หม่าขุยไม่ส่งเสียงใดออกมา เดินเข้ามาด้วยสีหน้าเย็นชา เริ่มค้นหาไปทั่วร่างกายหลินอวิ๋นอย่างละเอียด
ด้านล่างของแท่นบูชายิ่งดึงดูดกลุ่มคนเข้ามามากขึ้น ต่างก็พากันกลั้นหายใจไม่ยอมละสายตา
แขน ว่างเปล่า!
หน้าอก ว่างเปล่า!
หลัง ว่างเปล่า!
ขา ว่างเปล่า!
ไม่มีอะไรเลย...
สีหน้าของหม่าขุยดูมืดมน เอ่ยเสียงเย็นออกมา “ถอด!”
หลินอวิ๋นถอดชุดของสำนักออกตามคำของเขา
แต่ว่าก็ยังไม่พบอะไรอยู่ดี หม่าขุยค้นหาอยู่บนเสื้อผ้านั้นอย่างละเอียดแล้ว อย่าได้เอ่ยถึงอาวุธลับเลยแม้แต่เส้นลวดสักเส้นก็หาไม่พบ
ตะวันสาดแสงกระทบลงบนกายแข็งแกร่งของหลินอวิ๋น กระดูกขาและกล้ามเนื้อที่ผ่านการฝึกลมปราณ แข็งแรงอย่างหาเปรียบ เพียงแต่ว่ารอยแผลบนผิวกาย เห็นได้ชัดว่ามีทั้งแผลใหม่และแผลเก่า
“บัดซบ เจ้าทาสกระบี่ เจ้าใส่ผ้าอะไรโพกหัวเอาไว้!”
ไม่มีสิ่งใดที่หาพบ หม่าขุยกรุ่นโกรธราวกับเปลวไฟเผาไหม้อยู่ในใจ คว้าหมับเอาผ้าโพกหัวของเขาลงมา
แต่ว่าผ้าโพกหัวนั้น แน่นอนว่าก็ไม่มีสิ่งใดอยู่ในนั้น
ทว่าหลังจากที่ผ้าโพกหัวนั้นถูกฉีกลงมา ตราประทับทาสกระบี่สีม่วงตรงระหว่างคิ้วก็โดดเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ ทำให้บางคนขมวดคิ้วออกมาเล็กน้อย ใบหน้าเผยความเหยียดหยามและกระซิบกระซาบดังออกมา
เมื่อเทียบหม่าขุยที่กำลังกรุ่นโกรธเร่า หลินอวิ๋นกลับหลับตาทั้งสองลงด้วยใจสงบนิ่ง
เพียงแค่นึกถึงเหตุการณ์ในอดีต และความทรงจำที่เจ็บปวดเหล่านั้น
“โรงชะล้างกระบี่ทำกระบี่เล่มหนึ่งของศิษย์ในสำนักหายไป พูดมา ใช่เจ้าที่ขโมยไปหรือไม่!”
โจวผิงเตะเจ้าของเดิมลงไปกับพื้น เอ่ยออกมาอย่างชั่วร้าย
ใบหน้าของเจ้าของเดิมเต็มไปด้วยความสะพรึงกลัว ส่วนลึกของในใจร้อนรนเป็นอย่างยิ่ง และเมื่อเอ่ยออกมานั้นกายก็สั่นไหว “ไม่... ไม่ ไม่ ศิษย์พี่โจวท่านฟังข้าก่อน กระบี่... ไม่ใช่ข้าที่ขโมยไ ข้าไม่มีทางที่จะขโมยของผู้อื่น”
“ยังจะกล้าพูดอีก!”
โจวผิงใช้ฝักกระบี่ในมือ ฟาดลงไปอย่างแรงที่หลังของเจ้าของเดิม เอ่ยเสียงเคร่งขรึมออกมา “ข้าบอกว่าเจ้าเป็นคนขโมย ก็คือเจ้าที่ขโมย หากว่าหากระบี่ไม่พบก็นำยาลูกกลอนที่ซูจื่อเหยามอบให้เจ้ามาหักล้างกัน ไม่เช่นนั้นข้าจะไล่เจ้าออกจากชิงอวิ๋น!”
“เป็นเขาที่ขโมยไป จะต้องเป็นเขาที่ขโมยไป!”
“นอกจากเขาแล้วยังจะเป็นผู้ใดได้อีก!”
“จะต้องเป็นเขาที่ขโมยไป ข้าเห็นเขาปกติแล้วเสแสร้งทำเป็นจริงจัง ก็ไม่ใช่คนดีอะไร”
นักการที่อยู่รอบ ๆ บริเวณ ชี้ไปยังเจ้าของเดิม แล้วเอ่ยออกมาเป็นเสียงเดียวกัน
“ข้า... ข้า ไม่ได้ทำ”
เจ้าของเดิมอดทนต่อความเจ็บปวดตรงแผ่นหลัง ใบหน้ากระตุกเร่าด้วยความเจ็บปวด ต้องการจะต่อต้านแต่ก็พบว่าความเจ็บปวดนี้แม้แต่แรงที่จะเอ่ยออกมาก็ไม่มีแล้ว
เมื่อเปลี่ยนกลับไปยังในห้องพักของนักการ
เจ้าของเดิมนอนขดตัวอยู่บนเตียงเพียงลำพัง ลูบไล้ลงบนตราประทับบนหน้าผาก เพื่อที่อยู่จะอยู่สำนักชิงอวิ๋นต่อ เขาในวันนี้เลือกที่จะเป็นทาสกระบี่
ในใจส่วนลึกของเขาอดหวาดหวั่นออกมาไม่ได้ ตรงระหว่างคิ้วนั้นบางคราวก็นำความเจ็บปวดมาให้เขา ทำให้เขายากที่จะหลับตาลงได้
แต่เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ก็ค่อย ๆ หลับลงไป
กลางดึกสงัด เจ้าของเดิมถูกกลุ่มนักการโยนออกมาด้านนอกอย่างแรงจนตื่นขึ้นมา
ด้านนอกของห้องพักนั้นฝนกำลังตกหนัก ทั่วทั้งกายของเจ้าของเดิมนั้นตั้งแต่บนล่างเปียกโชกไปหมด เอ่ยออกมาอย่างไม่เข้าใจว่า “พวกเจ้าจะทำอะไรกัน?”
“ไสหัวไป ที่นี้เป็นห้องพักของนักการ ไม่ใช่ที่ที่ทาสกระบี่อย่างเจ้าจะอยู่ได้”
“เจ้ากลายเป็นทาสกระบี่ไปแล้ว ยังคิดจะนอนที่เดียวกับพวกข้าอีก?”ท่ามกลางพายุกระหน่ำนั้น เจ้าของเดิมรู้สึกหนาวเหน็บไปทั่วทั้งกาย ไม่ว่าจะเช็ดสักกี่ครั้งก็ไม่อาจเช็ดฝนบนใบหน้าเขาได้หมด
ดวงตาพร่ามัวที่มองผ่านสายฝนไปยังเหล่านักการที่อยู่ใต้หลังคา
เจ้าของเดิมเอ่ยขอร้องออกมาอย่างอ่อนแรง “ต่อให้จะขับไล่ข้าไป รอจนฝนหยุดแล้วค่อยไปได้หรือไม่ คืนนี้ก็ให้ข้าพักต่ออีกสักคืนได้หรือไม่”
“ไสหัวไป รีบไสหัวไป เจ้าที่เป็นทาสกระบี่ จะมีสิทธิ์อะไรที่จะพักรวมกันกับพวกเรา”
“นี้เป็นขยะของเจ้า ไสหัวไปซะ”
มีคนนำเอาห่อผ้าของหลินอวิ๋น โยนออกมาจากในห้องปัง! กลุ่มของนักการ ปิดประตูลงในทันที
กลางดึก ท่ามกลางห่าฝนที่เทลงมา
เจ้าของเดิมหอบเอาห่อผ้ามาไว้ในอ้อมอก ทั่วทั้งกายเปียกโชกราวกับตกอยู่ในน้ำ ความหนาวเหน็บและเงียบเหงาห่อหุ้มเขาเอาไว้ด้านใน
เขาก็เหมือนกับหลินอวิ๋นในตอนนี้ กัดริมฝีปาก ไม่ส่งเสียงใดออกมาก็หมุนกายจากไป
ภาพนั้นค่อย ๆ จางหายไป หลินอวิ๋นลืมตาขึ้นมา มองไปยังหม่าขุยแล้วเอ่ยออกมา “หาพบแล้วหรือยัง?”
“ข้า!”
หม่าขุยเอ่ยออกมาได้เพียงแค่คำเดียว ก็แข็งค้างไม่อาจที่จะเอ่ยออกมาต่อไปได้ เขาค้นหาอะไรไม่พบจริง ๆและในเวลานี้นี่เอง เขาก็มองเห็นถุงเก็บของตรงบริเวณเอวของหลินอวิ๋น ดวงตาเป็นประกายเอ่ยออกมา “ถุงเก็บของ อาวุธลับของเจ้า จะต้องซ่อนอยู่ในถุงเก็บของเป็นแน่!”
ไร้สาระ!
ทุกคนต่างก็รู้ดีว่า การเปิดถุงเก็บของจะทำให้เสียสมาธิได้ อีกทั้งยังใช้เวลาอีกเล็กน้อย
หากว่าเขาทำสิ่งเหล่านี้ในระหว่างการประลองแล้ว ก็คงจะไม่อาจหลบซ่อนสายตาไปได้
“หากว่าถุงเก็บของนี้เองก็ไม่มีอาวุธลับเล่า เจ้าคิดจะทำอย่างไรต่อ?”
หลินอวิ๋นมองไปยังหม่าขุยแล้วเอ่ยถามเสียงเคร่งขรึมออกมา
“หากว่าถุงเก็บของนี้เองก็ไม่มีอาวุธลับ ข้าหม่าขุยจะคุกเข่าลงขออภัยเจ้า!”
หม่าขุยที่ขึ้นขี่หลังเสือแล้วก็ยากที่จะลงมา ในใจร้อนรนเป็นอย่างยิ่ง จะต้องมีอาวุธลับซ่อนอยู่ ไม่เช่นนั้นแล้วมือของข้าจะได้รับบาดเจ็บได้อย่างไรกัน
“เอาอย่างที่เจ้าว่า”
หลินอวิ๋นนำเอากระบี่บุปผามรณะออกมาจากถุงเก็บของ ถือเอาไว้ในมือ จากนั้นนำสิ่งของต่าง ๆ ออกมา
เขารู้สึกยุ่งยากอยู่เล็กน้อย ที่จะหยิบของทั้งหมดในถุงเก็บของออกมาไว้ในมือ
จึงเขย่าลงมาเสียเลย!
สมบัติเงินทองมากมายถูกเทหล่นลงมา แสงแดดสาดส่องเกิดแสงแวววาวกระทบดวงตาผู้คนมากมายนอกจากสมบัติล้ำค่าแล้ว ก็ยังมีศิลาวิญญาณระดับต่ำมากกว่าพันเม็ดที่สะดุดตายิ่งนัก
ศิษย์นอกสำนักที่อยู่ด้านล่าง กลืนน้ำลายลงไป ไม่คิดเลยว่าหลินอวิ๋นจะมีทรัพย์สมบัติมากถึงเพียงนี้ดวงตาเพียงแค่ยกขึ้นก็จ้องมองไปยังศิลาวิญญาณเหล่านั้น และยังมีสมบัติเงินทองละลานตา
นอกจากสองอย่างนี้แล้ว อย่างอื่นล้วนแต่เป็นสิ่งของเล็ก ๆ ที่ไม่สะดุดตา ยาลูกกลอน เสื้อผ้า อาหารแห้ง ชิ้นส่วนของสัตว์อสูร ล้วนมีหมด
แต่ว่าไม่มีอาวุธลับอย่างที่หม่าขุยคิดเอาไว้!
“เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน!”
หม่าขุยราวกับว่าจะเป็นบ้าไปเสียแล้ว ค้นหาด้านในนั้นอีกครั้ง และในตอนที่พบว่าภาพภาพหนึ่งกำลังจะเปิดออกมานั้น
หลินอวิ๋นก็ขมวดคิ้วขึ้น ส่งเสียงตะโกนออกมาในทันที “หยุดนะ!”
“ฮา ฮา ฮา อาวุธลับจะต้องอยู่ในนี้เป็นแน่!”
ดวงตาของหม่าขุยเป็นประกาย แต่กลับไม่ได้สนใจต่อหลินอวิ๋น ยื่นมือออกไปเปิดม้วนภาพนั้น
ปัง!
ลมกรรโชกแรงขึ้น เห็นเพียงกระบี่บุปผามรณะในมือของหลินอวิ๋นหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง
วินาทีถัดมา หลินอวิ๋นถือกระบี่เอาไว้ แล้วใช้ฝักแทงไปยังหม่าขุย
ตัวกระบี่ที่มาพร้อมกับหลินอวิ๋น รวดเร็วราวกับสายฟ้าฟาด หม่าขุยที่เพิ่งจะหมุนกายกลับมาก็ถูกฝักของกระบี่กระแทกเข้าอย่างแรง
ฟรึ่บ!
จากนั้นก็กระอักเอาเลือดสดออกมา คนก็เป็นราวกับกระสอบทรายลอยออกไป หลังจากที่ล่วงลงสู่พื้นอย่างแรงแล้ว ก็ส่งเสียงคำรามออกมาอยู่หลายครั้ง
ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้ใดต่างก็ไม่คาดคิดว่า หลินอวิ๋นที่สีหน้าดูสงบนิ่งมาโดยตลอดจู่ ๆ ก็ลงมือออกมา
และเมื่อลงมือ ก็โหดร้ายเช่นนี้
“ทักษะกระบี่วายุเชี่ยว!”
“นี้เป็นกระบวนท่าสังหารของทักษะกระบี่วายุเชี่ยว รวบรวมกระบี่กลายเป็นลม!”
ด้านล่างจู่ ๆ ก็เกิดเสียงร้องตะโกนดังตกใจขึ้นมา กลับมีคนรู้จักกระบวนท่ากระบี่ของหลินอวิ๋น ทำให้เกิดความโกลาหลขึ้นมาในทันที
ก่อนหน้านี้บางคนคิดว่าที่หลินอวิ๋นฝึกฝนทักษะกระบี่วายุเชี่ยวจนสำเร็จนั้นเป็นเพียงแค่เรื่องหลอกลวง และเป็นเพียงแค่การเอาชนะตนเองเท่านั้น
“หลินอวิ๋น ข้าไม่เปิดม้วนภาพออกมา แต่จะขอตรวจสอบใหม่อีกรอบได้หรือไม่”
ผู้ตัดสินหยิบม้วนภาพที่ตกลงบนพื้น มองไปยังหลินอวิ๋นแล้วเอ่ยถามออกมา
หลินอวิ๋นไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาอีก เพียงพยักหน้าเงียบ ๆ
และหลังจากที่สัมผัสลงไปอยู่สองสามครั้งแล้ว เมื่อผู้ตัดสินได้ทำการตัดสินออกมาแล้ว ก็มายังเบื้องหน้าหม่าขุยที่ลุกขึ้นมาได้แล้ว
“นี้เป็นเพียงแค่ม้วนภาพธรรมดา ๆ เท่านั้น หากว่าเจ้าไม่เชื่อแล้ว ก็ลองมาสัมผัสด้วยตนเองดู”
หม่าขุยรับม้วนภาพมาแล้ว ก็สัมผัสมันอย่างระมัดระวัง และจากการสัมผัสของเขาแล้ว
ใบหน้าก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไปไม่น่าดูขึ้นมา และเมื่อแน่ใจแล้วว่าเป็นเพียงแค่ม้วนภาพธรรมดา ๆ เท่านั้น สีหน้าซีดขาวลง
ม้วนภาพในมือ สั่นไหวแล้วตกลงบนพื้น
เมื่อคิดถึงคำพูดของตนเมื่อครู่นี้ ก็ทำให้เขาตื่นตกใจขึ้นมา มองลงไปด้านล่างของแท่นประลองด้วยความตื่นตระหนก
กลุ่มคนที่ตะโกนร้องเสียงดังก่อนหน้านี้ ต่างก็พากันก้มหน้าลงด้วยความละอายใจ ไม่กล้ามองสบตาหม่าขุย
เมื่อมาถึงตอนนี้ ผู้ใดจะยังกล้าสนับสนุนหม่าขุยอีก ไม่ใช่ว่าจะกลายเป็นเรื่องตลกไปหรอกหรือ
ดวงอาทิตย์ร้อนแรงที่แผดเผาลงบนศีรษะนั้น กลับทำให้หม่าขุยรู้สึกได้ว่าทั่วทั้งกายหนาวเหน็บจนถึงขั้นที่มีเหงื่อเย็นไหลซึมออกมา
“ศิษย์น้องหลินอวิ๋น ข้า... เมื่อครู่นี้เป็นข้าที่ล่วงเกินเจ้าแล้ว หากว่าคำของข้าไม่น่าฟัง ไม่ใช่ไม่ใช่ เป็นศิษย์พี่หลินอวิ๋น ศิษย์พี่หลิน... ”
หม่าขุยเอ่ยคำพูดไม่ออกขึ้นมา สีหน้าไม่น่าดูราวกับกลืนยาขม ๆ เข้าไป
เมื่อสวมใส่ชุดของสำนักแล้ว หลินอวิ๋นไม่แม้แต่จะมองไปยังหม่าขุยก็หมุนกายกลับไป และมีเพียงแค่สองคำเท่านั้นที่ลอยออกมาเบา ๆ
“คุกเข่า”
-โปรดติดตามตอนต่อไป-