หออาหารไป๋ชาง
"ตระกูลหยาง"
ประโยคทำทำให้เหล่าสมาชิกที่ร่วมโต๊ะอาหารเงียบลง
ไบรอัน เกร ไม่รู้สึกแปลกใจในคำตอบของอีกฝ่ายเท่าไหร่เพราะระหว่างลูคัสและหยางเฉินทั้งสองเป็นสหายสนิทกันดังนั้นเมื่อเขามาถึงเมืองหลวงจะตัดสินใจไปหาอีกฝ่ายก่อนก็ไม่แปลก
"ลูคัสนายรู้หรือเปล่าว่าตอนนี้หยางเฉินไม่อยู่ที่ตระกูลหรอกนะ"ไบรอัน ตอบ
เมื่อได้ยินอย่างนั้นตนก็ไม่รู้สึกแปลกใจ ผู้สืบทอดตระกูลก็คงต้องมีภารกิจมากมายเมืองหลวงเองก็มีหอคอยราชันย์อยู่จึงไม่กังวลเรื่องที่พักสักเท่าไหร่ อีกทั้งเขาก็วางแผนไว้แล้วว่าจะใช้เวลาที่เหลือไปฝึกฝนต่อที่นั่นก่อนงานชุมนุมจะเริ่มขึ้น
ประโยคสนทนาพวกนี้ทำให้กู่หลางต้องหัวเราะเสียงต่ำชายผู้นี้กล้าถึงขนาดอ้างตัวว่ารู้จักผู้สืบทอดตระกูลหยาง
"แล้วเทพธิดามู่ล่ะจากนี้จะไปที่ใด"ลูคัสเองก็หันมาสอบถามมู่เฉิงเช่นกัน
"สถานศึกษาส่งคนมาดูแลเรื่องที่พักก่อนถึงวันงานเรียบร้อยแล้ว"มู่เฉิงตอบออกไปเรียบๆ
จากนั้นทั้งหมดก็มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันว่าใครจะเป็นตัวเก็งของงานชุมนุมในครั้งนี้จากนั้นลูคัสก็ได้ทราบว่าตระกูลใหญ่ทั้งแปดประกอบไปด้วย
ตระกูลเกร
ตระกูลหยาง
ตระกูลหวู่
ตระกูลปาร์ค
ตระกูลบลูมเบิร์ก
ตระกูลยุน
ตระกูลวันเดอร์แลนด์
ตระกูลโคะโนะเอะ
ชายหนุ่มทราบจากไบรอันว่าตระกูลปาร์คนับว่ามีอำนาจมากสุดเพราะชายาลำดับสองขององค์จักรพรรดิมาจากตระกูลนี้และชายาพระองค์นั้นก็คือมารดาแท้ๆ ของอึนจูนั่นเอง
"คุณชายไบรอัน พอจะบอกได้หรือไม่ว่าตระกูลใดคืออันดับหนึ่งของเมืองหลวงแห่งนี้..."นี่เป็นเรื่องที่หลายคนอยากรู้ คำถามนี้จากกู่หลางจึงเหมือนการได้ถามแทนทุกคน
ไบรอันเกร ทำหน้าครุ่นคิดก่อนตอบว่า
"หากพูดถึงปัจจุบัน เรื่องเส้นสายคงปฏิเสธไม่ได้ว่าตระกูลปาร์คคืออันดับหนึ่งหากเป็นเรื่องความแข็งแกร่งคงยกให้
ตระกูลหยาง..."เขากล่าวออกเป็นนัย
"ทำไมถึงต้องบอกว่าหากปัจจุบันล่ะ" ลูคัส เรน เป็นฝ่ายถามออกมาตรงๆ
"เพราะหากเป็นเมื่อสิบปีก่อนตระกูลที่รุ่งโรจน์และทรงพลังจนไร้ผู้เทียบเคียงคือตระกูลวันเดอร์แลนด์..."
จากนั้นไบรอันก็เล่าว่าตระกูลวันเดอร์แลนด์มีพิธีที่สืบทอดกันมาจะมีเด็กหนึ่งคนที่ถูกเลือกให้เป็นผู้สืบทอดมาตั้งแต่กำเนิด เพราะทางตระกูลมีวิชาลับพิเศษบางอย่างที่ทำให้ปราณในร่างฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็ว
ว่ากันตามตรงวันเดอร์แลนด์ก็นับเป็นอีกหนึ่งตระกูลที่น่ากลัวเป็นอย่างยิ่งเพราะคำว่าฟื้นฟูปราณในร่างรวดเร็วนั้นก็เท่ากับว่าจะได้เปรียบเรื่องความเร็วในการบ่มเพาะพลังเช่นกัน
"นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผู้สืบทอดของตระกูลวันเดอร์แลนด์ทุกรุ่นแข็งแกร่งแซงหน้าทุกตระกูลอย่างไม่เห็นฝุ่น แต่สวรรค์ก็กลั่นแกล้งเมื่อยี่สิบปีก่อนวันที่ทายาทผู้สืบทอดถูกกำหนด ตระกูลวันเดอร์แลนด์กลับถูกลอบโจมตีโดยกลุ่มนักฆ่าที่แข็งแกร่งหมายสังหารทารกผู้สืบทอดแต่ด้วยการปกป้องจากหลายร้อยชีวิตทำให้คนรับใช้สามารถนำทารกน้อยเล็ดลอดจากการถูกสังหารไปได้ข่าวลือบอกว่าเขายังมีชีวิตอยู่และจะหวนคืนตระกูลในไม่ช้า เพื่อทำให้วันเดอร์แลนด์กลับมารุ่งโรจน์อีกครั้ง"ไบรอัน เกร เล่าในอึดใจเดียว
"วันเดอร์แลนด์" ลูคัสพึมพำด้วยใจที่เต้นรัวดังกลองศึกทารกที่หายตัวไปยี่สิบปี วิธีการพิเศษทำให้ปราณในร่างเพิ่มพูนได้เอง เขาจินตนาการถึงรอยสักปริศนาในร่างกายตามสัญชาตญาณนี่อาจเป็นเบาะแสสำคัญเกี่ยวกับชาติกำเนิดตัวเขาก็เป็นได้
"แล้วเกิดอะไรขึ้นกับตระกูลวันเดอร์แลนด์แค่ผู้สืบทอดหายไปทำไมอันดับจึงลดลง" คราวนี้มู่เฉิงเป็นฝ่ายถามขึ้นมาบ้าง
"เอ่อคือ..." ไบรอันกำลังเรียบเรียงคำพูดอยู่
"ก็บอกพวกเขาไปซี่ว่าผู้สืบทอดคนปัจจุบันมันห่วยแตกส่วนตระกูลหลักก็ไร้ซึ่งคนที่มีพรสวรรค์ ก็มีดีแต่เด็กจากตระกูลสาขาที่พอจะเข้าตาอยู่บ้าง"ชายหนุ่มในชุดแดงเพลิงผู้มาใหม่พูดแทรกออกมา
หากมองดีๆจะเห็นว่าที่ชุดคลุมของเขานั้นมีสัญลักษณ์พระอาทิตย์กำลังเปล่งรัศมีออกมาอย่างโชติช่วง
"พี่ชายท่าทางงามสง่าท่านนี้คือ" กู่หลางเป็นคนแรกที่ไหวตัวทัน บุคคลท่าทางองอาจใส่เสื้อผ้าชั้นดี คิ้วตรงดุจกระบี่ อีกทั้งกล้าขัดจังหวะผู้สืบทอดตระกูลเกรหมายความว่าในเมืองหลวงแห่งนี้ฐานะของเขาต้องมิใช่ชั่วกู่หลางต้องการสร้างความประทับใจแรกกับชายหนุ่มผู้นี้
เมื่อชายผู้มาใหม่ได้ยินคำเยินยอจากอีกฝ่ายเขาก็รู้สึกชอบใจ
"คุณชายไบรอันก็นึกว่าทำไมไม่เข้าเรียนที่แท้มาแอบสังสรรค์ไม่ชวนกันบ้าง ข้าหวู่จางซ่ง"ชายหนุ่มอายุยี่สิบสองแนะนำตัวเองออกมา
"หวู่จางซ่งเป็นน้องชายผู้สืบทอดตระกูลหวู่หนึ่งในแปดตระกูลใหญ่แห่งเมืองหลวง" ไบรอัน เกรแนะนำ เขาเองก็รู้จักกับ
หวู่จางซ่งพอสมควร
"ทักทายคุณชายหวู่" ทุกคนในโต๊ะประสานมือทักทายออกไปตามมารยาทยกเว้นลูคัสที่กำลังใช้สมาธิไปกับการคีบถั่วในจาน
เมื่อเห็นท่าทางของชายชุดขาวหวู่จางซ่งก็รู้สึกขุ่นเคืองเล็กน้อย
"ข้าน้อยก็พึ่งมาถึงหอไป๋ชาง ดังนั้นหากทุกคนมิรังเกียจจึงอยากขออนุญาตร่วมโต๊ะด้วยจะได้หรือไม่"ชายชุดแดงถือวิสาสะนั่งลงยังเก้าอี้ตัวที่ว่างตรงข้ามกับลูคัส
หากเช่นนี้ใครจะกล้าห้ามปราม แม้จะเป็นผู้สืบทอดเหมือนกันแต่หวู่จางซ่งนั้นมีอายุมากกว่าไบรอันเกือบสี่ปีทำให้การบ่มเพาะของอีกฝ่ายมีมากกว่า
เมื่อมีการสนทนาจึงได้ทราบว่าในเมืองหลวงเองก็มีสถานศึกษาอยู่เช่นกันแต่จะมีกฎที่แตกต่างจากที่อื่นเพราะสถานศึกษาของภาคกลางจะรับเฉพาะคนที่มีอายุ 18-25 ปีเข้าศึกษาโดยมีหลักเกณฑ์ว่าต้องมีระดับการบ่มเพาะไม่ต่ำกว่าอาจักรพลังที่ 3 เท่านั้น ลูคัสจึงสงสัยว่าแล้วคนที่อายุไม่ถึง 18 ปีก่อนหน้านั้นพวกเขาไปร่ำเรียนกันที่ใด
ไบรอันบอกว่าความจริงทางราชวงศ์มี“โรงเรียนนูบีส” รับผู้ฝึกตนที่มีอายุตั้งแต่ 13-25 ปีเป็นต้นไปเข้าเรียนได้แต่สวัสดิการก็จะไม่ดีเท่าเหล่าสถานศึกษาสังเกตง่ายๆ จากไบรอันและเฉิน พวกเขายังต้องถ่อไปเรียนถึงสถานศึกษาอีเดนเพราะที่นั่นอยู่ติดกับเมืองหลวงมากที่สุด
"พวกท่านมาจากที่ใดกันล่ะ" หวู่จางซ่งเริ่มเก็บข้อมูลแม้เขาจะเป็นผู้สืบทอดตระกูลหวู่แต่ตนก็ไม่ได้มีอำนาจล้นฟ้าจึงต้องฉลาดเลือกผูกสัมพันธ์กับเหล่าต้นกล้าจากขุมกำลังอื่น
"เรียนสหายหวู่ข้าน้อยกู่หลางเป็นตัวแทนสถานศึกษาอาเทนจากแดนใต้เพื่อเข้าร่วมการชุมนุมนักรบสวรรค์ในครั้งนี้"
กู่หลางยืนขึ้นก่อนกล่าวแนะนำตัว
"ที่แท้ก็สหายกู่หลางท่านเองก็ดูมีสง่าราศีน่าจะได้อันดับที่ดีในงานชุมนุมในครั้งนี้"หวู่จางซ่งชมออกมา
จากนั้นพวกเขาก็ผลัดกันเยินยอกันไปมาราวกับไม่มีใครยอมน้อยหน้าใครจนมาถึงทีของมู่เฉิง
"แม่นางคนนี้ช่างดูงดงาม หากข้าน้อยหวู่จางซ่งเดาไม่ผิด แม่นางจะต้องเป็นสตรีที่แข็งแกร่งไร้เทียบเคียง"
ลูคัสคิ้วกระตุกหวู่จางซ่งเองก็มีฝีปากที่ไม่เบาแต่ก็ยังไม่หลี่เฟินที่ตนเคยรู้จัก
คำพูดนี้ทำให้มู่เฉิงปิดปากหัวเราะขึ้นมาเบาๆเป็นกิริยาที่ดูน่ารัก หญิงสาวเองคุ้นชินกับคำชมพวกนี้มานักต่อนักแล้วแต่เมื่อได้ยินมันออกมาจากคุณชายชุดแดงตรงหน้าทำให้เธอรู้สึกขบขัน
จากนั้นเหล่าคณะที่เดินทางมาจากสถานศึกษาอาเทนก็แนะนำตัวทีละคน
“ข้าน้อยโยร่า”
“ข้าน้อยคานตง”
เมื่อทุกคนผลัดกันแนะนำตัวกันจนหมด
"ผมลูคัส..." ลูคัสเองก็จะแนะนำตัวตามมารยาท
หวู่จางซ่งยกมือขึ้นมาเป็นเชิงให้หยุด"ข้ารู้สึกไม่ถูกชะตากับคุณชายท่านนี้เสียเท่าไหร่จึงไม่อยากเสวนาด้วย"
เงียบ...ประโยคนี้สร้างความตกตะลึงแก่ทุกคน
"ฮ่าฮ่า ข้าล้อเล่นๆ อะไรนะลูเคียสใช่ไหมยินดีที่ได้รู้จัก" ทำเขาทีเป็นเรียกชื่อของลูคัสผิดเพื่อสร้างความขบขัน
"คุณชายหวู่ช่างมีอารมณ์ขัน"กู่หลางเป็นคนแรกที่เข้าใจความหมายของหวู่จางซ่งดี เขาเองก็ไม่ค่อยชอบหน้าลูคัสสักเท่าไหร่แต่ก็ต้องเก็บมันเอาไว้ในใจเพราะอีกฝ่ายเป็นสหายกับคุณชายน้อยตระกูลเกร
จากนั้นหวู่จางซ่งก็หันมาเกี้ยวพาราสีมู่เฉิงต่อโดยไม่สนใจลูคัสอีก
"ข้าน้อยอยากจะชวนแม่นางมา..." ขณะที่หวู่จางซ่งกำลังจะถามต่อ
"เทพธิดาซายูริมา" มีเสียงฮือฮาจากผู้คนรอบข้างต้องรู้ว่าในชั้นนี้มีแต่คนจากตระกูลผู้ทรงอำนาจจึงสามารถขึ้นมาได้ ในชั้นเก้าจึงเหมือนเป็นจุดรวมตัวของคนหนุ่มสาวจากตระกูลที่มีหน้ามีตาในเมืองหลวง
หวู่จางซ่งลุกออกจากโต๊ะโดยพลันเขาวิ่งหน้าตั้งแทรกฝูงชนไปหยุดตรงหญิงสาวนางหนึ่งเธอมีอายุราวยี่สิบปีผมสั้น รูปร่างผอมบาง ต้องยอมรับเลยว่าเธอคนนี้งดงามไม่มากเท่าไหร่แต่กลับมีเสน่ห์ลึกลับบางอย่าง
"แม่นางผู้นั้นใครกัน เธอช่างมีความงามเป็นเอกลักษณ์" แม้แต่กู่หลางเองก็เริ่มสนใจ
"เธอคนนั้นคือผู้สืบทอดตระกูลโคะโนะเอะมีชื่อว่า ซายูริ" แม้แต่ไบรอันเกรเองก็เกือบเก็บอาการหลงไหลไว้ไม่อยู่
เมื่อเห็นท่าทางไบรอันเป็นแบบนี้ลูคัสจึงถามออกด้วยความสงสัย
"นายไม่เข้าไปทักทายเธอหน่อยเหรอ เห็นว่าเป็นผู้สืบทอดเหมือนกัน"
"ไม่จำเป็น เธอคนนั้นไม่เหลียวมองพวกเราหรอก" ไบรอันทิ้งคำพูดให้ทุกคนสงสัย
พวกเขาจึงต้องเค้นความจริงจากหนุ่มผมทรงกะลาครอบได้ความว่าโคะโนะเอะ ซายูริ นั้นมีสัญญาหมั้นหมายตั้งแต่เกิดระหว่าง ผู้สืบทอดตระกูลวันเดอร์แลนด์
เนื่องด้วยทารกชายจากตระกูลวันเดอร์แลนด์หายสาบสูญไปทำให้เธอไร้คู่ความจริงเป็นเรื่องที่ไม่สมควรในทวีปแห่งนี้ที่บุรุษจะไปยุ่งเกี่ยวกับคนมีคู่มั่นหมายแล้วแต่ด้วยความที่ซายูริเป็นคนมีเสน่ห์และเก่งกาจด้านวรยุทธ บรรดาผู้ชายจึงไม่สนจุดนี้และพยายามเข้าหาเธอและอีกหนึ่งปีเมื่อซายูริอายุครบยี่สิบเอ็ดปีสัญญามั่นหมายนั้นจะถือเป็นโมฆะทำให้เหล่าหนุ่มๆในเมืองหลวงนับวันรออย่างมีความหวัง
"หากน้องสาวซายูริหากไม่รังเกียจเชิญมาร่วมโต๊ะกับพวกข้าดีหรือไม่"เนื่องจากโต๊ะในชั้นเก้าล้วนเต็มหมดหวู่จางซ่งจึงได้ทีลากเธอมายังโต๊ะของพวกลูคัส
หญิงสาวเองก็ตอบรับอย่างมีมารยาทซายูรินั้นเป็นพวกไม่ยึดติดกับสถานะ ตนจึงมักไปไหนมาไหนด้วยตัวเองคนเดียวเสมอและเหล่าบุรุษในสายตาของเธอก็เป็นเพียงอากาศธาตุ ด้วยความเป็นผู้ที่หลงงมงายในเชิงยุทธจะมีก็แต่ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะทำให้ซายูริรู้สึกสนใจ
"สวัสดีสหายทุกท่านเรามีนามว่า ซายูริ ยินดีที่ได้พบ"หญิงสาวแนะนำตัวก่อนนั่งลงอย่างมีมารยาท ความทะมัดทะแมงของเธอดูขัดกับหน้าตาเป็นอย่างยิ่ง
ด้วยความที่ซายูริไม่ถือตัวและมีอัธยาศัยดีทุกคนจึงเข้ากับเธอได้ง่าย
"ได้ข่าวว่าน้องสาวซายูริทะลวงถึงอาณาจักรพลังที่สี่ขั้นกลางแล้วข้าหวู่จางซ่งขอแสดงความยินดีด้วย" คุณชายหวู่รีบเข้าประเด็นเขารู้ดีว่าอีกฝ่ายชื่นชอบเรื่องใด
ซายูริเองก็พยักหน้าก่อนประเมินความสามารถของทุกคนสุดท้ายก็มาตกอยู่ที่ชายหนุ่มมีผ้าผูกตาสีขาวที่กำลังกระดกน้ำชา
สายตาคู่งามของเธอกระตุกเล็กน้อย ด้วยจิตวิญญาณแห่งนักสู้ตนรู้สึกได้ว่าชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับเธอที่ทำตัวพื้นๆไม่ได้ธรรมดาอย่างที่ตาเห็น
"ท่านมีนามว่าอะไร" ซายูริยิงคำถามไปทางลูคัส เธอคาดเดาได้ว่าอีกฝ่ายคงเอาผ้าผูกตาไว้เฉยๆเพื่อฝึกฝนทักษะบางอย่าง
ใบหน้าที่มีผ้าขาวผูกตาหันกลับมาก่อนเริ่มแนะนำตัวเอง
"ผมลูคัส เรน จากสถานศึกษาอีเดนยินดีที่ได้พบคุณซายูริ"
"ลูคัส ลูคัส" หวู่จางซ่งพึมพำกับตัวเองก่อนทำสายตาเบิกกว้างในที่สุด
"มัจจุราชสีขาว เทพแห่งความตายจากเมืองโหย่ว"หวู่จางซ่งทะลึ่งตัวขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยก่อนชี้มือไปที่ชายในชุดขาว
ประโยคนี้เหมือนฟ้าผ่าลงกลางโต๊ะคณะเดินทางจากสถานศึกษาอาเทนล้วนกำหมัดแน่น วีรกรรมต่างๆที่ผ่านมาของชายผู้นี้ช่างสะเทือนฟ้าดินยิ่งนักกู่หลางเองเริ่มรู้สึกหน้ามืดเหตุใดเขาจึงนึกไม่ออกกันชายหนุ่มธรรมดาจะเป็นสหายกับคุณชายตระกูลเกร และผู้สืบทอดตระกูลหยางได้อย่างไร แต่ก็แอบดีใจที่ยังไม่ได้ทำกิริยาหยาบคายใส่อีกฝ่ายไปอย่างน้อยตนยังเริ่มต้นผูกสัมพันธ์ใหม่ได้แตกต่างจากหวู่จางซ่งที่เปิดตัวได้แย่กว่าเขาไปหลายขุม
เมื่อกล่าวจบหวู่จางซ่งส่งสายด่าทอมายังไบรอันแฝงความนัยว่า "ทำไมเอ็งไม่บอกข้า" ไบรอันก็ส่ายหัวเบาๆ พร้อมส่งสายตากลับไปเช่นกันว่า "ก็เอ็งไม่ถามก่อน"
ส่วนคนที่ตื่นเต้นที่สุดคงไม่พ้นซายูริ เลือดในกายเธอเดือดพล่านทันทีที่ได้ยินสมญานามนี้
"มัจจุราชสีขาว เราซายูริขอท้าประลองกับท่าน"