาอยู่“พ่อฮะ”

            “เล็ท...รับปากได้มั้ยว่าจะต้องกลับมาบ้านอีก”

            คำพูดนี้คล้ายตอนอรรคเดชให้เล็ทรับปากว่าจะรักษาระดับผลการเรียนเมื่อตอนที่จะจัดงานกีฬาสีซึ่งเล็ทก็รักษาคำพูดได้อย่างดีเยี่ยมอรรคเดชหวังว่าคราวนี้อีกฝ่ายจะยังเหมือนเดิม

            “ฮะ” เล็ทส่งยิ้มกว้าง “ผมต้องกลับมาอยู่แล้วสิฮะก็บ้านผมนี่นา”

            สุดท้ายอรรคเดชก็ยิ้มให้ลูกชาย แล้วยีหัวเกรียนๆของเล็ทเป็นการตบท้าย

            ผู้หญิงสองคนที่เฝ้ามองอยู่พากันอมยิ้มไปด้วยก่อนผู้มากวัยกว่าจะถาม “แล้วจะไปกันตั้งแต่เมื่อไหร่ล่ะจ๊ะ”

            “เพื่อนเพิ่งโทรมาบอกเองค่ะว่า...” ริสพูดดูจากวิธีการเรียกแล้วพิมเข้าใจว่าคงเป็นเพื่อนต่างโรงเรียนของลูกชายที่เธอยังไม่มีโอกาสได้ทำความรู้จักแต่รู้ว่าที่พวกเธอรอดมาได้นั้น ก็เพราะได้เด็กพวกนั้นคอยช่วยเหลืออยู่

            “ว่า?”

            “พรุ่งนี้เตรียมออกเดินทางได้เลย”

             

             

            ตามที่ทินว่าไว้กิลไม่ได้พกดาบมาแค่เพราะเคยชินอย่างเดียวเท่านั้นเขาตั้งใจจะออกเดินทางวันนี้เลยล่วงหน้ากว่าทุกคนเขาจำเป็นต้องหาทางอื่นให้เร็วที่สุด ดังนั้นจะมัวเสียเวลาไปเปล่าๆ ไม่ได้

            บัดนี้เด็กหนุ่มมายืนอยู่ตรงหน้าโรงแรมที่ประดับด้วยแสงไฟในยามค่ำเรียบร้อยแล้วพระอาทิตย์เพิ่งลับตาไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อนนี้เอง

            โรงแรมประดับด้วยต้นไม้หลากหลาย ส่วนใหญ่มักเป็นต้นปาล์มกับใบเฟิร์นเขียวชอุ่มดูร่มรื่นเป็นแนวยาวทำหน้าที่แทนกำแพงกั้นระหว่างข้างนอกกับข้างในตรงทางเข้ามีพนักงานเปิดประตูยืนอยู่นักท่องเที่ยวที่เป็นลูกค้าเดินเข้าออกจากโรงแรมไม่ขาดสายแต่กิลยังไม่เห็นเป้าหมายที่สายของพวกเขาบอกมาว่าพักอยู่ที่นี่

            ในยามปกติพวกตนัยไม่เคยโผล่ตัวออกมาเลยจนกระทั่งเมื่อวานนี้ไม่งั้นพวกกิลคงไม่รู้ว่าซ่อนตัวอยู่ที่ไหนแม้จะสงสัยว่านั่นเป็นเพราะอีกฝ่ายไม่รู้ว่าถูกจับตาดูอยู่หรือเพราะสะเพร่าเองก็ตาม

            เด็กหนุ่มหาทางลอบเข้าไปแอบพรางกายตามพุ่มไม้หนาประดับเป็นทิวยาวสลับกับต้นมะพร้าวสูงชะลูดเหมาะให้ซ่อนตัวเป็นอย่างดี มองเข้าไปเห็นทางเดินโอ่โถงมีคนเดินอยู่ประปรายร้านอาหารในโรงแรมมีคนใช้บริการอยู่ไม่น้อย กิลพยายามเพ่งมองแต่ไม่พบบุคคลที่ตามหา

            จนกระทั่งเมื่อลิฟต์ตัวหนึ่งเปิดออก เด็กหนุ่มก็ไหวตัวทันทีเมื่อเห็นชายหนุ่มดวงตาสีน้ำตาลแก่ก้าวออกมา

            ท่านตนัย!

            กิลก้มลงใช้ใบเฟิร์นซ่อนเร้นตัวเขาให้มากขึ้น ดวงตาสีน้ำเงินเข้มลอบมองคนที่ออกมาพร้อมกับชายหนุ่ม

            สองคนที่ตามมาหลังสุดเป็นชายในชุดสูท หนึ่งในนั้นคือนิกรผู้ติดตามคนสนิทของตนัยแต่คนที่ดึงความสนใจทั้งหมดของกิลไปคือเด็กสาวที่เดินเยื้องอยู่ทางขวามือของตนัยต่างหากเด็กสาวผมสีดำยาวคนนั้น...เนียร์

            กลุ่มของตนัยเดินเฉียดจุดที่กิลซ่อนตัวอยู่แต่ไม่มีใครทันสังเกต ตนัยมองเพียงเบื้องหน้าส่วนคนที่เหลือแค่เดินตามตนัยไปเท่านั้น พวกเขามุ่งหน้าตรงไปที่ประตูทางออกทันทีที่ลับสายตา กิลก็รีบมุ่งหน้าไปที่บริเวณทางออกทันที

            เขาเจอตัวคนที่ตามหาแล้ว แต่ควรทำเช่นไรต่อ

            กิลคิดว่าตัวเองงี่เง่าสิ้นดีทั้งที่มาถึงนี่ก่อนเพื่อจัดการปัญหานี้แท้ๆ แต่พอเจอเข้าจริงๆกลับไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร

            กิลเฝ้ารอให้ตนัยเดินพ้นออกมา และต้องหรี่ตาลงอย่างสงสัยเมื่อจำนวนคนในกลุ่มหายไปหนึ่ง...เนียร์หายไป!?

            ขณะที่เด็กหนุ่มกวาดตามองไปทั่วๆ อย่างร้อนรนว่าเด็กสาวหายไปไหนทันใดนั้นเอง เสียงของใครบางก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง

            “ตามหาฉันอยู่เหรอ”

            กิลหันขวับและได้เจอคนที่กำลังตามหามาปรากฏตัวอยู่ตรงนี้แล้วอย่างคาดไม่ถึงก่อนจะเริ่มเครียด เพราะหากเธอรู้ว่าเขาอยู่ที่นี่ ก็แปลว่าตนัยต้องรู้แล้วเช่นกัน

            “ฉันยังไม่ได้บอกหมอนั่นเรื่องนายหรอก วางใจได้”เนียร์พูดอีกครั้ง ทำให้กิลประหลาดใจยิ่งกว่าเดิม

            เธอถูกท่านตนัยควบคุมอยู่ไม่ใช่หรือ แล้วทำไม

            “นายมาแค่คนเดียวเองเหรอ” เนียร์หันมองไปรอบๆเผื่อจะเจอคนอื่น แต่เมื่อไม่พบ เธอก็ถอนหายใจอย่างระอา “ให้ตายไม่กลัวถูกฆ่ารึไง”

            แววตาของกิลเต็มไปด้วยความสับสนทั้งสีหน้าและท่าทางของเนียร์ดูเป็นธรรมชาติมากเกินกว่าจะเรียกได้ว่าถูกควบคุมอยู่ต่อให้คุ้นชินอย่างไร ตนัยก็ไม่น่าควบคุมให้เหมือนตัวจริงได้ขนาดนี้

            “เธอ...” กิลพูดตะกุกตะกัก แล้วเนียร์ก็หันมองเขาตรงๆส่งสายตาเป็นเชิงถามว่ามีอะไร

            “เธอไม่ได้ถูกท่านตนัยควบคุมอยู่เหรอ”

            เนียร์นิ่งไปครู่ราวกับพยายามทำความเข้าใจคำพูดของเขาก่อนจะยิ้มหยันดูเจ็บปวด “นายเห็นเป็นอย่างนั้นเหรอ แปลว่าที่มาเนี่ยเพื่อจะมาฆ่าฉันสินะ”

            กิลทำอะไรไม่ถูกเขาไม่ได้วางแผนมารับมือกับเนียร์ตัวจริงแบบนี้

            “เนียร์...อึ่ก!”

            คำพูดหายไปพลัน เมื่อจู่ๆกำปั้นของเด็กสาวพุ่งใส่ท้องอย่างจังอาการจุกเสียดส่งผลให้เด็กหนุ่มทรุดลงไปกุมท้อง ไอโขลก ก่อนเงยหน้ามองอีกฝ่ายคิดว่าตนถูกหลอกอีกเป็นแน่ หากสายตาที่เนียร์มองลงมายังคงเป็นของเนียร์

            ชั่วแวบหนึ่งที่กิลเห็นเธอแสดงท่าทีว่าเสียใจแต่พริบตาเดียวก็ถูกความเย็นชากลบทับ ความมุ่งมั่นไม่สั่นคลอนฉายอยู่บนดวงหน้านั้นอย่างที่กิลไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร

            “เธอยอมเป็นพวกกับท่านตนัยเองเหรอ” กิลเค้นเสียง

            “...ขอโทษนะ” เนียร์ว่าเสียงนิ่ง

            “ทำไม!”

            “เพราะฉันจะไม่ปล่อยให้นาย หรือใครก็ตาม มาขวางทางฉันเด็ดขาด”

            แล้วสิ่งสุดท้ายที่กิลรับรู้ก็คือแรงกระแทกพุ่งตรงเข้าที่ขมับก่อนทุกสิ่งจะดับวูบลง




    คล้ายกับเรื่องBEWARE เด็กอันตราย (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน