ยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ

    บทที่ ๘๒ มหาเวทดาวดึงส์ (re-edition)

            ลำแสงสีม่วงระยับเจิดจ้าปกคลุมปราสาทหงส์ทะยานสามารถเมืองเห็นได้ทั้งเมือง ยอดยุทธ์มหาการีย์ถอยออกจากตัวปราสาท มาสมทบกับทัพทหารอีกกว่าห้าหมื่นที่เข้ามาห้อมล้อมปราสาทเอาไว้เป็นชั้นๆ จนเต็มพื้นที่เมืองราชวัง

            ภายใต้พลังปราณดวงดาวสีม่วงระยิบที่แผ่ปกคลุมภายในวิหาร ซากศพคาวเลือดอันตรธานหายไปราวมายาภาพ

            ชายแก่สวมชุดยาวสีขาวทำด้วยผ้าไหมล้ำค่า คิ้วยาวหนวดเคราขาวพัดพลิ้ว ผมหงอกขาวเกล้ามวยเสียบด้วยปิ่นหยกเนื้อขาวใส ดวงตากล้าแกร่งทรงอำนาจ .. ให้อารมณ์ความรู้สึกถึงความสูงส่งประดุจเทพเซียนจากสรวงสวรรค์ยืนอยู่บนพื้นพสุธา ..

            อุทัยไม่สามารถรับรู้ถึงพลังปราณของปรมาจารย์ยุทธ์ผู้นี้ แสดงถึงพลังฝีมืออันล้ำลึกห่างชั้นสุดที่มันจะสัมผัสได้ถึง .. ไม่ต้องมีผู้ใดบอก ก็สามารถคาดเดาศักดิ์ฐานะของเฒ่าวิเศษที่หยุดยืนอยู่เบื้องหน้าผู้นี้ได้

            .. ราชครูแห่งแคว้นมหาการีย์ 'มหาเวทดาวดึงส์' ผู้รั้งลำดับสามของทำเนียบยอดยุทธ์แห่งสหพันธรัฐ

            ท่าทางอันดุร้ายน่ากลัวราวมารอสูรของอุทัยถูกมหาเวทดาวดึงส์พิจารณาจ้องมองอย่างไม่วางตา

            ราชครูมหาเวทกล่าวดูถูก "สังหารทหารข้าเสียนับพัน .. เจ้าพวกมัธยาถึงกับสมคบกับมารนอกรีต .. หึ หึ"

            อุทัยฉุนกึกกล่าวว่า "ฮิ .. ตาเฒ่าหัวขาว เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่ .. มิได้ไปงานชมมังกรอะไรนั่นหรือ .." ... แจ๊กกกก ! แจ๊กกกก ! เจ้าเวรุงกะก็ร้องเสียงดังด้วยความหัวเสีย

            ราชครูมหาเวทหัวเราะกระหยิ่ม "ฮา ฮา .. ก็อยู่รอเชือดคอพวกมัธยาหน้าโง่ทั้งหลาย .. เป็นอย่างไร .."

            อุทัยมองออกไปด้านนอกพบเห็นแสงสีม่วงมลังเมลือง แสงสว่างเช่นนี้คงมองเห็นได้ไกลนับโยชน์ .. ราวคิดสิ่งใดได้มันจึงกล่าวว่า "ที่แท้ก็เป็นแผนลวงของเจ้า .. จะใช้แสงไฟล่อแมลงมัธยาหรือ .." ทัพมัยธะปุราถูกอุบายตลบหลังเข้าอย่างจัง

            ราชครูมหาเวทได้วาจาฟังแล้วหัวเราะ ฮา ฮา .. มันกล่าวตอบอย่างอารมณ์ดี ".. คนฉลาดมักมีอายุไม่ยืนยาว .. เจ้ามารน้อย .. เห็นทีเจ้าจะออกจากปราสาทแห่งนี้ไม่ได้เสียแล้ว .. ฮา .."

            เป็นจริงเช่นอุทัยคาดคิด .. มหาเวทดาวดึงส์วางแผนการล่อลวงโดยส่งสัญญาณเป็นแสงเรืองรอง เพื่อแสร้งว่าเวทมนตร์ 'หงส์สวรรค์ชำระบาป' ถูกเปิดขึ้นแล้ว ขณะเดียวกันทัพมหาการีย์เรือนแสนก็ปกปิดร่องรอยอย่างเงียบสนิทราวหายไปจากเมืองจนหมดสิ้น

            เนื่องจากไม่เคยมีใครได้พบเห็นเวทมนตร์นี้มาก่อน ทัพมัธยะปุราต้องเข้าใจว่าแผนการประสบผลสำเร็จ พวกมันต้องใช้ทางลับใต้ดินบุกเข้ามากลางเมืองราชวังเป็นแน่นอน

            .. เมื่อถึงตอนนั้นพวกมัธยาจะกลายเป็นตะพาบในไหให้ทัพมหาการีย์เข่นฆ่าตามแผนการของราชครูมหาเวทผู้นี้

            อุทัยยังมีข้อสงสัยจึงถามต่อว่า "ท่านไม่กลัวทางมัธยาวางไส้ศึกไว้หรอกหรือ .. พวกมันคงไม่หลงกลท่านอย่างง่ายดาย .."

            ฮา ฮา ฮ่า .. เสียงหัวเราะของราชครูมหาเวท "ไส้ศึกอันใด .. ข้าสั่งสังหารบุคคลอื่นเสียสิ้นแล้ว .. ที่คงเหลือในเมืองนี้คือกองกำลังของข้าที่ติดตามมาจากกรุงการีย์ .." มันกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย

            อุทัยรับฟังจนแสยะฉีกยิ้มหัวเราะร่า .. ฮา ฮา ฮา .. แล้วจึงกล่าวรำพัน "ท่านราชครูทำข้าละอายนัก .. ฮา ฮา ฮ่า .."

            อุทัยพล่ามต่อ "หากเรียกขานข้าเป็นมารน้อย .. ท่านก็ต้องเป็นมารใหญ่ แล้ว .. ฮา .." มันหยุดคิดเล็กน้อย "ไม่สิ .. ไม่ถูกต้อง .. ต้องเป็นโคตรมาร .. จึงจะถูก .. ฮา ฮา ฮ่า .."

            อาการคลุ้มๆ คลั่งๆ ของอุทัยเมื่อครู่ที่สังหารยอดยุทธ์มหาการีย์ไปเกือบพันคน เทียบไม่ติดกับจำนวนผู้คนที่ราชครูมหาเวทผู้นี้สั่งสังหาร .. คาดว่าที่อยู่ภายในเมืองเป็นชาวบ้านคนบริสุทธิ์ราวสามหมื่นเศษ

            ราชครูมหาเวทรับฟังหามีวี่แววของโทสะไม่ มันกล่าวอย่างยิ้มแย้มเหน็บแนมว่า "เหม .. เจ้ามารน้อย .. มิใช่มีเพียงมีฝีมือเพลงยุทธ์ล้ำเลิศ .. ฝีปากของเจ้าก็เลิศล้ำไม่ยิ่งหย่อนเช่นกัน .. ฮา"

            อุทัยหันไปกล่าวกับเจ้าเวรุงกะ "เจ้าจ๋อ .. ตาเฒ่าผู้นี้ด่ามันก็ไม่รู้สึกสะทกสะท้านแม้แต่น้อย .. ดูท่าหนังหน้าของมันต้องฉาบด้วยพลังปราณขั้นสุดยอด .. ฮา .."

            เจี๊ยกกก .. เจี๊ยกกก .. เจ้าเวรุงกะพยักหน้าหงึกๆ "บ่าวว่า .. หนังหน้ามันหนากว่าส้นบาทาของบิดาบ่าวอีก .."

            ฮา ฮา ฮา .. ทั้งสองระเบิดหัวเราะพร้อมกัน เจ้าเวรุงกะถึงกับหัวเราะจนน้ำหูน้ำตาไหล .. ราชครูมหาเวทครุ่นคิด เจ้ามารน้อยผู้นี้คงสติไม่ปกติธรรมดา บัดเดี๋ยวคลุ้มคลั่ง บัดเดี๋ยวหัวเราะเฮฮาอยู่กับลูกวานร

            ฮา ฮา ฮา .. ราชครูมหาเวทหัวเราะราวเฒ่าผู้มีเมตตา แล้วกล่าวว่า "นี่เจ้ามารน้อย .. ที่ข้าสังหารบุคคลมากมายเนื่องเพราะความจำเป็น หามีความแค้นส่วนตัวกับพวกมันไม่"

            สีหน้าอันเย่อหยิ่งของราชครูมหาเวทเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นโอบอ้อมอารี เปล่งประกายราวนักบวชผู้โปรดสรรพสัตว์ทั้งมวลให้พ้นทุกข์ แล้วกล่าวว่า ".. ที่กระทำก็เพื่อรวมแผ่นดินเป็นหนึ่ง .. ประชาราษฎร์อยู่ด้วยกฎเกณฑ์เดียวกัน .. เมื่อนั้นความฝาสุขจึงจะบังเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน"

            ราชครูมหาเวทยังกล่าวต่อว่า ".. ดังคำที่ว่า .. แผ่นดินเป็นปึกแผ่นมั่นคง .. มวลประชาสงบสุขทั่วหล้า ฮา ฮา"

            อุทัยฟังไปยิ้มเยาะไป .. ปณิธานสูงส่งอันใดของมันทำแผ่นดินแทบลุกเป็นไฟ มันกล่าวว่า "เฮ๊อะ .. ให้ข้าเชื่อลมปากท่านหรือ .. หากท่านแปรเปลี่ยนเป็นบุคคลมีเมตตาอารี ข้าก็คงกลายเป็นพระโพธิสัตว์แล้ว .. ฮา ฮา"

            ราชครูมหาเวทตาเป็นประกายสีม่วงวับวาว จ้องมองไปในดวงตาสีแดงของอุทัย กระแสปราณดาวดึงส์ม่วงโดยรอบกระเพื่อมไหวงดงาม

            ราชครูมหาเวทเริ่มกล่าวต่อ "ฮา ฮา .. น่าเสียดาย .. น่าเสียดาย .. บิดาของเจ้ามิทันได้อยู่ดูข้านำทัพเหยียบเข้ากรุงนพรัตน์ .."

            .. อันใดของตาเฒ่าผู้นี้อีก .. อุทัยครุ่นคิด .. แสงของดวงดาวทอประกายวิบวับอยู่ภายในวิหาร

            ราชครูมหาเวทกล่าวต่อ "อโณทัย .. มันนับเป็นผู้มีฝีมืออันเข้มแข็ง .. สามารถยันทัพอันเกรียงไกรของข้าได้เป็นเดือนๆ"

            "ถึงแม้จะเป็นศัตรูอยู่ฝ่ายตรงข้ามกัน ข้ายังนับถือเลื่อมใสบิดาเจ้าด้วยน้ำใจจริง" น้ำเสียงราชครูมหาเวทแสดงถึงความจริงใจอย่างสุดซึ้ง

            "ด้วยเพลงดาบของมันจะหลบหนีไปไกลเท่าใดก็ไม่มีผู้ใดสกัดยับยั้งได้ .. แต่สุดท้ายก็มาตกตายด้วยความภักดี .. เฮ้อออ สิ่งเหล่านี้มิควรเกิดขึ้นกับมันเลย" ราชครูมหาเวทแปรเปลี่ยนเป็นเศร้าสร้อยอาดูรอย่างยิ่ง

            เป็นจริงดังมหาเวทดาวดึงส์กล่าว .. 'หลวงอโณทัย' บิดาของอุทัยต้องอาญาในการศึกใหญ่กับทัพมหาการีย์ที่เมืองมะริต มันฝ่าด่านหลบหนีกลับมาหาภรรยาแล้วก็มิได้หลบหนีต่อ .. เข้ามอบตัวกับองค์เจ้าหลวงเพื่อต่อสู้กับคำกล่าวหา .. ผลสุดท้ายถูกใส่ความต้องอาญาแผ่นดินจนตัวตาย

            พอหวนคิดถึงบิดาผู้ล่วงลับ .. จิตใจของอุทัยกลับมาวุ่นวายสับสน .. มันกำสองหมัดแน่นตาแดงฉาน .. ภาพความอยุติธรรมที่บิดาได้รับหวนกลับมาในความคิดอีกครั้ง

            .. ภาพของหลวงอโณทัยในชุดราชองครักษ์ค่อยๆ ปรากฏขึ้นภายในดวงจิตของอุทัย ด้วยบุคลิกอันอาจหาญข่มขวัญข้าศึกศัตรู

            .. แต่อีกฐานะหนึ่งคือสามีที่รักทะนุถนอมภรรยา ทั้งยังเป็นบิดาที่ดีของบุตร .. สั่งสอนอบรมบุตร .. ประพฤติตนเป็นตัวอย่างการยึดมั่นในคุณงามความดี และการทุ่มเททำงานรับใช้ชาติบ้านเมือง

            .. แต่ผลที่ได้รับกลับคืนเป็นที่น่าสมเพชนัก .. ต้องตกตายอย่างอยุติธรรม .. ครอบครัวพินาศถูกทำลาย .. ไม่เหลือสิ่งใดคงอยู่อีกต่อไป

            .. ภาพของหลวงอโณทัยร่างชุ่มไปด้วยโลหิตปรากฏอยู่ตรงหน้าราวภาพฝันมายา

            อุทัยหอบหายใจหนักๆ ร่างกายรู้สึกหนักอึ้งจนแทบทรงกายไว้ไม่อยู่ ดวงจิตของมันถูกครอบงำดำดิ่งสู่ห่วงของความโศกเศร้ารันทด พละกำลังพลังชีวิตถดถอยอย่างแปลกประหลาด

            ความรันทดบีบคั้นดำเนินถึงจุดต่ำสุด .. น้ำตาไหลพรากออกมาจากสองตาแดงๆ ของอุทัย ..

            ในทันใดนั้นเอง .. ปราณทั้งสามในร่างกายเริ่มมีการตอบสนอง เป็นดังกลไกปกป้องตนเองเกิดขึ้นโดยไม่ต้องสั่งบังคับ .. พลังปราณโคจรไปทั่วชีพจรปราณภายใน

            .. ปราณอสูรบรรพกาลดำโปร่งเจือละอองทอง .. ความเศร้าโศกมลายหายถูกชำระล้างหลงเหลือเพียงความว่างเปล่า

            .. ปราณเทวะแท้จริงเป็นรังสีพลอยชมพูสดใส .. ความชุ่มชื่นกระชุ่มกระชวยช่วยฟื้นฟูทั้งดวงจิตและพลังชีวิต

            .. ปราณอรุณโรจน์สีทองศักดิ์สิทธิ์เจิดจรัส .. ความผ่องใสอบอุ่นดังดวงอาทิตย์ยามอรุณรุ่งเข้ามาแทนที่

            เจี๊ยกกก .. เจี๊ยกกก .. เจ้าเวรุงกะเกาหัวแกรกๆ จ้องมองอุทัยที่กำลังตื่นจากภวังค์ มันกล่าวกับอุทัยขึ้นว่า "ตราหยก .. ตราหยก .. นายท่าน .." แล้วจึงยกตราหยกนพเทพให้อุทัยชมดู

            .. อุทัยจ้องมองเจ้าเวรุงกะที่เบื้องหน้า .. ตั้งจิตสมาธิให้ได้คิด .. เหตุใดตาเฒ่าผู้นี้เพิ่งพบเจอกันก็กล่าวพล่ามวาจาเสียมากมาย .. เหตุใดความเศร้ารันทดภายในจิตใจจึงบังเกิดขึ้นอย่างรุนแรง

            การรับรู้ถึงการคงอยู่ของจิตของตัวของตนถูกดึงกลับมา .. ภาพบันไดวนสีขาวที่ถูกปราณม่วงปกคลุมเริ่มชัดเจนขึ้น

            .. กึ๊กกกก .. เสียงเดิมดังมาจากบันไดวนของปราสาท .. แถบแสงสีเหลืองลดลงเหลือห้าแถบ .. แล้วจึงแปรเปลี่ยนเป็นสีแดง

            ฮา ฮา ฮา .. เสียงหัวเราะของราชครูมหาเวท "ไม่เลว .. ไม่เลว .. เจ้ามารโล้น"

            สีหน้าแววตาของมันหวนคืนกลับมาเย่อหยิ่งจองหองเช่นเดิม วิชาสะกดจิตอันสูงส่งของมันเป็นอวิชชาชนิดหนึ่งใช้ควบคุมจิตใจของผู้คนให้จมดิ่งใน 'อกุศลจิต' .. แต่วิชานี้ใช้ไม่ได้กับเจ้ามารน้อยเช่นอุทัย

            ราชครูมหาเวทยังกล่าวต่อ "เพลงดาบที่เจ้าใช้ .. คล้ายเพลงดาบเจ้าขี้ครอกนั่น แต่ดูเหมือนจะออกไปในทางวิปริตรุนแรงมากกว่า" มันหมายถึงหลวงอโณทัยบิดาของอุทัย แล้วถามว่า "นั่นคือเพลงดาบใดหรือ .."

            ราชครูมหาเวทสนใจในกระบวนดาบอันลึกลับนี้มานานแล้ว .. มันไม่พลาดโอกาสที่จะเสาะหาข้อมูล

            ฮึ ตาเฒ่าเจ้าเล่ห์ .. "บัดซบเอ้ยยย .." อุทัยด่าก่อนแล้วจึงตอบคำถามของราชครูมหาเวท ".. ก็เพลงดาบ .. ดับดาวดึงส์ สำหรับเจ้าอย่างไรเล่า .. ฮา ฮา ฮา"

            สิ้นคำอุทัยระเบิดพลังปราณพุ่งเข้าใส่ราชครูมหาเวทโดยทันใด .. บุคคลเบื้องหน้าเป็นถึงระดับปรมาจารย์ยุทธ์ อุทัยไม่ออมรั้งพลังแม้แต่น้อย ทั้งร่างของมันบังเกิดลวดลายอักขระยันต์เรืองแสงปรากฏขึ้นเป็นสีทองเจิดจรัส

            ดาบ 'สยบจักรภพ' ที่เก็บซ่อนไว้ถูกนำออกมา .. ดาบสีดำเล่มเล็กอันเท่าฝ่ามือถูกพลังปราณถ่ายทอดบรรจุลง ก็ยืดขยายออกกว่าสามศอกอย่างรวดเร็ว

            อุทัยดวงตาส่องประกายกระหายเลือด มันกระโดดลอยอยู่ห่างมหาเวทดาวดึงส์เพียงสามก้าว .. มือซ้ายถือฝักดาบ .. มือขวากำด้ามดาบ แล้วจึงชักออกมา

            ... เช้งงงง !!!

            ดาบสยบจักรภพถูกเงื้อจนสุดแขน .. อุทัยระเบิดพลังปราณจากทุกอณูของชีพจรปลดปล่อยกระบวนดาบเทพสงคราม ..

            .. หนึ่งดาบผ่านสวรรค์ !!!

            แผ่นฟ้าแทบถล่ม แผ่นดินแทบพังทลาย .. ท่าดาบฟาดฟันลงบรรจุด้วยพลังปราณอรุณโรจน์ขั้นสุดยอด ปราณดาวดึงส์ม่วงถูกตัดขาดเป็นริ้วๆ .. อุทัยพุ่งเฉียงลงพร้อมปราณดาบเฉียบคมเป็นสายสีทองตัดเข้าไหล่ซ้ายของมหาเวทดาวดึงส์

            .. กึกกกก ! .. ทุกอย่างหยุดเคลื่อนไหวสงบนิ่งราวถูกแช่แข็งเอาไว้

            ร่างของอุทัยหยุดอยู่กลางอากาศพร้อมดาบคู่ใจของมัน .. ปราณดาวดึงส์ม่วงฉีกกระจายออกดังระลอกคลื่น

            หึ หึ .. เสียงหัวเราะในลำคอ .. มหาเวทดาวดึงส์ยกมือซ้ายขึ้นชูนิ้วชี้และนิ้วกลางค้างไว้ .. ด้วยสองนิ้วเพียงเท่านั้นดาบสยบจักรภพถูกคีบอยู่หว่างกลางจนแน่นิ่ง

            ราชครูมหาเวทสามารถสยบท่าดาบอันทรงอานุภาพของอุทัยเอาไว้อย่างง่ายดาย มันจ้องมองอักขระยันต์ตามร่างกายของอุทัยจนตาเป็นประกาย

            หวา .. อุทัยคิ้วกระตุก .. ตาเฒ่าผู้นี้ช่างแข็งแกร่ง ใช้สองนิ้วเปลือยเปล่ารับดาบของมันไว้ได้

            "มีดีเพียงเท่านี้หรือ .. เจ้ามารน้อย" ราชครูมหาเวทกล่าวเย้ย .. แต่เพียงชั่วครู่สีหน้ามันก็แปรเปลี่ยน ความรู้สึกเสียวแปร๊บชำแรกผ่านนิ้วทั้งสองของมันเข้ามา

            อุทัยกล่าวว่า "ข้ามิใช่มารน้อยอันใด .." มันไม่ได้รั้งดาบกลับ ทำการบรรจุปราณอสูรบรรพกาลลงในฝักดาบในมือซ้าย จนยืนขยายกลายเป็นพลองยาวสามศอก

            อุทัยแยกเขี้ยวกล่าวต่อว่า "ให้เรียกข้า บุตรแห่งจ้าวอสูรบรรพกาล .." แล้วจึงบิดกายฟาดพลองในมือซ้ายใส่ราชครูมหาเวทอย่างรุนแรง

            .. เปรี้ยงง ! เปรี้ยงง ! .. พลองฟาดใส่ แต่ราชครูยังว่องไวยกท่อนแขนขวาขึ้นมาป้องกันอย่างทันท่วงที

            .. เปรี้ยงง ! เปรี้ยงง ! เปรี้ยงง ! .. อุทัยฟาดพลองใส่แง่มุมอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง แขนขวาของราชครูก็เคลื่อนไหววูบวาบสกัดปกป้องไว้

            .. เปรี้ยงง ! เปรี้ยงง ! เปรี้ยงง ! เปรี้ยงง ! เปรี้ยงง ! .. อุทัยระดมฟาดไม่ยั้ง มือซ้ายราชครูยังคีบดาบของอุทัย ใช้แขนขวาปัดป้องร่างกายจากพลองที่ฟาดตีเข้ามา

            ราชครูมหาเวทถูกฟาดจนแขนขวาชาด้าน ปราณอสูรบรรพกาลชำแรกเข้าไปทำร้ายเส้นชีพจรของมัน .. แต่ก็ยังทนรักษาบุคลิกภาพอันสูงราวเทพเซียนของมันไว้

            .. หมับบบ ! พลองของอุทัยถูกมือขวาราชครูมหาเวทคว้าจับเอาไว้ ตอนนี้ทั้งดาบที่มือขวาทั้งพลองที่มือซ้ายถูกฝ่ายตรงข้ามสกัดตรึงไว้

            ชิ .. อุทัยสะบัดขาซ้ายยกยันใส่ท้องราชครูมหาเวท .. ผั๊ววะ ! ผั๊ววะ ! .. เข่าขวาของราชครูมหาเวทยกขึ้นป่ายปัดท่าเท้าของอุทัย

            "เป็นเจ้านี่เอง .. หึ หึ" ราชครูมหาเวทกล่าว เมื่อหลายเดือนก่อนมันเคยได้รับรายงานจากจอมตรีภูตถึงบุคคลต้องสงสัยปรากฏที่หัวเมืองทางเหนือของแคว้นอโยธยา

            "อันใดของเจ้า .. ตาเฒ่า .." ผั๊ววะ ! ผั๊ววะ ! ผั๊ววะ ! .. ตีนซ้ายขวาของอุทัยถูกยกขึ้นระดมเตะถีบ แต่ราชครูมหาเวทยังใช้เข่าแข้งป้องกันอย่างแข็งขัน

            สายตาราชครูมหาเวทจ้องมองอุทัยเขม็ง กล่าวถามขึ้นว่า "มันผู้นั้น .. อาจารย์ของเจ้า .. มันอยู่ที่ใด .."

            อุทัยได้ฟังก็แหกยิ้มมุมปาก .. พวกมันสอบถามกันทั้งนายทั้งขี้ข้าเช่นนี้ เห็นทีท่านอาจารย์ 'เมฆา' คงมีความสำคัญต่อพวกมันไม่น้อย

            อุทัยหยุดร่างลอยอยู่กลางอากาศ แล้วค่อยๆ กล่าว "อาจารย์ของข้าฝากมาบอกเจ้า .. ว่า .." .. ราชครูมหาเวทก็ชะงักหยุดจ้องมองล้างหูรอฟังวาจาของอุทัย

            อุทัยยังกางแขนมือขวาซ้ายจับดาบพลองที่ถูกราชครูมหาเวทยึดตรีงไว้ มันยื่นหน้าเข้ามาใกล้แล้วตะคอกใส่ว่า "ไอ่เฒ่าบัดซบ .. ไปตายซ่ะ .."

            มันพุ่งโถมเข้ามาทั้งตัว .. เป็นท่าไม้ตายใช้ยามคับขัน

            อุทัยนำส่วนหนาของหน้าผากโขกเข้าหว่างคิ้วมหาเวทดาวดึงส์อย่างแรง ..

            .. โป๊กกกก !!! โป๊กกกก !!! โป๊กกกก !!! ..

            อ๊ากกกก !!! ราชครูมหาเวทตกใจผงะหงายทั้งเจ็บปวดทั้งอับอายอย่างที่สุด .. เกิดมาเพิ่งพบเจอบุคคลบ้าบอใช้หัวโขกทำร้ายผู้อื่น

            "ไอ้ .. ไอ้มารสารเลว .." ราชครูมหาเวทสบถด่า มันถอยร่างก้มหน้านำมือทั้งสองกุมที่ใบหน้า

            "บอกให้เรียกบุตรอสูร อย่างไรเล่า .. เจ้าราชครูเฒ่า .. ฮา" อุทัยกล่าว มันสลัดหลุดถอยร่างฉากออกมากว่าสิบก้าว

            ราชครูมหาเวทเงยหน้าขึ้นนิ้วมือแปดเปื้อนโลหิต .. ร่างกายผู้สูงส่งระดับเทพเซียนเช่นมัน กลับถูกหัวของอุทัยโขกจนแดงช้ำมีโลหิตซึมไหลออกมาซิบๆ ..

            อุทัยกล่าว "ราชครูเฒ่า .. นึกว่าท่านเป็นเซียนเสียอีก ที่แท้ก็มีโลหิตเช่นผู้อื่น ฮ่า ฮ่า .." .. โอ่ยยย .. แล้วจึงนำมือจับสำรวจหน้าผากอันแดงก่ำของมัน

            ราชครูมหาเวทถูกเด็กเมื่อวานซืนลบหลู่ มันมีโทสะจนหนวดกระตุกยิบๆ .. คราวแรกเพียงต้องการประวิงเวลามิให้อุทัยนำตราหยกนพเทพขึ้นไปยังชั้นสามของตัวปราสาท

            แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนใจแล้ว ต้องตัดศีรษะของอุทัยลงมาเท่านั้น จึงสามารถบรรเทาโทสะที่มีอยู่ได้ .. ปราณดาวดึงส์โดยรอบส่งประกายสีม่วงรุนแรงกว่าเดิม

            "ฝากความระลึกถึงเจ้าอโณทัยในปรโลกด้วย" สิ้นคำราชครูมหาเวทก็ก้าวเนิบๆ .. ด้วยท่าร่างพิสดารของมัน เพียงหนึ่งก้าวที่ก้าวออกกลับส่งร่างผ่านระยะทางถึงสี่ห้าวา

            "แฮ่ะ ! .. เจ้าราชครูเฒ่า คิดว่าง่ายดายเพียงนั้นหรือ .." อุทัยแยกเขี้ยวคำราม หมุนควงดาบพลองในสองมือดังขวับๆ แล้วจึงทะยานร่างเข้าใส่อย่างไม่เกรงกลัว

            ราชครูมหาเวทยกแขนขวาขึ้นเสมออก ฝ่ามือแบออกนิ้วทั้งห้าเหยียดตรง .. แล้วจึงผลักดันฝ่ามือออกไปด้านหน้าอย่างบางเบา

            .. ฝ่ามือมหารุทระ !

            ทั้งโลกเปลี่ยนเป็นเงียบสงัดที่เบื้องหน้าเห็นเป็นเพียงปราณรูปฝ่ามือค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้น .. ภายในคือพลังปราณสีม่วงเข้มข้นมีดวงดาวประกายแสงนับร้อยโคจรหมุนวน

            อุทัยตั้งดาบพลองไขว้ประสาน ระเบิดพลังปราณส่งออกจากสองทิศทาง ทางหนึ่งจากจุดชีพจรจักระ 'มณีปุระ' ผ่านพลังปราณสู่ชีพจรขาทั้งสองที่พับอยู่แล้วจึงระเบิดพุ่งออกไปเบื้องหน้า

            พลังปราณอีกทางหนึ่งออกจากจุดชีพจรจักระ 'อะนาหตะ' ส่งพลังไปยังชีพจรแขนสะสมลงดาบพลองทั้งสอง ดาบที่ด้านขวาบรรจุปราณอรุณโรจน์ พลองที่ด้านซ้ายบรรจุปราณอสูรบรรพกาล

            ขณะที่พุ่งร่างไปด้านหน้าพลังปราณก็สะสมลงอาวุธทั้งสองจนปริ่มเต็ม แล้วจึงระเบิดพลังปราณตวัดดาบพลองออกอย่างรุนแรง

            .. โลกันตร์วินาศ !!!

            .. เปรี้ยงงง !!! ปราณดาบสังหารรูปกากบาท เส้นหนึ่งเป็นสีทองร้อนแรงตัดกับอีกเส้นสีดำเย็นยะเยือก ทะลุทะลวงพุ่งเข้าใส่ปราณรูปฝ่ามือดวงดาวสีม่วง

            "!!!" อุทัยรู้สึกแขนเบาหวิว .. พลังปราณดาบสังหารสูญหายไปอย่างไร้ร่องรอย ราวถูกดูดหายไปในท้องนภาอันมืดมิด ที่เบื้องหน้าพบเห็นเส้นสายดวงดาวระยิบระยับมากมายพุ่งตรงเข้ามาอย่างราดเร็ว

            .. เปรี้ยง ! เปรี้ยง ! เปรี้ยง ! เปรี้ยง ! เปรี้ยง ! .. เส้นสายดวงดาวพุ่งใส่ร่างของอุทัยราวสายฝน

            อ๊ากกกก .. อุทัยร้องลั่น ผิวหนังหนาเหนียวยิ่งกว่าเกล็ดของมังกรยังไม่สามารถต้านทานปราณพลังของมหาเวทดาวดึงส์ได้

            ร่างของอุทัยถูกส่งลอยกระเด็นกระดอนไปไกลกว่ายี่สิบก้าว .. ชนเข้ากับโคนเสาวิหารต้นหนึ่งดัง โครมมม .. ตามผิวหนังร่างกายถูกพลังปราณทำร้ายเป็นจุดดวงเผาไหม้นับร้อยๆ จุด จนเกินกลุ่มควันลอยคละคลุ้งไปทั้งร่าง

            เจี๊ยกกกก ! เจ้าเวรุงกะตกใจสุดขีด กระโดดเด้งเข้าไปดูอุทัยในทันใด ..

            ราชครูมหาเวทถูกพลังดาบสังหารระเบิดใส่ จนต้องถอยกลับไปถึงห้าก้าว .. ท่าดาบของอุทัยนับว่ารุนแรงสุดยอด ยังไม่เคยมีผู้ใดในแผ่นดินทำกับมันได้ถึงเพียงนี้

            "โอ่ยยยย .. มารดามัน .. โคตรเจ็บเลย" อุทัยก่นด่าราชครูมหาเวทเป็นการใหญ่ ..

            จั๊กก ! จั๊กก ! จั๊กก ! เจ้าเวรุงกะโมโหกระโดดเหยงๆ อยู่ด้านข้าง

            ราชครูมหาเวทจ้องมองอุทัยจนตาแทบหลุด .. นี่มัน ! มันโดนซัดเข้าไปเต็มๆ ยังไม่ตายอีกหรือ .. เป็นไปได้อย่างไรที่ผู้มีพลังยุทธ์ชั้นต่ำเช่นเจ้านี่จะมีชีวิตรอดจากท่าสังหารนี้ไปได้

            "ตาเฒ่า .. เดี๋ยวได้เห็นดีกัน .." อุทัยชันกายเกาะเสาลุกขึ้น เอาดาบชี้หน้าปากยังพล่ามด่า "อย่าหนีไปไหนนะมึง .. โอ๊ยยยย ขาๆ .." เมื่อก้มดูพบเห็นที่น่องซ้ายเป็นรูทะลุกลวงโบ๋

            .. กึ๊กกกก .. เสียงเดิมดังมาจากบันไดวน แถบแสงสีแดงลดลงเหลือสามแถบ .. อุณหภูมิรอบตัวลดลงอย่างฉับพลัน

            "เจ้ายังมิใช่คู่มือของมัน .." เสียงเย็นชาเสียงหนึ่งกล่าวขึ้น .. เป็นเสียงของสตรีก้องใสกังวาน .. เสียงนั้นทรงพลังด้วยปราณพิสดารลึกล้ำ .. จนพลังดาวดึงส์ม่วงที่ปกคลุมวิหารอ่อนโทรมลงกึ่งหนึ่ง .. เงาร่างสตรีสะโอดสะองก้าวเดินเยื้องย่างเข้ามา ..

    คล้ายกับเรื่องยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ ที่คุณอ่าน