หลังจากออกจากบริเวณหน้าผาหิน กลุ่มนักล่าสมุนไพรเดินตามเส้นทางที่ลาดต่ำลงสู่หุบเบื้องล่าง ภูเขาสีดำทมิฬที่เคยตั้งตระหง่านอยู่รอบด้านค่อย ๆ ไกลออกไป ซอกหินแคบถูกแทนที่ด้วยพุ่มไม้และต้นไม้สูงใหญ่ที่ขึ้นหนาแน่นขึ้นทุกที
ยิ่งเดินลึกลงไป ความชื้นในอากาศก็ยิ่งเพิ่มขึ้น เถาวัลย์ทอดเลื้อยปกคลุมก้อนหินสองข้างทาง ไม่นานนัก พื้นที่เปิดโล่งเบื้องหลังก็ถูกผืนป่าหนาทึบกลืนหายไปจนหมดสิ้น
ระหว่างที่กลุ่มนักล่าสมุนไพรกำลังเดินทางต่อ เหวินซานกลับมีท่าทีเงียบขรึมผิดปกติ เขาแทบไม่ได้สนใจสมุนไพรหายากสองข้างทางเช่นเคย สายตาของเขาเหม่อลอยไปไกลราวกับกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องบางอย่าง ลุงเฉินที่เดินเคียงข้างสังเกตเห็นอาการนั้นจึงเอ่ยถาม "สหายเหวิน กำลังคิดสิ่งใดอยู่หรือ"
เหวินซานนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับช้า ๆ ว่า "หมากกระดานนั้น ข้ารู้สึกเหมือนมีบางอย่างซ่อนเร้นอยู่"
ลุงเฉินหัวเราะเบา ๆ "ข้าเล่นหมากไม่เป็น จึงไม่อาจตอบเจ้าได้ แต่ข้าเชื่อว่า ทุกสิ่งที่ผู้เฒ่าคนนั้นได้แสดงให้เจ้าเห็น ไม่มีสิ่งใดเลยที่จะเป็นเรื่องธรรมดาทั่วไป"
เด็กหนุ่มพยักหน้าตอบ แม้จะจากลานหินนั้นมาไกลแล้ว แต่ภาพกระดานหมากและตำแหน่งของเม็ดหมากทั้งหลายยังคงวนเวียนอยู่ในห้วงความคิดของเขา
คืนนั้น กลุ่มนักล่าสมุนไพรได้ตั้งค่ายพักแรมอยู่ริมลำธาร หลังจากผลัดเปลี่ยนเวรยามกันเรียบร้อยแล้ว ทุกคนต่างหลับสนิทด้วยความเหนื่อยล้า เหลือเพียงเสียงกองไฟที่แตกดังเป็นระยะ เหวินซานนั่งแยกตัวออกมาจากกลุ่มเล็กน้อย แสงจันทร์สาดส่องลงบนหน้ากระดาษสีเหลืองซีดในมือ เขาเปิดสมุดบันทึกออกแล้วเริ่มวาดกระดานหมากจากความทรงจำ
ตำแหน่งหมากทุกจุดถูกเขาวาดออกมาอย่างละเอียดเท่าที่สมองจะจดจำได้ แม้บางตำแหน่งจะยังไม่ชัดเจนนักแต่เขาก็รีบเขียนกำกับไว้ในสมุด
จากนั้นเหวินซานจึงเริ่มลากเส้นเชื่อมต่อเม็ดหมากแต่ละแบบเข้าด้วยกัน เขาวาดใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อทดลองความเป็นไปได้ต่าง ๆ จนเวลาล่วงเลยผ่านไปกว่าครึ่งคืน ต้วนต้วนที่นอนหลับอยู่ข้างกายคลานขึ้นมานั่งบนบ่าของเขา มันมองดูภาพวาดในกระดาษอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอาหัวชนเข้ากับแก้มของเขาพร้อมส่งเสียง "อึ๊บ..."
เหวินซานเผยรอยยิ้มบางออกมาพลางลูบหัวมันด้วยความเอ็นดู "ข้ายังไม่เข้าใจหรอก แต่วันหนึ่งข้าจะต้องเข้าใจสิ่งที่ซ่อนอยู่ในหมากกระดานนั้นให้ได้"
รุ่งเช้าวันถัดมา หมอกพิษยังคงปกคลุมหนาทึบทั่วผืนป่า กลุ่มนักล่าสมุนไพรเก็บค่ายกันอย่างขะมักเขม้นก่อนจะออกเดินทาง
ต้วนต้วนที่เกาะอยู่บนบ่าของเหวินซานยกหัวขึ้น "อึ๊บ..." มันสูดจมูกแรงหลายครั้งก่อนจะรีบหมอบลงกับไหล่ของเขา เด็กหนุ่มสัมผัสได้ทันทีว่าเจ้าตัวเล็กกำลังเตือนภัย เขาจึงยกมือขึ้นส่งสัญญาณให้ลุงเฉินหยุดเดิน ลุงเฉินรีบยกกำปั้นขึ้นเหนือศีรษะ นักล่าสมุนไพรทุกคนหยุดกึกพร้อมกัน
"มีอะไร" ลุงเฉินถามเบา ๆ
เหวินซานชี้ไปข้างหน้า "มีคน" ทุกคนรีบหมอบลงหลังกอไม้ ผ่านไปไม่นาน เงาร่างหลายสายก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางม่านหมอก คนเหล่านั้นสวมชุดสีดำสนิท ใบหน้าถูกปิดมิดชิดจนเห็นเพียงดวงตา แต่ละคนสะพายกระบี่และคันธนู เพียงแค่สายตากวาดมองก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นผู้ฝึกตนที่ผ่านการสังหารมานับครั้งไม่ถ้วน ลุงเฉินสูดลมหายใจเบา ๆ "คนพวกนี้... ไม่ใช่นักล่าสมุนไพร"
เหวินซานพยักหน้า ก่อนจะใช้ก้าวสายลมเคลื่อนตัวขึ้นไปบนกิ่งไม้ด้านหน้าเพื่อฟังบทสนทนาให้ชัดเจนขึ้น ลุงเฉินรีบตามขึ้นมา ทั้งสองซ่อนตัวอยู่หลังลำต้นใหญ่ ไม่นานนักเสียงของชายชุดดำคนหนึ่งก็ดังขึ้น
"ค้นทุกถ้ำให้ละเอียด อย่าให้ตกหล่นแม้แต่ที่เดียว"
อีกคนถามขึ้น "หากมันตายไปแล้วเล่า"
ชายร่างใหญ่ที่ดูเหมือนหัวหน้ากลุ่มแค่นหัวเราะ "ตาย? คนอย่างซูอวิ๋นเหอ... ยังไม่ตายง่าย ๆ หรอก"
เหวินซานกำหมัดแน่น ชายชุดดำอีกคนกล่าวเสียงต่ำ "ผ่านมาหลายวันแล้วยังหาไม่พบ นายท่านเริ่มไม่พอใจ"
หัวหน้ากลุ่มหรี่ตา "ต่อให้พลิกหุบเขาทั้งลูกก็ต้องหามันให้เจอ สิ่งที่นายท่านต้องการ ไม่ใช่ชีวิตของมันแต่เป็นตำรา"
ชายอีกคนถามกลับ "ตำราเล่มนั้น... สำคัญถึงเพียงนั้นเชียวหรือ"
หัวหน้ากลุ่มหัวเราะออกมา "สำคัญกว่าที่เจ้าคิด นายท่านบังเอิญพบพิษโบราณและใช้เวลาหลายสิบปีศึกษาจนสามารถนำพิษนั้นมาใช้ได้ พิษที่พวกเราใช้อยู่ในตอนนี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวของพิษโบราณเท่านั้น"
เขาหรี่ตาลง "หากตำราเล่มนั้นตกอยู่ในมือผู้อื่น ทุกสิ่งที่นายท่านสร้างขึ้นก็จะถูกทำลาย ตำราเล่มนั้นไม่เพียงบันทึกวิธีหลอมพิษโบราณ หากยังมีวิธีสลายพิษบันทึกไว้ครบถ้วน"
หัวหน้ากลุ่มกล่าว "เพราะฉะนั้น นายท่านจึงต้องได้ตำราเล่มนั้นกลับมา ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด นายท่านสูญเสียเพลิงวิญญาณไปแล้ว ตำราเล่มนี้คือความหวังสุดท้าย หากเสียมันไปอีก สิ่งที่ทุ่มเทมาหลายสิบปีก็จะสูญเปล่าทั้งหมด"
เหวินซานรู้สึกเหมือนเลือดทั้งร่างเย็นเฉียบ ที่แท้ศิษย์พี่ถูกไล่ล่าเพราะตำราเล่มนี้
ไม่นานนัก หัวหน้ากลุ่มก็ชี้ไปทางทิศเหนือ "แยกกันค้น หากพบร่องรอย ส่งสัญญาณมาให้ข้า"
"รับทราบ!" คนชุดดำทั้งหมดแยกย้ายกันหายเข้าไปในหมอก ป่าทั้งผืนกลับมาเงียบสนิทอีกครั้ง ลุงเฉินรออยู่ครู่หนึ่งจึงค่อยกระโดดลงจากต้นไม้ สีหน้าเคร่งเครียดกว่าที่เคย
ในห้วงความคิด เหวินซานพลันย้อนกลับไปยังภาพผู้คนในเหมืองที่ถูกทรมานด้วยเพลิงวิญญาณ เสียงกรีดร้องอันเจ็บปวดยังคงดังก้องอยู่ในความทรงจำ หากตำราเล่มนี้ตกไปอยู่ในมือคนผู้นั้น ไม่รู้ว่าจะมีผู้บริสุทธิ์อีกกี่ชีวิตต้องตกเป็นเหยื่อ
เด็กหนุ่มกำหมัดแน่น แววตาค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเด็ดเดี่ยว ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยสิ่งใด เขาจะไม่มีวันปล่อยให้ตำราเล่มนั้นตกกลับไปอยู่ในมือของคนพวกนี้เด็ดขาด
เหวินซานมองไปยังทิศเหนือ กำหมัดแน่นด้วยความรู้สึกเร่งร้อน หากศิษย์พี่ยังมีชีวิตอยู่ คนชุดดำเหล่านั้นก็อาจพบตัวนางได้ทุกเมื่อ
หลังเงาร่างของคนชุดดำลับหายไป ทั้งป่าก็กลับเข้าสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง แต่ความเงียบนั้นกลับให้ความรู้สึกหนักอึ้งและกดดันกว่าเดิมหลายเท่า ลุงเฉินทอดสายตามองไปทางทิศที่คนชุดดำหายไปก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง "สหายเหวิน คนพวกนั้นไม่ใช่คนที่พวกเราจะรับมือได้เลย"
นักล่าสมุนไพรที่เหลือต่างพยักหน้าเห็นด้วยอย่างพร้อมเพรียงกัน คนชุดดำแต่ละคนมีพลังวิญญาณสูงกว่าพวกเขามาก หากพลาดท่าถูกพบตัวเข้า คงไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะหนี
ลุงเฉินหันกลับมามองเหวินซานด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความลำบากใจ "ข้าติดค้างบุญคุณเจ้าอยู่ไม่น้อย แต่ข้ายังมีพี่น้องอีกหลายคนให้ต้องดูแล พวกเราคงไม่สามารถไปต่อกับเจ้าได้อีกแล้ว"
เขาไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองแม้แต่น้อย เขากลับประสานมือคำนับลุงเฉินอย่างจริงใจ "ลุงเฉินไม่จำเป็นต้องฝืนใจ ท่านพาข้ามาส่งถึงที่นี่ ก็นับว่าช่วยข้าไว้มากแล้ว"
ลุงเฉินยิ้มขื่น "พวกเราจะอ้อมไปทางตะวันตก แถบนั้นยังมีสมุนไพรที่ยังพอเก็บได้ อย่างน้อยก็จะได้ไม่เสียเที่ยว" เขาหยิบแผนที่หนังสัตว์เก่า ๆ ออกมาแล้วใช้นิ้วชี้ไปยังร่องเขาแห่งหนึ่ง "ส่วนเจ้า หากจะตามหาศิษย์พี่ คนชุดดำพวกนั้นมุ่งหน้าไปทางเหนือ"
เหวินซานพยักหน้า "ข้าจะระวังตัว"
ลุงเฉินตบไหล่เขาเบา ๆ ก่อนจะหัวเราะ "เด็กอย่างเจ้า... ข้าหวังว่าจะได้พบกันอีก เมื่อกลับออกจากหุบเขานี้"
เด็กหนุ่มยิ้มรับ "ต้องได้พบกันแน่นอน" ทั้งสองประสานมือคำนับลาให้แก่กัน จากนั้นกลุ่มนักล่าสมุนไพรเดินหายลับเข้าไปในป่าทางทิศตะวันตก ไม่นานนักบริเวณนั้นก็เหลือเพียงเหวินซานกับต้วนต้วนเท่านั้น เด็กหนุ่มมองป่ากว้างเบื้องหน้าก่อนถอนหายใจออกมา
หนอนอ้วนเงยหน้าขึ้นมองเขาแล้วร้อง "อึ๊บ!"
เหวินซานลูบหัวหนอนอ้วนเบา ๆ ก่อนหยิบป้ายประจำตัวของซูอวิ๋นเหอออกมาจากเสื้อ เขายื่นป้ายหยกไปไว้ตรงหน้าหนอนอ้วน "ต้วนต้วน... เจ้าพอจะตามหาศิษย์พี่ได้ไหม"
หนอนน้อยเอียงหัว ก่อนยื่นจมูกเข้าไปสูดดมป้ายหยกหลายครั้ง "ฟุด... ฟุด..." มันดมอย่างตั้งใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเงยหน้าขึ้นส่งเสียง "อึ๊บ!"
จากนั้นเจ้าหนอนอ้วนก็หมุนตัวอยู่สองสามรอบ สูดดมกลิ่นในอากาศสลับกับดมพื้นดินเป็นระยะ ราวกับกำลังแยกแยะกลิ่นที่เพิ่งจดจำไว้ ผ่านไปครู่หนึ่ง มันพลันหันไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ดวงตาเล็ก ๆ เป็นประกาย
"อึ๊บ!" ต้วนต้วนรีบกระดึบออกไปอย่างรวดเร็ว
เด็กหนุ่มไม่รอช้า รีบก้าวตามหลัง แต่เมื่อคลานไปได้เพียงไม่กี่สิบจั้ง ต้วนต้วนกลับหยุดกะทันหัน มันสูดจมูกแรง ๆ อีกหลายครั้ง "ฟุด... ฟุด..."
เหวินซานขมวดคิ้ว "กลิ่นปะปนกันหรือ..."
หนอนอ้วนยังคงนำหน้าต่อ มันหยุดดมเป็นช่วง ๆ บางครั้งก็ย้อนกลับทางเดิม บางครั้งก็เปลี่ยนเส้นทาง ราวกับกำลังพยายามแกะรอยกลิ่นที่เลือนรางอย่างยิ่ง เหวินซานไม่ได้เร่งเร้ามัน เพราะเขารู้ดีว่านี่อาจเป็นความหวังเดียวที่จะหาตัวซูอวิ๋นเหอพบก่อนพวกคนชุดดำ
หลังเดินต่อไปได้ราวครึ่งชั่วยาม ต้วนต้วนร้องเสียงดัง "อึ๊บ!" มันเร่งความเร็วขึ้นและหยุดอยู่หน้าโขดหินขนาดใหญ่ ที่พื้นดินด้านล่างมีหยดเลือดสีดำแห้งติดอยู่เพียงเล็กน้อย และข้าง ๆ กันนั้นเอง คือเศษชายเสื้อสีครามที่ถูกเกี่ยวกับกิ่งไม้
เหวินซานรีบหยิบขึ้นมาตรวจดู สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เพราะชายเสื้อผืนนี้เป็นแบบเดียวกับชุดศิษย์สายในของสำนัก เขากำเศษผ้าผืนนั้นไว้แน่น ดวงตาฉายแววมั่นใจ "ศิษย์พี่"
เด็กหนุ่มเก็บเศษชายเสื้อของซูอวิ๋นเหอเข้าไปในชายเสื้อ หัวใจของเขาสั่นระรัวด้วยความตื่นเต้น
"อึ๊บ!" ต้วนต้วนสูดจมูกอีกครั้งและกำลังจะคลานนำทางต่อ แต่จู่ ๆ มันกลับชะงักไป ทั้งตัวแข็งค้างราวกับถูกสาป
เหวินซานสีหน้าเปลี่ยนไปในทันที เด็กหนุ่มคว้าหนอนอ้วนแล้วรีบใช้ก้าวสายลม กระโดดขึ้นไปซ่อนบนกิ่งไม้ใหญ่สูงตระหง่าน แทบจะพร้อมกันนั้นเอง
"ฟิ้ว!"
ลูกธนูสีดำดอกหนึ่งพุ่งแหวกอากาศผ่านตำแหน่งที่เขายืนอยู่เมื่อครู่ไปปักเข้ากับต้นไม้จนทะลุทั้งลำต้น ไม้ยักษ์สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนใบไม้ร่วงกราว
"พบแล้ว!" เสียงเย็นเยียบดังขึ้นจากเบื้องล่าง ชายชุดดำหกคนทยอยปรากฏตัวออกมาจากทุกทิศทาง เหวินซานกวาดสายตาเพียงครั้งเดียวก็ประเมินได้ทันที ในหกคนนั้นมีผู้ฝึกตนจุดประกายวิญญาณขั้นสี่อยู่สองคน ส่วนที่เหลือเป็นจุดประกายวิญญาณขั้นสามทั้งหมด ต่อให้เขาหนีรอดจากคนหนึ่งได้ ก็ไม่มีทางฝ่าวงล้อมของทั้งหกไปได้ง่าย ๆ
หนึ่งในชายชุดดำแค่นหัวเราะ "เป็นเจ้าที่เก็บไป"
เขากัดฟันแน่น พวกมันย้อนกลับมาเร็วกว่าที่คิด หัวหน้าชายชุดดำเงยหน้ามองขึ้นมาบนกิ่งไม้ สายตาคมกริบราวกับกำลังมองเหยื่อที่หนีไม่พ้น "ลงมา แล้วส่งของที่เจ้าเก็บได้มาให้ข้า"
เหวินซานไม่ตอบกลับ เขาเพียงยกมือขวาขึ้นเบา ๆ แสงวาบสายหนึ่งกะพริบผ่านปลายนิ้ว ก่อนกระบี่เล่มหนึ่งจะปรากฏขึ้นในมือราวกับโผล่ออกมาจากอากาศ
ทันทีที่สิ้นเสียง ชายชุดดำสองคนก็ทะยานขึ้นต้นไม้พร้อมกัน กระบี่ทั้งสองเล่มฟันเข้าหาเหวินซานจากคนละด้าน
เหวินซานสูดลมหายใจลึก ก่อนก้าวเท้าออกเพียงครึ่งก้าว กระบี่ไร้ลักษณ์ เงากระบี่ไม้สั่นไหวราวกับหายวับไปกับสายลม
เคร้ง! เคร้ง! เสียงปะทะดังขึ้นสองครั้งติดกัน แม้ไม่มีผู้ใดเห็นชัดว่ากระบี่ของเขาเคลื่อนไหวเมื่อใด แต่คมกระบี่ของชายชุดดำทั้งสองกลับถูกเบี่ยงออกจากวิถีเดิมพร้อมกัน
อาศัยจังหวะนั้น เหวินซานใช้ก้าวสายลมเอนตัวหลบอย่างหวุดหวิด ก่อนถีบลำต้นไม้พุ่งไปยังอีกต้นหนึ่ง
"ตูม!" กระบี่ทั้งสองเล่มฟันใส่ลำต้นจนแตกกระจายเป็นเสี่ยง
"เร็วใช้ได้" ชายชุดดำพึมพำ อีกสามคนรีบกระโดดล้อมเข้ามา
เหวินซานรู้ว่าหากถูกล้อมสำเร็จ... คงจบสิ้นแน่ "ต้วนต้วน พิษของเจ้า"
"อึ๊บ!" เจ้าหนอนอ้วนกระโดดจากพื้นขึ้นมาเกาะบนไหล่ของเด็กหนุ่มในพริบตา ก่อนพองแก้มเล็ก ๆ จนกลม
ฟู่! มันพ่นละอองสีเทาอมเขียวออกมาจากปากเป็นสาย ละอองนั้นกระจายออกอย่างรวดเร็ว ก่อนขยายตัวกลายเป็นหมอกพิษหนาทึบปกคลุมพื้นที่โดยรอบในชั่วพริบตา กลิ่นสมุนไพรฉุนรุนแรงผสมกลิ่นพิษแผ่กระจายไปทั่วบริเวณ
เหวินซานรู้ดีว่าต้วนต้วนสามารถพ่นพิษได้ ตั้งแต่ครั้งที่มันช่วยรับมือราชางูพิษม่วง แต่หมอกพิษคราวนี้กลับเข้มข้นและรุนแรงกว่าครั้งก่อนหลายเท่า เขาอดนึกถึงผลไม้วิญญาณที่หนอนอ้วนกินจากชายชราไม่ได้ หรือว่านั่นจะเป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้
ชายชุดดำหลายคนสีหน้าเปลี่ยน "หมอกพิษ! ถอย!"
"อย่าสูดดมมัน!"
ทุกคนรีบโคจรพลังวิญญาณป้องกันร่างกาย พลางถอยห่างจากหมอกอย่างรวดเร็ว ไม่มีผู้ใดกล้าเสี่ยงพุ่งเข้าไปโดยไม่รู้ว่าหมอกพิษนั้นร้ายแรงเพียงใด
เหวินซานอาศัยจังหวะนั้นโคจรวิชาก้าวสายลมจนถึงขีดสุด
ร่างของเขาพุ่งทะยานผ่านม่านหมอก ราวกับสายลมก่อนหายลับเข้าไปในผืนป่าอย่างรวดเร็ว
ต้วนต้วนเกาะอยู่บนไหล่ ส่งเสียงอย่างภาคภูมิใจ "อึ๊บ!"
"อย่าให้มันหนี!" เสียงตะโกนดังตามหลังมาติด ๆ คนชุดดำทั้งหมดไล่ล่าอย่างรวดเร็ว เด็กหนุ่มวิ่งหนีไม่คิดชีวิต ผ่านไปครึ่งชั่วยาม ลมหายใจของเขาเริ่มถี่กระชั้น พลังวิญญาณในตันเถียนลดลงอย่างรวดเร็ว แต่เสียงฝีเท้าของศัตรูด้านหลัง... กลับใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ
"หยุด!" หัวหน้าชายชุดดำสะบัดฝ่ามือ พลังวิญญาณสีแดงพุ่งทะยานออกมาเป็นฝ่ามือยักษ์กลางอากาศ พุ่งตรงเข้าใส่แผ่นหลังของเหวินซานด้วยความเร็วราวสายฟ้า
ปัง!
เหวินซานเบิกตากว้าง แรงมหาศาลกระแทกเข้ากลางหลังจนเลือดลมปั่นป่วน ร่างทั้งร่างปลิวออกไปหลายจั้ง เลือดสดพุ่งออกจากปาก
แต่ในเสี้ยวอึดใจที่ฝ่ามือวิญญาณสัมผัสร่างของเขา เด็กหนุ่มกลับรู้สึกถึงความเย็นสายหนึ่งแทรกซึมเข้าสู่เส้นวิญญาณราวกับมีบางสิ่งกำลังไหลเวียนอยู่ในโลหิต
หัวหน้าชายชุดดำแสยะยิ้มมุมปาก "เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่า ฝ่ามือของข้าจะมีแค่พลังวิญญาณ"
เหวินซานกัดฟันแน่น แม้ยังไม่รู้ว่าอีกฝ่ายทำอะไร แต่เขาสัมผัสได้ว่าพลังวิญญาณในร่างเริ่มหมุนเวียนติดขัดผิดปกติ ราวกับมีพิษบางชนิดกำลังค่อย ๆ แพร่กระจาย
"อั่ก!"
เขาฝืนยันกายลุกขึ้น พลางกวาดสายตามองไปรอบด้าน เบื้องหน้าเป็นหน้าผาสูงชัน เบื้องซ้ายคือเหวลึก ส่วนเบื้องหลัง ชายชุดดำทั้งหกกำลังไล่ประชิดเข้ามาอย่างรวดเร็ว
ไม่มีทางหนีแล้ว…
ขณะนั้นเอง สายตาของเขาเหลือบไปเห็นรอยแยกแคบ ๆ บนหน้าผาซึ่งถูกเถาวัลย์ปกคลุมจนแทบมองไม่เห็น หากไม่ตั้งใจสังเกตก็คงคิดว่าเป็นเพียงรอยแตกของหิน
รอยแยกนั้นแคบมาก แคบพอให้คนผ่านได้เพียงครั้งละหนึ่งคนเท่านั้น
ดวงตาของเหวินซานเป็นประกายขึ้นทันที หากพวกมันตามเข้ามา จำนวนก็ไร้ความหมาย ช่องทางที่แคบเช่นนี้ทำให้ต่อให้ศัตรูมีสิบคน ก็เข้ามาได้เพียงคนเดียวในแต่ละครั้ง
"ยังพอมีโอกาส..."
เด็กหนุ่มกัดฟันพุ่งเข้าไปทันที
ฟ้าว!
เขาแหวกเถาวัลย์แล้วมุดเข้าไปในช่องแคบอย่างรวดเร็ว ภายในช่องแคบ เหวินซานชูกระบี่ขึ้น ก่อนพูดกับหนอนอ้วนด้วยน้ำเสียงเร่งรีบ "ต้วนต้วน... พ่นพิษใส่กระบี่"
"อึ๊บ!" เจ้าหนอนอ้วนพองแก้ม ก่อนพ่นพิษสีดำสายหนึ่งออกมา เคลือบคมกระบี่ทั้งเล่มอย่างรวดเร็ว กลิ่นพิษอ่อน ๆ แผ่ออกมาจากคมกระบี่ทันที
เหวินซานสูดลมหายใจลึก รออยู่หลังโขดหินอย่างสงบนิ่ง เพียงไม่กี่อึดใจ…
เหวินซานสูดลมหายใจลึก รออยู่หลังโขดหินอย่างสงบนิ่ง เพียงไม่กี่อึดใจเงาร่างของชายชุดดำขั้นสามพุ่งเข้ามาในช่องแคบโดยไม่ลังเล
ฉัวะ!
แสงกระบี่สายหนึ่งพุ่งออกมาจากความมืด ชายชุดดำรีบยกกระบี่ขึ้นรับ แต่ปลายกระบี่กลับเฉือนผ่านช่องว่างระหว่างแขนกับเกราะ ทิ้งรอยแผลไว้บนต้นแขน
"แผลแค่นี้เอง!"
ชายชุดดำแค่นหัวเราะ พลางถีบเท้าพุ่งลึกเข้าไปในช่องแคบอีกครั้ง แต่เพียงไม่กี่ลมหายใจ สีหน้าของเขากลับแข็งค้าง แขนข้างที่ถูกคมกระบี่เฉือนเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ เส้นเลือดดำปูดโปนลามขึ้นอย่างรวดเร็ว พลังวิญญาณภายในร่างพลันปั่นป่วนราวกับถูกบางสิ่งกัดกิน
"พิ... พิษ!" ชายชุดดำรีบโคจรพลังวิญญาณหวังขับพิษออกจากร่าง แต่ยิ่งฝืนโคจร พิษกลับยิ่งแพร่กระจายเร็วกว่าเดิม เลือดสดคำหนึ่งพุ่งออกจากปาก
"ชะ... ช่วยข้า!" เขารีบหันหลัง พยายามถอยออกจากช่องแคบอย่างทุลักทุเล มือทั้งสองข้างตะเกียกตะกายเกาะผนังหินเพื่อพาร่างออกไป
เมื่อชายชุดดำก้าวออกมาถึงปากถ้ำ ร่างทั้งร่างก็พลันแข็งทื่อ ดวงตาเบิกโพลง ก่อนล้มคว่ำลงกับพื้นอย่างแรง
ตุบ!
เลือดสีดำไหลออกจากมุมปากไม่หยุด ลมหายใจขาดห้วงอยู่เพียงไม่กี่ครั้ง ก่อนร่างจะนิ่งสนิท
คนชุดดำที่เหลือถึงกับชะงัก สีหน้าเปลี่ยนไปทันที หัวหน้าชายชุดดำหรี่ตาจ้องศพบนพื้น ก่อนยกมือห้ามลูกน้องทั้งหมด
หัวหน้ากลุ่มจ้องมองช่องแคบด้วยแววตาเคร่งขรึม "ช่องแคบนี้แคบเกินไป เข้าไปได้ทีละคน หากฝืนบุกเข้าไป ก็มีแต่จะตกเป็นเป้านิ่งของมัน"
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนหันไปมองชายที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น
"อีกอย่าง... พิษของเด็กนั่น ไม่ธรรมดา" หัวหน้าชายชุดดำครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนโบกมือสั่ง "ล้อมไว้ มันบาดเจ็บ ไม่ช้าก็เร็วมันต้องออกมา"
ลึกเข้าไปภายในถ้ำแห่งนั้น เหวินซานกำลังพิงผนังหินหอบหายใจอย่างหนัก ส่วนต้วนต้วนกลับชูหัวขึ้นสูดกลิ่นบางอย่างในอากาศ ก่อนที่ดวงตาเล็ก ๆ ของมันจะเป็นประกาย "อึ๊บ!" ราวกับมันได้กลิ่นที่คุ้นเคย