หลังจากนั้นภายในนิกายเทียนหมิง กิจวัตรประจำวันของเหล่าศิษย์นับหมื่นได้เริ่มขับเคลื่อนขึ้นอีกครั้งตามรอบจังหวะของชีวิต
หอคัมภีร์ด้านตะวันออกปรากฏแถวยาวของศิษย์ที่มารออ่านคัมภีร์ฝึกฝนด้วยใบหน้าแน่วแน่ หอภารกิจซึ่งตั้งอยู่ใจกลางนิกายมีศิษย์เดินเข้าออกอย่างไม่ขาดสาย เสียงประกาศภารกิจดังกังวานผ่านม่านพลังเสียงเหนือศีรษะ
บรรยากาศของนิกายโดยรวมในยามนี้เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความมุ่งมั่นที่แทบจะจับต้องได้
และทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นผลพวงโดยตรงจากการปรากฏตัวของบุตรแห่งโชคชะตาทั้งห้าที่เพิ่งเข้าสู่นิกายเมื่อวานนี้
ในขณะที่ผู้คนต่างกำลังหมุนวนอยู่กับภารกิจของตนเอง บนเส้นทางทอดยาวที่ปูด้วยหินสีขาวสะอาดตา
มีร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งก้าวเดินออกมาจากเรือนพักของผู้อาวุโสหวังฉี
เขาคือหลัวหยาง ชายหนุ่มผู้ครอบครองดวงตาสีแดงเปล่งประกายราวกับเปลวเพลิงในม่านรัตติกาล
ขณะที่ก้าวเท้าเดินอย่างเงียบงันบนทางหิน ชายหนุ่มก็ได้กล่าวขึ้นในใจ
“ท่านอาจารย์.. เหตุใดเราจึงไม่ไปยังหอคัมภีร์ก่อนกันเล่า?”
“ตอนนี้ข้านอกจากจะมีวิชาบ่มเพาะจักรพรรดิแห่งความโกลาหลแล้ว ก็แทบไม่มีวิชาต่อสู้อื่นใดอีกเลย”
“เพลงกระบี่พื้นฐานอสรพิษที่ข้าได้มาพร้อมกับกระบี่เหล็กกล้านั้นก็ตื้นเขินเกินไปสำหรับการต่อสู้จริง”
“วิชาต่อสู้นั้นคือหัวใจสำคัญของผู้บำเพ็ญเพียร หาไม่แล้วจะอาศัยสิ่งใดเผชิญหน้ากับศัตรูเล่า?”
หากเป็นอาจารย์ทั่วไปคงจะกล่าวปลอบใจ หรืออย่างน้อยก็ให้คำแนะนำที่นุ่มนวล
ทว่าระบบสังหารโชคชะตากลับตอบมาในทันทีด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ
【เจ้าคิดอะไรโง่ๆอยู่ได้เจ้าลูกศิษย์บ้า!】
【ในระดับหลอมกายา อย่างไรเสีย ในขั้นนี้ร่างกายยังไม่สามารถควบคุมหรือปลดปล่อยปราณภายในให้ออกมาในรูปแบบพลังได้สมบูรณ์ วิชาทั้งหมดที่เจ้าจะฝึกฝนได้ในตอนนี้ มันจะเป็นเพียงการฝึกจำลักษณะท่วงท่า การเคลื่อนไหวของเพลงยุทธ์เท่านั้น】
【หาใช่การสำแดงพลังอย่างแท้จริงไม่】
【ผู้ฝึกฝนที่ยังไม่สามารถดึงปราณสวรรค์และโลกออกมาได้จากร่างกาย ย่อมไม่ต่างอะไรกับเสือลายที่ไร้เขี้ยว เลียนแบบคำรามของมังกรแต่ไร้ซึ่งพลัง การฝึกฝนวิชาในตอนนี้จึงเป็นเพียงเปลือก มิอาจเกิดผลดีใดๆ ยิ่งกว่านั้นมันยังอาจบั่นทอนเส้นลมปราณหากฝึกผิดแนวทาง】
【สิ่งที่เจ้าควรทำตอนนี้ คือเร่งฝึกฝนภายในด้วยวิชาบ่มเพาะที่เจ้ามี เพื่อยกระดับการบำเพ็ญเพียรของตนเองให้เข้าสู่ระดับเปิดห้วงจิตวิญญาณให้ได้โดยเร็วที่สุด และเป้าหมายสำคัญที่ข้าจะนำเจ้าไปตอนนี้ มันก็คือหอคอยฟ้าสวรรค์】
【สถานที่ที่มีแก่นกลางเป็น “มังกรเพลิงอมตะ” สิ่งนั้นคือขุมพลังที่ผู้ก่อตั้งนิกายเทียนหมิงค้นพบมาเมื่อพันปีก่อน และมันคือแก่นพลังที่สามารถเร่งการบ่มเพาะของผู้ฝึกฝนได้เกินกว่าร้อยละสองร้อย เจ้าเข้าใจความหมายของคำว่าสองร้อยหรือไม่!?】
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลัวหยางก็พลันเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะถามออกมาอย่างจริงจัง
“แล้วมังกรเพลิงอมตะตัวนั้น.. มันแข็งแกร่งเพียงใดหรือท่านอาจารย์?”
ระบบสังหารโชคชะตานิ่งเงียบอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมและจริงจังอย่างที่สุด
【สัตว์อสูรเซียนศักดิ์สิทธิ์.. สิ่งมีชีวิตโบราณที่อาจเรียกได้ว่าอยู่เหนือกว่าคำว่าสัตว์อสูร】
【จงเข้าใจไว้ให้ดีเสียก่อนว่าในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร นอกเหนือจากเผ่าพันธุ์มนุษย์แล้ว ยังมีอีกมากมายนับไม่ถ้วนของเผ่าพันธุ์ที่ได้รับพรจากสวรรค์และโลก ทั้งอสูรภูตผี อมนุษย์ กึ่งเทพ และผู้เปิดสติปัญญาจากสายเลือดดั้งเดิม】
【หนึ่งในนั้นซึ่งมีบทบาทสำคัญยิ่งคือเผ่าพันธุ์สัตว์อสูร พวกมันคือสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นจากการผสานกันของพลังแห่งธรรมชาติ และพลังฟ้าดิน ทำให้สามารถวิวัฒน์ตัวเองสู่ระดับที่สูงขึ้นผ่านการกลืนกิน ฝึกฝน และการฟื้นคืนสายเลือดดั้งเดิมที่ถูกสาปแช่งให้หลับใหลนับหมื่นปี】
【ในบรรดาสัตว์อสูรนับไม่ถ้วนที่เร่ร่อนอยู่ทั่วทั้งสามพันโลกา พวกมันมีระดับชั้นแบ่งแยกกันเช่นเดียวกับผู้บำเพ็ญเพียร】
【ตั้งแต่สัตว์อสูรธรรมดา อสูรชั้นกลาง อสูรวิญญาณ อสูรอำมหิต จนถึงสัตว์อสูรโบราณซึ่งมีจิตวิญญาณใกล้เคียงกับเทพเจ้า ทว่าเหนือกว่าทั้งหมดนั้นจะถูกเรียกว่าสัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์ สิ่งมีชีวิตที่กำเนิดจากจุดศูนย์กลาง ถือกำเนิดจากสวรรค์แท้ และมีพลังในการสังหารกระทั่งเทพเซียน】
【สัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่สิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยการฝึกฝน หากแต่กำเนิดมาพร้อมกับพลังที่ไร้ผู้ใดเทียบได้】
【แก่นแท้ของมันคือการฝืนชะตาสวรรค์ ต่อต้านกฎแห่งการเกิดดับ เย้ยหยันขอบเขตแห่งความตาย】
【ผู้ใดได้ถือกำเนิดในสายเลือดนี้ ย่อมเป็นดั่งธงแห่งหายนะที่เหยียบย่ำทุกระเบียบของโลก】
【..และมังกรเพลิงอมตะ คือหนึ่งในนั้น】
【มังกรเพลิงอมตะคือสัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์ที่สืบเชื้อสายมาจากต้นตอของจักรพรรดิเซียนมังกร มันกำเนิดขึ้นในช่วงที่ห้วงจักรวาลยังคงไร้แสงและสว่างเพียงเพลิงแรกที่แผดเผาความมืดทั่วเอกภพ】
【เปลวเพลิงของมันไม่ใช่ไฟที่ใช้เผาทำลาย หากแต่เป็นเพลิงที่สามารถสังหารสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทำลายคำสาป เผาอักษรสวรรค์ และชำระเลือดเนื้อของเทพเซียนได้จนถึงแก่นแท้】
【แม้จะตายไปแล้ว ร่างของมันก็ยังคงปลดปล่อยเปลวเพลิงอมตะออกมาไม่หยุดหย่อน】
【เปลวไฟนั้นไม่อาจดับได้ด้วยสิ่งใด มันคือปราณแห่งการสังเวย】
【ความบริสุทธิ์ของเพลิงนั้นสามารถขัดเกลาเส้นปราณของผู้ฝึกฝน ทำให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้นในทุกลมหายใจที่ได้ใกล้ชิดมัน นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมหอคอยฟ้าสวรรค์ ซึ่งตั้งอยู่บนโครงกระดูกของมังกรเพลิงอมตะถึงกลายเป็นสถานที่เร่งบ่มเพาะที่มีประสิทธิภาพที่สุดของนิกาย】
【ข้าเองก็ไม่เคยคาดคิดว่าในโลกแห่งนี้จะยังคงมีของล้ำค่าขนาดนี้หลบซ่อนอยู่ในนิกายหนึ่งได้อย่างปลอดภัย】
เสียงของระบบเปลี่ยนเป็นขึงขังยิ่งขึ้นอีก
【หลัวหยาง.. จงจำคำข้าพูดไว้ให้ดี หากเรื่องของมังกรเพลิงอมตะถูกเปิดเผยออกไปแม้เพียงเศษเสี้ยว ว่าทางนิกายเทียนหมิงยังเก็บรักษาซากของมันไว้ได้โดยไม่ถูกช่วงชิง เจ้าคิดว่าบรรดาผู้มีพลังระดับสูงๆจะปล่อยเอาไว้เฉยๆงั้นหรือ?】
【ข้ากล้ารับประกันว่านิกายเทียนหมิงจะต้องเผชิญกับหายนะจากสามพันโลกา มีทั้งนิกายลับ ราชวงศ์โบราณ เผ่าพันธุ์สัตว์อสูรต่างถิ่น และเซียนผู้หลับใหลที่รอเพียงโอกาสในการกลืนกินสิ่งล้ำค่าเพื่อทะลวงขอบเขตแห่งการเป็นอมตะ】
หลัวหยางที่ได้ฟังถึงตรงนี้ก็ถึงกับต้องสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ตัวของเขาที่เพิ่งเหยียบย่างเข้าสู่โลกแห่งการบำเพ็ญเพียรได้เพียงไม่นาน ยังไม่อาจตระหนักถึงขอบเขตของพลังที่แท้จริงในโลกใบนี้ได้ทั้งหมด เขารู้ดีว่าตัวเองยังอ่อนหัดเกินไป
แต่ในเวลาเดียวกัน หลัวหยางก็เริ่มตระหนักแล้วว่า โลกและจักรวาลใบนี้ซับซ้อนและอันตรายมากกว่าที่คิดไว้หลายเท่าตัว
“มังกรเพลิงอมตะ.. สัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์ที่แม้แต่ความตายก็ไม่อาจทำให้หยุดปลดปล่อยพลังได้”
เขาพึมพำกับตนเอง พลางมองขึ้นไปยังยอดของหอคอยฟ้าสวรรค์ที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกลลิบสุดสายตา