ลมหายใจสีขาวหลุดจากริมฝีปากของเยี่ยซิงเหอแล้วแตกสลายกลางลมเหนือก่อนที่เขาจะกักมันไว้ครบเก้าจังหวะ
ความอุ่นซึ่งควรไหลจากท้องน้อยขึ้นสู่กลางอกหายวับไปพร้อมกันราวกับหยดน้ำตกลงในบ่อไร้ก้นชายโครงซ้ายพลันบีบรัดจนเด็กหนุ่มต้องวางฝ่ามือลงบนพื้นแข็งเพื่อมิให้ร่างคว่ำหน้า
รอบลานฝึก เสียงไม้กระบองกระทบกันหยุดลงทีละคู่
เยี่ยซิงเหอไม่ต้องเงยหน้าก็รู้ว่าทุกคนกำลังมอง
หิมะเมื่อคืนจับอยู่ตามร่องแผ่นหินเด็กหนุ่มรุ่นเดียวกันสิบกว่าคนยืนล้อมเตาถ่านใบเล็กหลังฝึกเสร็จ บ้างมีไออุ่นบางๆ ลอยจากแขนเสื้อ บ้างมีผิวหน้าแดงเรื่อจากปราณที่เพิ่งเดินครบหนึ่งรอบมีเพียงเขาซึ่งคุกเข่ากลางลาน เสื้อป่านชื้นเหงื่อทั้งที่ลมหนาวกัดถึงกระดูก
“หกรอบแล้วกระมัง” เด็กชายบุตรนายพรานเอ่ยขึ้น“คราวนี้เ้าดึงปราณไว้ได้นานเท่าใด”
ไม่มีผู้ใดตอบแทน แต่เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังจากข้างเตา
เยี่ยซิงเหอยันตัวลุกเขาปัดเกล็ดน้ำแข็งออกจากเข่าแล้วกล่าวว่า “นานพอให้ข้ารู้ว่ารอบที่เจ็ดยังทำได้”
เด็กชายคนนั้นยิ้มมุมปาก “อีกสามวันเป็การทดสอบใหญ่ผู้ตรวจจากเมืองมิได้นั่งรอเ้านับถึงรอบที่เจ็ด”
“ถ้าเช่นนั้นข้าจะล้มให้เสร็จก่อนเขารำคาญ”
คำตอบทำให้บางคนหลุดหัวเราะจริง ๆทว่าคราวนี้มิได้มีแต่ความเยาะเย้ยหญิงวัยกลางคนซึ่งดูแลลานฝึกเคาะด้ามไม้ไผ่กับเสาหินดังปึก
“พอแล้ว” นางกวาดตามองพวกเด็ก “ผู้ใดเดินปราณครบก็เก็บเบาะผู้ใดยังไม่ครบให้กลับไปฝึก มิใช่เอาปากของตนวัดเส้นปราณผู้อื่น”
ผู้คนแยกย้ายแต่คำว่าไร้ปราณยังตามเยี่ยซิงเหอข้ามลานเหมือนเงาบนหิมะ
มันมิใช่คำใหม่ชาวโม่เหอเห็นเขาฝึกมาั้แ่แขนยังสั้นเกินกว่าจะยกถังน้ำผ่านฤดูหนาวสิบกว่าครั้ง เขาจำท่าหายใจได้เร็วกว่าผู้อื่นแบกฟืนขึ้นเขาได้ไกลกว่าผู้อื่น และอดทนต่อความเจ็บได้จนผู้ใหญ่หลายคนต้องส่ายหน้าทว่าเมื่อถึงคราวดึงปราณ ฟ้าดินรอบกายกลับทำเหมือนเขาไม่มีตัวตน
เด็กคนอื่นล้มเหลวแล้วเริ่มใหม่ส่วนเขาล้มเหลวแล้วถูกถามว่าเหตุใดจึงยังไม่เลิก
เยี่ยซิงเหอเดินไปเก็บเบาะฟางผืนสุดท้าย ชายโครงยังปวดหนึบทุกครั้งที่ก้ม ความเจ็บจะลากเป็สายขึ้นมาถึงหัวใจ เขารู้ดีว่าควรหยุดแต่เมื่อเห็นเกล็ดน้ำแข็งละลายอยู่บนเบาะ เขากลับนึกถึงแสงจาง ๆรอบฝ่ามือของเด็กคนอื่น
เขานั่งลงอีกครั้ง
หญิงดูแลลานขมวดคิ้ว “ซิงเหอ”
“อีกหนึ่งรอบขอรับ”
“ร่างของเ้ากำลังเตือน”
“ข้าก็ได้ยิน” เขาวางสองมือบนเข่า“แต่ข้ายังไม่เข้าใจว่ามันเตือนเื่ใด”
นางมองเขาครู่หนึ่ง ก่อนโยนผ้าหนาเก่า ๆ มาคลุมไหล่ “หนึ่งรอบหากล้มอีก วันนี้เ้าต้องกลับเรือน”
เยี่ยซิงเหอพยักหน้า เขาหลับตา ฟังเสียงลมลอดรั้วไม้เสียงกวาดหิมะหน้าห้องเก็บธัญพืช และเสียงกีบลาที่กำลังลากเกวียนผ่านทางดินตามตำราพื้นฐาน ปราณฟ้าดินอยู่ในทุกลมหายใจผู้ฝึกเพียงเปิดทางให้มันไหลเข้าจุดรวมใต้สะดือ จากนั้นจึงพาไปตามเส้นปราณรอบเล็ก
เขาทำถูกทุกขั้น
ลมหายใจแรกสงบ ลมหายใจที่สองอุ่นขึ้นเล็กน้อยเมื่อถึงลมหายใจที่สาม เยี่ยซิงเหอััได้ถึงบางสิ่งตรงปลายนิ้ว มิใช่ความร้อนมิใช่ความเย็น หากหนักแน่นเหมือนเม็ดทรายโลหะซ่อนอยู่ในกระแสลม
หัวใจเขาเต้นแรง
เด็กหนุ่มมิได้รีบดึง เขาค่อย ๆประคองความรู้สึกนั้นเข้าหาฝ่ามือ ทว่าทันทีที่มันแตะผิว กลางอกกลับว่างโหวงแรงทั้งหมดถูกกระชากหายเข้าไปในร่างก่อนจะถึงเส้นปราณสายแรก
ความเจ็บะเิตรงชายโครง
เยี่ยซิงเหอลืมตา ร่างเอียงไปข้างหนึ่ง ฝ่ามือครูดพื้นจนผิวแตกเืสามหยดตกบนหิมะ
เสียงหัวเราะซึ่งเหลืออยู่ริมลานเงียบลง
หญิงดูแลลานก้าวเข้ามาแต่ชายชราในเสื้อคลุมสีหม่นผู้หนึ่งมาถึงก่อนไม้เท้าไผ่ของเขาสอดใต้รักแร้เด็กหนุ่มแล้วดีดเพียงเบา ๆร่างของเยี่ยซิงเหอก็กลับมาตั้งตรง
“ถ้าจะล้ม จงเลือกพื้นนุ่มกว่านี้” ผู้เฒ่าโม่กล่าวกลิ่นสุราอ่อน ๆ ติดอยู่ในลมหายใจ “หน้าของเ้าแข็งไม่เท่าหินลาน”
“ท่านมาช้า” เยี่ยซิงเหอสูดลมหายใจผ่านไรฟัน
“ข้ามาเร็วพอเก็บเ้ากลับเรือน”
“ข้ายังเดินได้”
“นั่นเป็ข่าวร้ายของข้า” ชายชราหันไปทางหญิงดูแลลาน“วันนี้เขาสร้างความรำคาญเท่าใด”
“มากกว่าปราณที่สร้างได้” นางตอบ แต่ยื่นผ้าสะอาดให้“แผลมือไม่ลึก ชายโครงน่าห่วงกว่า”
ผู้เฒ่าโม่รับผ้า เขามิได้ถามเด็กหนุ่มว่าปวดหรือไม่เพียงใช้นิ้วสองนิ้วกดลงตรงข้อมือ แล้วเลื่อนมาหยุดใต้ข้อศอกสายตาขุ่นมัวซึ่งดูเหมือนเมาค้างอยู่เสมอพลันนิ่งสนิท
เยี่ยซิงเหอสังเกตเห็น เพียงครู่เดียวเท่านั้นก่อนชายชราจะปล่อยมือ
“กลับ”
“ข้าต้องถามเื่บัญชีทดสอบ”
“บัญชียังไม่ปิด” หญิงดูแลลานกล่าว“แต่ผู้คุมลานบอกว่าผู้ซึ่งดึงปราณไม่ได้ไม่ควรเสียตำแหน่งของผู้อื่น”
เยี่ยซิงเหอหันมองนาง “กฎเขียนเช่นนั้นหรือ”
“กฎเขียนว่าคนในวัยทดสอบทุกคนมีสิทธิ์วางมือบนศิลาทว่าในหลายปีมานี้ ผู้คุมคัดชื่อก่อนเพื่อลดเวลา”
“ข้าก็เป็คนในวัยทดสอบ”
เด็กชายบุตรนายพรานซึ่งยังมิได้ไปไกลพูดแทรก“แต่เ้าไม่มีปราณให้ศิลาอ่าน การยืนต่อแถวของเ้าจะเปลี่ยนอะไร”
เยี่ยซิงเหอมองเืบนฝ่ามือตน แล้วตอบโดยไม่ขึ้นเสียง“อย่างน้อยผลซึ่งเขียนลงบัญชีจะเป็ผลจากศิลา มิใช่จากปากเ้า”
สีหน้าของอีกฝ่ายแข็งขึ้น ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
ผู้เฒ่าโม่ถอนใจ“ปากของเ้าสร้างศัตรูได้เร็วกว่าร่างสร้างปราณจริง ๆ”
“ท่านสอนให้ข้าพูดความจริง”
“ข้าสอนให้เ้ารู้ว่าเมื่อใดควรพูด”
“ข้ายังเรียนไม่จบ”
มุมปากชายชรากระตุกคล้ายจะยิ้ม เขาหันไปกล่าวกับหญิงดูแลลานว่า“เก็บกฎเก่าฉบับที่มีตราผู้ใหญ่บ้านไว้ สามวันให้หลังหากพวกคนจากเมืองถามว่าเหตุใดเด็กไร้ปราณจึงมายืนหน้าศิลาจงบอกว่าคนแก่ผู้หนึ่งี้เีฟังเขาบ่นไปตลอดชีวิต”
หญิงวัยกลางคนพยักหน้า “ข้ารักษากฎให้ได้ แต่รักษาผลให้มิได้”
“เท่านั้นก็พอ” เยี่ยซิงเหอตอบก่อนผู้เฒ่าโม่
ชายชราเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง แล้วใช้ไม้เท้าเคาะน่อง “เดิน”
ทางกลับเรือนเลียบลำธารซึ่งจับน้ำแข็งบางส่วนบ้านโม่เหอเรียงลดหลั่นตามเชิงเขา หลังคาฟางขาวโพลนจากหิมะควันจากเตาไฟลอยต่ำเพราะเมฆหนัก ชาวบ้านที่พบระหว่างทางต่างทักผู้เฒ่าโม่บางคนมองมือมีเืของเยี่ยซิงเหอแล้วถอนใจบางคนรีบหลบสายตาเหมือนกลัวความล้มเหลวจะติดไปกับตน
หญิงชราหน้าเรือนดินเรียกเขาไว้ นางยื่นห่อสมุนไพรแห้งให้“ต้มกับน้ำสองถ้วยให้เหลือหนึ่งถ้วย แก้ช้ำได้”
เยี่ยซิงเหอรับด้วยสองมือ “ขอบคุณท่านยาย”
“เ้าไม่ต้องฝืนจนกระดูกหักจึงจะพิสูจน์ว่าขยัน”
“ข้ารู้”
ผู้เฒ่าโม่แค่นเสียง “หากเขารู้ ข้าคงมีสุราเหลือมากกว่านี้”
หญิงชราตีแขนเขาด้วยไม้กวาดหนึ่งที แล้วหันเข้าบ้านเสียงหัวเราะของคนข้างทางช่วยให้ความหนาวเบาลงชั่วคราว
เยี่ยซิงเหอรักหมู่บ้านนี้ด้วยเหตุเช่นนั้นผู้คนซึ่งเรียกเขาว่าไร้ปราณก็เป็คนกลุ่มเดียวกับผู้ยื่นสมุนไพร แบ่งฟืนและช่วยซ่อมหลังคาในวันที่พายุพัด พวกเขามิได้เลวร้ายเพียงเชื่อสิ่งที่เห็นซ้ำมาหลายปี
นั่นกลับทำให้เขาเจ็บกว่าเดิม
หากคนชั่วดูแคลน เขายังเกลียดตอบได้แต่เมื่อคนดีมองเขาด้วยความสงสาร เขาไม่รู้ควรวางความรู้สึกนั้นไว้ที่ใด
เรือนของผู้เฒ่าโม่อยู่ท้ายหมู่บ้าน ติดป่าสนและลานหินเล็ก ๆชายชราผลักประตูรั้ว พอเข้าถึงห้องกลางก็สั่งให้เด็กหนุ่มถอดเสื้อ
“แผลอยู่ชายโครง มิได้อยู่ศักดิ์ศรี”เขากล่าวเมื่อเห็นซิงเหอลังเล “อย่างหลังข้ารักษาไม่เป็”
เยี่ยซิงเหอถอดเสื้อป่านออกรอยช้ำสีม่วงทอดจากชายโครงซ้ายไปถึงกลางอก ผู้เฒ่าโม่บดสมุนไพรผสมกับสุราแล้วทาลงบนผิว ความเย็นแทรกก่อนเปลี่ยนเป็ร้อนแสบ
“ครั้งนี้มันหายไปตรงใด” ชายชราถาม
“เหมือนทุกครั้ง”
“คำตอบี้เี”
เยี่ยซิงเหอหลับตาทบทวน “ข้ารู้สึกถึงเม็ดหนัก ๆ ในลมพอมันแตะฝ่ามือ กลางอกก็ว่าง แล้วทุกอย่างถูกดึงเข้าไป ไม่มีสิ่งใดถึงเส้นปราณ”
มือของผู้เฒ่าโม่หยุดเพียงเสี้ยวลมหายใจ
“ท่านเคยได้ยินหรือ”
“เคยได้ยินคนฝึกผิดแล้วหาเื่โทษฟ้าดิน”
“ข้ามิได้โทษฟ้าดิน”
“เช่นนั้นก็ดี ฟ้าดินไม่มีหูฟังเ้า”
เยี่ยซิงเหอลืมตา “ท่านตอบไม่ตรงอีกแล้ว”
ผู้เฒ่าโม่พันผ้ารอบชายโครงแน่นขึ้นจนเขาสะดุ้ง“ความเจ็บตอบตรงกว่า ถ้าคืนนี้ยังปวด จงหยุดฝึก”
“แล้วอีกสามวันเล่า”
“เ้าก็ไปวางมือบนศิลา รับผล แล้วกลับมากินข้าว”
“หากผลเหมือนเดิม?”
“ข้าวก็ยังต้องกิน”
คำตอบธรรมดานั้นทำให้เยี่ยซิงเหอนิ่งไปเขามองมือเหี่ยวย่นของชายชราเห็นรอยด้านจากการจับกระบี่ซึ่งผู้เฒ่าโม่ไม่เคยยอมรับว่าเคยใช้ และเห็นแผลยาวจางๆ ใต้แขนเสื้อ ความสงสัยเดิมผุดขึ้นอีกครั้ง แต่ก่อนเขาจะถามเสียงตะกร้าหวายตกจากห้องเก็บของด้านหลังพลันดังโครม
ผู้เฒ่าโม่หันขวับ
ไม่มีลมในเรือน ประตูก็ปิดอยู่
ชายชราลุกเร็วกว่าคนวัยเดียวกันควรทำได้เขาผลักม่านเข้าไปในห้องเก็บของ เยี่ยซิงเหอกำลังจะตามแต่เสียงไม้เท้ากระแทกพื้นก็ดังขึ้น
“นั่งอยู่ตรงนั้น”
น้ำเสียงมิได้เมา มิได้ประชด
เยี่ยซิงเหอชะงัก
หลังม่าน ผู้เฒ่าโม่ยืนมองหีบไม้สนใบยาวซึ่งซ่อนใต้ฟืนแห้งฝาหีบสั่นเบา ๆ ราวมีแมลงติดอยู่ภายในทว่าคลื่นสั่นนั้นตรงกับจังหวะหัวใจของเด็กหนุ่มนอกห้องทุกครั้ง
ชายชราวางฝ่ามือบนฝา กลั้นลมหายใจ แล้วเปิดช่องเพียงหนึ่งชุ่น
คมกระบี่เก่าสีดำหม่นเผยออกมา สนิมกินตามสันแต่ใต้สนิมมีเส้นแสงทองบางเท่าเส้นผมแล่นผ่านก่อนจะดับเมื่อเยี่ยซิงเหอสูดหายใจลึก
ดวงตาของผู้เฒ่าโม่มืดลง
“ยังไม่ถึงเวลา” เขาพึมพำกับสิ่งในหีบ
เขาพันหีบด้วยผ้าหยาบสองชั้นย้ายมันไปซ่อนหลังไหสุราที่ไม่มีผู้ใดแตะ จากนั้นจึงเก็บตะกร้าคว่ำทับรอจนแน่ใจว่าความสั่นหยุดแล้วจึงกลับออกมา
เยี่ยซิงเหอมองมือเขา “อะไรตก”
“ความขยันของเ้า ทำของในเรือนข้ากลัวจนล้ม”
“ข้าได้ยินเสียงโลหะ”
“ไหสุราข้าก็มีค่าเหมือนโลหะ”
“ไหทำจากดิน”
ผู้เฒ่าโม่นั่งลง หยิบจอกมารินสุราหน้าตาเฉย“ด้วยเหตุนี้ข้าจึงไม่ให้เ้าดื่ม เ้าชอบโต้เถียง”
เยี่ยซิงเหอมิได้ถามต่อ เขารู้ว่าถ้าชายชราเลือกปิดปากต่อให้เอาคีมง้างก็ได้เพียงคำประชด แต่ความเงียบครั้งนี้ต่างจากทุกครั้งผู้เฒ่าโม่มิได้ปิดบังเพราะรำคาญ เขากำลังกลัวบางอย่าง
และสิ่งนั้นตอบสนองในเวลาเดียวกับความเจ็บกลางอกของเขา
ยามเย็น หิมะเริ่มตกอีกระลอกเยี่ยซิงเหอนั่งผ่าฟืนใต้ชายคาเพราะถูกห้ามฝึกปราณ การยกขวานทำให้แผลชายโครงตึงเขาจึงลดแรงและใช้รอยแตกของเนื้อไม้แทนกำลัง ทุกครั้งที่คมเหล็กลงตรงแนวฟืนจะแยกด้วยเสียงสั้นสะอาด
เด็กสองคนวิ่งผ่านรั้วแล้วชะลอฝีเท้า
“พี่ซิงเหอ” คนเล็กถาม “ท่านจะไปทดสอบจริงหรือ”
“จริง”
“ถ้าศิลาไม่ส่องแสงอีกเล่า”
ขวานหยุดค้างเหนือท่อนไม้
เยี่ยซิงเหอมองใบหน้าซื่อตรงของเด็กน้อยเขามิได้ยินความเยาะเย้ย มีเพียงความสงสัย หากเขาตอบว่าตนจะชนะ เขาก็กำลังโกหกหากตอบว่าไม่สำคัญ เขาก็โกหกยิ่งกว่า
“ข้าจะได้รู้ว่าต้องถามสิ่งอื่น” เขาตอบในที่สุด
“ถามใคร”
“ยังไม่รู้”
เด็กทั้งสองรับคำอย่างจริงจังแล้ววิ่งต่อไปผู้เฒ่าโม่ซึ่งนอนเอนอยู่ข้างเตาเปิดตาขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่พูดอะไร
ครั้นฟ้ามืด ฆ้องจากเรือนประชุมหมู่บ้านดังขึ้น
เคร้ง—
เสียงแรกกลิ้งผ่านหลังคาหิมะ ผู้คนเปิดประตูเรือน
เคร้ง—
เสียงที่สองสะท้อนจากหน้าผา ฝูงนกบนต้นสนแตกตื่นบินขึ้น
เคร้ง—
เสียงที่สามหนักแน่นกว่าสองครั้งก่อนแล้วเสียงผู้ประกาศก็ดังตามลม
“อีกสามวัน เมื่อหิมะหยุด ผู้ตรวจจากเมืองจะเปิดการทดสอบใหญ่ผู้มีอายุถึงเกณฑ์ทุกคนจงมารวมที่ลานก่อนยามเฉินผู้ขาดชื่อให้แจ้งต่อผู้คุมลานก่อนปิดบัญชี!”
เยี่ยซิงเหอวางขวานลง
ตามทางดิน ชาวบ้านเริ่มพูดคุยกัน บิดามารดาเรียกลูกเข้าบ้านบางเรือนจุดตะเกียงเพิ่มเพื่อเตรียมเสื้อผ้าและตราประจำตัวข่าวการล้มกลางลานของเขาคงเดินทางเร็วกว่าฆ้องเสียอีกพรุ่งนี้ทุกคนจะรู้ว่าเด็กไร้ปราณยังคิดแย่งที่ยืนหน้าศิลา
ชายโครงปวด ฝ่ามือแสบและในห้องเก็บของมีเสียงโลหะที่ผู้เฒ่าโม่ไม่ยอมอธิบาย
เขามีเหตุผลมากพอจะหลบอยู่ในเรือน
เยี่ยซิงเหอกลับลุกขึ้น สวมเสื้อคลุม แล้วเปิดประตูรั้ว
“จะไปที่ใด” ผู้เฒ่าโม่ถามจากข้างเตา
“ไปดูบัญชี”
“ยังไม่ทันข้ามคืน”
“หากชื่อข้าหาย อย่างน้อยข้าจะรู้ก่อนผู้ใด”
ผู้เฒ่าโม่มองแผ่นหลังตรงของเขาผ่านประตูดวงตาหยุดอยู่ตรงตำแหน่งใต้สะบักซึ่งเสื้อป่านปิดไว้ แล้วกล่าวช้า ๆ ว่า “ซิงเหอศิลาเงียบ มิได้หมายความว่าคนผู้หนึ่งไร้ค่า”
เด็กหนุ่มหันกลับ “ข้ารู้”
“เ้ายังไม่รู้”
“เช่นนั้นข้าจะไปเรียนรู้ด้วยตนเอง”
เขาก้าวออกสู่หิมะ รอยเท้าคู่แรกจมลึกเพราะร่างยังอ่อนล้าแต่คู่ต่อไปมั่นคงขึ้นทีละน้อย
เื้ัม่าน ห้องเก็บของเงียบสนิทกระทั่งฆ้องครั้งสุดท้ายจางหาย กระบี่เก่าในหีบจึงสั่นอีกครา
คราวนี้เส้นแสงทองใต้สนิมมิได้ดับตามจังหวะหัวใจของเยี่ยซิงเหอ
มันชี้ตรงไปยังลานทดสอบกลางหมู่บ้าน