ตอนที่ 306 จุดหมายแรก
ไพลินกวาดตามองดูการแต่งกายของนิทานอย่างเชื่องช้า แล้วจึงหันไปมองกองเสื้อผ้าที่นิทานนำออกมา เกือบทั้งหมดคือเสื้อผ้าผู้หญิงหลายชุดวางเรียงรายกัน ชุดในคราวนี้เต็มไปด้วยเครื่องแบบของหลากสถานที่และขุมกำลัง ชุดนักเรียนของหอสมุด เครื่องแต่งกายของนักบวชแห่งศาสนาปฐมมันตรา ชุดหนังของนักผจญภัย หรือแม้แต่ชุดสำหรับออกงานสังสรรค์ก็ยังมี
ทุกชุดล้วนมีเครื่องประดับเล็กน้อยตามจุดต่าง ๆ อย่างเนกไท ริบบิ้น สายคาด และยางมัดผม ทั้งหมดนั้นมีสีที่ต่างกันออกไปเข้ากันกับชุดต่าง ๆ ที่นิทานเตรียมไว้ โดยส่วนมากแล้วยังคงเป็นชุดที่มีสีน้ำเงินและดำที่เขาชอบเป็นหลักเช่นเคย
ไพลินสังเกตได้ถึงสิ่งหนึ่งที่ต่างออกไป ในบรรดาชุดและเครื่องประดับเหล่านั้น นอกจากสีน้ำเงินและดำที่มากเป็นปกติแล้ว อีกสีที่ดูจะเยอะกว่าสีอื่นก็คือสีส้มหลายเฉดสี สีส้มเข้ม สีส้มผลไม้ สีส้มจาง สีส้มสนธยา หลากหลายรูปแบบปนเปกันอยู่ในนั้น
“ปกตินายไม่ใส่ชุดหลาย ๆ สีเท่าไหร่นี่นา” ไพลินถามขึ้น นิทานเป็นคนที่ไม่สนใจการแต่งตัวเท่าใดนัก ส่วนหนึ่งเพราะเขาทำงานเป็นหน่วยลาดตระเวนและชอบซุ่มหลบ การแต่งตัวหลายสีจึงไม่เหมาะกับการหลบซ่อน พึ่งจะเป็นช่วงหลังมานี้เองที่เขาเริ่มแต่งตัว เธอสังหรณ์ได้ถึงบางสิ่งที่ทำให้เธอต้องเริ่มปั้นสีหน้าพยายามหุบยิ้ม
“แบบนี้เนียนกว่า” นิทานตอบส่ง ๆ ก้มหน้าก้มตาพับชุดต่าง ๆ ไม่ให้ทิ้งรอยยับ
“ชอบสีส้มด้วยเหรอ นึกว่าชอบพวกสีน้ำเงิน สีดำอย่างเดียว” เธอถามจี้ต่อ นิทานดูจะไม่สงสัยอะไรกับคำถามของเธอแต่อย่างใด เพียงเอียงคอมองเธออย่างงง ๆ ว่าเหตุใดจู่ ๆ จึงมีคำถามเช่นนี้
“พึ่งชอบช่วงหลังนี้เอง สวยดีนะ” นิทานตอบตามตรงแล้วจึงหันไปจัดแจงเสื้อผ้าส่วนนี้ของตนต่ออย่างขะมักเขม้น เสื้อผ้าสตรีนั้นดูแลยากกว่าเสื้อผ้าผู้ชายที่เขามีมาก
“อ๋อ เหรอ” ไพลินอมยิ้ม รับคำตอบของนิทานพลางมองดูเพื่อนสนิทของตนตรงหน้า
การวางแผนเมื่อก่อนหน้าตกลงกันที่การปลอมตัว นิทานจึงจำต้องเอาชุดเสื้อผ้าที่เขามีออกมาวางเรียงรายกันเพื่อตรวจสอบล่วงหน้า ในขณะที่สองผู้ใหญ่กำลังพูดคุยกันอยู่ที่อีกมุมหนึ่ง ไพลินที่เบื่อหน่ายจึงนั่งแปรงขนคีตาหาเรื่องคุยกับนิทานไปพลาง
“แต่นายนี่พอต้องปลอมตัวก็ปลอมเป็นผู้หญิงตลอดเลยนะ ชอบแบบนี้เหรอ ยาสำหรับเปลี่ยนแปลงเพศภายนอกราคาแพงหน่อยแต่เราก็พอจะหาให้นายได้นะ?” ไพลินกลั้นยิ้มชวนคุยอย่างต่อเนื่อง
“แต่งเป็นผู้หญิงมันเนียนกว่า หลอกภาพจำคนง่ายด้วย อีกอย่างปลอมตัวเป็นเด็กกับคนแก่ฉันก็เคยทำเถอะ” นิทานถอนหายใจน้อย ๆ ตอนที่ช่วยเหลือโอไรออนและลอบเข้าฐานทัพของกลุ่มโจรเขาก็ปลอมตัวเป็นเด็กและชายวัยกลางคนอย่างเราส์
“อีกอย่างเรื่องเสื้อผ้ามันไม่มีเพศหรอก สำหรับฉันมันอยู่ที่สถานการณ์มากกว่า อย่างถ้าไปเจอเสื้อผ้าที่มีคำแห่งพลังที่เหมาะกับฉันสลักไว้ถึงเป็นกระโปรงฉันก็ไม่เกี่ยง” นิทานหยิบกระโปรงตัวหนึ่งมาทาบกับร่างของตนแล้วจึงหันไปให้ไพลินดู
“เสื้อผ้าของเอเทอรัมเน้นความเรียบง่ายสีจะออกทางสว่างและขาวเป็นหลัก พวกสีอ่อนจางอย่างเหลืองอ่อนหรือส้มอ่อนก็พอมีให้เห็นอยู่บ้าง เพราะงั้นเสื้อผ้าจากบาราทรัมน่ะอย่าใส่เลย” ไพลินกวาดสายตามองกระโปรงสีแดงฉูดฉาดที่นิทานนำมาทาบตัวก่อนจะส่ายหน้าออกมา
“แบบนี้ดีมั้ย คล่องตัวดีนะ เห็นว่าเอเทอรัมรับมาจากจักรวรรดิมาลาไค กำลังเป็นที่นิยมมากในหมู่สาว ๆ เลยนะ” ไพลินหยิบกระโปรงสั้นสีขาวตัวหนึ่งออกมาจากกองเสื้อผ้าของนิทาน นี่เป็นกระโปรงสั้นที่ภายในมีกางเกงสั้นซ้อนไว้อีกชั้นหนึ่ง
เธอนำมันมาทาบกับเอวนิทานแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้ ทางด้านนิทานนั้นก็หลุดหัวเราะตามไปเพราะกระโปรงตัวนี้นั้นสั้นกว่าเข่าของเขาเสียอีก แต่เพราะทรงของกระโปรงทำให้พอจะเรียกว่าเรียบง่ายได้ระดับหนึ่ง
“ไม่ไหวอะ คล่องตัวอย่างเดียวแต่ซ่อนของอะไรไว้ตรงต้นขาไม่ได้เลย” นิทานส่ายหน้าดันกระโปรงนั้นออกไป แล้วจึงล้วงหยิบยันต์รักษาและเมล็ดสร้างควันออกมาจากต้นขาให้ไพลินดู
“หลายตัวก็ขนาดต่างกับนายอยู่นะ โหเสื้อในก็มี” ไพลินหยิบชุดชั้นในทั้งของชายและหญิงขึ้นมามองอย่างอึ้ง ๆ เธอไม่เคยคิดมาก่อนว่านิทานจะทุ่มเทถึงเพียงนี้
เธอพยายามจะนำชั้นในสตรีไปทาบอกนิทานแต่เขาดันตัวถอยหลังหลบอย่างว่องไว “ไม่ใส่ ไว้สำหรับกรณีที่ต้องทิ้งร่องรอยหรือซากเสื้อผ้าไว้” นิทานส่ายหน้า
“นายนี่น่าไปเป็นโจรนะ ทั้งทุ่มทุนปลอมตัว แถมยังหายตัวก็ได้ ตรวจกับดักก็ดี” ไพลินหัวเราะขำ ด้วยความทุ่มเทกับการปลอมตัวของนิทานเขาสามารถเป็นโจรไปลอบขโมยของได้อย่างสบาย
“เธอก็น่าไปเป็นแม่ค้านะ ดูพูดคล่องเหลือเกิน” นิทานหัวเราะกลับ เขายังจำตอนที่เธอต่อรองราคาสินค้าต่าง ๆ ที่กลุ่มการค้าอิสึกะให้เขาได้ อย่างวัตถุเสริมอาคมใช้แล้วทิ้งหลายชิ้นที่นิทานซื้อมาเป็นจำนวนมากก็มีไพลินช่วยต่อราคาให้ลดเพิ่มเข้าไปอีก
"แต่ของไม่เยอะไปหน่อยเหรอเนี่ย เวลาต้องรีบคว้าอะไรไว ๆ จะทันเหรอ" นิทานก้มหน้ามองเสื้อผ้าเหล่านั้น ปริมาณที่นิทานมีแม้จะไม่มากเท่าเสื้อผ้าของเธอหากก็สมควรเทียบได้กับตู้เสื้อผ้าของบุตรีขุนนางสักคนหนึ่ง
“ติดนิสัยเตรียมตัวจากตอนเป็นหน่วยลาดตระเวนน่ะ สมัยนั้นยังไม่มีกระเป๋าบรรจุวังหรอกเลยต้องพกไว้ตามตัว พอตอนนี้มีกระเป๋าบรรจุวังแล้วก็เลยยัดนู่นยัดนี่เข้าไปเต็มไปหมดเลย” นิทานชี้ไปยังกระเป๋าบรรจุวังของคีตาที่ห้อยสะพายอยู่ข้างตัวเพื่อยกตัวอย่าง กระเป๋าบรรจุวังที่เขาใช้ในตอนนี้เป็นกระเป๋าพาดอกขนาดเล็กที่ง่ายต่อการเก็บซ่อนไว้ที่ชายเสื้อ
นอกเหนือจากเสื้อผ้าเหล่านั้นไพลินยังรู้ถึงปริมาณยันต์พกพาและสมบัติระดับต่ำสำหรับหลากหลายสถานการณ์ที่เขาพกไว้
“อีกอย่างฉันจะไม่ยอมพลาดอะไรง่าย ๆ อีก” นิทานลดเสียงของตนลงเล็กน้อย
หากในตอนนั้นเขามีสมบัติสำหรับรักษาคำสาปหรือชำระล้างทุกอย่างจะง่ายขึ้นมาก ถึงไม่ต้องเป็นสมบัติระดับสูงก็จะมากพอให้เขายื้อเวลาได้
“จริงของนาย” ไพลินยิ้มน้อย ๆ เมื่อเห็นว่านิทานสามารถพูดเรื่องนี้ได้โดยที่เสียงไม่สั่นมากเท่าก่อนหน้า
นิทานแตะหน้าอกของตนเบา ๆ คัมภีร์ชำระคือรอยแผลเป็นจากความสูญเสียที่เขาจะไม่ยอมให้เกิดขึ้นอีก นอกเหนือจากคัมภีร์ชำระแล้วเขายังพกพาโอสถราคาแพงที่สามารถรักษาพิษส่วนมากและชะลออาการได้ไว้กับตัว
สิ่งที่ยากที่สุดในการเตรียมการคือความเป็นไปได้อันไร้ที่สิ้นสุด การโจมตีทางจิต คำสาป การโจมตีกายภาพ พิษ แรงอัดจากภายใน การกัดกร่อน และอื่น ๆ อีกมากมายที่แปรผันไปตามความหลากหลายของคำแห่งพลังที่มีจำนวนเป็นอนันต์
เขาย่อมไม่สามารถเตรียมการป้องกันทุกอย่างในมหาทวีปนี้ได้ แต่อย่างน้อย ๆ เขาก็ขอพยายามให้มันครอบคลุมที่สุด โชคยังดีที่พวกคำแห่งพลังพิสดารที่ส่งผลกับร่างกายศัตรูโดยตรงนั้นสามารถลดหย่อนได้โดยพลังจิตวิญญาณของเขาเอง
อย่างการเพิ่มลดน้ำหนักของนิทานหรือไม่ก็ความสามารถที่ทำให้อีกฝ่ายเชื่องช้าลงของฟ้า พลังจิตวิญญาณที่หนาแน่นพอจะช่วยลดผลของมันไปได้มาก อย่างตัวยิ้มเองก็แทบจะไม่รับผลของเพิ่มลดน้ำหนักแต่อย่างใด ผลที่คงอยู่เพียงไม่ถึงเสี้ยววินาทีนั้นหากไม่ใช้ให้ถูกจังหวะจริง ๆ มันจะไร้ประโยชน์ในทันใด
“นิทาน ข้อมูลจากกลุ่มการค้าฟางถูกส่งมาแล้ว เป็นข้อมูลตำแหน่งของต้นหอมแสนลี้ที่มีอายุ2400ปี” อริยะแปลงเพลิงเดินเข้ามาร่วมวงสนทนาพร้อมกับผู้พันลาลันตา
“ฉันตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลแล้ว ไม่มีปัญหา” ผู้พันลาลันตาปลดแผนที่ของอาณาจักรไฟกัลป์ที่แขวนอยู่บนผนังมากางบนโต๊ะ
“คร่าว ๆ คือต้นหอมแสนลี้คืออีกสายพันธุ์หนึ่งที่วิวัฒนาการมาจากดอกหอมหมื่นลี้ มันเติบโตได้ในพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์แทบทุกพื้นที่ แต่จะมากที่สุดบริเวณทิศตะวันตกของอาณาจักรไฟกัลป์ที่มีป่าเยอะ” เธอวงตำแหน่งขนาดใหญ่ที่กินพื้นที่หนึ่งในสี่ของทิศตะวันตกของอาณาจักรไฟกัลป์
พื้นที่ส่วนที่เธอวงนั้นกว้างขวางจนนิทานขมวดคิ้วน้อย ๆ ภายในวงกลมนั้นกินพื้นที่นับพันตารางกิโลเมตร
“ส่วนการที่ต้นหอมแสนลี้จะมีอายุยืนยาวได้เกินกว่า 100ปีนั้นต้องมาจากความหนาแน่นของพลังจิตวิญญาณและปริมาณแร่ธาตุในดิน” เธอขีดส่วนที่ใกล้กับกลางอาณาจักรออกไปครึ่งหนึ่ง เหลือเพียงส่วนที่ติดกับหุบเหวแห่งผู้บิดเบี้ยว
“ปริมาณสัตว์อสูรสินะคะ” ไพลินเข้าใจอย่างรวดเร็ว แร่ธาตุที่มีสารอาหารมากเป็นพิเศษย่อมเกิดจากซากของสัตว์ที่ตายลง ดังนั้นหากจะให้ต้นหอมแสนลี้เติบโตได้ยาวนานถึงเพียงนั้นนั่นหมายความว่าต้องเป็นที่ที่มีสัตว์อสูรอยู่มากและมีพลังจิตวิญญาณหนาแน่น
“เรื่องของพลังจิตวิญญาณที่หนาแน่นทางกองทัพเคยทำรายงานเรื่องปริมาณพลังจิตวิญญาณในแต่ละพื้นที่อยู่ จะเหลือ3พื้นที่หลัก ๆ นี้”
“นายต้องตกใจแน่” ผู้พันลาลันตาหันมายิ้มให้นิทานก่อนจะเริ่มวงสามพื้นที่ที่ใกล้ชิดกัน
นิทานเลิกคิ้วน้อย ๆ เมื่อเห็นหนึ่งในตำแหน่งที่ถูกผู้พันลาลันตาวง “แล้วพอรวมกับข้อมูลของกลุ่มการค้าฟาง จึงได้ข้อสรุปว่าต้นหอมแสนลี้ที่เราต้องการนั้นอยู่ในพื้นที่เขตนี้” เธอขีดวงกลมขนาดเล็กอีกหนึ่งวงในวงกลมที่นิทานกำลังเบิกตามอง
เมื่อเทียบอัตราส่วนแล้ว วงกลมนั้นจะกินพื้นที่หลายสิบตารางกิโลเมตร เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ที่ยังคงยากแก่การตามหาและสำรวจ ถือว่าเจาะจงมากแล้วเมื่อเทียบกับการให้ไปตามหาในพื้นที่หลายร้อยตารางกิโลเมตร
ความกว้างของพื้นที่ไม่ใช่สิ่งที่นิทานสนใจ แต่นิทานนั้นสนใจเพราะว่าห่างไปเพียงไม่กี่สิบกิโลเมตรจากจุดนั้นคือป่าแห่งหนึ่งที่นิทานคุ้นตาเป็นอย่างยิ่ง นิทานใช้เวลากว่าครึ่งชีวิตอยู่ในป่าแห่งนั้น สำรวจมันแทบจะทุกซอกทุกมุม
เขาจำได้ดีว่าส่วนที่เขายังไม่เคยสำรวจคือบริเวณที่ใกล้เคียงกับวงกลมที่ผู้พันลาลันตาระบุ มันคือส่วนที่กินพื้นที่บริเวณปลายสุดของอาณาจักรไฟกัลป์เลยและเลยออกไป ส่วนหนึ่งของวงกลมนั้นกินลึกเข้าไปถึงจุดที่นิทานคิดสนใจอยากลองลอบเข้าไปหลายต่อหลายครั้ง หุบเหวแห่งผู้บิดเบี้ยว
เมื่อมองผ่านป่านั้นในขึ้นไปเล็กน้อยจึงเป็นหมู่บ้านขนาดเล็กแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้ชิดแนวชายแดนอาณาจักรไฟกัลป์ หมู่บ้านที่นิทานเกิด เติบโต ร่ำเรียน และทำงาน หมู่บ้านที่ให้ทุกอย่างแก่เขา และพรากทุกอย่างไปจากเขาเช่นกัน
ทั้งครอบครัวอันอบอุ่นที่พังทลายจากการโดนรุกราน พรสวรรค์ที่เขายอมละทิ้งไปเพราะอีกชีวิตหนึ่งที่สำคัญยิ่งกว่าตัวเขาเอง ความอบอุ่นที่เขาได้รับยามที่เขากลายเป็นเด็กกำพร้า รวมถึงการเลือกปฏิบัติที่เปลี่ยนไปจากชาวบ้านหลายคนยามที่เขาทำพิธีสลักคำเร็วจนเกินไป
แม้จะมีหลายคนที่เป็นเช่นนั้นแต่ก็มีหลายคนเช่นกันที่ปฏิบัติกับเขาด้วยดีเสมอมา พ่อค้าแม่ค้าร้านอาหารต่าง ๆ ที่เขาชอบแวะเวียน เพื่อนในหน่วยลาดตระเวนที่เขาคุยด้วยไม่บ่อยนัก คนที่สอนการต่อสู้พื้นฐานให้เขา และคนที่เป็นดั่งพี่ชายคนหนึ่ง
ภาพของชายวัยกลางคนผู้กร้านโลกและพี่ชายผู้เข้มงวดปรากฏขึ้นในหัวของนิทานอย่างว่องไว
“เยี่ยมบ้านสินะครับ หัวหน้าสิงค์กับพี่ภูจะสบายดีมั้ยนะ” นิทานยิ้มกว้าง