หลังจากคุยเรื่องเดิมพันกับเจ้าสำนักลู่วันนั้น..
ผมก็แทบจะหายหัวไปครึ่งปีเต็ม ๆ
ไม่ใช่เพราะหนีหนี้นะ..
แต่เพราะผมขังตัวเองอยู่แต่ในห้องฝึก!
จะหลับก็นอนในห้องนั้น.. จะกินก็ให้หลินซินยกมาให้ถึงในห้องนั่นแหละ
ถ้ามีใครแอบเอาผ้าห่มมาคลุมผม ผมคงกลายเป็นวิญญาณที่สิงสถิตในห้องฝึกไปแล้วด้วยซ้ำ
อีกนั้นเหลือเวลาแค่สองวัน..
'ศึกปัญจมิตร' ก็จะเริ่มแล้ว..
ซึ่งงานประลองใหญ่นี้จะแบ่งเป็นสามช่วง เริ่มจากรุ่นเด็กประถมยุทธ์ ไล่ยาวมาถึงรุ่นมัธยุทธ์อย่างผม และสุดท้ายคือรุ่นผู้ใหญ่ พูดง่าย ๆ คือพวกผู้ใหญ่ที่อยากก้าวหน้าในฐานะจอมยุทธ์ของราชสำนักนั่นแหละ
สิ่งที่ดีคือผมไม่ต้องไปวิ่งทำภารกิจสะสมแต้มความดีความชอบเหมือนคนอื่น
พอไม่มีอะไรต้องกังวล..
ผมก็ยัดพลังทั้งหมดลงในวิชายุทธ์แบบเต็มสูบ และผลลัพธ์มันก็ไม่โกหก
เดือนแรกผมทะลุถึงสัมผัสปราณขั้นกลาง อีกสองเดือนต่อมาก็ไปถึงขั้นปลาย และตอนนี้ก็แตะสัมผัสสรรพวิถีขั้นต้นแล้ว
เหลืออีกแค่ก้าวเดียวจริง ๆ ผมก็จะขึ้นไปถึงขั้นกลางได้
เอาจริง ๆ มันเร็วขนาดที่ถ้ายี่ฟู่รู้ เขาต้องจับผมโยนมาอยู่สำนักสี่ขุนเขาเพราะกลัวจะควบคุมไม่ได้
แถมตอนนี้ผมยังมีปราณมาศในร่างอีก..
นั่นทำให้การพัฒนายิ่งก้าวกระโดดยิ่งกว่าเดิม
ตามเกณฑ์อายุ..
คนจะเข้าสัมผัสสรรพวิถีได้ต้องรอจนสิบเก้าหรือยี่สิบ แต่ผมน่ะเพิ่งสิบเจ็ดปลาย ๆ เอง ยังไม่ทันได้เป็นผู้ใหญ่เต็มตัวเลยด้วยซ้ำ
ถ้าจะมีใครเรียกผมว่าปีศาจ..
ก็ไม่เถียงหรอก
ส่วนไอ้โหวหวัง.. อย่าคิดว่ามันจะอยู่นิ่ง ๆ นะ
หลังจากเจอหนานหงเซียเข้าไป มันก็เหมือนได้ยาโด๊ปแรงสุดในยุทธภพมาดื่ม
เหมือนตาของมันสว่างทันทีว่ายุทธภพไม่ได้มีแค่ผู้หญิงกับเต้าหู้ทอด..
มันเลยเร่งฝึกจนขึ้นมาถึงสัมผัสสรรพวิถีขั้นต้นเหมือนกันกับผม
อาจเพราะได้ 'พรหมจรรย์ปลูกนิพพาน' มาจากหนานหงเซีย เลยทำให้ฝึกเร็วแบบติดจรวด..
ไม่รู้เหมือนกันว่าเรื่องนี้จริงแค่ไหน
แต่ก็นะ..
ถ้าใช่จริง ๆ ผมก็คงได้แต่ยินดีกับมันด้วยแล้วกัน
ถึงแม้พลังปราณในร่างของมันจะยังไม่หนาแน่นเท่าผม..
เพราะมันเพิ่งแตะขั้นนี้เมื่อสามอาทิตย์ก่อน..
แต่แค่มาถึงระดับนี้ได้ตอนอายุเท่านี้..
ก็ถือว่าเจ๋งอยู่
ในห้องฝึกในบ้านพักของผม..
เสียงกระบี่ดังแหวกอากาศ พร้อมกับพลังปราณสีทองที่ห่อหุ้มกระบี่ครามไว้ทั้งเล่ม
ผมหมุนมันไปรอบตัวโหวหวังแบบไม่ให้มันได้พักหายใจ
ส่วนเจ้าของกระบอกเหล็กดำก็แค่ยืนปักหลักอยู่กับที่..
ควงกระบองของมันไปมาเหมือนจะบอกว่า 'เอาเลยสิอ้ายเจี้ยน พร้อมก็เข้ามา!'
แน่นอน..
ผมก็ไม่ขัดศรัทธา!
เคล้ง ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ !!
ผมรัวกระบี่เข้าใส่มันเหมือนพายุ ทุกท่วงท่าคือความแม่นยำแบบไม่ปรานี
ทุกกระบี่ที่หันออกไปล้วนเล็งจุดตาย เล็งมุมอับทุกจุดจนโหวหวังคงคิดในใจว่าผมแค้นมันเรื่องอะไรหนักหนา
แต่น่าเสียดาย..
มันไม่ใช่ไก่ให้ผมเชือด
มันควงกระบองรับกระบี่ผมอย่างฉับไว แถมสวนกลับมาแบบไม่คิดชีวิตด้วยแรงกระแทกที่ทำให้ผมรู้ว่า..
อืม..
เหมือนเดอะฮัลค์ที่กินเดอะทิงเข้าไป
ไอ้หมอนี่ใช้ท่วงท่าที่เคลื่อนไหวน้อยกว่า แต่แทบไม่มีช่องว่างให้ผมเล่นงาน
และพอผมเผลอแทงซี่โครงด้านขวาไปหน่อยเดียว มันก็สวนกลับทันที
ใช้กระบองงัดกระบี่ผมจนเสียหลัก..
เปิดช่องที่หน้าท้อง
แล้วไอ้นั่นก็ตามมา.. ด้ามกระบอกของมันพุ่งเข้าใส่หน้าท้องผมแบบไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า
แต่จะให้ผมแพ้ง่าย ๆ ได้ยังไง?
ผมยิ้มมุมปากแล้วยกขาซ้ายหนีบกระบองมันไว้ระหว่างน่องกับแข้ง
จากนั้นก็กดน้ำหนักตัวกับแรงขาลงไป กดมันจมสู่พื้น
ยัง..ยังไม่พอ..!
ผมหมุนตัวโดยใช้กระบองของมันเป็นฐาน แล้วใช้แรงเหวี่ยงกระบี่ฟาดกลับเข้าหาที่ส่วนหัวของมัน
ตอบแทนแบบไม่ให้เสียชื่อหลิวเจี้ยนคนนี้
ถ้าเป็นคนอื่นละก็..
คงโดนผมจัดการไปแล้วแน่นอน
แต่โหวหวังไม่ใช่คนอื่น หมอนี่ฝึกกับผมมาจนรู้ทันแทบทุกจังหวะ
เห็นแค่ผมยกขาซ้ายขึ้น มันก็รู้แล้วว่าผมจะเล่นอะไร
ทันทีที่ผมยกขา..
มันก็เลื่อนมือที่จับกระบองไปที่ปลายอีกด้าน แล้วยกกระบองขึ้นสูง
ผลคือ.. ผมฟันเลยหัวมันไปฟุตกว่า ๆ
หลังจากนั้น.. มันตั้งกระบองเป็นแนวตั้ง
ผมที่หนีบกระบองอยู่ก็เลยราบตัวลงอย่างกับผ้าถูกพาด กับพื้น แล้วจู่ ๆ หมอนี่ก็ปล่อยมือจากกระบองเฉยเลย
โหวหวังอาศัยแรงดีดจากขา เตรียมจะถีบใส่กระบองของมันที่ผมยังเกาะอยู่
แต่ก่อนที่ฝ่าเท้าจะถึงเป้าหมาย หมอนี่ก็เพ่งจิตไปที่มือขวา
แวบเดียว..!
กระบองเหล็กดำที่อยู่ใต้ตัวผมหายไปโผล่ในมือมันแทน
แน่นอน..
กระบองเล่มนั้นมันไม่ธรรมดา
เป็นถึงศาสตราระดับตำนาน มีปราณสถิตอยู่ มันเรียกอาวุธกลับมือได้อย่างกับดีดนิ้ว ผมไม่แปลกใจหรอก
แต่แทนที่มันจะใช้จังหวะนั้นถีบผมให้กระเด็น..
มันกลับเปลี่ยนท่า..
ใช้กระบองที่เรียกกลับมาเป็นหลักค้ำให้ตัวเอง แล้วก็กระโดดหมุนกลับมาลงพื้นอย่างกับท่าซูเปอร์ฮีโร่
ส่วนผมก็ลงสู่พื้นเหมือนกันแบบนิ่ง ๆ ไม่ได้ชักกระบี่ออกมาอีกแล้ว
“ฮ่า ๆ ๆ ตาไวดีนะพ่อหนุ่มหน้าขน ถ้าเจ้าเผลอถีบข้าเมื่อครู่ เจ้าคงแพ้ไปแล้วล่ะ”
ผมยิ้ม.. ปาดเหงื่อไปพลาง หอบเล็กน้อยแต่ยังมีแรงกัดมุก
“ฉันฝึกกับเอ็งมาตั้งนาน..
จะไม่รู้เลยเรอะว่าเอ็งล่อให้ฉันถีบ แล้วจะสวนด้วยปราณกระบี่ใส่ขาฉันน่ะ”
โหวหวังตอบแล้วก็เพ่งจิตอีกครั้ง..
กระบองมันหดลงเหลือเท่าไม้จิ้มฟัน ก่อนที่เจ้าของกระบองจะเอาไปเสียบที่ติ่งหูเฉยเลย..
ใช่.. ติ่งหู!
หมอนี่เจาะหูไว้ใส่อาวุธ!
“เอาเป็นว่า..วันนี้เราเสมอกัน”
ผมพูดก่อนจะหันไปทางประตู
ซึ่งที่ตรงนั้นก็มีหลินซินยืนถือผ้าขนหนูอยู่สองผืน
“หลินซิน มีอะไรหรือเปล่า?”
พอเธอเห็นเราหยุดประลองก็เดินเข้ามา ยื่นผ้าขนหนูให้เราแต่ละคน ก่อนจะพูดขึ้น
“นายหญิงส่งคนมาบอกว่า อยากพบนายน้อยเจ้าค่ะ”
“ท่านย่ารึ? ต้องการพบข้าเรื่องใดกัน?”
ผมพึมพำพร้อมใช้ผ้าขนหนูเช็ดเหงื่อออกจากคอ
“หลินซินไม่ทราบเจ้าค่ะ รู้แต่เพียงว่านายหญิงได้เชิญท่านไปพบที่สุสานตระกูลหลิวเจ้าค่ะ”
หลินซินตอบเสียงเบา
“สุสานตระกูลหลิวงั้นเหรอ?”
ผมเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย..
นี่ตระกูลเรามีสุสานเป็นของตัวเองด้วยเรอะ ทำไมผมถึงไม่เคยรู้เรื่องนี้เลยนะ?
“อืม..
งั้นก็ไปบอกคนที่ท่านย่าส่งมาละกัน ว่าข้าจะตามไปทีหลัง
ขอตัวอาบน้ำล้างเหงื่อก่อนเถอะ”
ผมบอกหลินซินไปแบบนั้น ซึ่งเธอก็พยักหน้ารับคำแล้วหมุนตัวเดินออกจากห้องฝึกไป
“เอ็งมีธุระ.. งั้นวันนี้ก็พอแค่นี้”
โหวหวังว่าพร้อมโยนผ้าขนหนูเปียกเหงื่อลงบนบ่าผมอย่างหน้าตาเฉย ก่อนจะเดินออกจากห้องไปโดยไม่ลืมทิ้งกลิ่นกายชายฉกรรจ์ไว้เป็นของแถม
หลังจัดการธุระส่วนตัวเรียบร้อย ผมกับหลินซินก็เริ่มออกเดินทางลงเขา
เธอเป็นคนขอตามมาด้วย..
บอกว่าคิดถึงคุณท่านของเธอ.. เธอเลยอยากถือโอกาสไปกราบท่านด้วย
ผมก็ไม่ได้ขัดอะไร
ถือว่าเป็นเพื่อนร่วมทางละกัน
เราเดินมาทางตะวันออกของเมือง..
ที่นั่นเต็มไปด้วยสุสานทั้งร้างและดูแลดี ราวกับสวนสาธารณะแต่เวอร์ชันเป็นสถานที่พักผ่อนของดวงวิญญาณ
มันทั้งดูโรแมนติกเหมาะต่อการปิกนิก..
หากพวกนายไม่กังวลว่าจะมีใครตามกลับบ้านด้วยน่ะนะ
ผ่านไปสักพัก ผมก็เห็นสุสานของคนตระกูลซุน
แม่เจ้า!
ป้ายสุสานใหญ่โตมโหฬาร ประดับเพชรพลอยเต็มไปหมด
ตัวอักษรสลักชื่อทำจากทองแท้ สมกับเป็นตระกูลห้าเสาหลักจริง ๆ
เดินต่อมาอีกนิด ก็เจอป้ายไม้เรียบ ๆ เขียนว่า 'สุสานตระกูลหลิว'
สุสานของตระกูลผมมันก็ไม่ได้หรูหราเท่าของตระกูลซุนหรอก
แต่ก็มีคลาสของมันเองในแบบเรียบง่าย
เป็นสุสานของคนที่ไม่ได้อยู่ในห้าตระกูลเสาหลัก แต่ก็ยังคุมท่าเรือใหญ่ของเมือง
ผมเดินเข้าไปด้านใน เห็นท่านย่ากำลังคุกเข่าอยู่หน้าหลุมศพสองหลุม..
หนึ่งของปู่ 'หลิว สุ่ยเหิง' อีกหนึ่งคือ 'หลิว หลง' อาป๊าผม
แต่ที่ทำให้ผมขมวดคิ้วคือ..
หลุมของอาป๊ายังไม่ถูกฝัง โลงศพยังวางอยู่ข้างหน้าหลุมฝังศพ แถมดินข้าง ๆ ยังพูนเป็นกอง หญ้าเขียวขึ้นหย่อม ๆ เหมือนรออะไรบางอย่างมานานแล้ว
อะไรบางอย่างที่ยังไม่เสร็จ..
ทันทีที่ผมเดินเข้าไปใกล้ ท่านย่าก็เหมือนจะรู้ได้เองโดยไม่ต้องหันกลับมา
ท่านก้มลงกราบหลุมศพสามครั้งช้า ๆ แล้วจึงหันมามองผมด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
“เจี้ยนเจี้ยนเอ๋อร์.. มานี่มา.. มากราบท่านปู่ของหลานก่อน”
น้ำเสียงนุ่มนวลปนความคิดถึงของท่าน ทำให้ผมชะงักไปครู่หนึ่ง
ซึ่งผมรู้..
ว่านั้นไม่ได้หมายถึงผม..
แต่เป็นของท่านปู่กับอาป๊าของผม
ผมเดินเข้าไปช้า ๆ แล้วคุกเข่าลงตรงหน้าหลุมศพของท่านปู่ ก่อนจะก้มกราบลงไปอย่างเงียบ ๆ
มือเหี่ยวย่นของท่านย่าลูบลงมาที่หัวผมเบา ๆ สัมผัสนั้นทำให้รู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก
“ท่านพี่..
นี่คือเจี้ยนเจี้ยนเอ๋อร์ของพวกเรา
อย่างไร.. หล่อเหลาเหมือนที่ข้าเคยบอกท่านหรือไม่..”
คำพูดของท่านย่าพาเอาหัวใจผมกระตุกวูบ เหมือนท่านพูดกับปู่จริง ๆ
“หลิวเจี้ยนคารวะท่านปู่.. คารวะอาป๊า..”
ผมพูดเบา ๆ พร้อมกับก้มลงอีกครั้ง
คราวนี้ตั้งใจจะกราบให้หลุมของพ่อ แต่ท่านย่ากลับยกมือขึ้นห้ามไว้
“ตอนนี้ยังกราบไม่ได้หลานรัก...”
ท่านพูดก่อนจะหันไปมองหลุมศพข้าง ๆ ที่เป็นหลุมของอาป๊า
“หลุมนั้นยังไม่ได้ทำพิธีอันใด..
หากก้มกราบลงไปก็คงไม่ไปถึงพ่อของหลานหรอก...”
ผมหันไปมองโลงที่ยังวางอยู่.. แล้วเงยหน้ากลับมามองย่าอย่างไม่เข้าใจ
“หมายความว่าอย่างไรหรือครับท่านย่า?”
ผมถามเสียงเบาแต่จริงจัง รู้สึกว่าเรื่องที่นี่มันไม่ธรรมดาเอาเสียเลย
“มันเป็นคำสั่งเสียของปู่ของหลาน”
ท่านย่าพูดเสียงเบา..
สายตาจ้องไปที่โลงศพที่ยังไม่ได้ฝังนั่นอย่างเหม่อลอย
ในแววตานั้น..
ผมเห็นทั้งความโศก ความหวัง และความเจ็บปวดปนเปกันไปหมด
“ปู่ของหลานได้กำชับไว้ว่า... จนกว่าจะพบร่างของพ่อหลาน ห้ามฝังโลงนี้โดยเด็ดขาด”
ผมกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืด ๆ
เหลือบตาไปมองโลงศพอีกครั้ง..
แล้วหันกลับมามองท่านย่า
“หมายความว่า..อาป๊าผม..พ่อผม...อาจยังมีชีวิตอยู่?”
“ย่าก็ไม่รู้...”
ท่านย่าตอบ
“แต่คำสั่งของปู่หลานนั้นชัดเจน..
แล้วของที่อยู่ในโลงนั้นล้วนเป็นของใช้ส่วนตัวของพ่อเจ้า เสื้อผ้า ของใช้ประจำตัว.. รวมถึงสิ่งหนึ่ง”
ท่านย่าค่อย ๆ ลุกขึ้นช้า ๆ ผมรีบเข้าไปประคองทันที
มือข้างซ้ายจับแขนของท่านไว้ ส่วนมือขวาของท่านย่าก็พยุงไม้เท้าเอาไว้แน่น
เราทั้งคู่เดินไปยังโลงศพนั้นช้า ๆ
ท่านย่าหันมามองผมด้วยสายตาที่ไม่ต้องเอ่ยคำใด ผมก็เข้าใจได้ทันที
ผมหันไปพยักหน้าให้หลินซินที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ เป็นเชิงขอให้ช่วยรับช่วงต่อในการประคองท่านย่า
เธอรับคำสั่งนั้นผ่านสายตาอย่างรวดเร็ว และก้าวเข้ามาทำหน้าที่แทน
จากนั้นผมก็สูดลมหายใจเข้าเฮือกหนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือไปเปิดฝาโลง
กลิ่นไม้หอมผสมกลิ่นเก่าจาง ๆ ลอยออกมา ของใช้ในนั้นดูสะอาดและถูกจัดเรียงไว้อย่างเรียบร้อย
เหมือนมีใครสักคนดูแลอยู่เสมอ
เสื้อคลุมสีขาวของสำนักสี่ขุนเขาถูกพับเรียบวางอยู่ด้านบน และสิ่งที่วางอยู่บนเสื้อนั่น..
คือกระบี่
กระบี่เล่มนั้นดูธรรมดา แต่กลับให้ความรู้สึกไม่ธรรมดา
มันเรียบง่าย แต่พลังบางอย่างกลับซ่อนอยู่ใต้ความเงียบงันนั้น
ผมจ้องมันอย่างเงียบ ๆ
หัวใจผมเต้นแรงขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ...