65.ปีสองได้รับการดูแลเป็นพิเศษ
เฟยหานตงเดินออกจากสนามกลับไปยังที่นั่งของเชื้อพระวงศ์สกุลเฟย
ขณะที่ไป๋หลงเดินขมวดคิ้วไปหาแพทย์สนามที่ดูแลสหายทั้งหลายของเธอเพื่อถามไถ่อาการของสหายทั้งหลาย
‘เป่าเล่อ’ไป๋หลงกล่าวทางกระแสจิต
‘มีอะไร’เสียงเจ้านกเฟิ่งหวงผู้สถิตในพัดหยกถามขึ้น
‘เจ้าช่วยไปตามหาเสี่ยวไป๋ให้ข้าทีเกรงว่ามันกำลังตกอยู่ในอันตราย’ไป๋หลงกล่าวขณะสีหน้าเป็นกังวล
‘อ้อเรื่องที่เจ้าเสี่ยวไป๋จะถูกฆ่าปิดปากนะรึ’เป่าเล่อกล่าวขึ้น
เนื่องจากได้ยินไป๋หลงและเฟยหานตงคุยกันขณะที่ตนเองซ่อนอยู่ในแขนเสื้อไป๋หลง ‘จากที่ข้าเห็นในนิมิต ดูเหมือนทั้งเจ้าเสี่ยวไป๋ แม้แต่เฟยหานตงกำลังจะต้องเผชิญกับมหันตภัยครั้งใหญ่แล้ว... ไม่ถูกสิต้องรวมตัวข้าเข้าไปด้วย งานนี้บอกได้คำเดียว... นองเลือด!’เป่าเล่อกล่าว
‘ข้ารู้แล้วเรื่องจิตมารแล้วตอนนี้ข้าเป็นห่วงเจ้ากระต่ายโง่นั่น เจ้าอย่ามัวแต่พูดพล่าม รีบไปตาหามันเร็วเข้าข้าร้อนใจจะแย่อยู่แล้ว’ไป๋หลงทำสีหน้ากังวล ‘ถ้าพบเจ้าเสี่ยวไป๋แล้วรีบแจ้งข้าทางกระแสจิตทันที ข้าจะออกตามหามันอีกแรงนึง’
‘ไปก็ไปสิ...ข้าก็แค่พูดตามนิมิตที่เห็นนอกจากเรื่องนองเลือดที่จะเกิดขึ้น ยังมีอีกเรื่อง เจ้าเสี่ยวไป๋ชะตามันยังไม่ถึงฆาตแต่จะมีชะตารักแทน!’เป่าเล่อกล่าวจบก็รีบหายตัวจากไปทันทีถึงอย่างไรก็รู้แค่ว่ามันไม่ถึงฆาต แต่ใช่ว่าจะไม่ถูกคนทำร้าย...
‘ชะตารัก?’ไป๋หลงได้ยินแล้วขมวดคิ้ว ตัวลามกน้อย ถึงวัยที่จะมีความรักแล้วหรืออายุเพียงไม่กี่ร้อยปี กลับมีเรื่องรักๆใคร่ๆเสียแล้ว
“หลง...ไป๋หลง....นี่!”เสียงตะโกนเรียกชื่อดังอยู่ใกล้ๆคล้ายกับว่าเรียกเธอได้สักพักแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้ไป๋หลงสะดุ้งก็คือ
“ปึก!”อีกฝ่ายกลับฟาดมือเข้าที่บ่าของเธอ
“โอ๊ย!”ไป๋หลงร้องลั่นเพราะอีกฝ่ายดันตีถูกบริเวณที่เธอใช้หลังรับดาบไม้เข้าเต็มๆ
ไป๋หลงเจ็บจนหน้านิ่ว ร่างงองุ้มขณะเอามือกุมบ่า
“จะ...เจ้าบาดเจ็บหรือ”เสียงบุรุษผู้นั้นตกใจร้อนรนเมื่อเห็นท่าทางเจ็บของไป๋หลง ก่อนหน้านี้เห็นไป๋หลงต่อสู้ในสนาม ทั้งเตะทั้งถีบโยนปีสองออกนอกสนามคนแล้วคนเล่า อย่างง่ายดาย โดยที่แทบไม่มีใครทันได้ทำร้ายไป๋หลงด้วยซ้ำ...เขาจึงไม่คิดว่านางได้รับบาดเจ็บ
“ก็เออสิ!”ไป๋หลงหันไปตะคอกใส่ทั้งเจ็บทั้งอารมณ์เสีย
วันนี้ทั้งวันมีแต่เรื่องให้หงุดหงิดใจทั้งเรื่องเฟยหานตงที่หลอกลวงเธอ เรื่องความจริงเกี่ยวกับเยี่ยนเฟยเรื่องจิตมารจากพวกสำนักเซียน ยังมีเรื่องเจ้าเสี่ยวไป๋และเรื่องของพี่ชายต่างมารดานั้นอีก....
วันนี้มีแต่เรื่องจริงๆ! จะกระทืบเฟยหานตงแก้เครียดก็ดันทำไม่สำเร็จอีก!
คนถูกตะคอกยิ้มแหยแน่นอนว่าคนผู้นี้คือ รัชทายาทเทียนหลง แห่งสกุลฮุ่ย ญาติผู้น้องของเธอนั่นเอง
“แฮะๆ”เทียนหลงหัวเราะแห้งๆ“ข้าขอโทษ พอดีข้าเรียกเจ้าตั้งนาน แต่เจ้าดันเหม่อลอยข้าเลยจับบ่าเจ้าเบาๆ”เทียนหลงทำสีหน้าสำนึกผิด
ทว่ากลับรีบกระโดดถอยหลังออกไปไกลเมื่อเห็นอีกฝ่ายขยับปลายเท้า... เกรงว่า หากช้ากว่านี้อีกนิดอาจถูกคนไป๋หลงถีบลงไปกองกับพื้นแล้ว!
ไป๋หลงถลึงตาใส่เทียนหลง จับเบาๆมารดามันสิ! ตบลงมาเสียเต็มแรง เล่นเธอสะท้านไปทั้งร่างปวดระบมบริเวณที่บาดเจ็บไปหมด
ขณะที่ไปหลงจะไล่ทุบตีรัชทายาทอาณาจักรตนเองเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“เอ๊ะทำไมปีหนึ่งบาดเจ็บหนักกันขนาดนี้”เสียงคนผู้นี้เรียกความสนใจจากคนรอบข้างได้เป็นอย่างดี แม้กระทั่งไป๋หลง ที่กำลังจะไล่เตะญาติผู้น้อง
“คารวะศิษย์พี่/คารวะศิษย์พี่”เหล่าศิษย์สำนักแพทย์โอสถต่างพากันคารวะทักทายศิษย์เอกของหัวหน้าสำนักแพทย์โอสถ
คนผู้นี้คือศิษย์พี่ที่มีหน้าที่แจกยาให้เธอแต่กลับถูกปีสองใช้เล่ห์กล ทำให้ยาเม็ดนั้นเสียหาย
ศิษย์พี่พยักหน้ารับการทักทายจากศิษย์น้องในชุดขาวทั้งหลายขณะเดินสำรวจอาการของเด็กปีหนึ่งที่กำลังได้รับการตรวจสอบบาดแผลและอาการจากแพทย์สนาม
คำถามของศิษย์พี่เป็นคำถามที่ไม่มีใครยอมอ้าปากตอบเพราะแพทย์สนามหลังตรวจอาการเด็กปีหนึ่ง พบว่าแต่ละคนถูกทุบตี จนเกิดรอยฟกช้ำไปทั้งร่างแต่ละแห่งรุนแรงจนผิวช้ำ และขณะเฝ้าชมการประลองทุกคนล้วนเห็นว่าปีสองจงใจลงมือที่จุดตายของปีหนึ่งหลายครั้งยังดีที่ปีหนึ่งปกป้องตัวเองไว้ได้ จนกระทั่งไป๋หลงเข้าไปช่วยเหลือหาไม่เด็กเหล่านี้ อาจกระดูกหัก ตาบอด หรือพิการไปแล้ว
เห็นได้ชัดว่าการประลองครั้งนี้ปีสองมีจุดประสงค์ชั่วร้ายคิดจะทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บสาหัส
แม้จะไม่มีกฎห้ามว่าไม่ให้ทำร้ายกันอย่างรุนแรง ทว่าโดยธรรมเนียมปฏิบัติและน้ำใจระหว่างศิษย์ร่วมสำนัก ก็ไม่ควรลงมือรุนแรงเช่นนี้โดยเฉพาะกับปีหนึ่งที่อ่อนแอกว่า
แต่กรรมดันสนองพวกปีสองเมื่อไป๋หลงฉุนขาด เผยพลังยุทธที่แท้จริง ซ้อมจนคนเหล่านี้ อาการสาหัส
แน่นอนว่าแพทย์สนามส่วนใหญ่ต่างรู้สึกสมน้ำหน้าปีสองขณะเดียวกันก็นึกเลื่อมใสไป๋หลงที่มีความสามารถอย่างแท้จริง เพียงเข้าเรียนได้ปีเดียวก็ไปถึงระดับยอดยุทธแล้วขณะเดียวกันความสามารถด้านการแพทย์ ก็ไปถึงระดับแพทย์โอสถแล้ว ความสามารถเช่นนี้หลายร้อยปียากจะได้พานพบสักคนนึง
“ดูสิลงมือกับศิษย์ปีหนึ่งได้โหดเหี้ยมจริงๆช่างไร้สามัญสำนึกของการเป็นศิษย์พี่เหลือเกิน”ศิษย์เอกของหัวหน้าสำนักแพทย์โอสถกล่าวขณะทำหน้าตาเห็นใจศิษย์น้องปีหนึ่ง
แน่นอนว่าคำพูดของศิษย์เอกแพทย์โอสถที่ด่ากระทบพวกปีสอง ทำให้เหล่าปีสองทำสีหน้าไม่พอใจ ทว่าไม่กล้าโต้เถียง
ศิษย์พี่ผู้นี้ขยันล่วงเกินผู้อื่นเป็นนิสัยอยู่แล้วทว่ากลับมีน้อยคนนักที่กล้าล่วงเกินศิษย์พี่กลับ... ทำไมนะหรือ!
ก็เพราะสำนักพยัคฆ์ทมิฬสำนักแพทย์โอสถ คุยกันด้วยกำปั้นนะสิ! ผู้แข็งแกร่งคือผู้เป็นใหญ่และต่อให้ศิษย์พี่ผู้นี้พลังยุทธอ่อนด้วย ด้วยความสามารถด้านแพทย์โอสถและการปรุงยาพิษ ก็นับว่าโดดเด่นมากที่สุดในสำนัก หากมีเรื่องกับคนผู้นี้...ใครจะรู้ว่าศิษย์พี่ผู้นี้อาจจะวางยาในน้ำและอาหารของพวกตนก็ได้...
ต่อให้สำนักมีกฎเข้มงวดห้ามวางยาพิษทำร้ายศิษย์สำนักเดียวกันทว่ายาอย่างอื่นที่ไม่ถึงตายนั้น.... ไม่ได้มีข้อห้ามอย่างชัดเจนว่าทำไม่ได้!
ใต้หล้ามีคำกล่าวหนี่ง‘ล่วงเกินฮ่องเต้ได้ แต่ห้ามล่วงเกินแพทย์โอสถ! โดยเฉพาะผู้ที่มีความสามารถปรุงยาพิษ!’
ปีสองได้ขบแต่เขี้ยวเคี้ยวฟันที่ถูกด่ากระทบแต่ไม่กล้าโต้ตอบวาจา ทว่าศิษย์พี่ผู้นี้กลับไม่เลิกราเดินแสยะยิ้มเข้าไปหาพวกปีสอง
เด็กปีหนึ่งล้วนจ้องไปทางปีสองที่สลบด้วยสายตาชิงชัง หากไม่ใช่เพราะถูกแพทย์สนามรุมล้อม ช่วยรักษาอาการให้เกรงว่าคงได้พุ่งเข้าไปกระทืบศิษย์พี่เหล่านั้นที่ฟื้นจากอาการสลบ
“อ่า...ข้าลืมไปทางนี้ก็มีคนบาดเจ็บ”ศิษย์เอกสำนักแพทย์กล่าวขณะเดินไปทางปีสองที่ส่วนใหญ่ฟื้นแล้ว
“หืม...ไหนดูสิ”ศิษย์พี่กล่าวขณะทำสีหน้าชั่วร้ายปีสองส่วนใหญ่ถูกดามแขนขา และร่างกาย จึงไม่สะดวกขยับตัวเมื่อศิษย์พี่ผู้นี้เดินเข้ามาใกล้
เห็นได้ชัดว่าไม่ได้มาดี!
ศิษย์พี่นั่งลงตรวจดูปีสองคนที่ใกล้ที่สุดสีหน้าศิษย์พี่ชั่วร้าย จนคนไข้ ทำสีหน้าผวา อยากจะขยับตัวหนีมือของศิษย์พี่ที่ยื่นเข้าหาแต่จนใจที่ทั้งร่างถูกดามแขนขาไว้
ศิษย์พี่แสยะยิ้มขณะที่ทุกคนเห็นกับตาว่า ศิษย์พี่บีบปากคนไข้ให้อ้าออก แล้วเทยาผงใส่ปากคนไข้
เพียงพริบตายาก็ละลายในปากทิ้งรสชาติขมและเฝื่อนคอเอาไว้ ชวนให้รู้สึกพะอืดพะอมขณะจะร้องขอน้ำและโวยวายว่าศิษย์พี่เอายาอะไรให้คนกิน
เมื่ออ้าปากกลับมีแต่เสียงลมออกจากปากคนถูกวางยาสีหน้าตื่นตระหนก
‘เจ้าวางยาข้า!’อ้าปากโวยวาย แต่เสียงที่ออกจากปากมีเพียงเสียงลม
ศิษย์พี่ยิ้มชั่วร้ายกระซิบเสียงเบา “ถูกต้องข้าวางยาเจ้า”
คนไข้สีหน้าทั้งโกรธทั้งตกใจ
“ไม่ต้องกลัว”ศิษย์พี่กระซิบปลอบโยนด้วยน้ำเสียงที่ชวนให้ขนหัวลุก... “ยานี่ไม่ถึงตาย”
คนถูกปลอบสีหน้าซีดเผือด...มารดามันเถอะ! ไม่ต้องกลัวรึ ทำสีหน้าชั่วร้ายขนาดนั้นซ้ำตนเองยังขยับร่างกายไม่ได้จู่ๆก็มาถูกจับกรอกยา โดยไม่บอกไม่กล่าว ซ้ำยานี่ยังทำให้เป็นใบ้ชั่วขณะ ร้องโวยวายก็มีแต่เสียงลมออกจากปากเห็นได้ชัดว่ามีเจตนาชั่วร้ายแอบแฝง!
“พวกเจ้าเอายานี่ให้พวกปีสองทั้งหมดกิน”ศิษย์พี่ตะโกนเรียกแพทย์สนามคนอื่นๆขณะหยิบขวดยาออกจากแขนเสื้อแจกจ่ายให้แพทย์สนามทั้งหลายที่เดินมารับยาในมือศิษย์พี่อย่างนอบน้อม
ผู้ป่วยที่พึ่งถูกจับกรอกยาตาโบกโพลงเมื่อเห็นแต่ละคนที่เข้ามารับยาทำสีหน้ามีเลศนัยบางคนถึงขั้นยิ้มชั่วร้าย ยังมีหลายคนชำเลืองมองเขาด้วยสีหน้าสะใจคล้ายว่าทุกคนเข้าใจเจตนาของศิษย์พี่
เมื่อแจกหมดศิษย์พี่ก็กล่าวขึ้น“นี่เป็นสูตรยาที่ข้าเป็นคนคิดค้นเองเป็นยาชาที่ช่วยบรรเทาอาการปวดให้คนไข้ที่บาดเจ็บสาหัสเนื่องจากต้องมีการเคลื่อนย้ายปีสองทั้งหมดที่ส่วนใหญ่กระดูกหัก ช้ำในอาการสาหัสเพื่อไปรักษาที่เรือนคนไข้ ข้าจึงนำยานี้มาใช้กับปีสอง ซึ่งยานี้มีผลข้างเคียงทำให้เป็นใบ้ชั่วขณะ”ศิษย์พี่อธิบายถึงตัวยาในมือ
“ผลข้างเคียงเป็นใบ้ชั่วขณะรึ!”เทียนหลงรัชทายาทอาณาจักรฮุ่ยอุทานนึกถึงยาพิษที่ไป๋หลงทำขึ้นมา เพื่อใช้สังหารอาจารย์หญิงของปีหนึ่ง ซึ่งเป็นนักฆ่ายาของไป๋หลงเองก็ผสมยาที่ทำให้เป็นใบ้ชั่วขณะด้วย
ไป๋หลงเคยบอกว่าต้องมีการจงใจผสมยานี้ลงไปจึงทำให้เป็นใบ้ชั่วขณะได้ ยากนักที่ยาที่ปรุงขึ้นเพื่อใช้ในวัตถุประสงค์ที่แตกต่างจากเป็นใบ้จะทำให้เป็นใบ้ได้....
ดังนั้นเทียนหลงจึงอุทานเสียงดังด้วยความตกใจ...ที่แท้ศิษย์พี่กำลังจะเล่นงานคน!
เทียนหลงถูกสายตาของแพทย์สนามทิ่มแทงคล้ายจะบอกว่า ‘เจ้าปิดปากให้เงียบ! อย่าโวยวายเสียงดัง!’
เทียนหลงยิ้มแหยเมื่อถูกมองด้วยสายตาไม่พอใจ โดยเฉพาะศิษย์พี่ผู้คิดค้นยา ทำสีหน้าดำทะมึน....ไม่ได้ๆ ถ้าถูกศิษย์พี่หมายหัว เขาอาจจะกลายเป็นหนูลองยา ของศิษย์พี่โดยไม่รู้ตัวก็ได้
“ข้าแค่ประหลาดใจเหตุใดจึงใช้ยาที่มีผลข้างเขียงให้เป็นใบ้ชั่วขณะ กับปีสองด้วยยาชาแบบปกติก็น่าจะมีไม่ใช่หรือ”เทียนหลงตั้งคำถามรู้ดีว่าศิษย์พี่ต้องมีคำอธิบายให้แน่นอน
“ยาชาที่ไม่มีผลข้างเคียงนั้นมีแต่คนเหล้านี้ ต้องถูกเคลื่อนย้ายร่างที่กระดูกแตกหัก ขณะเคลื่อนย้ายพวกเขาอาจจะส่งเสียงร้องโอดโอยทำให้ผู้มาชมการประลองยุทธ คิดว่าศิษย์สำนักเราไม่มีความอดทนบาดเจ็บกลับร้องโอดโอยทำตัวอ่อนแอ ทำให้สำนักเราเสื่อมเสียชื่อเสียงดังนั้นข้าจึงนำยาชนิดนี้มาไว้ใช้กับคนไข้ที่บาดเจ็บรุนแรง โดยเฉพาะพวกที่กระดูกหัก”ศิษย์พี่อธิบายขณะอธิบายด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ศิษย์พี่ดียิ่ง คิดได้รอบคอบเพื่อชื่อของสำนักเราเสียงของเรา”
“ศิษย์พี่ช่างมองการณ์ไกล”
“ศิษย์พี่กล่าวได้ถูกต้องยิ่งเพื่อชื่อเสียงของสำนักเราสมควรต้องใช้ยาตัวนี้”
แพทย์สนามแต่ละคนรับคำพูดจายกย่องศิษย์พี่ ที่กล้าอ้างเหตุผลแบบหน้าไม่อาย ทั้งๆที่ในใจรู้ดีว่าเจตนาของศิษย์พี่คือจงใจกลั่นแกล้งปีสองที่กล้าลงมือโหดเหี้ยมรังแกปีหนึ่ง...
ศิษย์พี่ก็แค่บอกใบ้ให้ทุกคน ระหว่างขนย้าย‘ร่างผู้ป่วย’ให้เพิ่มแรงระหว่างการ ยก การจับ ร่างผู้ป่วย มากกว่าปกติ เวลายก เวลาจับมักจะสะเทือนบริเวณที่บาดเจ็บดังนั้นต่อให้พวกตนใช้แรงกับผู้ป่วย ‘มากกว่าปกติ’ผู้ป่วยเหล่านี้ก็ไม่มีปัญญาร้องโวยวายเสียงดัง!
“เอาละพวกเจ้ารีบๆเคลื่อนย้ายผู้ป่วยได้การแข่งขันรอบสองใกล้จะเริ่มขึ้นแล้วข้างสนามประลองต้องมีพื้นที่ว่างไว้รองรับผู้ป่วยในอนาคต”ศิษย์พี่โบกมือไล่ให้ศิษย์น้องของตนนำยาไป ‘กรอกปาก’ผู้ป่วยทั้งหลาย แน่นอนว่าผู้ป่วยต่างร้องโว้ยวายดิ้นขัดขืนไม่ยอมอ้าปากเพราะรู้สึกได้ว่ากำลังถูกคนจงใจกลั่นแกล้ง...
เป็นใบ้ชั่วขณะรึ! เพื่อชื่อเสียงของสำนักรึ...ถุย! ก็แค่คิดจะปิดปากพวกเขาไม่ให้โวยวาย เมื่อพวกเขาถูกคนแอบทุบตี...ลูกไม้เช่นนี้ไม่ว่าใครก็มองออกไม่ยาก!
แน่นอนว่าเสียงโวยวายเหล่านั้นเงียบลงเมื่อแพทย์สนามช่วยกันนำยาไปกรอกปากคนไข้ครบทุกคนและช่วยกันเคลื่อนย้ายร่างผู้ป่วยด้วยการทะนุถนอมเป็นพิเศษ! จนผู้ป่วยสีหน้าบิดเบี้ยวเมื่อได้รับการดูแลเอาใจใส่เช่นนั้น!
ศิษย์พี่เองก็ช่วยยกร่างของผู้ป่วยเช่นกัน ระหว่าง ‘ยก’ก็จับแขนขาผู้ป่วยบริเวณที่กระดูกหักแรงๆหน่อย!จนผู้ป่วยที่อ้าปากก่นด่าตนโดยไร้เสียงสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด
ไป๋หลงและสหายปีหนึ่งต่างมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความสะใจขณะเมื่อสายตามองไปที่แพทย์สนามทั้งหลายต่างเต็มไปด้วยความขอบคุณและซึ้งใจที่คนเหล่านี้ช่วยแก้แค้นเล็กน้อยๆให้พวกตน
ไป๋หลงเดินดูอาการของบรรดาสหายและนำยาแก้ปวดให้สหายทั้งหลายทานพูดคุยกันอยู่ครู่นึงก่อนสหายทั้งหลายจะถูกเคลื่อนย้ายออกจากสนามคนที่บาดเจ็บหนักก็ถูกหามขึ้นเปล โดยไม่ได้รับ ‘สิทธิพิเศษ’ ในการดูแลเช่นที่ปีสองได้รับ ขณะคนที่บาดเจ็บไม่มากนักก็พยุงกันเองแยกย้ายไปพักผ่อน
แต่เดิมไป๋หลงคิดจะตามหาเจ้าเสี่ยวไป๋หลังจากไปดูอาการของสหายตนก็ต้องเปลี่ยนใจ เมื่อเทียนหลงแจ้งว่าฮ่องเต้ และอ๋องฮุ่ยมีเรื่องสำคัญจะคุยด้วยให้นางรีบไปเข้าเฝ้าด่วน ดังนั้นไป๋หลงจึงได้แต่เดินตามอีกฝ่าย ไปหาญาติผู้ใหญ่ทั้งสอง...
ถึงอย่างไรตอนนี้เป่าเล่อเจ้านกเฟิ่งหวงนั่นก็ออกตามหาเสี่ยวไป๋แล้ว อีกทั้งเป่าเล่อก็ออกปากแล้ว ว่าเจ้าเสี่ยวไป๋ชะตายังไม่ถึงฆาตดังนั้นเธอจึงไม่วิตกกังวลเท่าตอนแรกที่ได้ยินว่าเสี่ยวไป๋ตกอยู่ในอันตราย...
“หลานรักเจ้าบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่”น้ำเสียงอบอุ่นของฮ่องเต้ฮุ่ยดังขึ้นเมื่อไป๋หลงปรากฏตัวพร้อมกับเทียนหลงบริเวณที่นั่งของสกุลฮุ่ย ทั้งคู่คารวะฮ่องเต้และอ๋องฮุ่ยตามมารยาท
เสียงของฮ่องเต้ฮุ่ย ค่อนข้างจะ ‘ดังเป็นพิเศษ’ดังนั้นผู้คนรอบๆจึงหันมาสนใจทันทีพร้อมกับเสียงซุบซิบนินทาด้วยความประหลาดใจ
คาดไม่ถึงว่าสตรีอัปลักษณ์ผู้นี้กลับมีฐานะเป็นถึงหลานสาวของฮ่องเต้ฮุ่ยเป็นเชื้อสายสกุลฮุ่ยที่ตอนนี้มีอำนาจเป็นหนึ่งในใต้หล้า... หาใช่หญิงชาวบ้านทั่วไปตามที่ทุกคนเข้าใจ...
ที่แท้นางก็เป็นชนชั้นสูงที่จงใจปกปิดฐานะไปอยู่กับชนชั้นล่างนี่เอง...
“ขอบพระทัยที่ทรงเป็นห่วงหลานฟกช้ำเพียงเล็กน้อยเท่านั้น”ตอบกลับขณะยิ้มให้ฮ่องเต้ฮุ่ย
“หลานรักเจ้าฝีมือรุดหน้าถึงระดับยอดยุทธแล้วหรือ”คราวนี้อ๋องฮุ่ยถามขณะแววตาเปล่งประกายด้วยความยินดี
“เพิ่งจะก้าวถึงระดับยอดยุทธเมื่อไม่นานมานี้หลานขออภัยที่ไม่ได้แจ้งท่านตาทราบ”ไป๋หลงว่าพลางยอบกายคารวะ ขออภัยอ๋องฮุ่ย และฮ่องเต้เฟย
“สมแล้วที่เจ้าเป็นคนสกุลฮุ่ยสมกับที่เป็นอัจฉริยะวัยเยาว์”ฮ่องเต้ฮุ่ยตรัสชมหลานรักด้วยความภาคภูมิใจ
ฮ่องเต้เฟยซึ่งที่นั่งใกล้กับสกุลฮุ่ยได้ยินแล้วเบะปาก ก่อนจะกล่าว
“ฮุ่ยหนิงหรงสมแล้วที่เจ้าเป็นอัจฉริยะวัยเยาว์ของอาณาจักรฮุ่ย เข้าเรียนเพียงแค่ปีเดียวก็ไปถึงระดับยอดยุทธแล้ว นอกจากนี้เจ้ายังเป็นถึงแพทย์โอสถและได้เป็นศิษย์ของจ้าวแห่งพิษ ความสามารถของเจ้าสูงส่งมาก สกุลฮุ่ยมีบุตรหลานเช่นเจ้านับได้ว่าทำบุญมาหลายภพชาติทีเดียว”คำพูดคล้ายว่าจะตรัสชมแต่จากน้ำเสียงไม่ว่าใครก็ฟังออกว่าฮ่องเต้เฟยจงใจเสียดสีมากกว่า“ทว่าน่าเสียดายที่ใบหน้าเจ้ากลับเสียโฉมเป็นที่หวาดกลัวของผู้คนหาไม่คงมีบุรุษมากมายมาสู่ขอเจ้า”ประโยคหลังยิ่งชัดเจน พระองค์ต้องการตอกย้ำให้ผู้คนเห็นถึงขอด้อยของนาง
เฟยหานตงที่นั่งอยู่ด้านข้างพระบิดาของตนขมวดคิ้วไม่ชอบใจที่พระบิดาพูดจาถึงไป๋หลงเช่นนั้น ขณะที่เฟยหานตงอ้าปากจะห้ามปรามพระบิดาไม่ให้หาเรื่องคนสกุลฮุ่ยฮ่องเต้ฮุ่ยกลับตรัสขึ้น
“เจ้าไม่ต้องห่วงเรื่องคู่ครองของหลานสาวข้าหรอกตาเฒ่าเฟย”ฮ่องเต้ฮุ่ยปลายตามองอีกฝ่าย “เรื่องลูกชายเจ้าลวนลามหลานสาวข้า กลางสนามประลองยุทธข้ายังไม่ได้คิดบัญชีเจ้าอย่าพึงมาทำปากดีหน่อยเลย”ก่อนจะย้ายสายตามาจ้องเฟยหานตงด้วยแววตาโกรธขึ้งอย่างรุนแรง
เฟยหานตงสีหน้าสงบนิ่งเย็นชาทว่าในใจกลับผุดยิ้มชั่วร้ายเพราะเขากำลังรอให้ฮ่องเต่ฮุ่ยพูดถึงเรื่องนี้อยู่พอดี
“เหอะ จะคิดบัญชีกับลูกชายของข้ารึ”ฮ่องเต้เฟยทำเสียงไม่พอใจ“ข้าต่างหากต้องถามเจ้าว่า เลี้ยงหลานอย่างไร นางถึงได้ใจกล้าหน้าด้านให้ท่าผู้ชายกลางสนามประลองเช่นนี้ ไร้ยางอายสิ้นดี!”เสียงของฮ่องเต้เฟยก่นด่าขณะลุกขึ้นมาเต้นผางด้วยความเดือดดาล
‘ก็เห็น ๆ อยู่ ว่าพระโอรสของพระองค์ไปลวนลามหลานสาวผู้อื่น กลางสนามประลอง พระองค์กลับไปโทษว่าพระโอรสถูกยั่วยวน นี่ออกจะไร้เหตุผลเกินไปแล้ว!’ผู้คนรอบด้าน ต่างนึกค้านคำพูดของฮ่องเต้เฟยในใจ
“เหอะ!”ฮ่องเต้ฮุ่ยแค่นเสียง ขณะหันไปจ้องตากับฮ่องเต้เฟย “เห็น ๆ อยู่ว่าลูกชายเจ้าลวนลามหลานสาวของข้ากลางลานประลองตาข้างไหนของเจ้าเห็นว่าหลานสาวของข้า ไปยั่วยวนเจ้าเด็กหน้าเหม็นนั่น!”
ฮ่องเต้ฮุ่ยโต้กลับ ขณะลุกขึ้นมาตอบโต้อันธพาลในคราบฮ่องเต้“เจ้าว่าหลานสาวข้าอัปลักษณ์จนผู้คนหวาดกลัวไม่ใช่หรือ ในเมื่ออัปลักษณ์จะยั่วยวนลูกชายเจ้าได้อย่างไร!”
ฮ่องเต้เฟยได้ฟังแล้วก็อับจนด้วยถ้อยคำนิ่งงันชั่วขณะ เมื่อรู้ว่าเถียงสู้ไม่ได้จึงเปลี่ยนประเด็นทันที
“ถึงอย่างไร หลานสาวของเจ้า ก็ไม่มีวันได้แต่งเข้าสกุลเฟยแน่นอน!”ฮ่องเต้เฟยกล่าวด้วยท่าทางหยิ่งยโส“เพราะตอนนี้เฟยหานตงมีคู่หมายคือ องค์หญิงสกุลเฉินผู้สูงส่งงดงาม!”ฮ่องเต้เฟยประกาศลั่น
แม้เรื่องนี้จะเป็นข่าวลือแต่ข่าวลือก็คือข่าวลือยังไม่อาจปักใจเชื่อได้แต่เมื่อตรัสจากปากของฮ่องเต้เฟยย่อมเป็นเรื่องจริง
สายตาคนทั้งหลายล้วนพุ่งไปทางองค์หญิงแคว้นเฉินผู้สวมผ้าคลุมหน้าทว่าได้เห็นเพียงใบหน้ารางๆ ก็รู้ว่านางนั้นงามเป็นเลิศยากจะมีสตรีใดเทียบเคียงอีกทั้งกิริยา มารยาท ไม่ว่าจะลุกจะนั่งล้วนมองแล้วงดงามน่าจับตา
สตรีผู้เพียบพร้อมยิ้มบางๆตอบรับสายตาคนทั้งหลายที่พุ่งมาท่าทางสงบนิ่ง เยือกเย็น ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใด นางเพียงใช้ความนิ่งเงียบและรอยยิ้มรับเหตุการณ์ตรงหน้า ไม่ตอบรับ ไม่ปฏิเสธ คำพูดของฮ่องเต้เฟย
ทำให้ผู้คนต่างซุบซิบนินทาจนเกิดเสียงอื้ออึงส่วนมากล้วนกล่าวว่าองค์หญิงเฉินเหมาะสมและคู่ควรกับเฟยหานตง
ขณะที่หลายคนได้แต่บ่นงึมงำอิจฉาเฟยหานตงที่จะได้แต่งกับคนงามทว่ากลับไปทำตัวเจ้าชู้ใส่คนรักเก่า คิดจะจับปลาสองมือ
ขณะที่เหล่าสตรีได้แต่ทอดถอนหายใจนึกอิจฉาในความงามขององค์หญิงเฉิน ในเมื่องามและเพียบพร้อมทั้งกิริยามารยาทและฐานะ ชาติกำเนิดถึงเพียงนี้ บุรุษใดเล่าจะไม่หมายปอง
จะสงสารก็แต่เด็กสาวอัปลักษณ์ผู้นั้นที่ถูกเฟยหานตงหยอกเย้าเล่น กลางลานประลองต่อหน้าผู้คนมากมายนอกจากโชคร้ายอัปลักษณ์แล้ว ยังต้องมาเสื่อมเสียชื่อเสีย เพราะการกระทำของเฟยหานตงและโชคร้ายยิ่งกว่าคือญาติฝ่ายชายปฏิเสธไม่รับผิดชอบชื่อเสียงของนางซ้ำยังกล่าวหาว่าเป็นเพราะนางไร้ยางอาย ยั่วยวนเฟยหานตง!
ฮ่องเต้และอ๋องฮุ่ยหันไปสบตากันขมวดคิ้วด้วยความกังวลเพียงครู่เดียว ด้วยนึกห่วงความรู้สึกของไป๋หลงเพราะจากรายงานของสายสืบ บอกว่าไป๋หลงน่าจะมีใจให้เฟยหานตงทว่าเพียงครู่เดียวทั้งคู่ก็เผยรอยยิ้มสาสมใจออกมา
“ถ้าเช่นนั้นก็ขอแสดงความยินดีกับเจ้าด้วยที่จะได้เกี่ยวดองกับสกุลเฉินได้สะใภ้ที่งดงามเพียบพร้อม”ฮ่องเต้ฮุ่ย กล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มยินดีจากใจจริง
สร้างความงุนงงให้แก่ฮ่องเต้เฟยและคนทั้งหมดนี่หมายความว่าอย่างไร ถูกหักหน้าแบบนี้สมควรโกรธไม่ใช่หรือในเมื่อหลานสาวตัวเองเสื่อมเสียชื่อเสียง แต่ญาติฝ่ายชายกลับไม่รับผิดชอบชื่อเสียงของหลานสาวตัวเองซ้ำยังจะให้ฝ่ายชายหมั้นกับผู้อื่น...
สมควรต้องโวยวายไม่ใช่หรือ..เหตุใดจึงยิ้มระรื่นด้วยความยินดี และจริงใจได้ถึงเพียงนั้น!
เฟยหานตงเหลือบมองไป๋หลงกลับพบว่านางมองดูเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยแววตาเปล่งประกายคล้ายเห็นเป็นเรื่องสนุก ราวกับเรื่องตรงหน้าไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง
เฟยหานตงขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจนี่หมายความว่าอย่างไร! นางไม่สนใจสักนิดเลยหรือ ในเมื่อเขากำลังจะถูกจับหมั้นกับคนอื่น!