เซี่ยซีหานยิ้มและพยักหน้าเร็วให้เคอซวน
"ข้าไม่เคยลองใช้รูปปั้นนางเงือกเลยสักครั้งขอรับท่านผู้วิเศษเคอซวน เห่อเห่อ"
เซี่ยซีหานเขินอายเล็กๆ เขาจำต้องเอามือลูบหัวศีรษะตัวเองแก้ความเก้อเขินพร้อมพูดแก้ตัวต่อไป "เพราะหากข้าเรียกดวงวิญญาณนางเงือกขาวออกมา สมบัติวิเศษชิ้นนี้จะใช้การไม่ได้หนึ่งปีเต็มๆ หากไร้ผลึกน้ำเงินให้มันดูดกลืนพลัง จริงๆ ท่านควรพูดว่าพวกเราโชคดีที่ไม่ได้ทดลองใช้มัน ทำให้ตอนนี้พวกเรามีโอกาสใช้มันจัดการไอ้พวกคนไม่ดีพวกนี้"
เคอซวนกำหมัดแน่นมองจ้องเซี่ยซีหาน มันอยากตะโกนด่าเซี่ยซีหานว่า...ไอ้เด็กเวร มีผู้วิเศษคนไหนทำอะไรประมาทเหมือนคนโง่เช่นเจ้าไอ้เด็กน้อยเซี่ยซีหาน
ในฐานะผู้วิเศษ พวกเราต้องรู้จุดอ่อนของตัวเองที่อ่อนแอ และส่วนใหญ่เชื่องช้าไม่ต่างจากคนธรรมดาในฐานะผู้วิเศษระดับต่ำ
โดยพวกเราจะปกปิดจุดอ่อนทั้งหมดของตัวเองด้วยการวางแผน และทำการใดๆ อย่างรอบคอบ โดยใช้พลังวิเศษของตัวเองและสมบัติวิเศษต่างๆ ให้เป็นประโยชน์มากที่สุด
แต่... แต่ไอ้เด็กนี่ เจ้ากลับ... เชื่อและพึ่งพาสมบัติวิเศษที่ยังไม่เคยได้ใช้จริงสักครั้ง และตอนนี้พวกเรามาอยู่ในบ้านของศัตรูแล้ว แต่เราไม่รู้ว่าอาวุธลับของเราใช้ได้ผลหรือไม่ หรือมีผลกระทบอะไรหลังจากใช้หรือเปล่า
'ไอ้เด็กเปรต' เคอซวนร่ำร้องในใจ
เขาโกรธที่หลงผิดเพราะเห็นสายตาที่มั่นใจของเซี่ยซีหาน และตัวเคอซวนก็โทษตัวเองส่วนหนึ่ง เพราะเขาอยากเห็นพลังของสมบัติวิเศษที่เซี่ยซีหานพูดว่า เป็นสมบัติวิเศษระดับกลางที่มีอำนาจเทียบเท่าผู้วิเศษอาณาจักรแห่งวิญญาณสักครั้ง
เขาอยากเห็นว่ามันยิ่งใหญ่ขนาดไหนกัน ลึกๆ เคอซวนหวังว่าจะขอยืมสิ่งนี้จากเซี่ยซีหานสักครั้ง หากมันใช้ได้ผลดี
แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่า... ช่างมันเถอะ
...
-[ ช่วงเวลาแห่งการลงมือปฏิบัติ ]-
เซี่ยซีหานตอนนี้เขารู้สึกว่า ได้เห็นการเปิดโลกของผู้วิเศษอย่างแท้จริงเป็นครั้งแรก ผ่านการเฝ้าดูการทำงานกันเป็นทีมระหว่างเคอซวนผู้วิเศษระดับนักวิจัย กับพี่ชายถางเทียนเจี๋ยชายหนุ่มที่แข็งแกร่งเทียบเท่านักรบหกดาบ
เมื่อพบเจอเวรยาม ด้วยความเงียบงันที่เกิดจากสมบัติวิเศษระดับกลางอย่าง 'รูปปั้นนางเงือกขาว' ที่เซี่ยซีหานกระตุ้น
ถางเทียนเจี๋ยลงมือสังหารทุกคนแบบไร้เลือดในอึดใจเดียว ผ่านการเคลื่อนตัวด้วยความเร็วและการได้รับเวทย์ปกปิดตัวจากเคอซวน
จากนั้นเมื่อการสังหารเสร็จสิ้น เคอซวนผู้วิเศษใบหน้าชราก็จะรีบไปร่ายเวทย์ สร้างภาพเสมือนของคนที่ตายทำท่าคล้ายยืนเป็นเวรยามอยู่
นี่คือหนึ่งในพลังวิเศษของเคอซวน มันคล้ายเป็นพลังของมายาภาพ ที่เกิดจากการบิดเบือนของแสง และสร้างภาพเสมือนจริงออกมาได้
ในภาพรวมมันไม่ค่อยมีประโยชน์นัก เนื่องจากภาพมายาที่เคอซวนสร้างขึ้นไม่สามารถขยับได้ แต่เมื่อใช้อย่างเหมาะสม มันก็เอาไว้หลอกผู้คนจากระยะไกลได้ดี
ทำให้มองดูไกลๆ เหมือนกลุ่มเวรยามของกองกำลังหมาล่าเนื้อไม่ได้หายไปไหน แต่พวกเขายืนยามกันอย่างขยันขันแข็ง สิ่งนี้ช่วยดึงเวลาในภาพรวมให้เซี่ยซีหานและคณะได้มากเหลือเกิน
ส่วนเซี่ยซีหานหน้าที่หลักๆ ในการทำงานเป็นทีมในครั้งนี้ นอกจากการกระตุ้นรูปปั้นนางเงือกขาวให้ใช้พลังของ 'ผู้ไร้เสียง' ตัวเขาก็มีหน้าที่ในการทำลายศพ
ซึ่งทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี ด้วยการยัดห่าเหล่าศพที่ตายเก็บไว้ใต้พื้นโลกอย่างรวดเร็ว
แต่มีอยู่ครั้งหนึ่ง เซี่ยซีหาน เคอซวนและถางเทียนเจี๋ย พวกเขาพบเจอปัญหา เพราะพบกลุ่มคนหนาแน่น โดยแต่ละคนดูอย่างไรก็เป็นนักรบมีฝีมือ
จังหวะนี้เป็นเคอซวนผู้วิเศษใช้พลังในการบิดเบือนจิตใจคนโดยการชี้นำอย่างแนบเนียน ตามแรงปรารถนาแอบแฝงในใจของแต่ละคน ทำให้กลุ่มกองกำลังหมาล่าเนื้อแต่ละคน ทยอยแยกกลุ่มกันอย่างไม่ผิดสังเกต
เช่น อยู่ๆ บางคนปวดท้องเข้าห้องน้ำ บางคนอยู่ๆ อยากกินของว่างมื้อดึง บางคนมีอารมณ์รัญจวนใจอย่างชำเราหญิงสาว จนต้องปลีกตัวหาทางคลายความเสียวกระสันในใจ
เซี่ยซีหานประทับใจการใช้พลังวิเศษของเคอซวนมาก ทำให้เซี่ยซีหานรู้ว่าพลังวิเศษของผู้วิเศษที่ดีนั้นควรมีความหลากหลาย อย่างเช่นตัวเซี่ยซีหาน พลังวิเศษของเขานั้นเกาะกลุ่มอยู่แต่ในหมวดกายภาพหรือพลังวิเศษที่อยู่ในรูปสร้างวัตถุธาตุที่จับต้องได้
แต่ตัวเซี่ยซีหานยังไม่มีพลังวิเศษที่ใช้เล่นงานทางจิตเลย
ในส่วนนี้ เคอซวนที่คล้ายมีเวลาว่าง จากการที่ต้องรอกลุ่มนักรบทยอยกันแยกตัวและค่อยๆ สังหารทีละคน เขาจึงมีเวลาแนะนำเซี่ยซีหานว่า
ผู้วิเศษที่ดีนั้น สามารถทำให้นักรบนับร้อยหวาดกลัวได้อย่างไร ถ้าไม่ใช่เพราะพลังของพวกเขานั้นน่ารำคาญและจับต้องได้ยาก จากนั้นเคอซวนก็แอบบ่นเซี่ยซีหานเล็กๆ ที่ใช้พลังวิเศษของตัวเองส่วนใหญ่ไปแต่กับเวทมนตร์บ้าพลัง และไม่ศึกษาการใช้พลังวิเศษในกลุ่มอำนาจจิตและกฎต่างๆ บ้าง
การก่อรูปธาตุหรือวัตถุต่างๆ แม้จะดีและมีประโยชน์มาก แต่ในภาพรวมการต่อสู้มันได้ผลน้อยกว่าที่คิด
แต่การปั่นป่วนจิตนี่แหละคือเอกลักษณ์ที่แท้จริงของผู้วิเศษ
เคอซวนเน้นย้ำกับเซี่ยซีหานว่า จงรู้จักเล่นกับ 'อารมณ์' และ 'แรงปรารถนา' ของผู้คน นั่นจะทำให้เจ้าได้เปรียบในการต่อสู้จริงอย่างคาดไม่ถึง แต่น่าเสียดายเซี่ยซีหานพบว่า ตัวเองไม่มีพลังวิเศษด้านนี้เลย 'ข้าจะต้องเรียนรู้มัน' เซี่ยซีหานได้แต่พูดกับตัวเองแบบนี้
แต่แม้พลังวิเศษที่ใช้เล่นงานจิตใจจะมีข้อดี
แต่เคอซวนก็ได้เตือนเซี่ยซีหานเอาไว้บางอย่าง ระมัดระวังเหล่านักรบที่ได้ 'ปลุกจิตนักรบ' เพราะคนเหล่านี้การใช้เวทย์เกี่ยวกับจิตใจได้ผลน้อยมาก
หากเราไม่รู้ว่าพวกเขามีสิ่งนี้มาก่อน เราอาจจะตายเพราะความประมาทของตัวเองได้ คำพูดของเคอซวนทำเซี่ยซีหานนึกถึงปิ๋งเสิ่งผู้วิเศษแห่งความหนาวเหน็บเลย
และในระหว่างที่พูดคุย
แน่นอนพวกคนที่แยกกลุ่มออกมา พวกเขาต่างทยอยถูกพี่ชายถางเทียนเจี๋ยสังหารอย่างเงียบงันคนแล้วคนเล่า ด้วยมายาภาพที่ปิดซ่อนของเคอซวน แต่ละคนตายโดยไร้โอกาสพูดและขัดขืน
ส่วนเซี่ยซีหานทำการส่งศพพวกมันทุกคนเอาไว้ใต้ดินด้วยพลังวิเศษของตัวเองเช่นเดิม
และในที่สุดเซี่ยซีหานและคณะ พวกเขาก็มาถึงบริเวณจัตุรัสอันเป็นทางแยกสี่สายขนาดใหญ่ ที่โอบล้อมไปด้วยอาคารขนาดเล็กจำนวนมาก ทั้งสามตัดสินใจเลือกที่จะยึดอาคารหลังหนึ่ง
บริเวณนี้คือใจกลางกองกำลังหมาล่าเนื้อที่แท้จริง แม้แต่ละอาคารคล้ายมีคนยืนเวรยามอยู่ก็ตาม
...
ไอหนาวโชย ลมเย็นไหลเอื่อย
"หนาวจริงๆ" ชายกักขฬะที่ทำหน้าที่ยามรักษาการณ์พูดขึ้นอย่างแผดดัง ก่อนที่เขาจะหันไปทางสหายของตัวเอง "ไอ้หน้าผี หมดกะยามรักษาการณ์รอบนี้ พวกเราไปร่ำสุรากันดีไหม"
เสียงของชายกักขฬะแผดดัง แต่น่าแปลกสหายของเขาที่อยู่ไม่ไกลกับยืนนิ่งเฉยทำราวกับไม่ได้ยิน สิ่งนี้ทำให้ชายกักขฬะโกรธ เขาหยิบก้อนหินเล็กๆ ขึ้นมา จากนั้นปาใส่สหายที่ทำทีเป็นหูหนวก
หินกระทบหัวชายที่ถูกเรียกว่าไอ้หน้าผี
ไอ้หน้าผีคนนี้มือกุมศีรษะก่อนจะหันมาทางสหายของตัวเองด้วยความโกรธเกรี้ยว ปากเขาขยับรัวๆ แต่น่าแปลก ไม่มีเสียงแผดดังใดๆ ออกมาเลย
อยู่ๆ แผ่นหลังชายกักขฬะก็เย็นเฉียบ เขาสัมผัสได้ถึงความผิดปกติอะไรบางอย่างได้ในทันที
หนึ่งหินก้อนเล็กที่ปาไปกระทบหัวไอ้หน้าผีนั้นแทบไม่มีเสียง มันไม่ควรเป็นไปได้ สองใบหน้าของไอ้หน้าผีฉุนเฉียว หน้าตาและปากที่ขยับของมันนั้น สมจริงและดูเหมือนคนโกรธเกรี้ยวแผดเสียงตวาดมากๆ แต่กลับไม่มีเสียง
ชายกักขฬะยังไม่ทันเข้าใจว่าอะไรเกิดขึ้น
สหายของเขาไอ้หน้าผีก็ทำมือชี้มาที่เขาอย่างสั่น ปากขยับรัวเร็ว สายตาถลึงอ้า
ชายกักขฬะไม่เข้าใจสิ่งที่สหายของตัวเองส่งสัญญาณแม้แต่น้อย แต่เขาก็พบว่าลำคอของเขาอยู่ก็เจ็บแปล๊บรุนแรง และโลกหมุนกลับด้าน
เป็นถางเทียนเจี๋ยที่เข้าถึงตัวชายกักขฬะ เขาหักคอชายคนนั้นด้วยการบิดหมุน
ไอ้หน้าผีรีบวิ่งหนี เขาแผดเสียงดังไม่หยุด ด้านหน้าของเขาฝั่งตรงข้ามอาคาร มีชายยืนยามอยู่สี่ถึงห้าคนตามมุมอาคาร โดยมีคบไฟตั้งให้แสงสลัวสลัวไม่ไกลกัน
"!!!เร็วเข้า มีผู้บุกรุก มีผู้บุกรุก มันสังหารคนของเราไปแล้วด้วย พวกเจ้ามาช่วยข้าจัดการกับผู้บุกรุกเร็ว มันดูแข็งแกร่งมาก รีบเรียกนายท่านเร็ว" สำหรับไอ้หน้าผีเขารู้สึกตัวว่าเขาแผดเสียงดังมาก
ดังจนลำคอของเขาปรากฏเส้นเอ็นขึ้น แต่ไอ้หน้าผีกลับพบว่าไม่มีใครสนใจเขาเลย... ทำไมกัน
สวบ...
รากไม้จากพื้นดินพุ่งเป็นหนามแหลมทะลุกลางกายของชายที่ถูกเรียกว่าไอ้หน้าผี เลือดของไอ้หน้าผีทะลักและกระฉอกไปด้านหน้า
ไอ้หน้าผีพบว่ามันแปลกมาก ที่อยู่ๆ เลือดของมันก็คล้ายลอยไปติดอยู่ที่กระจกใส ที่เป็นริ้วระเรื่อเมื่อมีเลือดไปกระทบโดน ราวกับมันเป็นชั้นผ้าบางๆ ต้องลม
'นี่มันอะไรกัน' ไอ้หน้าผีสิ้นใจอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว มันไม่รู้แม้แต่ว่าตัวมันตายเพราะใครและอย่างไร