เทียนนักรบยอดคุณหมอ ภาคสาม ตอนกำเนิดจ้าวสวรรค์

    ตอนที่ 47 ฝ่ามือยูไลสุริยัน

    “ ข้ายังต้องทำงานอีก ท่านพี่กับหานเอ๋อพาท่านเซียนไปก่อนนะ แล้วเจอกันที่บ้าน” แม่ของหานเอ๋อต้องกลับไปทำงานอีก

    “ ไม่ต้องไปทำงานที่ร้านอาหารแล้ว นี่คือค่าจ้างพวกเจ้าทั้งสามคนพ่อแม่ลูก ต่อไปใช้เงินพวกนี้เปิดร้านอาหารเองได้เลย” เทียนพูดจบก็ยื่นเหรียญทองให้สิบล้านเหรียญทอง ทั้งคู่ทำท่าไม่รับ เทียนต้องบังคับไม่เช่นนั้นไม่ต้องเคารพนับถือกันอีก ทั้งคู่เลยต้องรับเอาไว้ แล้วทั้งหมดก็พาเทียนมาป่าที่เป็นทางเข้า ที่พวกเขาได้ทำสัญลักษณ์เอาไว้

    เทียนสัมผัสถึงทางเข้าป่าแห่งนี้ เป็นมิติอีกแห่งหนึ่งมันจะเปิดอีกแค่ไม่กี่วันก็จะปิดแล้ว เทียนบอกให้ทั้งหมดกลับไปได้แล้ว จากนั้นเทียนก็เข้าไป จุดที่พ่อของหานเอ๋อบอกว่ามี ดอกบัวแก้วสีชมพูอยู่ เทียนรู้อยู่แล้วว่าดอกบัวนี้มีชื่อเรียกว่า ดอกสัตตบงกชแสนปี น่าจะนำไปทำยาเม็ดเพื่อเพิ่มพลังให้กับระดับราชันพรหมเทพได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เทียนกำลังต้องการอยู่พอดี พอมาถึงบึงน้ำก็มองเห็น ดอกสัตตบงกชแสนปี ลอยเด่น อยู่กลางบึงจริงๆเทียนลอยตัวไปใกล้ๆ จระเข้หลายตัวกลับพุ่งร่างเข้าใส่เทียนจากในบึง เทียนใช้มือสะบัด ร่างจระเข้าที่เข้ามาใกล้กระเด็นไปหลายตัว แต่พวกมันยังไม่ยอมหยุด

    พร้อมที่จะเข้ามาอีก เทียนเรียกใช้บริการสายฟ้า ฟาดเข้าใส่จระเข้ ที่หาญกล้าเข้ามา เปรี้ยง ๆ ๆ ๆนอนหงายท้องลอยอยู่เต็มบึง เทียนแค่ทำให้พวกมันสลบไปเท่านั้น จนสุดท้ายไม่มีตัวใดกล้าเข้ามาใกล้อีก เทียนหยิบดอกสัตตบงกชกลับไป แล้วลอยตัวขึ้นฟ้า มองไปรอบๆ

    พบว่าที่แห่งนี้มีแต่ป่า มีภูเขาหิมะอยู่ลูกหนึ่งกำลังจะไปสำรวจต่อก็ได้ยินเสียงของอาจารย์เจ้าสำนักม่านกู่เข้ามาในหัว ให้รีบกลับสำนัก เทียนเลยสร้างประตูมิติเอาไว้ที่ป่าแห่งนี้ ไว้มีโอกาสค่อยกลับมาสำรวจใหม่

    เทียนมาถึงสำนักก็พบว่า มีทหารอยู่รอบๆ สำนักเต็มไปหมด คงมีบุคคลสำคัญมาที่สำนักแน่เลย เทียนเดินเข้าไป ในห้องโถงพบกับอาจารย์ กำลังนั่งคุยกับผู้ชายสวมมงกุฏใส่ชุดมังกรสีดำ วัย 50 ปี ดูมีบารมีไม่น้อยคาดว่าน่าจะเป็น จักรพรรดิแน่นอน

    “ อาเทียน มาคำนับท่าน จักรพรรดิเจิ้งหนันเฉิน ซะ” เจ้าสำนักสั่ง เทียนรีบคำนับตามธรรมเนียนแต่ไม่ได้คุกเข่า

    “ ท่านจักรพรรดิ”

    “ อืม ท่าทางไม่เลว คนนี้ใช่ไหมที่อัดเจ้าเจ็ด จนหมดสภาพ” จักรพรรดิเอ่ยอย่างอารมณ์ดีไม่มีความโกรธใดใด

    “ ใช่แล้ว เป็นเรื่องเข้าใจผิดกันเล็กน้อย เด็ก ๆ ก็วู่วามใจร้อนแบบนี้ ไม่นานก็ดีกัน ศิษย์สำนักเดียวกันก็แบบนี้ ไม่ต่อยตี ไม่แข่งขัน ก็จะไม่รักกัน” อาจารย์เจ้าสำนักเอ่ยไปยิ้มไป เทียนได้แต่ยืนฟังเงียบ

    “ อาเทียน ความจริงเจ้าน่าจะเรียกข้า อาจารย์อานะ เพราะข้าเป็นศิษย์น้องของอาจารย์เจ้า ต่อไปเจอหน้าข้าก็เรียกข้า อาจารย์อาดีกว่า “ จักรพรรดิเอ่ยอย่างอามรมณ์ดี

    “ อาจารย์อา” เทียนเรียกตามที่จักรพรรดิสั่ง

    “ อาเทียน ที่ให้เจ้ามาวันนี้ก็จะให้มาทำความรู้จักกันกับจักรพรรดิแล้ว ข้ามีภารกิจให้เจ้าไปทำด้วย”

    “ ศิษย์พี่เขายังเด็กนัก ข้าไม่อยากให้เขาต้องไปเสี่ยงอันตรายแบบนั้น” จักรพรรดิคัดค้านทันที

    “ ท่านไม่ต้องห่วงข้ารู้ความสามารถของเขาดี เรื่องนี้ไม่น่ามีปัญหา” อาจารย์เจ้าสำนักรีบเอ่ย เทียนสนใจภารกิจที่ว่านี้

    “ อาเทียนเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเจ้า อาจารย์ไม่บังคับ แต่อาจารย์อยากให้เจ้าไป ถือว่าเป็นการฝึกตนสำหรับเจ้าด้วย เจ้าคิดว่าอย่างไร” อาจารย์เจ้าสำนักเอ่ยถาม

    “ อาจารย์ให้ศิษย์ไป ไม่ว่าเรื่องอะไรศิษย์ก็พร้อมไปเสมอ” เทียนตอบโดยไม่คิดเลย

    “ เห็นไหม องค์จักรพรรดิ ข้าบอกแล้วเขาต้องไม่ปฏิเสธ นี่ขนาดไม่รู้ว่าภารกิจคืออะไรเลย” เจ้าสำนักเอ่ยกับ องค์จักรพรรดิที่พยักหน้ายิ้ม ๆ

    “ เรื่องมีอยู่ว่า อาจารย์อยากให้เจ้าไปคุ้มกันองค์หญิง สิบสอง ไปอภิเษกสมรสกับ องค์ชายซีหยาง แห่งจักรวรรดิคิงส์หยาง แล้วพาตัวองค์ชายใหญ่ แห่งราชวงศ์หนันเจิ้งที่ถูกจับไปเป็นตัวประกัน กลับมาแทน” อาจารย์เจ้าสำนักเอ่ย

    “ นี่เป็นข้อตกลงของข้ากับจักรพรรดิคิงส์หยาง แต่ว่าพวกมันเจ้าเล่ห์นัก เรื่องนี้ข้าไม่วางใจ จึงต้องการกำลังเพิ่ม” จักรพรรดิเจิ้งหนันเฉินเอ่ย

    “ แล้วทำไมต้องส่งองค์หญิงไปสมรสกับองค์ชายซีหยางด้วย” เทียนสงสัย

    “ เฮ้อ เรื่องนี้ต้องเล่าให้เจ้าฟังก่อน เมื่อก่อนเมืองเจิ้งหนัน เคยเป็นจักรวรรดิต่อมาเมื่อสิบปีก่อน ได้สู้รบกับ จักรวรรดิคิงส์หยาง พวกเราพ่ายแพ้ จึงต้องเปลี่ยนสภาพจากจักรวรรดิเป็นเมืองเจิ้งหนัน กลายเป็นเมืองบริวาร ของจักรวรรดิคิงส์หยาง ต้องส่งโอรสคนแรกไปเป็นตัวประกัน เมื่อเดือนที่แล้ว องค์ชายซีหยางได้มาที่เมืองเจิ้งหนัน ได้เห็นหน้าธิดาของข้า เกิดชอบใจ จึงคิดสู่ขอ โดยยอมแลกกับการปล่อยตัวองค์ชายใหญ่ให้กลับมา” จักรพรรดิเอ่ยออกมาอย่างไม่สบายใจนัก

    “ องค์หญิงเต็มใจไปไหม” เทียนลองถามดู

    “ ข้ารู้ในใจของลูกหญิงนั้นไม่อยากไป แต่ก็ยอมรับปากเรื่องนี้เพื่ออยากให้องค์ชายใหญ่กลับมาเป็นรัชทายาทเหมือนเดิม” จักรพรรดิเอ่ยตามความจริง อาจารย์ก็พลอยถอนหายใจไปด้วย

    “ อาจารย์กำลังศึกของพวกเรา สู้จักรวรรดิคิงส์หยางไม่ได้เลยหรือ” เทียนสงสัย

    “ เมื่อสิบปีก่อน พวกเขานำผู้กำลัง ระดับ ราชันเทพยุทธ์มาเกือบพันคน และมีจักรพรรดิเทพยุทธ์มาเกือบร้อยคน พวกเราไม่มีทางรับมือได้ แต่ปัจจุบันพวกเราพยายามสร้างคนให้แข็งแกร่งมากขึ้น แต่พวกเขาก็ไม่ยอมอยู่นิ่งเฉยเช่นกัน

    สำนักยุทธ์พวกเขา มีมากกว่าพวกเรานับ สิบเท่า เมืองบริวารก็มีอีกหลายสิบเมือง หากขืนสู้กัน พวกเราคงย่อยยับอย่างแน่นอน” อาจารย์เจ้าสำนักประเมินผลการต่อสู้ให้เทียนเรียบร้อย

    “ จักรพรรดิยุทธ์นับร้อยเชียวหรือ จักรวรรดินี้ยิ่งใหญ่เพียงใดกันนะ?” เทียนเอ่ยเบาๆ

    “ มีเวลาอีก 7 วันเจ้าเตรียมตัวเดินทางไปกับขบวนเสด็จในครั้งนี้ ส่วนเรื่องรับเคล็ดวิชา พรุ่งนี้เช้าเจ้าขึ้นไปบันไดสีขาวก่อนได้เลย ข้าจะเปิดให้เจ้าเข้าไปเป็นพิเศษ” อาจารย์เจ้าสำนักรีบเอ่ยกับเทียน

    “ อาจารย์ข้ามีเรื่องสอบถาม ข้าต้องการสูตรปรุงยาราชันอัครพรหมเทพ ไม่ทราบท่านพอมีไหม” เทียนเอ่ยถาม

    “ มีอยู่แล้ว แต่ว่าสมุนไพรนั้นหายากและคนที่ปรุงยาก็ไม่มีใครสามารถปรุงได้เจ้าจะเอาไปทำไมกัน”

    “ ศิษย์กำลังฝึกปรุงยาอยู่นะขอรับ”

    “ ถ้าเช่นนั้นก็เอาหยกนี้ไป แต่สมุนไพรในสี่ตัวนั้น ค่อนข้างหายาก”อาจารย์เอ่ย

    “ ข้าพอมีสมุนไพรแสนปี อยู่ สองต้น ข้าจะส่งคนมามอบให้เจ้า” จักรพรรดิเอ่ยคำนี้ออกมา เทียนดีใจยิ่งนัก ถึงกับขอบคุณล่วงหน้า

    เทียนรีบกลับไปที่พักเพื่อเตรียมปรุงยา ก่อนหน้านั้นเทียนได้อ่านสูตรยาระดับราชันอัครพรหมเทพแล้ว มีสมุนไพรสี่ชนิดเท่านั้น ที่สามารถเพิ่มพลังยุทธระดับราชัน

    คือ ดอกบัวสัตตบงกช แสนปี ต้นโสมจักรพรรดิแสนปี เห็ดหลิงจือแสนปี ถั่งเช่าสีทองแสนปี สมุนไพรเหล่านี้สามารถใช้แค่เพียงตัวใดตัวหนึ่งก็สามารถหลอมเป็นเม็ดยาได้แล้ว แต่ว่า แต่ละชนิดนั้นช่างหายากเหลือเกิน นอกจากนั้นยังสามารถใชกระดูกวิญญาณ ระดับ 5แสนปีขึ้นไปมาดูดซับก็ได้ แต่ว่า ช่างหายากพอกัน

    เทียนนำดอกบัวสัตตบงกช หลอมด้วยเตาปรุงยาระดับราชัน ในเจดีย์ โดยทีเทียนใช้น้ำทิพย์ใส่เข้าไปด้วย ทำให้เม็ดยาราชันออกมาได้ทั้งหมด สามเม็ด เป็นสีชมพูหอมไปทั่วห้อง เทียนกินไปหนึ่งเม็ด พอเม็ดยาละลายก็ซิมซับเข้าไปในร่างกายทันที พลังของเม็ดยาที่อัดแน่น พุ่งเข้าสู่ท้องน้อยเข้าสู่จุดตันเถียน แล้วกระจายไปตามเส้นลมปราณ เกิดพลังปะทุออกมา ระเบิดตูม รัศมีพลังพุ่งขึ้นมาทันที จากระดับ ราชันอัครพรหมเทพระดับ 61เป็น 63 วิญญาณยุทธจากระดับ 66เป็น 68 แล้วเทียนนั่งสมาธิปรับพลังต่อทั้งคืน

    รุ่งเช้าอาจารย์พาเทียนไปที่บันได้ฟ้า

    “ อาเทียนบันไดฟ้า จะเป็นผู้กำหนดว่าใครเป็นผู้ได้รับสือทอดวิชา ไม่ใช้ข้า ดังนั้น

    ไม่ว่าเจ้าได้สืบทอดวิชาหรือไม่ อย่าได้นำมาคิดให้เสียเวลา เจ้าไปได้แล้ว”

    เทียนกระโดดก้าวขึ้นไปบนบันได้สีขาวทันที พอถึงขั้นที่ 20 ก็มีพลังลมปล่อยออกมากระแทก แต่ไม่สามารถทำอะไรเทียนได้ และ พลังลมนี้จะมีไปตลอดทาง

    เทียนไม่อยากเสียเวลา รวมร่างกับสายลมลอยขึ้นไปที่ลาน ต่อหน้ารูปปั้นพระยูไล องค์ใหญ่ที่นั่งสมาธิ ยื่นมือออกมา เทียนคุกเข่าคำนับพระยูไล เสร็จแล้วก็นั่งสมาธิติดต่อรูปปั้นพระยูไลทันที เทียนติดต่อไปสักพัก ดวงจิตพระยูไลก็ติดต่อกลับมา

    “ เด็กน้อย เจ้าขึ้นมาได้ยังไง เจ้ายังเด็กเกินไป ไม่สามารถรับพลังวิชาจากข้าไปได้ เจ้าลงเขาไปซะ”

    “ ท่านรู้อย่างไร ว่าข้าไม่สามารถรับพลังจากท่านได้”

    “ พลังวิชานี้สามารถสยบได้ทั้งสามภพ แค่พลังวิชาเดียวสมองของเจ้าก็มิอาจรับได้แล้ว” พระยูไลเอ่ยๆออกมา

    “ มาลองดูกัน ถ้าข้ารับไม่ได้ ข้าก็จะไม่ฝืนทน” เทียนรีบเอ่ยออกมา

    “ ในเมื่อเจ้าบันไดฟ้า ส่งเจ้าขึ้นมาแล้ว ลองทดสอบดูก็ได้ แต่ถ้าไม่ไหวก็รีบส่งสัญญาณบอกมาก็แล้วกัน “ จากนั้นก็มีแสงส่องเข้ามาที่หน้าผากของเทียน เป็นรูปเครื่องหมายแห่งสวัสดิกะ

    เทียนรับรู้ได้ถึงพลังที่ส่งเข้ามาเทียนกระจายเข้าไปท้องทะเลแห่งความคิด ซึ่งทะลความจำของเทียนมีมากมายยิ่งนัก เพราะตั้งแต่เทียนฝึกพลังนิรันดร์สาม จุดตันเถียนของพลังเทพยุทธ์ของเทียนมีเพิ่มถึง สามจุด ทะเลจิตของเทียนกว้างใหญ่ไร้ที่สิ้นสุด พลังยุทธ์ของพระยูไลสุริยันเข้ามาได้สามท่า ก็ทำท่าว่าจะหยุด เทียนไม่สนใจใช้พลังดูดเอาออกมาจากจิตพระยูไล ที่กำลังตกใจไม่คิดว่าเทียนจะกล้าดูดวิชาที่เหลือ เพราะที่ผ่านมา ดวงจิตพระยูไลให้มนุษย์ทั่วไปเพียง สามท่า เท่านั้น ไม่เคยให้ใครมากกว่านี้ แต่นี่เทียนไม่พอใจแค่สามท่า กลับดูดอีก 6 ท่าไปจนหมด เทียนนั่งยิ้มอย่างสบายใจ

    “ ขอขอบพระคุณพระยูไล ที่ถ่ายทอดพลังยุทธ์ ฝ่ามือยูไลสุริยันทั้ง เก้าท่าให้จนครบ”

    ดวงจิตพระยูไลยังตระหนก ตกใจอยู่ คราแรกนึกว่า ร่างเทียนจะระเบิดตายไปเสียแล้ว แต่เทียนกลับดูด วิชาที่เหลืออีก 6 ท่าเข้าไปจนหมด

    “ เฮ้อ หรือว่านี่คงเป็นสวรรค์ลิขิต ที่ให้เจ้าได้รับพลังยุทธ์ทั้ง เก้าท่าไป ต่อไปขอให้เจ้าพลังยุทธ์นี้ไว้ปราบคนพาล อภิบาลคนดี แล้วพลังยุทธ์นี้ก็จะสถิตอยู่กับเจ้าตลอดไป” จากนั้นเสียงจากพระยูไลก็ค่อย ๆ หายไป

    เทียนรีบกลับไปที่พักแล้วเริ่มฝึกวิชาฝ่ามือยูไล สามท่าแรกก่อน ท่าแรกเป็นฝ่ามือที่ปล่อยออกมาเป็นขบวนท่าที่ใช้ผสมกับพลังจิตที่ระดับสูงพอปล่อยออกมาจะเน้นทำลายเฉพาะร่างกายภายนอก สามารถควบคุมหนักเบาได้ด้วยพลังจิต

    ส่วนท่าที่สอง เน้นทำลายอวัยวะภายใน ไม่ว่าจุดใดก็ตามก็สามารถทำลายได้ดั่งใจนึก

    ส่วนท่าที่ สาม เรียกว่าท่ายูไลพันมือ ทำลายหมดทั้งร่างกายและอวัยวะภายใน เทียนรู้สึกว่าพลังมันจะคล้ายๆ กับหมัดมฤตยู ที่เคยฝึกมาแต่ชาติก่อนแต่ในส่วนของพระยูไลจะละเอียดอ่อนกว่า เทียนศึกษาท่าที่ สี่ ห้า หก เป็นขบวนท่าไว้ปราบมารหรือปีศาจ โดยมีท่าที่ 6 ว่า ท่ายูไลปราบมาร เทียนศึกษาต่อไปถึงท่านที่7-9 เป็นท่าทีสร้างขึ้นมาไว้ปราบเทพเซียนโดยเฉพาะ แต่ว่าพลังของเทียนคงต้องใช้พลังระดับ จักรพรรดิอัครพรหมเทพขึ้นไป ถึงจะทำให้มีพลานุภาพได้สมบูรณ์

    โดยเฉพาะท่าที่ 8 เรียกว่ากำราบเซียน ซุนหงอคอก็ถูกท่านนี้กำราบ ส่วนท่าที่เก้า เรียกว่าท่ายูไลสยบโลกา เทียนคิดว่าในโลกใบนี้คงไม่มีใครสามารถรอดจากท่าที่ 8 ได้ ดังนั้นท่าที่ 9 คงไม่มีใครได้ใช้อย่างแน่นอน เทียนเริ่มฝึก สามท่าแรกก่อน

    เทียนใช้เวลา 7 วันก็สามารถฝึกฝน สามท่าแรกได้อย่างชำนาญ จากนั้นก็มีคนจากวังหลวงมามอบสมุนไพร แสนปีให้เทียน เป็นโสมจักรพรรดิแสนปี ทั้งสองต้น แล้วเทียนก็ตามทหารเข้าวังไปเพื่อไปส่งองค์หญิงให้ไปอภิเษกสมรสที่จักรวรรดิคิงส์หยาง...

    คล้ายกับเรื่องเทียนนักรบยอดคุณหมอ ภาคสาม ตอนกำเนิดจ้าวสวรรค์ ที่คุณอ่าน