เทพปกรณัมแห่งแดนเหนือ ภาค กำเนิดมารอเวจี

    ตอนที่ 98 เบาะแส


     

    หออาหารไป๋ชาง

     

    "ตระกูลหยาง"

     

    ประโยคทำทำให้เหล่าสมาชิกที่ร่วมโต๊ะอาหารเงียบลง

     

       ไบรอัน เกร ไม่รู้สึกแปลกใจในคำตอบของอีกฝ่ายเท่าไหร่เพราะระหว่างลูคัสและหยางเฉินทั้งสองเป็นสหายสนิทกันดังนั้นเมื่อเขามาถึงเมืองหลวงจะตัดสินใจไปหาอีกฝ่ายก่อนก็ไม่แปลก

     

    "ลูคัสนายรู้หรือเปล่าว่าตอนนี้หยางเฉินไม่อยู่ที่ตระกูลหรอกนะ"ไบรอัน ตอบ

     

       เมื่อได้ยินอย่างนั้นตนก็ไม่รู้สึกแปลกใจ ผู้สืบทอดตระกูลก็คงต้องมีภารกิจมากมายเมืองหลวงเองก็มีหอคอยราชันย์อยู่จึงไม่กังวลเรื่องที่พักสักเท่าไหร่ อีกทั้งเขาก็วางแผนไว้แล้วว่าจะใช้เวลาที่เหลือไปฝึกฝนต่อที่นั่นก่อนงานชุมนุมจะเริ่มขึ้น

     

    ประโยคสนทนาพวกนี้ทำให้กู่หลางต้องหัวเราะเสียงต่ำชายผู้นี้กล้าถึงขนาดอ้างตัวว่ารู้จักผู้สืบทอดตระกูลหยาง

     

    "แล้วเทพธิดามู่ล่ะจากนี้จะไปที่ใด"ลูคัสเองก็หันมาสอบถามมู่เฉิงเช่นกัน

     

    "สถานศึกษาส่งคนมาดูแลเรื่องที่พักก่อนถึงวันงานเรียบร้อยแล้ว"มู่เฉิงตอบออกไปเรียบๆ

     

    จากนั้นทั้งหมดก็มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันว่าใครจะเป็นตัวเก็งของงานชุมนุมในครั้งนี้จากนั้นลูคัสก็ได้ทราบว่าตระกูลใหญ่ทั้งแปดประกอบไปด้วย

     

    ตระกูลเกร

    ตระกูลหยาง

    ตระกูลหวู่

    ตระกูลปาร์ค

    ตระกูลบลูมเบิร์ก

    ตระกูลยุน

    ตระกูลวันเดอร์แลนด์

    ตระกูลโคะโนะเอะ

     

       ชายหนุ่มทราบจากไบรอันว่าตระกูลปาร์คนับว่ามีอำนาจมากสุดเพราะชายาลำดับสองขององค์จักรพรรดิมาจากตระกูลนี้และชายาพระองค์นั้นก็คือมารดาแท้ๆ ของอึนจูนั่นเอง

     

    "คุณชายไบรอัน พอจะบอกได้หรือไม่ว่าตระกูลใดคืออันดับหนึ่งของเมืองหลวงแห่งนี้..."นี่เป็นเรื่องที่หลายคนอยากรู้ คำถามนี้จากกู่หลางจึงเหมือนการได้ถามแทนทุกคน

     

    ไบรอันเกร ทำหน้าครุ่นคิดก่อนตอบว่า

     

    "หากพูดถึงปัจจุบัน เรื่องเส้นสายคงปฏิเสธไม่ได้ว่าตระกูลปาร์คคืออันดับหนึ่งหากเป็นเรื่องความแข็งแกร่งคงยกให้

    ตระกูลหยาง..."เขากล่าวออกเป็นนัย

     

    "ทำไมถึงต้องบอกว่าหากปัจจุบันล่ะ" ลูคัส เรน เป็นฝ่ายถามออกมาตรงๆ

     

    "เพราะหากเป็นเมื่อสิบปีก่อนตระกูลที่รุ่งโรจน์และทรงพลังจนไร้ผู้เทียบเคียงคือตระกูลวันเดอร์แลนด์..."

     

       จากนั้นไบรอันก็เล่าว่าตระกูลวันเดอร์แลนด์มีพิธีที่สืบทอดกันมาจะมีเด็กหนึ่งคนที่ถูกเลือกให้เป็นผู้สืบทอดมาตั้งแต่กำเนิด เพราะทางตระกูลมีวิชาลับพิเศษบางอย่างที่ทำให้ปราณในร่างฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็ว

     

       ว่ากันตามตรงวันเดอร์แลนด์ก็นับเป็นอีกหนึ่งตระกูลที่น่ากลัวเป็นอย่างยิ่งเพราะคำว่าฟื้นฟูปราณในร่างรวดเร็วนั้นก็เท่ากับว่าจะได้เปรียบเรื่องความเร็วในการบ่มเพาะพลังเช่นกัน

     

    "นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผู้สืบทอดของตระกูลวันเดอร์แลนด์ทุกรุ่นแข็งแกร่งแซงหน้าทุกตระกูลอย่างไม่เห็นฝุ่น แต่สวรรค์ก็กลั่นแกล้งเมื่อยี่สิบปีก่อนวันที่ทายาทผู้สืบทอดถูกกำหนด ตระกูลวันเดอร์แลนด์กลับถูกลอบโจมตีโดยกลุ่มนักฆ่าที่แข็งแกร่งหมายสังหารทารกผู้สืบทอดแต่ด้วยการปกป้องจากหลายร้อยชีวิตทำให้คนรับใช้สามารถนำทารกน้อยเล็ดลอดจากการถูกสังหารไปได้ข่าวลือบอกว่าเขายังมีชีวิตอยู่และจะหวนคืนตระกูลในไม่ช้า เพื่อทำให้วันเดอร์แลนด์กลับมารุ่งโรจน์อีกครั้ง"ไบรอัน เกร เล่าในอึดใจเดียว

     

    "วันเดอร์แลนด์" ลูคัสพึมพำด้วยใจที่เต้นรัวดังกลองศึกทารกที่หายตัวไปยี่สิบปี วิธีการพิเศษทำให้ปราณในร่างเพิ่มพูนได้เอง เขาจินตนาการถึงรอยสักปริศนาในร่างกายตามสัญชาตญาณนี่อาจเป็นเบาะแสสำคัญเกี่ยวกับชาติกำเนิดตัวเขาก็เป็นได้

     

    "แล้วเกิดอะไรขึ้นกับตระกูลวันเดอร์แลนด์แค่ผู้สืบทอดหายไปทำไมอันดับจึงลดลง" คราวนี้มู่เฉิงเป็นฝ่ายถามขึ้นมาบ้าง

     

    "เอ่อคือ..." ไบรอันกำลังเรียบเรียงคำพูดอยู่

     

    "ก็บอกพวกเขาไปซี่ว่าผู้สืบทอดคนปัจจุบันมันห่วยแตกส่วนตระกูลหลักก็ไร้ซึ่งคนที่มีพรสวรรค์ ก็มีดีแต่เด็กจากตระกูลสาขาที่พอจะเข้าตาอยู่บ้าง"ชายหนุ่มในชุดแดงเพลิงผู้มาใหม่พูดแทรกออกมา

     

    หากมองดีๆจะเห็นว่าที่ชุดคลุมของเขานั้นมีสัญลักษณ์พระอาทิตย์กำลังเปล่งรัศมีออกมาอย่างโชติช่วง

     

    "พี่ชายท่าทางงามสง่าท่านนี้คือ" กู่หลางเป็นคนแรกที่ไหวตัวทัน บุคคลท่าทางองอาจใส่เสื้อผ้าชั้นดี คิ้วตรงดุจกระบี่ อีกทั้งกล้าขัดจังหวะผู้สืบทอดตระกูลเกรหมายความว่าในเมืองหลวงแห่งนี้ฐานะของเขาต้องมิใช่ชั่วกู่หลางต้องการสร้างความประทับใจแรกกับชายหนุ่มผู้นี้

     

    เมื่อชายผู้มาใหม่ได้ยินคำเยินยอจากอีกฝ่ายเขาก็รู้สึกชอบใจ

     

    "คุณชายไบรอันก็นึกว่าทำไมไม่เข้าเรียนที่แท้มาแอบสังสรรค์ไม่ชวนกันบ้าง ข้าหวู่จางซ่ง"ชายหนุ่มอายุยี่สิบสองแนะนำตัวเองออกมา

     

    "หวู่จางซ่งเป็นน้องชายผู้สืบทอดตระกูลหวู่หนึ่งในแปดตระกูลใหญ่แห่งเมืองหลวง" ไบรอัน เกรแนะนำ เขาเองก็รู้จักกับ
    หวู่จางซ่งพอสมควร

     

    "ทักทายคุณชายหวู่" ทุกคนในโต๊ะประสานมือทักทายออกไปตามมารยาทยกเว้นลูคัสที่กำลังใช้สมาธิไปกับการคีบถั่วในจาน

     

    เมื่อเห็นท่าทางของชายชุดขาวหวู่จางซ่งก็รู้สึกขุ่นเคืองเล็กน้อย

     

    "ข้าน้อยก็พึ่งมาถึงหอไป๋ชาง ดังนั้นหากทุกคนมิรังเกียจจึงอยากขออนุญาตร่วมโต๊ะด้วยจะได้หรือไม่"ชายชุดแดงถือวิสาสะนั่งลงยังเก้าอี้ตัวที่ว่างตรงข้ามกับลูคัส

     

       หากเช่นนี้ใครจะกล้าห้ามปราม แม้จะเป็นผู้สืบทอดเหมือนกันแต่หวู่จางซ่งนั้นมีอายุมากกว่าไบรอันเกือบสี่ปีทำให้การบ่มเพาะของอีกฝ่ายมีมากกว่า

     

       เมื่อมีการสนทนาจึงได้ทราบว่าในเมืองหลวงเองก็มีสถานศึกษาอยู่เช่นกันแต่จะมีกฎที่แตกต่างจากที่อื่นเพราะสถานศึกษาของภาคกลางจะรับเฉพาะคนที่มีอายุ 18-25 ปีเข้าศึกษาโดยมีหลักเกณฑ์ว่าต้องมีระดับการบ่มเพาะไม่ต่ำกว่าอาจักรพลังที่ 3 เท่านั้น ลูคัสจึงสงสัยว่าแล้วคนที่อายุไม่ถึง 18 ปีก่อนหน้านั้นพวกเขาไปร่ำเรียนกันที่ใด

     

       ไบรอันบอกว่าความจริงทางราชวงศ์มี“โรงเรียนนูบีส” รับผู้ฝึกตนที่มีอายุตั้งแต่ 13-25 ปีเป็นต้นไปเข้าเรียนได้แต่สวัสดิการก็จะไม่ดีเท่าเหล่าสถานศึกษาสังเกตง่ายๆ จากไบรอันและเฉิน พวกเขายังต้องถ่อไปเรียนถึงสถานศึกษาอีเดนเพราะที่นั่นอยู่ติดกับเมืองหลวงมากที่สุด

     

    "พวกท่านมาจากที่ใดกันล่ะ" หวู่จางซ่งเริ่มเก็บข้อมูลแม้เขาจะเป็นผู้สืบทอดตระกูลหวู่แต่ตนก็ไม่ได้มีอำนาจล้นฟ้าจึงต้องฉลาดเลือกผูกสัมพันธ์กับเหล่าต้นกล้าจากขุมกำลังอื่น

     

    "เรียนสหายหวู่ข้าน้อยกู่หลางเป็นตัวแทนสถานศึกษาอาเทนจากแดนใต้เพื่อเข้าร่วมการชุมนุมนักรบสวรรค์ในครั้งนี้"
    กู่หลางยืนขึ้นก่อนกล่าวแนะนำตัว

     

    "ที่แท้ก็สหายกู่หลางท่านเองก็ดูมีสง่าราศีน่าจะได้อันดับที่ดีในงานชุมนุมในครั้งนี้"หวู่จางซ่งชมออกมา

     

    จากนั้นพวกเขาก็ผลัดกันเยินยอกันไปมาราวกับไม่มีใครยอมน้อยหน้าใครจนมาถึงทีของมู่เฉิง

     

    "แม่นางคนนี้ช่างดูงดงาม หากข้าน้อยหวู่จางซ่งเดาไม่ผิด แม่นางจะต้องเป็นสตรีที่แข็งแกร่งไร้เทียบเคียง"

     

    ลูคัสคิ้วกระตุกหวู่จางซ่งเองก็มีฝีปากที่ไม่เบาแต่ก็ยังไม่หลี่เฟินที่ตนเคยรู้จัก

     

       คำพูดนี้ทำให้มู่เฉิงปิดปากหัวเราะขึ้นมาเบาๆเป็นกิริยาที่ดูน่ารัก หญิงสาวเองคุ้นชินกับคำชมพวกนี้มานักต่อนักแล้วแต่เมื่อได้ยินมันออกมาจากคุณชายชุดแดงตรงหน้าทำให้เธอรู้สึกขบขัน

     

    จากนั้นเหล่าคณะที่เดินทางมาจากสถานศึกษาอาเทนก็แนะนำตัวทีละคน

     

    “ข้าน้อยโยร่า”

     

    “ข้าน้อยคานตง”

     

    เมื่อทุกคนผลัดกันแนะนำตัวกันจนหมด

     

    "ผมลูคัส..." ลูคัสเองก็จะแนะนำตัวตามมารยาท

     

    หวู่จางซ่งยกมือขึ้นมาเป็นเชิงให้หยุด"ข้ารู้สึกไม่ถูกชะตากับคุณชายท่านนี้เสียเท่าไหร่จึงไม่อยากเสวนาด้วย"

     

    เงียบ...ประโยคนี้สร้างความตกตะลึงแก่ทุกคน

     

    "ฮ่าฮ่า ข้าล้อเล่นๆ อะไรนะลูเคียสใช่ไหมยินดีที่ได้รู้จัก" ทำเขาทีเป็นเรียกชื่อของลูคัสผิดเพื่อสร้างความขบขัน

     

    "คุณชายหวู่ช่างมีอารมณ์ขัน"กู่หลางเป็นคนแรกที่เข้าใจความหมายของหวู่จางซ่งดี เขาเองก็ไม่ค่อยชอบหน้าลูคัสสักเท่าไหร่แต่ก็ต้องเก็บมันเอาไว้ในใจเพราะอีกฝ่ายเป็นสหายกับคุณชายน้อยตระกูลเกร

     

    จากนั้นหวู่จางซ่งก็หันมาเกี้ยวพาราสีมู่เฉิงต่อโดยไม่สนใจลูคัสอีก

     

    "ข้าน้อยอยากจะชวนแม่นางมา..." ขณะที่หวู่จางซ่งกำลังจะถามต่อ

     

    "เทพธิดาซายูริมา" มีเสียงฮือฮาจากผู้คนรอบข้างต้องรู้ว่าในชั้นนี้มีแต่คนจากตระกูลผู้ทรงอำนาจจึงสามารถขึ้นมาได้ ในชั้นเก้าจึงเหมือนเป็นจุดรวมตัวของคนหนุ่มสาวจากตระกูลที่มีหน้ามีตาในเมืองหลวง

     

       หวู่จางซ่งลุกออกจากโต๊ะโดยพลันเขาวิ่งหน้าตั้งแทรกฝูงชนไปหยุดตรงหญิงสาวนางหนึ่งเธอมีอายุราวยี่สิบปีผมสั้น รูปร่างผอมบาง ต้องยอมรับเลยว่าเธอคนนี้งดงามไม่มากเท่าไหร่แต่กลับมีเสน่ห์ลึกลับบางอย่าง

     

    "แม่นางผู้นั้นใครกัน เธอช่างมีความงามเป็นเอกลักษณ์" แม้แต่กู่หลางเองก็เริ่มสนใจ

     

    "เธอคนนั้นคือผู้สืบทอดตระกูลโคะโนะเอะมีชื่อว่า ซายูริ" แม้แต่ไบรอันเกรเองก็เกือบเก็บอาการหลงไหลไว้ไม่อยู่

     

    เมื่อเห็นท่าทางไบรอันเป็นแบบนี้ลูคัสจึงถามออกด้วยความสงสัย

     

    "นายไม่เข้าไปทักทายเธอหน่อยเหรอ เห็นว่าเป็นผู้สืบทอดเหมือนกัน"

     

    "ไม่จำเป็น เธอคนนั้นไม่เหลียวมองพวกเราหรอก" ไบรอันทิ้งคำพูดให้ทุกคนสงสัย

     

       พวกเขาจึงต้องเค้นความจริงจากหนุ่มผมทรงกะลาครอบได้ความว่าโคะโนะเอะ ซายูริ นั้นมีสัญญาหมั้นหมายตั้งแต่เกิดระหว่าง ผู้สืบทอดตระกูลวันเดอร์แลนด์

     

       เนื่องด้วยทารกชายจากตระกูลวันเดอร์แลนด์หายสาบสูญไปทำให้เธอไร้คู่ความจริงเป็นเรื่องที่ไม่สมควรในทวีปแห่งนี้ที่บุรุษจะไปยุ่งเกี่ยวกับคนมีคู่มั่นหมายแล้วแต่ด้วยความที่ซายูริเป็นคนมีเสน่ห์และเก่งกาจด้านวรยุทธ บรรดาผู้ชายจึงไม่สนจุดนี้และพยายามเข้าหาเธอและอีกหนึ่งปีเมื่อซายูริอายุครบยี่สิบเอ็ดปีสัญญามั่นหมายนั้นจะถือเป็นโมฆะทำให้เหล่าหนุ่มๆในเมืองหลวงนับวันรออย่างมีความหวัง

     

    "หากน้องสาวซายูริหากไม่รังเกียจเชิญมาร่วมโต๊ะกับพวกข้าดีหรือไม่"เนื่องจากโต๊ะในชั้นเก้าล้วนเต็มหมดหวู่จางซ่งจึงได้ทีลากเธอมายังโต๊ะของพวกลูคัส

     

       หญิงสาวเองก็ตอบรับอย่างมีมารยาทซายูรินั้นเป็นพวกไม่ยึดติดกับสถานะ ตนจึงมักไปไหนมาไหนด้วยตัวเองคนเดียวเสมอและเหล่าบุรุษในสายตาของเธอก็เป็นเพียงอากาศธาตุ ด้วยความเป็นผู้ที่หลงงมงายในเชิงยุทธจะมีก็แต่ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะทำให้ซายูริรู้สึกสนใจ

     

    "สวัสดีสหายทุกท่านเรามีนามว่า ซายูริ ยินดีที่ได้พบ"หญิงสาวแนะนำตัวก่อนนั่งลงอย่างมีมารยาท ความทะมัดทะแมงของเธอดูขัดกับหน้าตาเป็นอย่างยิ่ง

     

    ด้วยความที่ซายูริไม่ถือตัวและมีอัธยาศัยดีทุกคนจึงเข้ากับเธอได้ง่าย

     

    "ได้ข่าวว่าน้องสาวซายูริทะลวงถึงอาณาจักรพลังที่สี่ขั้นกลางแล้วข้าหวู่จางซ่งขอแสดงความยินดีด้วย" คุณชายหวู่รีบเข้าประเด็นเขารู้ดีว่าอีกฝ่ายชื่นชอบเรื่องใด

     

       ซายูริเองก็พยักหน้าก่อนประเมินความสามารถของทุกคนสุดท้ายก็มาตกอยู่ที่ชายหนุ่มมีผ้าผูกตาสีขาวที่กำลังกระดกน้ำชา

     

       สายตาคู่งามของเธอกระตุกเล็กน้อย ด้วยจิตวิญญาณแห่งนักสู้ตนรู้สึกได้ว่าชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับเธอที่ทำตัวพื้นๆไม่ได้ธรรมดาอย่างที่ตาเห็น

     

    "ท่านมีนามว่าอะไร" ซายูริยิงคำถามไปทางลูคัส เธอคาดเดาได้ว่าอีกฝ่ายคงเอาผ้าผูกตาไว้เฉยๆเพื่อฝึกฝนทักษะบางอย่าง

     

    ใบหน้าที่มีผ้าขาวผูกตาหันกลับมาก่อนเริ่มแนะนำตัวเอง

     

    "ผมลูคัส เรน จากสถานศึกษาอีเดนยินดีที่ได้พบคุณซายูริ"

     

    "ลูคัส ลูคัส" หวู่จางซ่งพึมพำกับตัวเองก่อนทำสายตาเบิกกว้างในที่สุด

     

    "มัจจุราชสีขาว เทพแห่งความตายจากเมืองโหย่ว"หวู่จางซ่งทะลึ่งตัวขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยก่อนชี้มือไปที่ชายในชุดขาว

     

       ประโยคนี้เหมือนฟ้าผ่าลงกลางโต๊ะคณะเดินทางจากสถานศึกษาอาเทนล้วนกำหมัดแน่น วีรกรรมต่างๆที่ผ่านมาของชายผู้นี้ช่างสะเทือนฟ้าดินยิ่งนักกู่หลางเองเริ่มรู้สึกหน้ามืดเหตุใดเขาจึงนึกไม่ออกกันชายหนุ่มธรรมดาจะเป็นสหายกับคุณชายตระกูลเกร และผู้สืบทอดตระกูลหยางได้อย่างไร แต่ก็แอบดีใจที่ยังไม่ได้ทำกิริยาหยาบคายใส่อีกฝ่ายไปอย่างน้อยตนยังเริ่มต้นผูกสัมพันธ์ใหม่ได้แตกต่างจากหวู่จางซ่งที่เปิดตัวได้แย่กว่าเขาไปหลายขุม

     

       เมื่อกล่าวจบหวู่จางซ่งส่งสายด่าทอมายังไบรอันแฝงความนัยว่า "ทำไมเอ็งไม่บอกข้า" ไบรอันก็ส่ายหัวเบาๆ พร้อมส่งสายตากลับไปเช่นกันว่า "ก็เอ็งไม่ถามก่อน"

     

    ส่วนคนที่ตื่นเต้นที่สุดคงไม่พ้นซายูริ เลือดในกายเธอเดือดพล่านทันทีที่ได้ยินสมญานามนี้

     

    "มัจจุราชสีขาว เราซายูริขอท้าประลองกับท่าน"



    คล้ายกับเรื่องเทพปกรณัมแห่งแดนเหนือ ภาค กำเนิดมารอเวจี ที่คุณอ่าน