เป็นจริงอย่างที่คาดมีคนเห็นจนได้ ก๊อกๆๆ เสียงเคาะกระจกทางฝั่งของธันวา ใบหน้าเนียนซีดขาว ดูตระหนกด้วยอาการตกใจ ดวงตากลมโตเบิกกว้าง มองตาม ทางของต้นเสียง “เอนิซ!” เสียงอุทานแผ่วเบา ชายหนุ่มปรับสีหน้าให้ดูปกติก่อนจะเลื่อนกระจกลง “ ไม่คิดจะคุยกันหน่อยหรอ” เอนิซซาก้มหน้าเข้าหาเกือบชิดขอบกระจก อายไลเนอร์คมกริบดำสนิทรับกับชุดเดรสน้ำเงินเข้ม แหวกข้างสูงจนเห็นต้นขาเรียวขาว เว้าช่วงอกลึกเผยให้เห็นเนินอวบอั๋น ที่แทบจะทะลักออกมาทิ่มตา
ภู่กันต์ยืนกอดอกพิงกระโปรงด้านหน้ารถ ดวงตาคมจับจ้องคนทั้งสองเขม่ง สีหน้านิ่งเฉยที่แฝงไว้ด้วยความขุ่นเคือง ห่างออกไปประมาณสิบเมตร เป็นชายฉกรรจ์สามคน รวมกับผู้จัดการส่วนตัวของเอนิซซาอีกหนึ่ง ยืนคุ้มกันแล้วคอยตรวจตราคอยกันคนออกห่างจากบริเวณนั้น “ เมื่อกี้นั่นมัน?” หญิงสาวชาวต่างชาติผู้มีใบหน้าสวยอินเตอร์เอ่ยถาม พร้อมกับชายตาไปทางคนที่ยืนกอดอกรออยู่ “ ใช่ เข้าใจถูกแล้ว” ชายหนุ่มตอบเต็มปากแบบไม่มีกั๊ก ช่วยไขข้อข้องใจของเอนิซซาให้กระจ่าง เธอกรอกตามองไปทางอื่นแว๊บหนึ่งก่อนจะหันกลับมาสบตากับเจ้าของใบหน้าหล่อไร้ที่ติ ปากสวยสีแดงสดยกยิ้มที่มุมปาก เค้นเสียงหัวเราะผ่านลำคอดังลอดไรฟัน ใช่ว่าเธอบลูลี่คนจำพวกเพศที่สาม เพียงแต่นึกสมเพชตัวเอง เสียแรงที่ลุ่ม หลงกับรูปลักษณ์ที่แลดูสุขุมมาดแมนแฮนซั่ม มิน่าล่ะ เธออุตส่าห์วางแผนรวบหัวรวบหางอยู่นาน งัดทุกกระบวนท่ามายั่วยวนก็ไม่เป็นผล นึกว่าเป็นสุภาพบุรุษ ที่ไหนได้ สุดท้ายเป็นพวกชายรักชายนี่เอง “ เพราะคุณไม่ชอบผู้หญิงใช่ไหม เลยไม่สนใจฉัน” “ ก็อาจจะใช่ หรืออาจจะไม่ใช่” คำตอบที่ได้ทำเอาคนฟังงงงันคิ้วขมวด แต่ถึงขั้นนี้แล้วเธอก็ไม่ได้สนใจหาคำตอบอะไรอีก “ แต่อย่าคิดว่าจะใช้เรื่องนี้มาขู่ผมได้นะ ผมเองก็รู้เรื่องของคุณไม่น้อยเหมือนกัน” น้ำเสียงเรียบนิ่งสายตาดุดันดังราชสีห์จ้องขย้ำเหยื่อ คำเตือนผ่านสายตาบอกให้เธอรู้ว่าไม่ควรเอาตัวเข้าเสี่ยง บุคลิกที่เงียบเป็นน้ำนิ่งไหลลึกนี่น่ากลัวที่สุด “เปล่า แค่อยากถามว่าคุณสบายดีไหม” สมองอันชาญฉลาดของเอนิซซาคิดไตร่ตรองดีแล้ว ทำทีถามไถ่เป็นมารยาท “ครับ คุณล่ะ” ธันวาก็ตอบกลับพอเป็นมารยาทเหมือนกัน “เช่นกัน” “กลับยัง?” คนรอเริ่มหงุดหงิดตระโกนถามเสียงแข็ง อุตส่าห์ตั้งใจฟังอย่างจดจ่อแต่กลับไม่ได้ยินอะไรเลย พาลให้โมโห “ กลัวได้ยินหรือไงวะ” อารมณ์ขึ้นปากก็เริ่มบ่น สีหน้าบ่งบอกถึงความไม่พอใจอย่างชัดเจน “บ๊าย” เอนิซซาโบกมือเป็นสัญญาณบอกลา จากนี้คงไม่มีเรื่องอะไรให้ต้องเจอกันอีก
ธันวากลับเข้ารถด้วยความรู้สึกโล่งอก ความรักยังคงเป็นความลับต่อไป “ เป็นไร” ตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว คนที่หน้าพวงมาลัยดูเงียบจนผิดวิสัย ปกติแล้วจะคอยเซ้าซี้ถามนู่นนี่นั่นไปซะทุกเรื่อง “ป่าว” ปากก็บอกปัดแต่สีหน้ายังคงบึ้งดึงไม่เปลี่ยน “ดูรู้ ไม่ได้โง่ โกหกไม่เนียน” หน้าบูดเป็นตูดลิงแบบนี้เด็กอนุบาลยังดูออก “ เหนื่อยแล้ว เบื่อที่ต้องหลบซ่อน อยากบอกกับคนทั้งประเทศว่ามู๋ธันเป็นของผม” คนหน้างอระบายออกซึ่งความคับข้องใจ มือเรียวสัมผัสแผ่วเบาที่ใบหน้าคม สื่อให้รู้ว่าเข้าใจ เพียงแต่อยากขอเวลาก็เท่านั้น “โอ๋ โกรธหรอ หืม” น้ำเสียงทุ้มนุ่มหู ยื่นหน้าเข้าใกล้ ดวงตากลมโตเป็นประกายใสแป๋ว ละลายพฤติกรรมของภู่กันต์จากแข็งกระด้างให้อ่อนลงในทันที ใบหน้าคมเอียงแก้มรับเอาสัมผัสสุดแสนละมุน เขารับรู้ได้ถึงความต้องการของเจ้าของมือเรียว แต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่เคยงอนได้จริงสักครั้ง
" อ้า อ้ำ…อ้าปากเร็วๆดิ” คนร่างใหญ่ขึ้นคร่อมใช้กำลังและวาจาเชิงบังคับแกมออดอ้อน รบเร้าให้ธันวาใจอ่อนเล่นเกมป้อนขนมจากปากต่อปาก ท้ายสุดก็ต้องยอมจำนนเพราะทนแรงตื้อไม่ไหว ภู่กันต์ใช้ลิ้นดันขนมเข้าสู่ปากเรียวกระจับ ตามต่อด้วยสอดลิ้นริ้มรสจูบแสนหวานจนยากจะถอดถอน ธันวาเคลิบเคลิ้มหลับตาพริ้มมือนวดคลึงบริเวณหัวของคนที่กำลังจู่โจม ปากหนาเลื่อนต่ำลง ลมหายใจรินรดต้นคอ ยิ่งกระตุ้นไฟพิศวาสในกายให้ลุกโชนมากยิ่งขึ้น ตึก! เสียงสิ่งของหนักๆร่วงกระแทกพื้น ดึงจิตใจที่ล่องลอยไปไกลกลับสู่ร่าง ดวงตาสองคู่จับจ้องไปที่ประตูห้องอย่างพร้อมเพรียง “มิ้งค์!” ธันวาตกใจหน้าซีด รีบผลักคนร่างใหญ่ที่คร่อมตนอยู่ออก มือเรียวรวบเสื้อเชิ้ตที่ถูกถึ้งจนหลุดลุ่ยเข้าหากัน “ เข้ามาได้ไง” ภู่กันต์เลิกคิ้วถามด้วยความสงสัย เพราะคนที่รู้รหัสมีเพียงธันวากับตนเท่านั้น “ รหัสที่ธันใช้มีไม่กี่ตัวหรอก ทั้งรหัสปลดล็อคมือถือก็เลขเดียวกับรหัสห้องไม่ใช่หรอ” ถึงธันวาจะเป็นคนที่ดูละเอียดอ่อน แต่เรื่องที่ต้องใช้ความจำเนี่ยไม่ถนัดนัก เพื่อนที่สนิทกันจึงมักจะรู้ทุกรหัสที่เป็นความลับของเขา “ แล้วนี่มันอะไรกัน” ภาพตรงหน้ามันทำให้คนดูรู้สึกแย่ เพื่อนสนิทกำลังประกบปากจูบกับอดีตแฟนต่อหน้าต่อตา “มิ้งค์ใจเย็นก่อนนะ” ชายร่างโปร่งพยายามสรรหาเหตุผลมาอธิบาย แต่ไม่รู้จะแก้ต่างยังไงได้ “ นี่นะหรอที่กันต์บอก ถ้าเราอยากรู้อะไรให้มาดูเองที่ห้อง” “ ใช่ ทีนี้ก็เข้าใจแล้วสินะ จะได้เลิกยุ่งกับผมสักที” ไอ้เรื่องเปิดตัวก็อยากเปิดเต็มที แต่ก็ไม่ใช่สาเหตุการมาของมารียาในวันนี้ “ฝีมือนายหรอ?” คนตาขวางถามเอาคำตอบกับคนที่ทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อน “อืม จะว่างั้นก็ได้” ภู่กันต์ยอมรับแบบโต้งๆโดยไม่แยแสอะไร “ ผมจะรักใครคบกับใครมันก็เรื่องของผม ผิดหรอ?” ภู่กันต์ผุดลุกจากโซฟามาประจันหน้า ถามหญิงสาวด้วยสายตาเอาเรื่อง “ ไม่ผิดหรอก กันต์จะรักใครก็ได้ เพราะเราไม่ได้เป็นอะไรกัน แต่ต้องไม่ใช่ธัน ต้องไม่ใช่เพื่อนสนิท เพื่อนที่เราไว้ใจ ถึงเราจะเลิกกันไปแล้ว แต่มิ้งค์รับไม่ได้ ธันเข้าใจที่เราพูดใช่ไหม” มารียาโกรธจนเลือดขึ้นหน้า เริ่มการตอบโต้กับภู่กันต์ แต่มาจบประโยคที่ธันวา ราวกับว่าเรื่องทั้งหมดเป็นความผิดของเพื่อน “ ถามจริง คือรักหรอ เพศเดียวกันนี่นะ” ดวงตาสวยมองใบหน้าคมด้วยอารมณ์สุดจะกลั้น สายตาแสดงถึงความเจ็บปวดสุดหัวใจ “ ไม่เกี่ยวว่าจะเป็นหญิงหรือชายหรอกนะ เคยได้ยินไหม รักแท้มันไม่เลือกเพศ ผมรักมู๋ธัน อย่างน้อยมู๋ธันก็ไม่เคยนอกใจผม ชัดไหม” ชายร่างใหญ่ยักคิ้วทำหน้ากวนโอ๊ยสุดๆ แค่คำว่านอกใจทำมารียาก็ถึงกับกลืนน้ำลายอึกใหญ่ พูดอะไรไม่ออก รู้สึกแน่นไปทั้งอก เพราะนั่นเป็นความผิดเดียวที่เธอเคยทำต่ออดีตคนรัก และเป็นความผิดเดียวที่คนรักกันไม่ควรทำ ปากสวยได้รูปสั่นระริก นัยน์ตาสวยแดงก่ำ น้ำใสๆปริ่มๆเกือบล้นขอบตา แต่ถูกความแกร่งสะกดกั้นไว้ ผู้หญิงที่มากด้วยศักดิ์ศรีอย่างเธอ ไม่อาจเสียน้ำตาเพียงเพราะ ถูกเพื่อนสนิทแถมยังเป็นผู้ชาย มาแย่งความรักไป “ พอเหอะ” ธันวาดึงแขนคนร่างใหญ่ที่ยื่นหน้าประจันหน้ากับมารียาอย่างไม่ยอมลดละ “ ทั้งที่เราไว้ใจ เพื่อนกันเขาทำกันแบบนี้หรอ ทั้งที่รู้ว่าเรายังรักกันต์และตามขอคืนดีอยู่ แต่ธันก็ยังทำ” น้ำเสียงที่สั่นเครือ ฝ่ามือเล็กจงใจฟาดไปที่อกของธันวา แต่ถูกร่างใหญ่แทรกตัวมายืนบังไว้ก่อน เจ้าของร่างแสดงท่าทีที่ทั้งหวง คอยปกป้อง การปฏิบัติอย่างกับเธอเป็นมารจ้องทำร้ายดวงใจของอดีตคนรักยิ่งทำให้มารียาเคืองมากขึ้นไปอีก หญิงสาวชักมือกลับเอื้อมลงเก็บกระเป๋าที่ร่วงอยู่พื้นขึ้นสะพายไว้ที่ไหล่ สายตาแสนเจ็บแค้นมองมายังทั้งสองหนุ่ม ก่อนพาร่างที่มีจิตใจบอบช้ำ เดินหนีออกจากห้องมา มารียาพิงหลังกับผนังลิฟท์ น้ำตาที่สุดจะกลั้นไหลเอ่ออาบสองแก้ม ร่างบางสะอื้นจนตัวโยน แม้จะเสียใจมากแค่ไหน แต่ก็ยังไม่สู้เจ็บใจ “ อย่าหวังว่าจะได้รักกัน” ดวงตาสวยกระตุกวาบกลับกลายเป็นเย็นชา ทั้งที่น้ำตายังไหลไม่ขาดสาย “เอม ช่วยอะไรฉันอย่างสิ” เธอเก็บมือถือลงกระเป๋า แล้วล้วงผ้าเช็ดหน้ามาซับน้ำตา ที่มันไหลมาเย้ยความโง่ของผู้เป็นเจ้าของ มองหน้าตัวเองผ่านเงาสะท้อนในลิฟท์ ปากสีแดงเข้มยกยิ้มที่มุมปาก ในตาสวยเต็มเปี่ยมด้วยเพลิงแค้น ก่อนจะหยิบแว่นกันแดดสีชาขึ้นมาสวม แล้วเดินเชิดหน้าออกจากคอนโดไป