ที่กำแพงเมืองเบอเนียร์ทุกสิ่งเต็มไปด้วยความโกลาหลวุ่นวาย ทหารต่างเร่งรีบจัดทัพอย่างไม่ค่อยเป็นระเบียบนัก ไม่รู้นานแค่ไหนแล้วที่เมืองเบอเนียร์ไม่เคยถูกรุกรานจากข้าศึก ทหารหลายคนยังไม่เคยแม้แต่สู้รบกับข้าศึกสักครั้งในชีวิต ภายในกองทัพของเมืองเบอเนียร์พลทหารส่วนใหญ่แล้วจะเป็นระดับผู้ใช้มนตรา ส่วนผู้ที่เป็นระดับนักรบจะได้รับตำแหน่งเป็นหัวหน้าหมู่ทหาร และอัศวินทั้งห้าจะทำหน้าที่เสมือนแม่ทัพควบคุมทหารเหล่านั้นอีกที แต่ผู้ที่กุมอำนาจในกองทัพอย่างแท้จริงคือชายผู้ที่กำลังยืนเด่นอยู่บนกำแพงเมือง ชายผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองเบอเนียร์
แม้จะมีอายุล่วงเลยมาถึงวัยห้าสิบปีเศษแล้วแต่ใบหน้าของดยุคโคเว่นกับไม่ปรากฏร่องรอยของความเหี่ยวย่นเลยแม้แต่น้อย ดวงตาแหลมคมราวพญาเหยี่ยว ที่มือข้างหนึ่งถือเอาไว้ด้วยหอกสีฟ้ายาวเกือบสี่เมตร รูปร่างของมันทั้งงดงามและดูน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน นี่คือหอกวารีสวรรค์อาวุธเลื่องชื่อที่ต่อสู้ร่วมกับดยุคโคเว่นมาอย่างยาวนาน มันเป็นอาวุธระดับสูงที่ระดับของมันเกือบจะเทียบเท่าอาวุธระดับปฐพี ความแข็งแกร่งของมันนับว่าไม่อาจจะดูถูกได้
สีหน้าของดยุคโคเว่นเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดยามเมื่อมองไปยังกองทัพข้าศึกสุดลูกหูลูกตาที่ยืนอยู่คนฝากฝั่งแม่น้ำ แม้จะห่างไกลออกไปแต่ก็ยังรับรู้ได้ถึงกระแสพลังของนักเวทจำนวนมาก เขามองเห็นธงสีแดงที่โบกสะบัดไปมาของกองทัพข้าศึก บนผืนธงมีสัญลักษณ์รูปดวงตาสีดำอันดูลึกลับที่เขาเองรู้สึกคุ้นตาแต่ก็จำไม่ได้ว่าเคยเห็นมันมาจากที่ไหน
เจตนาของกองทัพนี้ย่อมมีเจตนาร้ายอย่างไม่ต้องสงสัย โชคดีที่ทหารยังยกสะพานข้ามแม่น้ำขึ้นทันเวลา ไม่อย่างนั้นข้าศึกคงได้ข้ามมาประชิดกำแพงเมืองเป็นแน่ แม้เมืองเบอเนียร์จะมีไพ่ตายสำหรับปกป้องเมืองแต่ดยุคโคเว่นก็ไม่อยากจะใช้มันในเวลานี้
“ ทำไมยังไม่มีใครรีบไปตามกำลังเสริมจากทั้งห้าตระกูลมาอีก!! “
ดยุคตะโกนออกมาด้วยเสียงเข้มพลางกวางสายตาไปมองทหารที่อยู่รอบๆรวมถึงเหล่าอัศวินทั้งห้าคนด้วย ทั้งห้าตระกูลใหญ่นับเป็นกำลังสำคัญต่อเมืองเบอเนียร์เป็นอย่างมาก ทั้งห้าตระกูลเป็นตระกูลที่คานอำนาจกันอยู่ตลอดเวลา แต่ละตระกูลจะมีกำลังพลอยู่ประมาณสองร้อยคนไม่มากไม่น้อยไปกว่านี้มากนัก ด้วยกำลังพลที่เท่ากันมันจึงทำให้สมดุลเกิดแก่เมืองเบอเนียร์ และเมื่อยามศึกสงครามเช่นนี้กำลังพลของทั้งห้าตระกูลนับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง
“ เรื่องนั้นพวกข้าได้สั่งให้ทหารไปทำแล้วขอรับนายท่าน แต่มีเพียงตระกูลริชาร์ท และตระกูลโจฮันเนสเท่านั้นที่กำลังเร่งส่งกำลังพลมา“
ชายวัยสี่สิบในชุดของอัศวินสีเงินอันสง่างามก้มหน้าเอ่ยคำรายงานอย่างไม่กล้าสบตากับดยุคโคเว่น เขารู้ว่านี่เป็นคำรายงานที่ดยุคโคเว่นไม่อยากได้ยิน ชายผู้ที่กำลังเอ่ยคำรายงานมีชื่อว่าเซนเป็นหนึ่งในอัศวินทั้งห้าแห่งเมืองเบอเนียร์ ระดับพลังของชายผู้นี้คืออัศวินขั้นที่สอง
“ แล้วอีกสามตระกูลทำไมจึงไม่ส่งกำลังเสริมมา!? “
ดยุคโคเว่นพูดออกมาเสียงแข็ง เขาเริ่มรับรู้ถึงสัญญาณที่ไม่ค่อยจะดีนักจากคำรายงานนี้
“ เมื่อครู่ตระกูลสการ์เชียพึ่งส่งทหารยามผู้หนึ่งที่สภาพไม่สู้ดีนักมาขอกำลังเสริมจากเรา หากมันไม่ได้โป้ปดข้าดูเหมือนที่ตระกูลสการ์เชียจะมีผู้ทรยศตระกูล และตอนนี้ฝ่ายของฟาร์ฮานดูเหมือนกำลังจะเสียเปรียบ “
“ มีผู้ทรยศตระกูลในเวลาเช่นนี้.. ช่างประจวบเหมาะเสียจริง“
ดยุคโคเว่นกัดฟันแน่นข่มโทสะเอาไว้ ในยามที่เมืองเบอเนียร์เกิดสงครามตระกูลสการ์เชียก็กลับเกิดเหตุร้ายต่อตระกูลก็เกิดเหตุทรยศขึ้นในเวลาพอดิบพอดี หากเขาคิดว่านี้เป็นเพียงเหตุบังเอิญเขาคงไม่สมควรจะเป็นเจ้าเมืองเบอเนียร์อีกต่อไป ‘หรือฟาร์ฮานจะคิดกบฏต่อเมืองเบอเนียร์ ..แต่ชายคนนั้นไม่น่าจะทำเรื่องต่ำช้าเช่นนี้ได้’
“ แล้วตระกูลมัลเลอร์กับตระกูลฮอบสันล่ะ คงไม่ใช่ว่าทั้งสองตระกูลก็เกิดเหตุทรยศเหมือนกันใช่หรือไม่!? “
“ ตระกูลมัลเลอร์เองก็เกิดการทรยศโค่นล้มผู้นำตระกูลเช่นกันนายท่าน ส่วนตระกูลฮอบสันพวกมันหายออกไปหมดทั้งตระกูลไม่เหลือแม้แต่ร่องรอยของผู้คนรวมถึงสมบัติและทรัพสินย์มีค่าต่างๆก็ถูกขนออกไปจนหมด ตอนนี้ราวกับตระกูลฮอบสันกลายเป็นตระกูลร้างไปแล้วขอรับ“
“ เจ้าว่ายังไงนะ!! นี่มันเรื่องบัดซบอันใดกัน!? “
ดยุคโคเว่นที่เคยรักษากิริยาอันสง่างามไว้ตลอดถึงกับแสดงท่าทีโกรธเกรี้ยวออกมา แรงกดดันของระดับอัศวินขั้นที่หกแผ่ออกมารอบกายของเขาโดยไม่ได้ตั้งใจ มือของเขากำแน่นด้วยความโกรธ โชคดีที่หอกวารีสวรรค์ในมือของเขาคืออาวุธเวทระดับสูง หากเป็นอาวุธทั่วไปมันคงแตกหักไปนานแล้ว ทหารที่เป็นเพียงระดับผู้ใช้มนตราถึงกับหายใจออกมาอย่างติดขัดยามที่พบเจอกับแรงกดดันนี้
ความโกรธที่ดยุคโคเว่นแสดงออกมามันคือความโกรธที่ถูกหยามเกียรติเพียงแค่ฟังเรื่องราวจากปากของเซนเขาก็คาดเดาได้แล้วว่าเกิดเหตุอะไรขึ้น ตระกูลฮอบสันนั้นทรยศต่อเมืองเบอเนียร์อย่างไม่ต้องสงสัย และพวกมันต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับกองทัพข้าศึกที่กำลังตั้งทัพอยู่อีกฝั่งแม่น้ำเป็นแน่
ส่วนตระกูลสการ์เชียและมัลเลอร์แม้จะไม่ได้คิดทรยศแต่ภายในตระกูลย่อมมีฝ่ายที่ร่วมมือกับกองทัพของข้าศึกอย่างแน่นอน ด้วยนิสัยของฟาร์ฮานแม้จะวาจาร้ายไปบ้างแต่เขาก็เป็นชายที่ค่อนข้างซื่อตรงไม่น่าจะเป็นผู้ที่คิดกบฏต่อเมืองเบอเนียร์ได้ ส่วนเบลซผู้นำตระกูลมัลเลอร์เองแม้จะมีไหวพริบและเล่ห์เหลี่ยมแต่เขาก็เติบโตมาในเมืองเบอเนียร์ตั้งแต่เยาว์วัย หากถามถึงคนที่รักเมืองเบอเนียร์มากที่สุดชายคนนี้ย่อมอยู่อันดับต้นๆอย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยนิสัยของทั้งสองแล้วต่อให้ถูกข้าศึกชักจูงก็ไม่น่าจะเข้าร่วมในการทรยศเมืองเบอเนียร์เป็นแน่ นี่อาจจะเป็นสาเหตุให้อีกฝ่ายต้องจัดการทั้งสองลงเพื่อตัดกำลังของเมืองเบอเนียร์
นี่เท่ากับว่ากำลังเสริมของเมืองเบอเนียร์กว่าครึ่งถูกข้าศึกบั่นทอนไปจนเกือบหมด การศึกครั้งนี้ย่อมมีคนภายในเข้าร่วมด้วย ดยุคโคเว่นกัดฟันแน่นด้วยความโกรธยามเมื่อนึกถึงเรื่องนี้
ผ่านไปชั่วครู่ในที่สุดเขาก็เริ่มควบคุมอารมณ์ความโกรธของตัวเองได้
“ เซนเจ้ารีบนำทหารบางส่วนไปช่วยเหลือตระกูลมัลเลอร์ ส่วนเนสโต้เจ้านำทหารไปช่วยเหลือตระกูลสการ์เชีย!! “
ท่าทีของดยุคโคเว่นกลับมาเป็นดยุคผู้สง่างามอีกครั้ง เขารีบออกสั่งด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดทันที สายตากวาดมองไปยังเซนที่กำลังก้มหน้าอยู่ ก่อนจะปรายตามองอัศวินร่างสูงเพรียวในชุดเกราะสีเงินวาววับ ส่วนสูงของชายผู้นี้สูงเกือบสองเมตร ท่าทีเต็มไปด้วยความความองอาจเหมาะสมกับตำแหน่งห้าอัศวินแห่งเมืองเบอเนียร์ นี่คือเนสโต้ผู้ที่เคยไล่ล่าพรรคพวกของโอรันเมื่อครั้งก่อน
“ แต่นายท่านข้าศึกใกล้จะประชิดกำแพงเมืองแล้ว“
“ ข้าเองเห็นด้วยกับเซนนะนายท่าน พวกข้าควรจะเป็นกำลังหลักอยู่ในที่กำแพงเมืองนี้ “
เซนกับเนสโต้รีบกล่าวแย้งคำสั่งของดยุคโคเว่น แม้ยามปกติทั้งสองจะเชื่อฟังคำสั่งอย่างเคร่งครัดแต่ในยามศึกสงครามเช่นนี้พวกเขาทั้งสองที่เป็นกำลังหลักควรจะปกป้องผู้คนอยู่ที่เขตกำแพงเมือง
“ การรักษาพันธมิตรไว้ย่อมดีกว่า ตระกูลฮอบสันทรยศต่อเมืองเบอเนียร์ไปหนึ่งตระกูลแล้ว หากเสียตระกูลที่เป็นกำลังหลักของเมืองเบอเนียร์ไปอีกสองตระกูลพวกเจ้าคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น และหากในกรณีที่แย่ที่สุดพวกนั้นหันไปแปรพรรคเพราะคิดว่าพวกเราทอดทิ้งเจ้าว่านั่นจะหมายถึงสิ่งใด กองกำลังอีกนับร้อยที่ควรจะร่วมกันปกป้องเมืองเบอเนียร์อาจจะต้องถูกทิ้งให้ตายหรือไม่ก็อาจจะต้องกลายเป็นศัตรูในอนาคต รีบไปซะนี่คือคำสั่งของข้าในฐานะของผู้ปกครองเมืองเบอเนียร์ “
ดยุคโคเว่นเอ่ยคำสั่งออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ ขอรับ “
ทั้งคู่มองไปยังแววตาแหลมคมของดยุคโคเว่นก่อนจะรับฟังคำสั่งด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเคารพ พวกเขาทั้งคู่มัวแต่เป็นห่วงการปกป้องกำแพงเมืองแต่กลับหลงลืมความจริงในข้อนี้ไป หากตระกูลอีกสองตระกูลแปรพักไปนั่นย่อมไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่ หรือหากทั้งสองตระกูลถูกกำจัดไปนั่นก็หมายถึงมือเท้าของเมืองเบอเนียร์ที่ถูกตัดออก แม้สงครามจะสิ้นสุดความสมดุลในเมืองเบอเนียร์ก็คงจะหายไปอยู่ดี
“ รอนด้าเจ้ารับหน้าที่สั่งการพลธนูทั้งหมด! หากข้าศึกเข้ามาในระยะยิงเมื่อไหร่ให้ยิงธนูเวทออกไปทันที“
“ รับคำสั่งนายท่าน !! “
อัศวินหญิงในชุดเกราะเบารับคำสั่งด้วยความหนักแน่น นางชื่อว่ารอนด้าเป็นหญิงสาวเพียงคนเดียวในหมู่อัศวินทั้งห้า แม้จะเป็นหญิงสาวแต่ระดับพลังของนางก็เป็นถึงอัศวินขั้นที่หนึ่งนับว่าเป็นพลังที่บุรุษไม่อาจจะดูถูกได้ แม้จะล่วงเลยวัยสี่สิบมาแล้วแต่ใบหน้าของนางก็ยังคงเอาไว้ซึ่งความสง่างามของนักเวทสาว นัยน์ตาของนางเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวไม่แพ้บุรุษเลยแม้แต่น้อย