หลังจากที่พวกเขาออกจากเมืองอินตรามาได้พระยาเดโชได้พากล้ากับทิวและคนอื่น ๆมารวมตัวกับชาวบ้านที่ถูกช่วยมาและให้รออยู่กับทหารบริเวณนอกชานเมืองอินตรากล้าและทิวเดินฝ่าฝูงชาวบ้านไปอย่างเร็วพลางกวาดตามองไปรอบ ๆจนในที่สุดพวกเขาก็ได้พบกับพ่อและแม่ของพวกเขาที่รออยู่กลางกลุ่มชาวบ้านที่ไม่ได้พบกันหลายวัน
กล้า,ทิว:ท่านพ่อ ท่านแม่!!
เสียงร้องของกล้ากับทิวทำให้ทั้งสองหันกลับมาทันทีก่อนที่ทิวจะวิ่งเข้าไปโผกอดด้วยความคิดถึงและเป็ห่วงอย่างมาก
ส่วนเอกก็ได้เจอลุงกับป้าของเขาและรำพาก็ได้พบกับพ่อกับแม่ของเธอรำพาวิ่งเข้าไปกอดพวกเขาไว้แน่น น้ำตาแห่งความคิดถึงไหลอาบแก้มของทั้งสองฝ่ายไม่มีสิ่งใดจะบรรยายได้ถึงความห่วงใยใน่เวลานั้นได้มากกว่าแววตาและอ้อมกอดแสดงออกมา
หลังจากนั้นพระยาเดโชจึงสั่งเคลื่อนขบวนเดินทางกลับไปยังเมืองศิวลักษณ์ทันที ขบวนทัพค่อย ๆเคลื่อนตัวไปตามเส้นทางยาวไกลใต้แสงจันทร์นวลตา ท้องฟ้ายามค่ำคืนไร้ซึ่งเมฆเหล่าดวงดาวพร่างพรายส่องแสงแ่เบาเหนือขบวนเดินทาง สายลมหนาวพัดเอื่อยเบา ๆให้ใบไม้ให้สั่นไหวและกอหญ้าริมทางโอนเอนไปตามสายลม
ณ เมืองศิวิลักษณ์ เมื่อพวกเขาเดินทางมาถึงเมืองพระยาเดโชก็ได้พาพวกเขาไปพักที่ฐานทัพทหารและได้นำหมอหลวงมาทำการรักษาชาวบ้านที่าเ็ส่วนกล้ากับทิวและเอกกับรำพาก็ช่วยกันขนเสื่อหมอนและผ้าห่มจากคลังเก็บของภายในฐานทัพมาปูเรียงบนพื้นไม้ให้กับชาวบ้านแม้ร่างกายของพวกเขาจะเหนื่อยล้าจากการเดินทางและการต่อสู้ก่อนหน้าแต่ไม่มีใครกล่าวบ่นแม้สักคำ
หลังจากที่ทุกอย่างเรียบร้อย กล้า,ทิว,เอก,รำพาก็เดินไปยังโรงนอนที่พวกเขาเคยนอนก่อนหน้าที่เคยนอนก่อนหน้านี้ทันทีที่ศีรษะััหมอน ร่างของทุกคนก็ทรุดตัวลงอย่างหมดแรงเสียงหายใจสม่ำเสมอแ่เบาดังขึ้นทีละคน ภายใต้ค่ำคืนที่เหนื่อยล้า
เช้าวันรุ่งขึ้นแสงแดดสาดส่องลงบนหลังคาไม้และสนามโล่งกลางลานของฐานทัพทหารแห่งนั้นเหล่าชาวบ้านที่ไม่ได้รับาเ็ต่างทยอยลุกขึ้นจากเสื่อและหมอนที่พวกเขานอนแล้วเดินออกมายังลานด้านนอกแต่แล้วก็ต้องหยุดยืนเมื่อกลิ่นหอมของอาหารที่ถูกปรุงสดใหม่โชยมาตามลมเช้าโดยแม่ครัวจากวังหลวงซึ่งถูกส่งตัวมาช่วยดูแลั้แ่เมื่อคืนกำลังจัดการข้าวต้มหม้อใหญ่อยู่กลางลานฝึกทหาร
เสียงพูดคุยเริ่มดังขึ้นทั่วบริเวณบ้างก็เป็คำทักทายกันด้วยรอยยิ้มแและแลกเปลี่ยนเื่ราวชีวิตซึ่งกันและกันทั้งคุ้นเคยและไม่คุ้นเคยเด็กน้อยต่างวิ่งเล่นหยอกล้อกันไปมาในขณะที่ผู้ใหญ่ก็นั่งล้อมวงกินข้าวด้วยท่าทางสงบใจราวกับทำให้ลืมเื่ร้าย ๆ ไป
แม้แสงแดดจะสาดผ่านหน้าต่างไม้ที่เปิดทิ้งไว้และเสียงจอแจจากภายนอกจะดังจนแทบกลบเสียงนกยามเช้า แต่ภายในโรงนอนเล็ก ๆหลังหนึ่งที่มุมฐานทัพ กล้า,ทิว,เอก,รำพา พวกเขายังคงหลับสนิทอยู่บนเสื่อจนทหารนายหนึ่งได้เดินเข้ามาในโรงนอนเพื่อปลุกพวกเขาไปกินข้าว
ทหารนายหนึ่ง : ทุกท่านตื่นได้แล้ว…
เสียงนั้นแม้จะไม่ดังนักแต่ก็เพียงพอให้กล้าขยับตัวพลิกขึ้นนั่ง เขาขยี้ตาเบา ๆก่อนชะโงกหน้ามองออกไปทางหน้าต่างด้านข้างเมื่อเห็นว่าแสงแดดลอดเข้ามาเต็มที่จนรู้ว่ามันสายมากแล้วเขาก็รีบเอื้อมมือไปเขย่าน้องชายอย่างแรง
กล้า : ไอ้ทิว... ไอ้ทิวตื่นเร็ว
ทิว : เหอะ... อะไรพี่
ทิวงัวเงียพลิกตัวแล้วก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นส่วนเอกที่นอนอยู่อีกทางก็เริ่มขยับตัวเล็กน้อย ก่อนจะลุกขึ้นนั่งและยืดแขนยืดขาพลางหาวหวอด ๆ อย่างคนที่เพิ่งฟื้นจากการเดินทางไกลเขาหันไปเห็นทหารที่ยืนพิงกรอบประตูโรงนอนด้วยสีหน้ายิ้ม ๆถึงกับสะดุ้งแล้วรีบหันไปเขย่ารำพาอย่างเร็ว
เอก : ไอ้พาตื่นเร็วนี่สายแล้ว!!
รำพางัวเงียลืมตากระพริบตาปริบ ๆแล้วค่อย ๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่งท่ามกลางเสียงหัวเราะเบา ๆ ของทหารผู้นั้นก่อนที่เขาจะกล่าวขึ้นอีกครั้ง
ทหารนายหนึ่ง : เอาเถอะ ๆพวกท่านไม่ต้องรีบขนาดนั้นก็ได้ แต่ตอนนี้สายมากแล้ว เดี๋ยวอาหารเช้าที่แม่ครัวหลวงทำไว้ให้จะหมดก่อนเอาล่ะ
เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้วทุกคนลุกขึ้นจากที่นอน รีบพับเสื่อและผ้าห่มไว้บนหัว แล้วเดินออกมาด้านนอกทันที
บรรยากาศด้านนอกเต็มไปด้วยความร่มรื่นแสงแดดอุ่น ๆ และสายลมยามเช้าพัดผ่านเบา ๆ กลิ่นหอมของข้าวต้มร้อน ๆที่ลอยมาแต่ไกลทำให้ท้องร้องขึ้นมาแทบพร้อมกัน แล้วทหารนายนั้นได้เดินนำพวกเขาไปยังลานฝึกของทหารซึ่งถูกจัดเป็ที่รับประทานอาหารชั่วคราว
ในขณะที่พวกเขากำลังมองหาถ้วยจานกันอยู่รำพาก็เหลือบไปเห็นหญิงสาวคนหนึ่งที่รูปร่างดูคุ้น ๆ กำลังยืนตักอาหารอยู่เมื่อเธอมองดูดี ๆ เธอก็พบว่าหญิงสาวคนนั้นคือยุพิน รำพาดีใจมากจึงะโเรียก
รำพา : พี่ยุพิน!
เสียงใสของรำพาดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มสดใสแล้วเธอรีบวิ่งตรงไปหา เมื่อยุพินได้ยินเธอหันมาทันที แล้วเห็นว่าเป็รำพาพร้อมกับกล้าทิว และเอกเดินตามมาด้วย ใบหน้าของเธอก็พลันยิ้มให้แล้วกล่าวขึ้น
ยุพิน : อ้าวพวกเอ็งเองรึ..
รำพา : พี่ยุพินเป็ไหนมาล่ะเมื่อคืนนี้ข้าไม่เห็นพี่เลยนะ
ยุพิน : อืม…หลังจากที่ข้าออกมาจากเมืองอินตราทหารพวกนั้นก็พาตัวทิศใต้มาให้หมอหลวงรักษาที่นี่ส่วนข้าก็อยู่ดูอาการของทิศใต้ั้แ่เมื่อคืนแล้วล่ะ
กล้า : แล้วเป็ยังไงบ้างล่ะข้ายังไม่เห็นั้แ่ตอนนั้นแล้ว ถ้าไม่ได้เขาตอนนั้นพวกเราแย่แน่…
ยุพิน : เขาดีขึ้นมากแล้วล่ะข้าก็กำลังจะเอาข้าวต้มไปให้กินอยู่
ทิว : งั้นก็ดีเลยพวกเราไปหาพี่ทิศใต้กันหน่อยเถอะ
เอก : อึ้มข้าก็คิดแบบนั้นอยู่พอดีเลย
จากนั้นพวกเขาก็เดินตามยุพินที่ถือถาดข้าวต้มไว้ในมือไปยังที่พักของผู้าเ็ภายในฐานทัพที่เป็เพียงเต็นท์ผ้าใบขนาดใหญ่เรียงติดกันหลายหลังผูกตรึงกับเสาไม้และเชือกเส้นหนา มีเพียงเสียงลมหายใจและกลิ่นยาสมุนไพรจาง ๆลอยฟุ้งไปทั่ว
ณ ที่พักคนาเ็ พวกเขาเดินเรียงแถวมาจนถึงหน้าเต็นท์หลังหนึ่งยุพินใช้ข้อศอกดันผ้าที่ปิดทางเข้าเต็นท์ขึ้นช้า ๆ เผยให้เห็นด้านในปรากฏว่าเป็ทิศใต้ที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงไม้ไผ่ ทั่วร่างของเขามีแผลถลอกและมีรอยห้อเืขนาดใหญ่อยู่กลางอก ซึ่งถูกพันด้วยผ้าพันแผลไว้อย่างแ่า
จากนั้นยุพินเดินเข้าไปในเต็นท์เธอนำชามข้าวต้มร้อน ๆ ที่ถืออยู่ วางลงบนโต๊ะไม้ข้างเตียงอย่างเบามือในจังหวะนั้นเอง เปลือกตาของทิศใต้ค่อย ๆ ขยับ เขาลืมตาขึ้นช้า ๆ
แสงสลัวที่ลอดเข้ามาผ่านผ้าใบทำให้ภาพตรงหน้าไม่ชัดเจนนักเขากะพริบตาถี่ ๆ สองสามครั้ง แล้วจึงค่อย ๆ กวาดสายตามองไปรอบเต็นท์ยังไม่ทันที่เขาจะกล่าวอะไร ยุพินซึ่งหันกลับมาเห็นเข้า เธอยิ้มออกเบา ๆก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
ยุพิน : ตื่นแล้วรึพอดีเลยข้าวต้มเอามางให้กินด้วย ลุกขึ้นมากินก่อนสิ
ยุพินกล่าวด้วยเสียงที่อ่อนโยนและเปี่ยมไปด้วยความห่วงใยกล้าที่นั่งเฝ้าอยู่ใกล้ ๆ รีบขยับเข้ามาด้านข้างเตียงพลางโน้มตัวลงถามด้วยความเป็ห่วง
กล้า : เอ็งลุกเองได้รึเปล่ามาให้ข้าช่วยนะ
กล้าค่อย ๆโน้มตัวเข้าไปประคองร่างของทิศใต้ให้ลุกขึ้นนั่งหลังพิงหัวเตียงไว้ทิศใต้ขยับตัวช้า ๆ ด้วยสีหน้าที่แสดงถึงความเ็ปเขาเม้มปากแน่นมือข้างหนึ่งยกขึ้นแตะบริเวณหน้าอก เมื่อเขานั่งได้แล้วจึงค่อย ๆหันหน้ามาทางกล้าและเพื่อน ๆ
ทิศใต้ : พวกเอ็ง... เป็ยังไงบ้างพาชาวบ้านออกมาได้ไหม
รำพา : อืมชาวบ้านถูกช่วยออกหมดทุกคนแล้วค่ะ
ทิศใต้หลับตาลงช้า ๆ และยิ้มจาง ๆแม้ยังอ่อนแรง เขาถอนหายใจด้วยความโล่งอกก่อนจะกล่าวขึ้น
ทิศใต้ : เฮ้อ...ในที่สุด... ท่านพ่อของข้า…
กล้า : เอ็งไม่ต้องห่วงหรอกเขาน่าจะอยู่กับชาวบ้านคนอื่น ๆ นั่นแหละ เดี๋ยวถ้าเอ็งหายดีพวกเราค่อยไปหาเขากันอีกทีกัน
ทิศใต้ : อืม…
จากนั้นกล้าและยุพินได้อยู่เฝ้าดูแลทิศใต้ภายในเต็นท์และในไม่นานทิศใต้ก็หลับไปบรรยากาศรอบเตียงไม้ไผ่ยังเงียบสงบ ส่วนทิว เอกและรำพา ได้เดินออกมานอกเต้นท์ เพื่อนวไปเดินเล่นรอบๆ ฐานทัพแห่งนั้น
บรรยากาศโดยรอบดูร่มรื่นและเต็มไปด้วยชีวิตชีวาขณะนั้นเองพวกเขาเดินผ่านกลุ่มชาวบ้านที่กำลังนั่งคุยกันอยู่ใต้ต้นไม้และทหารเฝ้ายามของเมืองศิวิลักษณ์เดินตรวจตรารอบ ๆ อย่างไม่เร่งรีบทันใดนั้นพวกเขาก็พบกับ ไพรวัลย์ แม่ของทิวที่กำลังเดินมาจากอีกฟากหนึ่งของลานใบหน้าของทั้งสองเปื้อนรอยยิ้มเมื่อเห็นลูกชาย เดินตรงเข้ามาหา
ทิว : ท่านแม่
ไพรวัลย์ : อ้าวทิวมาทำอะไรตรงนี้ล่ะ แล้ว…ลูกกินข้าวรึยังล่ะ
ทิว : ยังเลยแต่…ข้ายังไม่หิวหรอก
เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้วไพรวัลย์ผู้เป็แม่เอื้อมมือมาตบไหล่เขาเบา ๆ แล้วส่ายหน้ายิ้ม ๆ ให้อย่างอ่อนโยนก่อนจะกล่าวขึ้นอีกครั้ง
ไพรวัลย์ : อย่าลืมไปหาอะไรกินนะทิว
ทิว : ครับ
จากนั้นไพรวัลย์หันสายตาไปมองด้านหลังลูกชายก่อนจะสังเกตเห็นเด็กชายและเด็กหญิงอีกสองคนที่ดูมีอายุไล่เลี่ยกับทิว ยืนอยู่ใกล้ๆ กันอย่างสุภาพ ดวงตาของนางฉายแววสงสัยเล็กน้อย ก่อนจะเปลี่ยนเป็รอยยิ้มอ่อนโยนแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเป็มิตร
ไพรวัลย์ : แล้ว…สองคนข้างหลังนั่น เพื่อนของลูกรึ
ทิว : ครับท่านแม่นี่เอกแล้วก็รำพา พวกเราเจอกันตอนที่กำลังเดินทางไปขอความช่วยเหลือน่ะ
เอกกับรำพารีบยกมือไหว้ด้วยท่าทางสุภาพไพรวัลย์ยิ้มรับด้วยความอ่อนโยน มือเอื้อมไปลูบศีรษะรำพาเบา ๆ อย่างเอ็นดูรอยยิ้มยังคงอยู่บนใบหน้าทุกคน ก่อนที่นางจะนึกถึงกล้าลูกชายของตนอีกคนที่ไม่ได้อยู่กับทิวในตอนนี้
ไพรวัลย์ : อืม…แล้วกล้าล่ะลูก แม่เห็นพวกลูกสองคนตัวติดกันตลอดเลย ตอนนี้มีเพื่อนใหม่แล้วเลยลืมพี่ชายของลูกแล้วรึ
เอก : มะ…ไม่ใช่แบบนั้นหรอกครับคือ…พี่กล้าเขาอยู่ดูอาการของพี่ทิศใต้ที่าเ็อยู่น่ะครับ
รำพา : ใช่ค่ะ ๆพวกเราเลยออกมาเดินเล่นข้างนอกจะได้ไม่รบกวนน่ะค่ะ
ไพรวัลย์ : อย่างนั้นสินะ
หลังจากนั้นพวกเขาก็ได้นั่งพูดคุยกับแม่ของทิวอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ท่ามกลางอากาศยามสายที่สดชื่นเสียงลมเบาๆ พัดผ่านยอดไม้ทำให้ใบไม้สั่นไหวเกิดเป็เสียงกรุ๋งกริ๋งชวนผ่อนคลายการสนทนาเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะบางครั้งแม่ของทิวก็ถามไถ่เื่การเดินทาง บางครั้งก็หัวเราะกับเื่เล่าแสนบ้าบิ่นของลูกชายตนเองบรรยากาศรอบข้างเต็มไปด้วยความร่มรื่นและมีชีวิตชีวาผู้คนเดินผ่านไปมาจากนั้นพวกเขาจึงขอตัวกลับไปหากล้ากับยุพินและทิศใต้ ที่เต็นท์พักของผู้าเ็
ณ ท้องพระโรง เมืองศิวิลักษณ์ พระยาเดโชและกองกำลังทหารที่ออกเดินทางไปทำภารกิจในคืนนั้นได้คุกเข่าและรายงานต่อหน้าเ้าเมืองศิวิลักษณ์อย่างใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยเคร่งเครียดเพราะรู้ดีว่าผลของภารกิจครั้งนี้ไม่เป็ไปตามที่วางแผนไว้ เบื้องหน้าเขาเหล่าขุนนางที่นั่งเรียงรายทั้งสองฝั่งต่างลุกขึ้นประณามเสียงะโต่อว่าดังสนั่นไปทั่วท้องพระโรง
ขุนนางท่านหนึ่ง : การลอบเข้าเมืองอินตราเช่นนั้นเรียกว่าช่วยเหลือราษฎรตรงไหนกัน! นี่มันการรุกราน!
ขุนนางอีกคน : วังหลวงของอินตราถูกทำลาย!แถบพวกท่านยังสังหารเ้าเมืองอินตราอีก ท่าน… จะรับผิดชอบเช่นไร พระยาเดโช!
พระยาเดโชที่ได้ยินแบบนั้นแล้วเขาไม่ได้ตอบโต้อะไร เพียงก้มหน้ารับฟังและยอมรับความผิดพลาดนั้นแต่ทางด้านหน้าของเขาบนบัลลังก์ทองคำเ้าเมืองศิวิลักษณ์นั่งทอดกายอยู่บนบัลลังก์สูงมือข้างหนึ่งกุมขมับเหมือนใช้ความคิดหนักดวงตาของเขาจับจ้องไปยังพระยาเดโชอย่างนิ่งเฉย แต่ลึกในใจกลับเต็มไปด้วยความสับสนไม่รู้จะแก้ไขปัญหาอย่างไร
พระยาเดโช : ท่าน..ท่านเ้าเมือง..ขอพระเมตตาโปรดอภัยแก่พวกเราความผิดพลาดในครั้งนี้ ข้าหามีทางชดใช้ได้ไม่แต่ข้าเห็นว่า..การสังหารเ้าเมืองอินตรา หาใช่การลุแก่อำนาจไม่หากแต่เพื่อมิให้เขาได้รุกรานเมืองอื่นอีกต่อไป
ขุนนางท่านหนึ่ง : ท่านนี้ไซร้หามีวันสิ้นวาทะแก้ตัวไม่เลยกระนั้นเลยรึยังพยายามบอกว่าความผิดพลาดที่ท่านทำยังมีข้อดีอีก
เสียงกล่าวโทษของขุนนางดังทั่วท้องพระโรงทั้งการถกโต้เถียงกันจากเื่ที่เกิดขึ้นบางคนก็เหนื่อยที่จะคิดตามก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างทำอะไรไม่ได้แม้กระทั่งเสียงตบโต๊ะจากความเดือดดาลกลายเป็เสียงพื้นหลังที่โหมกระหน่ำใส่พระยาเดโชอย่างไม่ปรานี
ทว่าพระยาเดโชกลับยังคงสงบนิ่งนั่งคุกเข่าอย่างอดทนไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองกลุ่มขุนนางที่ถาโถมคำกล่าวหาใส่ไม่หยุด จนกระทั่งพระยาอำมาตย์ ผู้เฒ่าผู้มากด้วยปัญญาและอำนาจในวังหลวง ต้องลุกขึ้นจากที่นั่ง แล้วกล่าวขึ้นเพื่อยุติความวุ่นวายนี้
พระยาอำมาตย์ : พอเถอะ…พอได้แล้ว ข้าเข้าใจในความไม่พอใจของทุกท่าน แต่การย้ำซ้ำในสิ่งที่เกิดขึ้นจะไม่ได้ช่วยอะไรเลย
เสียงของเขาทำให้ขุนนางคนนั้นเงียบไปแล้วจึงนั่งลงแต่ยังคงแสดงสีหน้าที่ไม่พอใจจากนั้นพระยาอำมาตย์จึงได้กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง
พระยาอำมาตย์ : เมื่อ่อาทิตย์ขึ้นนี้ข้าได้ส่งทหารออกไปตรวจสอบเมืองอินตราอีกครั้ง… ข้อมูลที่กลับมานั้นคือหลังจากที่เ้าเมืองสิ้นพระชนม์ องค์ชายใหญ่ได้ขึ้นมาเป็เ้าเมืองแทนตอนนี้เหมือนกับว่าเมืองอินตรากำลังเตรียมกองกำลังชุดใหญ่แต่…ข้าก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า เตรียมไว้ทำอะไรกันแน่
ขุนนางท่านหนึ่ง : ท่านพระยาอำมาตย์..ท่านจะไปคิดอะไรมากก็คงจะเตรียมกองกำลังไว้ยกทัพตีเมืองของพวกเราน่ะสิ!
สิ้นสุดคำกล่าวของขุนนางคนนั้นเสียงซุบซิบก็ดังขึ้น ท่ามกลางเสียงวุ่นวายเ้าเมืองศิวิลักษณ์ที่นั่งฟังเงียบมาตลอด ก็ยกมือขึ้นช้า ๆ สัญญาณทำให้ทุกคนเงียบเสียงลง เขาถอนหายใจอย่างหนัก มือข้างหนึ่งยังคงกุมขมับก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนิ่งขรึม
เ้าเมืองศิวิลักษณ์ : หากเป็เช่นนั้นจริงพวกเราควรเตรียมตัวเอาไว้ ข้า…จะไม่โยนความผิดทั้งหมดให้พระยาเดโชเพียงผู้เดียวเพราะตัวข้าเองก็มีส่วนตัดสินใจในเื่นี้ด้วยเช่นกัน
เ้าเมืองกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจังพร้องทอพระเนตรมองเหล่าขุนนางก่อนจะจ้องตรงไปยังพระยาเดโชที่ยังคุกเข่าอยู่เบื้องล่าง ก่อนจะกล่าวต่อ
เ้าเมืองศิวิลักษณ์ : ฉะนั้นพระยาเดโช…ข้ามอบหน้าที่นี้แก่ท่านอีกครั้ง จงเดินทางไปยังชายแดนใต้ของอินตราตรวจสอบให้แน่ชัดว่า พวกเขาเตรียมกองกำลังไว้เพื่อสิ่งใด…และให้เตรียมรับมือให้พร้อมที่สุด
พระยาเดโช : พะยะค่ะ
หลังจากนั้นพระยาเดโชและกองกำลังทหารได้ลุกขึ้นและเดินออกจากท้องพระโรงแห่งนั้นโดยไม่ได้รับโทษใดๆ ในตอนที่เขาเดินผ่าน ขุนนางนั้นก็ถอนหายใจแรงอย่างไม่พอใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้แต่พระยาเดโชก็ไม่ได้สนใจอะไรแล้วเดินออกไปจากวังหลวง มุ่งหน้าไปยังฐานทัพทหาร
ณ ฐานทัพทหาร ยังไม่ทันได้พักเหนื่อยเขารีบเดินไปยังที่พักของผู้าเ็ทันทีเมื่อไปถึงก็พบกล้าและยุพินคุยกันอยู่ด้านนอกเต็นท์ทางฝั่งของกล้าและยุพินที่เห็นว่าพระยาเดโชกำลังเดินตรงมาทางนี้พวกเขารีบเดินตรงไปหาทันที
กล้า : ท่านกลับมาแล้วเป็ยังไงบ้างล่ะครับ
พระยาเดโชเงยหน้าขึ้นสบตากับกล้าก่อนจะพยักหน้าอย่างช้า ๆ ดวงตาของเขาฉายแววหนักแน่น
พระยาเดโช : ก็ดี…ท่านเ้าเมืองไม่ได้ถือโทษโกรธอะไรพวกเราหรอกแต่…มีปัญหาใหม่ที่หนักกว่าเดิมเข้ามาแทน
เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้วกล้าและยุพินหันมาสบตากันก่อนจะถอนหายใจด้วยความโล่งอกที่พระยาเดโชไม่ได้รับโทษจากนั้นยุพินจึงกล่าวต่อ
ยุพิน : มิทราบว่าเกิดอะไรขึ้นรึ
พระยาเดโช : พระยาอำมาตย์บอกว่าทหารที่เขาส่งไปสอดแนมเมืองอินตราั้แ่่เช้า…กลับมารายงานว่าเมืองอินตรากำลังจัดเตรียมกองกำลังชุดใหญ่ไว้ทำอะไรบางอย่างเ้าเมืองถึงให้ข้าดูแลเื่การสืบสวนนี้และเตรียมกองกำลังไว้ป้องกันเมือง
กล้า : แล้วพวกเรา…พอจะช่วยอะไรท่านได้บ้างไหม
พระยาเดโช : ไม่ต้องหรอกเื่สืบสวนเดี๋ยวข้าจะจัดหาหน่วยสืบสวนไปเอง ส่วนกองกำลังทหารที่เอาไปป้องกันเมืองนี่สิข้าว่าทหารเมืองศิวิลักษณ์ไม่น่าจะมีมากพอที่จะสู้กับทหารของเมืองอินตราได้
ยุพิน : แล้ว…ท่านจะทำเช่นไรล่ะ
พระยาเดโช : เดิมทีแล้วเมืองศิวิลักษณ์เคยทำพันธมิตรกับเมืองทิพย์มณฑาไว้เมื่อหลายปีก่อนถ้าหากว่าข้าจะไปขอกองกำลังทหารจากที่นั่นมาเป็กำลังเสริมให้ ก็น่าจะได้…
กล้า : ถ้าอย่างนั้นให้พวกเราเดินทางได้ด้วยเถอะครับเพื่อว่าจะช่วยอะไรท่านได้บ้าง
ยุพิน : ข้าเองก็ไม่อยากนั่งอยู่นิ่งๆ เหมือนกัน
พระยาเดโชเงียบไปชั่วขณะเขาเงยหน้าขึ้นมองทั้งสองคน ก่อนจะยกมือขึ้นลูบขมับตัวเองเบา ๆพร้อมกับสีหน้าเต็มไปด้วยความชั่งใจ แต่สุดท้าย…ก็ปฏิเสธไม่ลง
พระยาเดโช : เฮ้อ..ก็แล้วแต่พวกเ้าเลยเถอะ แต่ข้าหวังว่า…มันจะไม่มีปัญหาอะไรตามมาอีกล่ะ
กล้า : ครับ
พระยาเดโช : อืมในระหว่างนั้นพวกเ้าก็เตรียมตัวเอาไว้ ข้าจะเริ่มออกเดินทางในอีกเจ็ดวันส่วนที่พัก ก็ให้พวกเ้าพักที่นี่ไปก่อนจนกว่าเื่จะดีขึ้นแล้วพวกเ้าค่อยแยกย้ายกลับไปหมู่บ้านกันไป ฝากบอกคนอื่น ๆ ด้วยล่ะ
กล้าและยุพินที่ได้ยินแบบนั้นก็ตอบรับอย่างพร้อมเพรียงกันจากนั้นพระยาเดโชก็เดินออกไป ประจวบกับที่ทิว เอก และรำพา กลับมาจากการเดินเล่นรอบๆ ฐานทัพทหารพอดี เมื่อสายตาของทิวเห็นว่าพระยาเดโชที่กำลังเดินผ่านไปทางอีกฟากเขาก็ชะงักแล้วรีบวิ่งตรงเข้ามาหากล้าทันที
ทิว : อ้าวพี่กล้านั่นเขานิ เขากลับมาแล้ว
รำพา : แล้ว…เขาก็ไปแล้ว
รำพากล่าวพลางหันไปมองตามแผ่นหลังที่ค่อยๆ เลือนลับไปทางประตูของฐานทัพทหารเอกที่เดินตามหลังมาพร้อมยกมือบังแสงแดดแล้วเหลือบมองกล้าด้วยความสงสัยก่อนจะเอ่ยถาม
เอก : เขาว่ายังไงบ้างหรอครับ
กล้า : ท่านเ้าเมืองไม่ได้ลงโทษอะไรเขาจากที่พวกเราไปก่อเื่ที่เมืองอินตรา
รำพา : โว้นั่นดูเป็ข่าวดีเลยสิค่ะ
กล้า : มันก็ดีอยู่หรอกแต่ว่า…
กล้าหยุดชั่วขณะ ก่อนจะหันมามองหน้าเด็กๆ ทั้งสามคนแล้วถอนหายใจออกเบา ๆ ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเล็กน้อยยังไม่ทันที่กล้าจะพูดต่อ ยุพินก็เดินเข้ามาร่วมวงแล้วกล่าวขึ้นแทนด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ยุพิน : ข่าวจากทหารที่ไปสอดแนมเมืองอินตรากลับมารายงานว่าตอนนี้…เมืองอินตราเหมือนจะกำลังจัดกองกำลังชุดใหญ่เลยล่ะ
รำพา : หมายความว่า…พวกเขาอาจจะเตรียมทำาเหรอค่ะ
ยุพิน : ก็ไม่แน่…
เอก : ข้าว่าน่าจะใช่นะพี่ยุพิน…ก็พวกเราฆ่าเ้าเมืองเขาไปทั้งคน ยังไงพวกเขาก็ต้องโกรธแค้นแน่ ๆ…
ทิว : ไม่ช้าก็เร็ว…พวกเขาต้องหาตัวพวกเราเจอและถ้าเรายังอยู่ที่นี่ต่อไป… เมืองนี้ก็อาจจะกลายเป็เป้าหมาย
กล้า : พระยาเดโชบอกพี่ว่าเขาจะเดินทางไปขอกองกำลังจากเมืองพันธมิตรอย่างเมืองทิพย์มณฑาพี่เลยขอให้พวกเราได้ไปด้วย เผื่อว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง…
คำพูดนั้นทำให้ทั้งสามคนมองหน้ากันครู่หนึ่งแล้วพยักหน้าอย่างพร้อมเพรียงกันอย่างไม่รังเลแววตามุ่งมั่นและพร้อมเพรียงกันบอกทุกอย่างแทนคำพูดจากนั้นทิวจึงเอ่ยขึ้นด้วยเสียงหนักแน่น
ทิว : ครับ
ทันทีที่สิ้นคำทุกคนก็พยักหน้าอย่างพร้อมเพรียง ไม่มีแม้แต่คำปฏิเสธหรือความลังเลแม้เพียงน้อย
จากนั้นพวกเขายืนรออยู่หน้าเต็นท์รักษาตัวเงียบ ๆเพื่อรอให้หมอหลวงที่เข้าไปรักษาอาการาเ็ของทิศใต้ออกมาก่อน เพียงชั่วครู่สายลมอ่อน ๆ พัดผ่านใบหน้าพลิ้วไหวไปกับยอดหญ้าพวกเขาต่างเฝ้ามองผืนผ้าใบที่ปิดปากทางเข้าเต็นท์ รอจนกระทั่ง เสียงฝีเท้าดังเบา ๆก็ดังขึ้น และไม่นาน หมอหลวงก็เดินออกมาจากเต็นท์พร้อมสีหน้าเรียบ กล้าและคนอื่น ๆก็รีบตรงเข้าไปหา
กล้า : ท่านหมอ…เขาอาการเป็ยังไงบ้างครับ
หมอหลวง : อืม..เขาหายเป็ปกติแล้วล่ะพวกเ้าเขาไปได้เลย
เมื่อได้ยินดังนั้นทุกคนต่างหายใจโล่งอกแล้วกล่าวขอบคุณก่อนรีบขยับตัวเปิดผ้าเต็นท์เข้าไปข้างในทันที
ภายในเต็นท์ผืนผ้าใบสีซีดถูกดึงตึงจนแทบไม่ย่น เงาแสงอ่อน ๆ จากภายนอกทอดลงบนพื้นดินเรียบแน่นทิศใต้นั่งอยู่บนเตียงไม้ไผ่ ใบหน้าของเขาดูมีเรี่ยวแรงขึ้นกว่าเดิมมากเขาเงยหน้าขึ้น
เมื่อเห็นเพื่อน ๆ ที่ยืนอยู่หน้าเต็นท์ก็ลุกขึ้นยืนช้า ๆ ร่างกายของเขาไม่มีแม้แต่ร่องรอยาแผ้าพันแผลหายไปและแผลฟกช้ำก็ดูจะเลือนหายหมดแล้ว กล้าทำหน้าใเล็กน้อยเขายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเรียกชื่อเพื่อนด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ
กล้า : ทิศใต้..เอ็ง…หายดีแล้วรึ
ทิศใต้ : อืมหมอหลวงคนนั้นใช้พลังจากศาสตราวุธของเขารักษาข้า าแถึงได้หายไว้ขนาดนี้ไงล่ะ
เอก : โอ้โห!สุดยอดไปเลย ข้าอยากรู้จังว่าหมอหลวงคนนั้นมีศาสตราวุธเป็อะไร
ทิศใต้ : แต่เื่นั้นช่างมันก่อนเอาเื่ของพวกเอ็งก่อนเถอะ
ทิศใต้กล่าวพร้อมกับเดินเข้ามาใกล้พวกพ้องสีหน้าเปลี่ยนเป็จริงจัง แววตาแน่วแน่เหมือนเดิม กล้าสบตาเขาก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ
กล้า : ตอนนี้พวกเรา…ต้องเดินทางไปที่เมืองทิพย์มณฑากับพระยาเดโชเห็นเขาบอกมาว่าเมืองอินตรากำลังระดมกองกำลังชุดใหญ่เลยล่ะแต่สันนิษฐานได้ว่าน่าจะเตรียมทำาแน่ ๆพระยาเดโชเลยจะไปขอกองกำลังจากเมืองทิพย์มณฑามาไว้ก่อนน่ะ
ทิศใต้ : คิดไว้แล้วเชียวว่าพวกมันต้องไม่ยอมแน่ถ้าอย่างนั้นข้าจะขอไปด้วยอีกคน
กล้า : พระยาเดโชจะให้ออกเดินทางภายในเจ็ดวันในระหว่างนั้นพวกเราก็ต้องเตรียมตัวไว้เผื่อว่าจะโดนโจรป่าหรืออะไรดักโจมตีระหว่างทางอีกครั้งนี้พวกเราจะต้องสู้ให้ได้และจะไม่หนีอีกแล้ว
เมื่อคำพูดนั้นจบลง ทิว, เอก,และรำพาต่างพยักหน้าพร้อมกันโดยไม่ต้องมีคำใดเพิ่มเติมความมุ่งมั่นปรากฏอยู่ในสายตาของพวกเขามีเพียงยุพินที่ยืนกอดอกและขมวดคิ้วอยู่เดียวเธอเดินเข้ามาใกล้ทิศใต้ก่อนจะกล่าวขึ้น
ยุพิน : นี่…อาการาเ็ของเอ็งเพิ่งดีขึ้นเองนะ เอ็งยังไม่เข็ดอีกหรอ
ทิศใต้ : เพราะงั้นไงถึงต้องแก้เข็ดสักหน่อย
ยุพิน : เฮ้อ…เอ็งนี่สมควรตายจริงเลยนะ
ยุพินถอนหายใจเฮือกใหญ่นั่นทำให้ทุกคนหัวเราะเบา ๆ บรรยากาศรอบตัวเริ่มดูผ่อนคลายขึ้น แต่พวกเขารู้ดีไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นต่อจากนี้อย่างน้อยที่สุดพวกเขาจะได้ร่วมเดินทางไปด้วยกันอีกครั้ง