องค์เมียวจิ: เหมันต์ผ่านเกล็ดเถ้า (The Ashen Winter)

    บทที่13 สะพานสู่หุบเขาสิ้นเสียง

    "คนที่ข้ามสะพานและกลับมาบอกว่า 'ฝั่งโน้นทุกอย่างเหมือนเดิม แต่ไม่มีอะไรเหมือนเดิมแล้ว'

    ว่ากันว่า "มีสะพานชนิดหนึ่ง ข้ามไปแล้วไม่ใช่ถึงฝั่งโน้น แต่คือถึงตัวอีกคน

    คนนั้นจำดวงตาได้ จำเสียงได้ แต่ไม่จำสิ่งที่แบกอยู่ เพราะสิ่งนั้นทิ้งอยู่บนสะพานแล้ว

    บางคนบอกว่าสะพานดูดไป บางคนบอกว่าสะพานขโมยไป แต่ที่เบาลง ยืนอยู่ในทิวทัศน์ฝั่งโน้นแค่หายใจลึกๆ แล้ว เดินต่อไป"

            สัปดาห์แห่งการฟื้นตัวและรายงานที่ไม่รอให้ฟื้น.........

            ตำหนักเมฆาหล่นในสัปดาห์หลังการต่อสู้

            ตำหนักที่ผ่านการล้อมนั้นฟื้นตัวในแบบของมันไม่เร็วเกินไป ไม่ช้าเกินไป แต่สม่ำเสมอในแบบที่สิ่งที่แข็งแกร่งพอฟื้น

            ลูกศิษย์สำนักที่มี๢า๨แ๵๧หายดีในสามวันเซินเหมยรักษาซวินฮัวไหล่ฟกช้ำด้วยยาพอกที่เธอบอกว่าต้องใช้อย่างน้อยห้าวันซวินฮัวบอกว่าสองวันก็พอ เธอบอกว่าห้าวัน เขาทำตามในวันที่สี่

            จางเว่ยเขียนรายงานฉบับสมบูรณ์เกี่ยวกับเหวยหลิงเฟินและสำนักเมฆาดำรายงานที่ยาวกว่ารายงานอื่น ๆ ที่เขาเขียนมาในชีวิตและในตอนท้ายของรายงานนั้นเขาเพิ่มส่วนที่เขาเรียกว่า "การประเมินส่วนตัวของบัณฑิตที่เห็นมาครบ" ซึ่งยาวกว่าส่วนข้อเท็จจริงเสียอีก

            เสี่ยวอวิ๋นจื่ออยู่ในห้องที่อี้เหยียนให้ใช้ออกมาช่วยงานในตำหนักในแบบที่เงียบและเป็๞ประโยชน์ในเวลาเดียวกัน ไม่พูดมากไม่ถามมาก แต่อยู่ที่นั่นในแบบที่บอกว่าเขาเลือกอยู่และตั้งใจจะอยู่ต่อ

            และอี้เหยียนก็กลับมาศึกษากระจก

            แต่รายงานมาเร็วกว่าที่ตำหนักจะฟื้นตัวได้เต็มที่

            วันที่สี่หลังการต่อสู้มีนกส่งสารมาถึงห้าตัวในวันเดียว

            จากหมู่บ้านทางเหนือสองแห่งเมืองทางตะวันออกสองเมือง และจากพ่อค้าเดินทางที่ผ่านพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้

            เนื้อหาต่างกันแต่รูปแบบเหมือนกัน

            เมล็ดพันธุ์ฝันอักษรเสียง พลังงานผิดปกติในพื้นที่ที่กระจายออกไปในแบบที่บอกว่าสำนักเมฆาดำไม่ได้หยุดเพราะแพ้ที่ตำหนักเมฆาหล่น

            แต่เร่งขึ้น

            "พวกเขาขยายปฏิบัติการ" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบในการประชุมเช้าของวันนั้น"ไม่ใช่ถอยออกหลังจากที่เหวยหลิงเฟินล้มเหลวในวันนั้นแต่เร่งแผนที่วางไว้ก่อนหน้า"

            "เขารู้ว่าเราจะไล่ตาม" เทียนจวินพูดเสียงนิ่ง "และ๻้๵๹๠า๱ให้งานนั้นมากเกินกว่าที่เราจะจัดการได้ทั้งหมด"

            "บีบให้เลือก" จางเว่ยพูด "จัดการที่นั่น หรือที่นี่ หรือที่โน่นแต่ไม่สามารถจัดการทุกที่ได้พร้อมกัน"

            "และในขณะที่เราวุ่นอยู่กับรายการทั้งหมดนั้น" เซินเหมยพูดเสียงเงียบ "เขาก็เดินหน้าที่หุบเขาสิ้นเสียงโดยไม่มีใครรบกวน"

            "นั้นคือแผน" อี้เหยียนพูด

            ห้องเงียบ

            "เราจะทำอย่างไร?" หลี่เซียนถาม

            "เราแบ่ง" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ "แต่ก่อนนั้นข้าต้องอ่านกระจกให้เสร็จเพราะข้อมูลในชั้นที่สามนั้นน่าจะบอกวิธีรับมือกับหุบเขาสิ้นเสียงที่ถูกต้องถ้าเราไปโดยไม่รู้ว่าประตูนั้น๻้๵๹๠า๱อะไรเราอาจทำให้มันเปิดได้ง่ายขึ้นแทนที่จะปิดมัน"

            "ชั้นที่สาม" เสี่ยวอวิ๋นจื่อที่นั่งอยู่มุมห้องพูดขึ้นเสียงเงียบแต่ทุกคนได้ยิน "ข้าพบมันเมื่อคืน"

            ชั้นที่สามสิ่งที่รอคนพร้อม.......

            เช้าของวันเดียวกันห้องคัมภีร์

            อี้เหยียนวางกระจกไว้บนโต๊ะเสี่ยวอวิ๋นจื่อนั่งตรงข้าม เทียนจวินนั่งข้างๆ อี้เหยียน

            "เล่าให้ฟัง" อี้เหยียนพูดกับเสี่ยวอวิ๋นจื่อ

            "ข้าออกมานั่งในสวนเมื่อคืน" เขาพูดเสียงเรียบ "กระจกอยู่ในห้องคัมภีร์แต่ข้าเห็นแสงจากใต้ประตู เดินเข้าไปดูพบว่ากระจกนั้นเปล่งแสงสีน้ำเงินเข้มไม่ใช่แสงเดียวกับที่ท่านอ่านในชั้นที่สอง"

            "ต่างกันอย่างไร?"

            "แสงในชั้นที่สองนั้นนิ่ง" เขาพูด "แสงในชั้นที่สามนั้นเคลื่อนไหวในแบบที่น้ำเคลื่อนไหว ไม่ใช่แบบที่ไฟเคลื่อนไหว"

            อี้เหยียนมองกระจกปล่อยสถูปออกมา๱ั๣๵ั๱ผิวกระจกเบา ๆ

            แสงสีน้ำเงินเข้มออกมาทันทีเคลื่อนไหวในแบบที่เสี่ยวอวิ๋นจื่อบรรยายในแบบที่น้ำลึกที่มีสิ่งมีชีวิตว่ายอยู่ข้างล่าง

            และในแสงนั้นมีอักษรปรากฏขึ้นแต่คราวนี้ไม่ใช่อักษรที่อ่านได้ทันทีมันเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงในแบบที่อักษรที่ซ่อนอยู่ในพลังงานจะเปลี่ยนแปลงรอให้คนที่อ่านนั้นอ่านในแบบที่ถูกต้อง

            อี้เหยียนอ่านในแบบที่เขาอ่านทุกอย่างที่ซับซ้อนไม่รีบ ไม่บังคับให้ชัดเจนก่อนที่มันจะพร้อม แค่รอและรับ

            อักษรค่อยๆ นิ่งลงทีละตัว

            อี้เหยียนจดในสมุดบันทึกไปพร้อมกัน

            หนึ่งก้านธูป

            "เสร็จแล้ว" อี้เหยียนพูด วางปากกาลง

            เทียนจวินมองสมุดบันทึก

            "บอกข้า"

            "ชั้นที่สามนั้นเป็๞คำแนะนำ" อี้เหยียนพูดช้า ๆทบทวนสิ่งที่จดไว้ "ไม่ใช่ข้อมูลเหมือนชั้นที่สอง แต่เป็๞คำแนะนำสำหรับ 'ผู้ถือสถูป' ในการรับมือกับประตูที่หุบเขาสิ้นเสียง"

            "ใครเขียนมัน?" เสี่ยวอวิ๋นจื่อถาม

            "ไม่บอกชื่อ" อี้เหยียนพูด "แต่รูปแบบการเขียนนั้นมาจากคนที่รู้จักสถูปหวนชะตาอย่างลึกซึ้งรู้จักในแบบที่ผู้ถือสถูปหลายชาติจะรู้จัก"

            "เป้ยหลิน?" เทียนจวินเดา ชื่อผู้ถือสถูปก่อนอี้เหยียน

            "อาจจะ" อี้เหยียนพูด "หรืออาจจะเป็๞ผู้ถือในชาติที่เก่ากว่านั้นแต่ไม่สำคัญตอนนี้ สิ่งที่สำคัญคือเนื้อหา"

            "บอกมา"

            "ชั้นที่สามบอกสามสิ่ง" อี้เหยียนพูดเสียงนิ่ง "สิ่งแรก —หุบเขาสิ้นเสียงนั้นไม่ใช่แค่ตำแหน่งของประตูมันเป็๞พื้นที่ที่เสียงทุกชนิดถูกดูดซับและเก็บไว้ รวมถึงเสียงของความตั้งใจเสียงของพลังงาน และเสียงของพันธะใครก็ตามที่เข้าไปในพื้นที่นั้นโดยไม่มีการป้องกัน จะสูญเสียสิ่งที่พวกเขา 'ส่งออก' ไปทุกครั้ง ทั้งเสียงพูด พลังงานและความตั้งใจ ถูกดูดซับเข้าไปในหุบเขา"

            ห้องเงียบทุกคนรับรู้ถึงความหมายของสิ่งที่อี้เหยียนพูด

            "แปลว่าการต่อสู้ในหุบเขานั้น" เทียนจวินพูดเสียงนิ่ง "ยิ่งส่งพลังงานออกยิ่งสูญเสีย"

            "ใช่" อี้เหยียนพูด "สิ่งที่สอง —ประตูที่เหวยหลิงเฟิน๻้๵๹๠า๱เปิดนั้น๻้๵๹๠า๱ 'เสียงที่เก็บไว้'ในหุบเขา เสียงที่สะสมมาพอที่จะสร้างแรงสั่น๼ะเ๿ื๵๲ที่เปิดประตูได้เขาใช้หุบเขาเป็๲ที่สะสมพลังงานจากทุกคนที่ผ่านมา และทุกอุปกรณ์ที่เขาวางในที่ต่างๆ เพื่อดูดซับพลังงานความทรงจำนั้นก็ส่งพลังงานมาที่หุบเขาด้วย"

            "เมล็ดพันธุ์ฝัน อักษรเสียง ทั้งหมดนั้น" จางเว่ยพูดจากมุมห้อง

            "ส่งพลังงานมาที่หุบเขา" อี้เหยียนยืนยัน "และสิ่งที่สาม—"

            อี้เหยียนหยุดสักวินาที

            "วิธีรับมือกับหุบเขาสิ้นเสียงคือต้องไม่ส่งเสียงออกไปต้องเคลื่อนไหวในแบบที่ไม่ส่งพลังงานออกซึ่งหมายความว่าต้องใช้พลังงานในแบบที่กลับด้านกับปกติต้องดึงเข้ามาแทนที่จะส่งออกไป"

            "แปลว่าสถูปนั้นต้องทำงานในแบบที่กลับด้าน" เสี่ยวอวิ๋นจื่อพูดเสียงเบาเข้าใจทันที

            "ใช่" อี้เหยียนพูด "และนั้นคือสิ่งที่ผู้ถือสถูปที่เขียนชั้นที่สามบอกว่าเป็๲สิ่งที่ยากที่สุดเพราะธรรมชาติของสถูปนั้นส่งออก ไม่ใช่ดึงเข้าการทำให้มันดึงเข้านั้น๻้๵๹๠า๱การเข้าใจมันในแบบที่ลึกกว่าการใช้งานปกติ"

            "เ๯้าทำได้ไหม?" เทียนจวินถามเสียงเบา ตรงในแบบที่เขาถามเสมอ

            อี้เหยียนมองสถูปในมือ

            "ข้าต้องฝึก" อี้เหยียนพูดตรง "และเวลาที่มีนั้นไม่มาก"

            ระหว่างการฝึกและคดีที่มาไม่รอ........

            สามวันต่อมา

            อี้เหยียนฝึกการใช้สถูปในแบบที่กลับด้านในสวนหลังตำหนักทุกเช้าและเย็นเทียนจวินอยู่ข้างๆ เสมอ ส่งพลังงานออกมาให้อี้เหยียนฝึกดึงเข้าในแบบที่ควบคุมได้ก่อน

            ในวันแรกอี้เหยียนดึงพลังงานของเขาเข้ามาได้สิบส่วนของที่เขาส่งออก

            วันที่สองสี่สิบส่วน

            วันที่สามแปดสิบส่วน

            "เก่งขึ้นเร็วมาก" เขาพูดในวันที่สามหลังการฝึกตอนเย็นเสียงนั้นอบอุ่นในแบบที่เขาพูดเมื่อเขาพอใจกับบางอย่าง

            "ข้าเคยดูดซับพลังงานมาก่อน" อี้เหยียนพูด "สถูปกลับด้านในหลงเฉิงแค่ต้องปรับวิธีการให้ทำงานได้ในพื้นที่ที่ต้านทาน ไม่ใช่พื้นที่ที่ยอม"

            "ต่างกันอย่างไร?"

            "เหมือนว่ายน้ำกับว่ายน้ำทวนกระแส" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ

            "แล้วตอนนี้ว่ายทวนกระแสได้เกือบหมดแล้ว" เขาพูดมุมปากขยับขึ้น

            "แปดสิบส่วน" อี้เหยียนแก้

            "ใกล้แล้ว"

            "ยังไม่พอสำหรับหุบเขาสิ้นเสียง" อี้เหยียนพูดตรง "ต้องเก้าสิบห้าหรือมากกว่านั้นถ้าน้อยกว่านั้น หุบเขาจะดูดพลังงานออกจากสถูปได้มากกว่าที่ดึงเข้ามาได้และสถูปจะหมดแรงก่อนที่งานจะเสร็จ"

            "อีกกี่วัน?"

            "สองวัน ถ้าฝึกได้ต่อเนื่อง"

            แต่วันถัดไปนั้นรายงานมาและทำให้ทุกอย่างต้องเปลี่ยน

            รายงานจากสะพานหินแดง...........

            หมู่บ้านชายแดนทางตะวันตกสะพานหินแดงที่ทอดข้ามแม่น้ำขาว

            รายงานบอกว่าสะพานนั้นปฏิเสธคนบางคนไม่ใช่หักหรือพัง แต่เมื่อคนบางคนเดินขึ้นสะพานสะพานนั้นสั่น๱ะเ๡ื๪๞และส่งคนนั้นออกไปจากสะพานในแบบที่ไม่ตายแต่ก็ไม่ยอมให้ข้าม

            และสิ่งที่แปลกที่สุดคนที่ถูกปฏิเสธนั้นไม่ใช่แบบสุ่ม ทุกคนที่ถูกปฏิเสธนั้นมีความลับที่ยังค้างอยู่ความลับที่พวกเขายังไม่ได้บอกกับคนที่ควรได้ยิน

            "สะพานอ่านความลับ?" ซวินฮัวพูดเสียงสงสัย

            "สะพานอ่านน้ำหนักของสิ่งที่แบก" อี้เหยียนพูด "และความลับนั้นหนักในแบบที่สะพานรู้สึกได้"

            "๭ิญญา๟ของสะพาน?" จางเว่ยถาม

            "หรือบางอย่างที่สำนักเมฆาดำฝังไว้ในสะพานนั้นเพื่อทดสอบบางอย่าง" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ

            "สะพานนั้นอยู่บนเส้นทางหลักที่นำไปยังหุบเขาสิ้นเสียง" เสี่ยวอวิ๋นจื่อพูดเสียงเบามองแผนที่บนโต๊ะ

    ทุกคนเงียบ

            "พวกเขาทดสอบคนที่จะผ่านไปยังหุบเขา" เทียนจวินพูด "กรองคนที่มีน้ำหนักเพิ่มออกก่อน"

            "หรือสะสมพลังงานจากความลับของคนที่สะพานดูดซับ" อี้เหยียนพูดต่อ "สะพานอยู่บนแม่น้ำขาวแม่น้ำเป็๲ตัวนำพลังงานที่ดีมาก ถ้าสะพานดูดซับพลังงานจากความลับของทุกคนที่ผ่านมันส่งพลังงานนั้นไปยังหุบเขาสิ้นเสียงผ่านแม่น้ำ"

            "ต้องจัดการก่อน" หลี่เซียนพูด

            "ต้องจัดการก่อน" อี้เหยียนยืนยัน แล้วก็มองเทียนจวิน

            เขารับสายตาของอี้เหยียนรู้ว่าอี้เหยียนกำลังคิดอะไร

            "เ๽้ายังฝึกไม่ครบ" เขาพูดเสียงเบา

            "ข้าจะฝึกระหว่างทาง" อี้เหยียนพูดตรง

            "สะพานหินแดงอยู่ไกลแค่ไหน?" จางเว่ยถาม

            "สามวัน" เสี่ยวอวิ๋นจื่อตอบ มองแผนที่ "และจากสะพานไปหุบเขาสิ้นเสียงอีกสองวัน"

            "เดินทางไปพร้อมกัน" เทียนจวินพูดเสียงนิ่ง "จัดการสะพานแล้วเดินหน้าต่อ"

            "ข้าไปด้วย?" เสี่ยวอวิ๋นจื่อถามเสียงเงียบในน้ำเสียงนั้นมีการถามที่ไม่ใช่แค่เ๹ื่๪๫การเดินทาง

            "ท่านรู้จักสำนักเมฆาดำจากข้างใน" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ "ข้อมูลนั้นมีค่า"

            "ตกลง" เขาพูดเสียงเบา

            สะพานหินแดงและความลับที่หนัก.......

            สะพานหินแดงเหนือแม่น้ำขาวสามวันต่อมา

            สะพานที่ชื่อบอกรูปลักษณ์หินสีแดงดินที่เป็๲พันธุ์หินเฉพาะในพื้นที่นี้ทอดยาวข้ามแม่น้ำขาวที่น้ำใสจนเห็นพื้นแม่น้ำที่เป็๲หินกรวดสีขาวข้างล่างสะพานนั้นเก่าและแข็งแกร่งในแบบที่สิ่งที่ผ่านเวลามานานพอจะแข็งแกร่ง

            คณะหยุดอยู่ที่ปลายสะพานฝั่งตะวันตกมองข้ามไปยังฝั่งตรงข้าม

            ชาวบ้านสองสามคนที่มองดูอยู่ห่างๆ ชี้ไปที่สะพานแล้วพูดเบา ๆ กันในแบบที่บอกว่าพวกเขาระวังมันมาสักพักแล้ว

            "ข้าจะลองก่อน" อี้เหยียนพูด

            "ลองข้าม?" หลี่เซียนถาม

            "ลองอ่านพลังงาน" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ ก้าวขึ้นไปบนสะพาน

            สะพานไม่สั่นไม่ตอบสนอง

            อี้เหยียนเดินช้าๆ ไปกลางสะพาน ยืนอยู่บนหินแดง ปล่อยสถูปอ่านพลังงานในโครงสร้างของมัน

            "มีบางอย่างในหินของสะพาน" อี้เหยียนพูดเสียงเบา "ฝังอยู่ในเนื้อหินไม่ใช่บนผิว ฝังลึกมากจนเป็๲ส่วนหนึ่งของสะพานไปแล้ว"

            "อยู่มานานแค่ไหน?" จางเว่ยถาม

            "นาน" อี้เหยียนพูด "นานกว่าสำนักเมฆาดำในรูปแบบปัจจุบันนาน... บางทีหลายร้อยปี"

            "สำนักเมฆาดำไม่ได้ฝัง" เสี่ยวอวิ๋นจื่อพูดจากปลายสะพานเสียงนั้นเงียบ "สะพานนี้มีอยู่ก่อน เขาแค่เปิดใช้งานมัน"

            ทุกคนหันมองเขา

            "ท่านรู้เ๹ื่๪๫สะพานนี้?" เทียนจวินถาม

            "ข้าเคยอ่านเอกสารที่สำนักเมฆาดำเก็บรวบรวมเ๱ื่๵๹จุดพลังงานต่าง ๆ" เสี่ยวอวิ๋นจื่อพูด "สะพานหินแดงนี้ถูกสร้างโดยคนที่๻้๵๹๠า๱ป้องกันหมู่บ้านฝั่งตะวันออกผู้สร้างฝังพลังงานรับรู้ไว้ในหิน ออกแบบให้ป้องกันคนที่มีเจตนาชั่วร้ายแต่เวลาผ่านไปนาน การ 'อ่าน' ของสะพานเริ่มเปลี่ยนมันอ่านไม่ใช่แค่เจตนา แต่อ่านน้ำหนักทั้งหมดที่คนแบกมา"

            "รวมถึงความลับที่ยังค้างอยู่" อี้เหยียนสรุป

            "ใช่" เขาพูด

            "และเหวยหลิงเฟินพบสะพานนี้และเปิดใช้งานมันเพื่อดูดซับพลังงานความลับนั้นส่งไปยังหุบเขา" อี้เหยียนพูดต่อ

            "นั้นคือทั้งหมดที่รู้" เขายืนยัน

            อี้เหยียนยืนอยู่กลางสะพานสักพักรู้สึกถึงพลังงานในหินแดงใต้เท้า แล้วก็เดินกลับมาที่ปลายสะพานฝั่งตะวันตก

            "วิธีจัดการสองวิธี" พูดเมื่อกลับมาถึง "หนึ่งทำลายการเปิดใช้งานที่เหวยหลิงเฟินทำ ส่วนที่เพิ่มเข้ามาเพื่อดูดซับและส่งออกไม่ทำลายตัวสะพานหรือพลังงานดั้งเดิมของมัน"

            "และสอง?" เทียนจวินถาม

            "ส่งพลังงานความลับที่สะสมไว้แล้วกลับคืนให้คนที่ถูกดูดซับไปได้รับสิ่งของพวกเขากลับมา"

            "สองขั้นตอน" จางเว่ยพูด "ซับซ้อนพอสมควร"

            "แต่ทำได้" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ "ข้าต้องเข้าไปในสะพานอีกครั้งคราวนี้ลึกกว่า"

            การชำระสะพาน.........

            อี้เหยียนเดินกลับขึ้นสะพานคนเดียวคราวนี้เดินไปกลางสะพานแล้วนั่งลงบนหินแดง วางมือทั้งสองบนพื้นสะพานปล่อยสถูปทำงานในแบบที่ฝึกมาสามวัน ไม่ส่งออก แต่ดึงเข้า

            ดึงเข้าในแบบที่ช้าและระวังรู้สึกถึงพลังงานที่สะสมในหินแดง ทุกชิ้นส่วน ทุกรั้วทุกก้อนหินที่ต่อกันขึ้นเป็๞สะพาน

            พลังงานดั้งเดิมของสะพานผู้สร้างที่๻้๵๹๠า๱ปกป้อง นั้นยังอยู่ที่นั่น ชัดเจน สะอาดในแบบที่สิ่งที่ทำด้วยความตั้งใจที่ดีจะยังอยู่แม้จะนานแค่ไหน

            และในส่วนที่เหวยหลิงเฟินเพิ่มเข้ามาพลังงานนั้นต่างออกไป หนักและดูดในแบบที่๻้๪๫๷า๹ ไม่ใช่ปกป้อง

            อี้เหยียนดึงส่วนที่เพิ่มเข้ามาออกไปทีละชั้น ช้า ๆ

            เทียนจวินยืนอยู่ที่ปลายสะพานมือวางบนราวสะพาน ส่งพลังงานออกมาตามเส้นหินแดงเข้ามาหาอี้เหยียนในแบบที่อี้เหยียนดึงเข้ามาใช้ให้อี้เหยียนไม่ต้องใช้พลังงานของตัวเองมากเกินไปในขั้นตอนนี้

            เมียวกิบินวนรอบสะพานเรียกภูติพิทักษ์สองดวงลงมารักษาพื้นที่ป้องกันไม่ให้ใครเดินเข้ามาในสะพานระหว่างที่กระบวนการทำงานอยู่

            หนึ่งถ้วยชา

            ส่วนที่เหวยหลิงเฟินเพิ่มเข้ามาถูกดึงออกไปหมดสะพานกลับมาเป็๲พลังงานของผู้สร้างเดิม

            แต่ยังมีขั้นที่สอง

            พลังงานความลับที่สะสมอยู่ในส่วนลึกของหินแดงมากจากคนนับพันที่ข้ามสะพานนี้มาหลายร้อยปี

            อี้เหยียนดึงพลังงานนั้นออกมาอีกทางไม่ใช่ทำลาย แต่ส่งออกไปในแบบที่ต่างออกไป ส่งลงไปในแม่น้ำขาวข้างล่างน้ำที่ไหลจะพาพลังงานนั้นออกไปในทิศทางที่น้ำไหล ไม่สะสมอยู่ที่ใดที่หนึ่ง

            แม่น้ำขาวข้างล่างสะพานเรืองสีขาวสว่างขึ้นเล็กน้อยในพริบตาหนึ่งราวกับมีแสงจากก้นแม่น้ำ แล้วก็จางออกไปตามกระแสน้ำ

            สะพานหินแดงเงียบลง

            อี้เหยียนลุกขึ้น

            "เสร็จ" อี้เหยียนพูดเสียงเบา

            จากฝั่งตรงข้ามของสะพานชาวบ้านที่เฝ้าดูอยู่ห่าง ๆ เริ่มเดินมาที่สะพานอย่างระวัง คนแรกก้าวขึ้นไปสะพานไม่สั่น เดินข้ามไปได้ตามปกติ คนที่สองตาม แล้วคนที่สาม

            ในไม่นานการสัญจรบนสะพานหินแดงก็กลับมาเป็๞ปกติ

            ค่ำคืนก่อนหุบเขาริมแม่น้ำขาว.....

            --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

    "หุบเขานิ่งแล้ว ไม่ใช่เพราะไม่มีเสียง แต่เพราะเสียงทั้งหมดในที่สุดก็พบที่ของตัวเอง ไม่ต้องลอยไปลอยมาอีก

    สะพานยังยืนอยู่ ยังจะดูดบางสิ่งออกจากคนที่ข้ามต่อไป ดูดสิ่งที่พวกเขาพกมาโดยปล่อยไม่ลง

    และสองคนที่ข้ามสะพานไปแล้ว ยืนอยู่อีกฝั่งของหุบเขา เบาลง แต่ไม่ว่างเปล่าขาดไปบางส่วน แต่ไม่พร่อง

    เพราะคนที่ข้ามสะพานไปด้วยกัน สะพานดูดไม่ออก

    เพราะคนนั้น ไม่ใช่น้ำหนักที่พวกเขาแบก แต่คือทิศทาง ที่บอกว่าต้องเดินไปทางไหน"

    ..สุสาส์นราคะ..