ใกล้จะค่ำ บรรยากาศมืดลงรอบด้าน อาทิตย์สาดส่องแสงสุดท้ายเพียงไม่นานก็มืดมิด
ภายในห้องอยู่ในความมืด หรงซิวหันหลังอยู่ใกล้ๆ ใบหน้ารับกับแสงสว่างมองเห็นชัดเจน อวิ๋นอี้เห็นดวงตาสีเข้มบนใบหน้าผอมนั้นจ้องมองนางอย่างแวววาว นางรู้สึกร้อนรนไปหมด
เขาบอกให้นางรับผิดชอบ
อวิ๋นอี้ตะลึงอยู่นาน ค่อยๆ ระงับความรู้สึกแปลกๆ ในใจ แล้วพูดว่า "ข้าทำกระไรกับฝ่าบาทเพคะ?"
“เกี้ยวข้าแล้วก็หนีหาย นอนแล้วยังแกล้งไม่สนใจ” หรงซิวขยับเข้ามาใกล้ ริมฝีปากแทบจะแนบชิดกับนาง พูดว่า "อวิ๋นอี้ ข้าจะบอกให้ ไม่มีทาง"
เรื่องมันชักจะเลยเถิดไปมากแล้ว
อวิ๋นอี้เงียบไปครู่หนึ่งแล้วเงยหน้าขึ้นมอง “ท่านอยากให้ข้ารับผิดชอบเยี่ยงไร?”
เพลานี้ทั้งสองคนเป็นสามีภรรยากัน ดังนั้นยกโทษให้นางเถิดที่ไม่รู้ว่า คำว่ารับผิดชอบที่หรงซิวเอาแต่พูดถึง มันหมายความว่าเช่นไรกันแน่
หรงซิวเงียบลงเมื่อถูกนางถาม อธิบายว่า "เรามีความสัมพันธ์กันแล้ว เจ้าจะแสร้งทำเป็นว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นมิได้"
"ข้าไม่ได้แสร้งทำเป็นว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นนี่ ข้าแค่หวังว่าให้มันผ่านไป”
"ผ่านไปมิได้" หรงซิวขัดนาง "อวิ๋นเออร์ จะทำเช่นนี้กับข้ามิได้"
คำนี้มาอีกแล้ว
จากนัยน์ตาลึกของเขา อวิ๋นอี้เหมือนจะอ่านข้อความบางอย่างออก นางพูดอย่างสงสัย “ฝ่าบาทจะบอกว่า ให้เราทำสิ่งนั้นกันเรื่อยๆ หรือเพคะ?”
“ข้าหมายถึงว่า ทางที่ดีเจ้าจงรีบตกหลุมรักข้าเสีย” เขาจับมือนางและตบเบาๆ "เจ้านอนต่อเถิด ข้าจะออกไปเดินเล่น"
มาไวไปไว
หลังจากที่หรงซิวจากไป อวิ๋นอี้ก็ไม่มีกะจิตกะใจจะนอนเสียแล้ว
นางนั่งอยู่บนเตียง เหม่อคิดเรื่อยเปื่อย
แม้ในความมืดมิดก่อนหน้านี้ นางเห็นถึงความโศกเศร้าที่หรงซิวแสดงออกมาจากนัยน์ตามิผิดแน่
ตั้งแต่กลับถึงจวนจนถึงเพลานี้ ถ้าพูดให้ดีแล้ว อวิ๋นอี้รู้สึกแปลกประหลาดกับหลายสิ่ง
แน่นอนว่าสิ่งที่แปลกที่สุดคือหรงซิวกับนาง
ข่าวลือต่างพูดว่าหรงซิวรักเจ้าของร่างเดิมจนหัวปักหัวปำ แต่อภิเษกตั้งสามปีมาแล้ว จะไม่เคยร่วมหอกันได้เช่นไร
หรงซิวมิได้ไร้น้ำยา เมื่อคืนเห็นได้ชัดว่านางเกือบจะเป็นจะตายอยู่เช่นกัน
อวิ๋นอี้หาเหตุผลไม่ได้ ความรักที่ออกมาจากปากเขา ทำให้นางไม่เข้าใจและไม่อยากจะเข้าใจ
สัญญาระหว่างทั้งสอง แน่นอนว่าอวิ๋นอี้เพียงอยากลองดูเท่านั้น นางพยายามอย่างมากทำความคุ้นเคยกับหรงซิว แต่เรื่องของความรู้สึก มันบังคับกันไม่ได้ และนางก็ไม่ใช่คนที่จะยอมฝืนใจตนเอง
หากเส้นตายครึ่งปีหมดลง นางยังไม่รู้สึกกระไรกับหรงซิว หากนางจะจากไปก็อย่าหวังว่าจะมีผู้ใดห้ามได้เลย
ตามสภาพอากาศที่อบอุ่นขึ้น หรงซิวก็ยุ่งมากขึ้น นางไม่ได้เจอเขาเลยทั้งวัน อวิ๋นอี้พักผ่อนอยู่ในเรือน มักได้ยินเซียงเหอบ่นข้างหูเสมอว่า “องค์ชายของเราเก่งทั้งบุ๋นในเรื่องการบำรุงประเทศ บู๊ก็ทำให้ชาติมั่นคง ที่แห่งใดต้องการเขา เขาก็ต้องไป ก่อนหน้านี้ยุ่งกับเทศกาลล่าสัตว์ ช่วงนี้ก็การสอบฤดูวสันต์ พระชายาเพคะ ท่านกับฝ่าบาทช่วงนี้ เหมือนจะมิได้สานสัมพันธ์กันสักเท่าใดเลยนะเพคะ"
อวิ๋นอี้หวังอยู่เสมอว่าเขาจะยุ่งทุกวัน จนไม่มีเวลาคุยกับนาง อยู่บ้านคนเดียว ประชันฝีปากกับเสี่ยวมู่อวี่บ้างเป็นครั้งครา สบายใจจะตายไป
เมื่อเห็นว่าเซียงเหอกำลังจะพูดถึงหรงซิวอีก นางกระแอมเบา ๆ และเปลี่ยนหัวข้อสนทนาอย่างเนียนๆ "การสอบฤดูวสันต์จะเริ่มขึ้นในอีกไม่นานแล้วสินะ ข้ามิได้ออกนอกเรือนนานแล้ว อย่างนี้แล้วกัน เจ้าไปนัดพระชายาเก้าให้ข้า บอกให้นางไปซื้อของกับข้าวันพรุ่ง”
อวิ๋นอี้ไม่ได้ต้องการกระไร แค่จะออกไปซื้อของเพียงเท่านั้น
สองวันหลังจากสิ้นสุดเทศกาลล่าสัตว์ ชีวิตก็กลับคืนสู่ความสงบ แต่นางเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น ถูกวางยาเมื่อสองวันก่อน หลังจากตรวจสอบดูแล้ว อวิ๋นอี้รู้ว่าเป็นซูเมี่ยวเออร์
ซูเมี่ยวเออร์กระโดดบนกระโจนล่าง [1] ยียวนนางครั้งแล้วครั้งเล่า หากยังยอมต่อไปเช่นนี้ ยิ่งทำให้อีกฝ่ายหยิ่งผยองมากขึ้นเท่านั้น
อวิ๋นอี้ตัดสินใจแล้วว่าครานี้นางจะเริ่มก่อน จะสั่งสอนบทเรียนให้กับสตรีผู้นั้น
วันรุ่งขึ้น นางนัดพระชายาเก้ามาดื่มน้ำชาในโรงน้ำชา แล้วเล่าแผนการให้กู่ซือฝานฟัง
กู่ซือฝานปรบมือเห็นด้วยมิได้หยุด “ควรจะเอาคืนนางบ้างตั้งนานแล้วเพคะ! ไม่เช่นนั้นนางจะปฏิบัติต่อท่านเหมือนแมวป่วย!"
"เพียงแต่ว่าจะสั่งสอนนางเช่นไรนั้น ข้ายังคิดมิออก" อวิ๋นอี้นั่งชันแก้ม ความคิดขัดแย้งระหว่างทั้งสองคน "ที่สนามม้านางลงมือกับม้า ในการล่าสัตว์นางปล่อยงูบนเตียง จากนั้นยังวางยาข้าอีก ทั้งสามเรื่อง ต้องคิดบัญชีทีละเรื่อง"
"เช่นนั้น หนามยอกก็ต้องเอาหนามบ่ง!” จิตสำนึกในความยุติธรรมของกู่ซือฝานพลุ่งพล่าน “ผู้ใดให้นางทำร้ายคนอื่นก่อนเล่า”
อวิ๋นอี้ก้มหน้าลงดื่มชา ในแก้วมีใบชาเรียวเล็กลอยไปมาอยู่
ทันใดนั้นนางก็หัวเราะออกมา “ข้าคิดออกแล้ว”
หลังจากการล่าสัตว์ ซูเมี่ยวเออร์ก็ขังตัวเองอยู่ในเรือน เพียงแค่นางไม่ออกมา อวิ๋นอี้ก็ไม่มีทางแล้วงั้นหรือ?
นางคิดกระไรแผลงๆ ออก
วันนี้หรงซิวจะยุ่งจนถึงช่วงค่ำ ตอนกลับบ้านมาก็เข้ามาพร้อมกับดวงจันทร์และเหล่าดวงดาวเสียแล้ว ไม่คิดเลยว่า อวิ๋นอี้จะรอเขาอยู่ที่ห้องโถง
หรงซิวตกใจระคนปลาบปลื้ม ช่วงนี้เขามักจะออกไปแต่เช้าตรู่และกลับดึก แม้จะอาศัยอยู่กับอวิ๋นอี้ แต่โอกาสที่จะตื่นมาเจอหน้ากันตอนเช้ายังน้อยนัก
เขารู้สึกหวั่นใจเล็กน้อย แต่ก็ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เมื่อมาถึงตัว เขาก็โอบรอบเอวนาง “รอข้าอยู่หรือ?”
“ใช่เพคะ” อวิ๋นอี้ร่าเริง “ทานข้าวก่อนสิเพคะ”
“ได้” หรงซิวหรี่ตาและบีบปลายจมูกของนาง “ทำตัวดีเช่นนี้หวังอันใดหรือ”
อวิ๋นอี้ถูกมองออก แต่ไม่ได้รู้สึกเขินอาย นางคีบอาหารแล้วยิ้มยื่นให้เขา “กินเยอะๆ เพคะ”
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ใบหน้าป้อยอเช่นนี้ คนอื่นทำมีแต่จะทำให้หรงซิวหงุดหงิดและไม่ชอบใจ แต่การแสดงออกทางสีหน้าของนาง เขากลับรู้สึกอารมณ์ดีอย่างบอกไม่ถูก
เขายกริมฝีปาก อ้าปาก พูดอย่างได้คืบอยากเอาศอก "ป้อนข้าหน่อย"
"......"
รอยยิ้มของอวิ๋นอี้หยุดลง กวาดสายตามองเขาอย่างหงุดหงิด นี่เขาชักจะเอาใหญ่แล้วนะ?
แต่ทำได้แค่เก็บตาที่คิดจะกลอกไว้ หรงซิวยังคงยิ้ม เขาอ้าปากรอนางป้อนอาหารให้เขา
มีเรื่องจะขอเขา ห้ามโกรธเชียว ห้ามโกรธ
ภายใต้ใบหน้าอันยิ้มแย้มของหรงซิว อวิ๋นอี้นำอาหารป้อนเข้าปากอย่างยอมจำนน
“อร่อยเสียจริง” เขาพูดชมเกินจริง
พ่อยอดนักแสดง!
ทานข้าวเสร็จ หรงซิวไม่รีบร้อน อวิ๋นอี้อยากหาโอกาสคุยกับเขาในเรื่องจริงจัง แต่เขากลับแกล้งถ่วงเวลานาง เดี๋ยวจะทานผลไม้ เดี๋ยวจะอยากให้กอด
หลังจากทั้งสองคนอาบน้ำล้างหน้าเสร็จ นอนเคียงข้างกันบนเตียง บรรยากาศก็เงียบสงบลง อวิ๋นอี้พูดอย่างครุ่นคิด "ข้าขอคุยด้วยหน่อยเพคะ"
หรงซิวตอบอืม พยักหน้าอย่างเกียจคร้าน "เจ้าพูดมาสิ"
“ฝ่าบาทช่วยนัดคนผู้หนึ่งให้ข้าหน่อยเพคะ” ดวงตาของนางเป็นประกาย “ได้หรือไม่เพคะ? ความเหนื่อยราวกับยกมือเพียงเท่านั้น”
หรงซิวลืมตาขึ้นทันที เลิกคิ้วขึ้น “นัดผู้ใด?”
“...…” นางพูดอย่างไม่สบายใจเบาๆ "ซูเมี่ยวเออร์"
เดาไว้แล้วว่าเรื่องของนางไม่ใช่เรื่องดีอันใด เพลานี้ ดูเหมือนว่ามีบทความ [2]
หรงซิวหัวเราะเบาๆ
เขาไม่ตอบ อวิ๋นอี้จ้องอย่างประหม่า พูดพึมพำ "ได้หรือไม่เพคะ? ฝ่าบาทนัดออกมาเท่านั้น ที่เหลือปล่อยให้ข้าจัดการ"
กำลังพูดอย่างออกรส ทันใดนั้นหรงซิวก็พลิกตัวแล้วทับนาง "เจ้าขอให้บุรุษของเจ้า นัดหญิงอื่นออกมางั้นหรือ?”
“มิใช่ว่าจะให้ท่านออกไปกับนางจริงๆ เสียหน่อย” อวิ๋นอี้เอามือเล็กๆ คั่นกลางของทั้งสอง แล้วผลักเขาออกไป “ช่วยข้าหน่อยนะเพคะ! ท่านพี่ซิว”
เสียงนุ่มๆ เรียกเขาว่าท่านพี่ซิว ทำให้เขาขาดสติไป
เดิมทีก็ลืมรสกระดูกไม่ลงอยู่แล้ว [3] ตั้งแต่คืนนั้น เขาก็ไม่เคยลืม
สาวตัวน้อยอยู่ใต้ร่างเขา แทบอยากจะกลายร่างเป็นหมาป่า เพลานี้เขาถูกนางรบกวนใจได้ง่ายๆ หรงซิวก็ก้มจูบนางอย่างดูดดื่ม
จนกระทั่งทั้งสองหายใจไม่ออก อวิ๋นอี้อ้อนวอนขอความเมตตาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา เขาถึงได้กัดฟันพูดว่า "ได้ ข้าจะช่วย"
หรงซิวพูดแล้วต้องทำ วันรุ่งขึ้นก็ไปหาซูเมี่ยวเออร์เองที่เรือน บอกว่ามีธุระจะหาซูเมี่ยวเออร์
ซูเมี่ยวเออร์ที่กักตัวอยู่ในจวนอยู่หลายวัน ตอนแรกก็นึกว่าคนใช้โกหกนาง จนกระทั่งวิ่งออกไป แล้วเห็นหรงซิวกับตา
นางมีความสุขมาก สติของนางบอกให้นางความคุมอารมณ์ความตื่นเต้นของตัวเอง กัดริมฝีปากแล้วถามว่า “ท่านพี่ซิว ท่านมาหาข้ามีเรื่องอันใดหรือเพคะ?”
“มีเรื่องอยากคุยกับเจ้า บ่ายวันพรุ่งเจ้าว่างหรือไม่?"
"ว่างสิเพคะ!" ซูเมี่ยวเออร์รีบพยักหน้าตกลงอย่างรวดเร็ว
หรงซิวตอบอืมนิ่งๆ "บ่ายวันพรุ่ง เจอกันที่โรงน้ำชาเทียนเซี่ย เจ้ามาคนเดียวนะ เข้าใจหรือไม่?"
ซูเมี่ยวเออร์พยักหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า ต้องเข้าใจอยู่แล้วสิ!
เรื่องก็จบไปเช่นนั้น
ตั้งแต่หรงซิวจากไป ซูเมี่ยวเออร์ก็กระโดดโลดเต้นอยู่ห้องอย่างมีความสุข แม้แต่ในตอนกลางคืนก็หลับไม่ลง นางคิดไปต่างๆ นานา เดาว่าหรงซิวจะมีเรื่องอันใดคุยกับนาง
ยิ่งคิดก็ยิ่งตื่นเต้น คิดถึงเรื่องที่อาจจะได้อภิเษกกับหรงซิวในอนาคตอันใกล้
แต่ที่ทำให้ซูเมี่ยวเออร์ตกใจมากก็คือระหว่างทางไปโรงน้ำชาในวันรุ่งขึ้น นางถูกคนลักพาตัวไป
คนเหล่านั้นพานางไปในตรอกใกล้ๆ หัวถูกครอบด้วยถุงกระสอบ นางมองไม่เห็นด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ใด
สิ่งเดียวที่บอกได้จากน้ำเสียงดุด่าเหล่านั้นคือรู้ว่าเป็นกลุ่มบุรุษ
ซูเมี่ยวเออร์กลัวมาก นางคิดมาตลอดว่าตัวเองงดงามนัก เป็นสตรีที่สวยและมีความสามารถอันดับหนึ่งในเมืองหลวง เมื่อนางตกอยู่ในมือของพวกอันธพาล จึงรีบร้องว่า "อย่ามาแตะต้องตัวข้านะ! อยากได้เงินทองเอาไปให้หมดเลย แต่อย่ามาแตะต้องตัวข้า!”
เดิมคิดว่าจะใช้เงินแลกโอกาสรอดชีวิต แต่ก็มีเสียงบุรุษห้าวทุ้ม พูดว่า "เจ้าคิดจะใช้เงินทองดูถูกพวกข้าหรือ! พวกเรา! ทุบมัน!”
พูดจบนางก็โดนทุบตีอย่างหนัก ซูเมี่ยวเออร์หมอบลงกับพื้น กอดศีรษะ แต่ก็ยังถูกทุบตีจนเจ็บไปทั้งตัว
หลังจากตีไปรอบหนึ่งแล้ว คนเหล่านั้นก็หยุดพัก
ซูเมี่ยวเออร์ร้องไห้หนักขึ้นอีก “พวกเจ้าต้องการอันใดกันแน่? อยากได้เงินข้าจะให้! หากต้องการสตรีข้าก็จะหาให้! ปล่อยข้าไปเถิด!”
“ยังจะใช้สตรีกับเงินมาดูถูกพวกเราอีกหรือ? พวกเรา ตีมันอีกรอบ!”
ทุบตีนางอีกครั้ง
ซูเมี่ยวเออร์ทนไม่ไหว หลังจากถูกตีครั้งนี้ นางก็นอนนิ่งไม่ขยับอยู่กับพื้น
กลุ่มชายฉกรรจ์มองหน้ากัน แล้วก้มมองดูกระสอบ หันไปมองสตรีที่ยืนอยู่ไม่ไกลออกไป แล้วถามเสียงเบาว่า “ลูกพี่ จะทำเช่นไรขอรับ?”
อวิ๋นอี้ก้าวออกมา เตะกระสอบเบาๆ นางน่าจะเป็นลมสลบไปเสียแล้ว
นางยักไหล่และโบกมือให้พวกนั้นสลายตัว
ยังไม่ทันพลบค่ำ ข่าวของสตรีมากความสามารถอันดับหนึ่งในเมืองหลวงซูเมี่ยวเออร์ ถูกใครบางคนทุบตี ก็กระจายดังออกไป
เพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง กู่ซือฝานได้ส่งจดหมายมาโดยเฉพาะ อวิ๋นอี้เปิดดู ก็มี "ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า" เขียนอยู่บนกระดาษขาว
นางยิ้มเย้ยและเผาจดหมายทิ้ง รู้สึกหิวจึงเตรียมตัวจะไปทานอาหาร
ทันทีที่เปิดประตูออก ก็พบกับหรงซิวที่กลับบ้านมา
เขาตอบสนองอย่างรวดเร็ว กอดนางแล้วหมุนตัวกลับเข้าไปในห้อง
หรงซิวอุ้มนางไปที่โต๊ะ เอามือทั้งสองข้างโอบนางไว้ สูดลมหายใจที่สดชื่นที่ปลายจมูกของเขา เขามองนางแล้วถามว่า "มิมีอันใดจะพูดกับข้าหรือ? หืม?"
เชิงอรรถ
[1] กระโดดบนกระโจนล่าง 上蹿下跳 หมายถึง คิดแผนการ วิ่งวุ่นไปทุกที่
[2] มีบทความ 大有文章 หมายถึง เรื่องที่มีเบื้องลึกเบื้องหลัง
[3] ลืมรสกระดูกไม่ลง 食髓知味 หมายถึง ได้ลิ้มรสอาหารแล้วครั้งหนึ่งก็อร่อยจนลืมไม่ลง อยากทานอีก เปรียบเทียบกับเรื่องที่เคยทำแล้วอยากทำอีกได้